Masukเซียงหรงกัดริมฝีปากแน่น โกรธจนอยากจะร้องไห้
หลี่จือหลินเห็นท่าทางนางน่ารักนัก ก็อดเลิกคิ้วพลางพูดต่อด้วยน้ำเสียงเจ้าเล่ห์ หยอกเย้านางต่ออีกสักหน่อยไม่ได้ “เช่นนั้น...ห้าอีแปะที่ข้าเคยให้เจ้าตอนเด็ก เจ้าจะชดใช้เมื่อไหร่ดี หืม?”
เซียงหรงเขวี้ยงหมอนใส่เขาทันที
“ห้าอีแปะนั่นหรือ! ข้าก็เคยบอกไปแล้วนี่! ได้! งั้นตอนนี้เลย ข้าจะคืนให้ท่านห้าพันอีแปะ หากห้าพันอีแปะยังไม่พอ ข้าแถมให้ท่านอีกห้าหมื่นอีแปะก็ยังได้!” ตอนนี้นางมีเงินแล้ว เงินรางวัลพระราชทานแก่โฉมงามยอดเมธีจากฝ่าบาทอย่างไรเล่า! ถ้าเงินที่เหลือจากการซ่อมบำรุงเรือนอี้หรงยังไม่พอ นางจำนำปิ่นหงส์ทองคำกับของโบราณพระราชทานมาสมทบให้อีกก้อนก็ยังได้ หากต้องอาญาหมิ่นเบื้องสูงเพราะเรื่องนี้ก็ยิ่งดี นางจะได้ถือโอกาสร้องทุกข์ เรื่องจวิ้นหวังจ๋างจื่อเจ้าเล่ห์บางคน ใช้เงินห้าอีแปะเป็นข้ออ้างมาเล่นลิ้นรังแกนางเสียให้รู้แล้วรู้รอด!
“หึ...” หลี่จือหลินยิ้มเย็น ก่อนเอ่ยอย่างเน้นถ้อยเน้นคำ “ไม่ใช่ข้าเคยบอกไปแล้วหรอกหรือ ต่อให้เจ้าคืนมาสักกี่แสนอีแปะ แต่เงินพวกนั้นก็ไม่ใช่ห้าอีแปะที่ข้ามอบให้เจ้าครั้งนั้นอยู่ดี หากเจ้าหาห้าอีแปะนั้นมาคืนข้าไม่ได้ ข้าก็ไม่ยอมให้เจ้าจากไปไหน จนกว่าจะชดใช้ให้ข้าได้”
เซียงหรงโกรธจนตัวสั่น กัดฟันแน่นแล้วหันหน้าหนี “ท่าน...ท่านมันไร้เหตุผล ทั้งไร้เหตุผล ทั้งเจ้าเล่ห์ ทั้งไร้ยางอายที่สุด! ข้าเกลียดท่าน! เกลียดท่านแล้ว!”
ด้านนอกห้อง เฉินกั๋วกงที่แอบฟังอยู่ขมวดคิ้วแน่นจนใบหน้ายุ่งเหยิง สองมือกำหมัดแน่นจนข้อมือซีดขาว “ไอ้...ไอ้ลูกเขยสารเลว! ข้าจะเข้าไปกระทืบมันให้หายแค้นเดี๋ยวนี้!”
“ท่านพ่อ! ใจเย็นก่อนเถิดขอรับ!” เฉินจิ้งอี้รีบคว้าตัวบิดาไว้อีกครั้ง เขาถอนหายใจยาว “จวิ้นหวังจ๋างจื่อไม่ใช่คนเหลวไหลไร้ความรับผิดชอบ อีกทั้งพวกเขาสองคนเดิมทีก็เป็นคู่หมั้นคู่หมายตั้งแต่ยังเยาว์ ตอนนี้ก็ถึงขั้นเข้าพิธีหมั้นหมายอย่างถูกต้องตามธรรมเนียม จวนเราเองยังรับสินสอดจากพวกเขามาแล้วด้วยซ้ำ...ไม่เพียงแต่รับสินสอดธรรมดา ยังจัดงานเลี้ยงต้อนรับในวันนั้นอีกด้วย คนล้วนรู้กันทั่ว นี่เป็นเรื่องระหว่างพวกเขา ปล่อยให้พวกเขาจัดการกันเองเถิด”
เฉินกั๋วกงจ้องประตูห้องเขม็ง ทว่าเมื่อนึกถึงวันแรกที่ครอบครัวพี่ภรรยาจากตำหนักจวิ้นหวังพากันมาเยี่ยมฟูเหรินของตน ก็พลันนึกได้ว่ามีการพูดจาหมั้นหมาย ซ้ำยังมอบกำไลหยกขาวโลหิตค่าควรเมืองไว้ให้ต่างของหมั้น ทายาทจวิ้นหวังเองยังสาบานว่าจะรักปกป้องบุตรสาวของเขานับตั้งแต่ครั้งแรกที่ถูกทารกน้อยกำมือไว้ด้วยซ้ำ...
แต่วิธีการที่ลูกเขยผู้นี้ใช้เข้าหาบุตรสาวของเขาก็ช่าง...
“ฮึ้ย!” เฉินกั๋วกงกำหมัดแน่นอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะสะบัดแขนเสื้อ เดินจากไปอย่างหงุดหงิด
ภายในห้อง หลี่จือหลินยังคงอมยิ้มขบขัน มองใบหน้างอง้ำของนางในดวงใจอย่างมาดหมาย
เขาเอ่ยเสียงนุ่ม “หรงเอ๋อร์...ก่อนหน้านี้ที่หมู่บ้านเล็กๆ นั่น ไม่ใช่ว่าเจ้าตกลงปลงใจกับข้าแล้วหรอกหรือ หรือเพราะตอนนี้ตั้งครรภ์จึงเกิดอารมณ์แปรปรวนขึ้นมาเช่นนี้อีก” เขาพยายามกุมมือน้อยไว้ แม้จะถูกชักมือกลับหรือผลักมือออกสักเพียงใดก็ตาม “อย่าได้คิดหนีข้าไปไหนอีกเลย...เพราะไม่ว่าจะลึกสุดขอบนรกหรือสูงเหนือเก้าชั้นฟ้า ข้าก็จะตามหาเจ้าให้เจอให้ได้ ทั้งเจ้าและลูกของเรา...ว่าที่ทายาทผู้สืบทอดเพียงหนึ่งเดียวของข้า”
เซียงหรงเมินหน้าหนี
แม้ว่าหลี่จือหลินจะกล่าวสิ่งใด นางก็ทำเหมือนไม่รับรู้ไม่ได้ยินไปทุกสิ่ง
“แน่นอน ใครจะดีใจที่เจ้าบ่าวเมามายเสียหมดสภาพทั้งที่เป็นวันเข้าหอวันแรกเล่า” องค์ชายสามยืนยันหนักแน่น สองมือประคองเจ้าบ่าวมุ่งหน้าไปทางห้องพักแขก หางตาก็คอยเหลือบมองเฉินเหม่ยลี่เป็นระยะเมื่อเห็นชายกระโปรงสีอ่อนของเฉินเหม่ยลี่ รู้ว่านางยังคงลอบเดินตามมาห่างๆ และคิดว่าเขามองไม่เห็น องค์ชายสามหลี่เจี๋ยก็ได้แต่นึกขันในอกโง่เง่ายิ่งนัก!สตรีผู้นี้โง่เง่าถึงเพียงนี้ได้อย่างไรนะ...นางไม่คิดหรืออย่างไรว่าหูตาของตำหนักจวิ้นหวังมีมากมายเพียงใด เป็นเพียงลูกอนุที่ตระกูลมารดากำลังตกต่ำย่ำแย่ผู้หนึ่งของจวนกั๋วกง กลับต้องการเข้าหาจ๋างจื่อของตำหนักจวิ้นหวังในวันสมรส ใช่รนหาที่ตายหรือไม่?แต่ช่างเถิด... หลี่เจี๋ยลอบยิ้มกับตนเองในเมื่อนางกับเขาต่างก็มี ‘เป้าหมายเดียวกัน’ อำนวยความสะดวกให้นางสักหน่อยจะเป็นไร…องค์ชายสามค่อยๆ พาหลี่จือหลินเข้าไปนั่งพักบนตั่งในห้องพักแขก อันที่จริงเขาก็อยากจะส่งให้ถึงเตียงอยู่หรอก แต่จ๋างจื่อผู้นี้ไม่รู้ว่ากินอะไรเข้าไป รูปร่างก็ไม่ได้อวบอ้วน แต่กลับตัวหนักนัก!“พี่จือหลินนอนพักรอน้ำแกงสร่างเมาอยู่ที่นี่สักเดี๋ยวก็แล้วกัน”เห็นเจ้าบ่าวหมาดๆ พยักหน้าอย่างว่าง่าย องค์ชาย
องค์ชายสามรีบปราดเข้ามาประคองเจ้าบ่าวหมาดๆ เอาไว้ น้ำเสียงอบอุ่นอ่อนโยนยิ่ง“ให้ข้าได้ประคองพี่จือหลินไปส่งเถอะ” หลี่เจี๋ยประคองร่างสูงโปร่งของหลี่จือหลินเอาไว้แล้วเดินออกจากห้องโถงไปตามทางเดิน ก่อนจะออกจากห้องก็หันหน้าไปหาบ่าวคนสนิทของตนแวบหนึ่ง ครั้นเห็นว่าเขาพยักหน้าแล้วหายไปในฝูงชนก็ประคองหลี่จือหลิน ออกเดินไปอย่างช้าๆ ไปตามทางเดินที่ทอดอยู่ในสวนอันเงียบสงบ ทางเดินในสวนยามนี้ล้วนตกแต่งด้วยเสาโคมไฟที่แขวนโคมแดงเอาไว้ ดูงดงามเป็นสิริมงคลเป็นอย่างยิ่ง “พี่จือหลินจากไปสนามรบไม่ได้กลับมาเมืองหลวงบ้างเลย ข้าเองอยากสนิทสนมกับพี่จือหลินมานานแล้ว” องค์ชายสาม หลี่เจี๋ย เอ่ยปากอย่างเชื่องช้า พลางหัวเราะในลำคอ “วันนี้ถือว่าสบโอกาส ขอข้าทำหน้าที่น้องชายอารักขาพี่จือหลินไปที่ห้องหอ ระหว่างทางเราจะได้คุยกันให้มากหน่อย” แม้ว่าใบหน้าจะแย้มยิ้ม ทว่าในใจหลี่เจี๋ยกลับคั่งแค้นเหลือจะกล่าวเดิมเขาเองควรจะได้ตบแต่งกับโฉมงามยอดเมธีในปีนี้...เฉินเซียงหรงช่างงดงามและเปี่ยมด้วยความสามารถชวนให้ผู้อื่นชื่นชมยิ่งนัก ทว่านางกลับมีเจ้าของอยู่ก่อนแล้ว เสด็จแม่ของเขา
เซียงหรงถูกพาไปนั่งบนเตียงที่ปูผ้าคลุมสีแดงปักลายยวนยาง ตอนนั้นเองที่จวิ้นหวังเฟยเดินเข้ามาด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า พร้อมบุตรชายที่ยามนี้ทุกคนในตำหนักได้เห็นแล้วว่าจ๋างจื่อของพวกตนช่างยิ้มได้งดงามนัก จวิ้นหวังเฟยรับจานเกี๊ยวมาจากแม่สื่อ ก่อนคีบป้อนสะใภ้หมาดๆ ของตนเองผ่านผ้าคลุมหน้า เซียงหรงได้แต่อ้าปากรับ ก่อนจะเคี้ยวแล้วเบิกตาโพลง …คายออกได้หรือไม่ มันยังดิบอยู่เลย... จวิ้นหวังเฟยหัวเราะเบาๆ ก่อนถาม “ดิบหรือไม่” เซียงหรงไม่กล้าเบ้ปาก ได้แต่พยักหน้าเบาๆ “ดิบเจ้าค่ะ” “ดีแล้ว ดิบก็ดีแล้ว” สตรีที่แต่งงานแล้วทุกคนในที่นั้นหัวเราะเสียงใส ก่อนที่พระชายาจะวางเกี๊ยวกลับไปให้กับแม่สื่อ “เอาล่ะ พักผ่อนเถิด จือหลิน เจ้ายังคงต้องไปรับแขกอยู่นะ” “ขอรับท่านแม่” เขาพยักหน้า รอจนกระทั่งมารดาและคนอื่นๆ เดินออกไป หลี่จือหลินจึงหันกลับมาหาเจ้าสาวของตนเองอีกครั้ง พลางยกน้ำชาให้นางอย่างเอาใจ “ค่อยๆ ดื่ม อาหารเหล่านี้เจ้ากินได้ทั้งหมดเลย ไม่ต้องรอข้ากลับมาหรอก หากง่วงก็นอนก่อนเสีย” “…เกี๊ยวเมื่อครู่ไม่เห็นอร่อยสักน
เฉินเหม่ยลี่กับเฉินชิวเยว่ ผู้หนึ่งเตรียมตัวก่อเรื่อง ผู้หนึ่งหวังชมเรื่องสนุก ต่างฝ่ายต่างแย้มยิ้มให้กันขณะนั่งร่วมเกี้ยวเล็กๆ ตามเกี้ยวเจ้าสาวแปดคนหาม ดูรักใคร่กลมเกลียวเป็นอย่างมาก จนเฉินเหม่ยเซียงและเฉินหมิงเยว่อดตะขิดตะขวงใจแทนไม่ได้ขบวนแห่เจ้าสาวครั้งนี้ยาวเหยียด มีผู้คนมาโห่ร้องยินดีมากมาย ส่วนหนึ่งเพราะต้องการเห็นขบวนสินเดิมเจ้าสาวที่กล่าวกันว่ายาวหลายลี้ อีกส่วนหนึ่งก็เพราะพ่อบ้านของตำหนักจวิ้นหวังช่างมือหนัก โปรยเหรียญมงคลให้กับผู้ที่อำนวยพรคู่บ่าวสาวไม่หยุดหย่อนเพียงพริบตาเดียว ทั่วทั้งถนนก็เต็มไปด้วยคำอวยพรยินดี มาถึงตรงนี้ เหล่าบุตรสาวสกุลเฉินในเกี้ยวต่างสีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความหงุดหงิด ดวงตาฉายแววริษยาอย่างไม่อาจปิดบัง แม้เฉินชิวเยว่เองจะไม่ได้รู้สึกว่าตนเองด้อยไปกว่าเฉินเซียงหรงที่ใด ซ้ำคู่ครองในอนาคตของนาง ก็ยังเป็นถึงผู้สูงศักดิ์ที่จ๋างจื่อตำหนักจวิ้นหวังอย่างหลี่จือหลินเทียบไม่ติด แต่นางกลับอดสงสัยไม่ได้เลยว่าองค์ชายสามจะทุ่มเทให้กับนาง ดังเช่นที่จวิ้นหวังจ๋างจื่อทำให้น้องสามสารเลวสมควรตายหรือไม่ ไม่ต้องพูดถึงเฉินเหม่ยลี่ ที่ยามนี้ผ้าเช็ดหน้า
เซียงหรงเม้มปากแน่น แต่นางถอยหลังไม่ได้แล้ว มีแต่ต้องเดินหน้าเท่านั้นแม้ว่าเทียนจินในยามนี้จะมิได้เคร่งครัดในเรื่องการยกอนุขึ้นเป็นภรรยาเอกเช่นรัชสมัยอื่นๆ แต่ว่านางก็หวังไม่ให้บิดาดำเนินไปในทางผิดมากกว่านี้...อนุหานไม่ใช่คนที่จะสามารถเป็นหน้าเป็นตาให้กับจวนกั๋วกงได้จริงๆเซียงหรงตามองจมูก จมูกมองใจ [1]นางได้ยินเสียงบิดาพูดอวยพร ทว่ากลับฟังไม่รู้ความแล้วสักคำนางไร้มารดา จึงมีเพียงแต่ป้ายวิญญาณเท่านั้นที่นางเคารพกราบไหว้แม้ว่าอนุหานจะนั่งอยู่ด้านข้างเฉินกั๋วกง สวมชุดสีเดียวกับอาทิตย์อัสดงที่เกือบคล้ายสีแดงสด ทว่าอนุผู้หนึ่งก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะได้รับการคารวะจากคุณหนูสายตรงเช่นนางกว่าที่เซียงหรงจะรู้ตัวอีกที ก็ถูกพี่ชายใหญ่แบกขึ้นหลัง พาเดินออกจากจวนกั๋วกงทีละก้าวๆ ด้วยฝีเท้ามั่นคงชั่วอึดใจนั้น ร่างบอบบางซบลงบนแผ่นหลังกว้างของพี่ชาย นางจับเสื้อเขาเอาไว้แน่น น้ำตาร้อนๆ ไหลออกมาทีละหยดตกต้องบ่าของคุณชายใหญ่แห่งจวนเฉินกั๋วกง“จำไว้ หรงเอ๋อร์ เจ้ากลับมาที่นี่ได้เสมอ” พี่ชายนาง เฉินจิ้งอี้ พูดเสียงทุ้มต่ำ “อย่าได้กลัว อย่าได้กังวล ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จวนเฉินกั๋วกงและพี่ใหญ่จะยืนเคียงข้า
อนุหาน หานชิงเยว่ รีบฉวยโอกาสขณะเฉินกั๋วกงกำลังรับคำแสดงความยินดีจากอดีตเสนาบดีสวีผู้มีศักดิ์เป็นปู่ของสวีหวงโฮ่ว ซึ่งกำลังจะเกี่ยวดองเป็นทองแผ่นเดียวกัน และท่านปู่กับท่านลุงของนาง มุ่งหน้าไปบอกกล่าวหว่านล้อมขออนุญาตให้ ‘บุตรสาว’ อีกสี่คนสามารถติดตามขบวนแห่เกี้ยวเจ้าสาวไปส่งตัวพี่หญิงน้องหญิงของตนออกเรือนได้ ขณะที่ด้านนอกเริ่มมีเสียงเอะอะ เสียงหัวเราะเฮฮาประสมกันเมื่อพี่ชายน้องชายของเจ้าสาวทดสอบว่าที่ท่านเขยของตนเองด้วยปัญหาเชาว์เซียงหรงได้ยินเสียงทุ้มนุ่มของหลี่จือหลินตอบคำถามแต่ละข้อจนครบ ร่ายบทกวีที่แต่งขึ้นสดๆ ร้อนๆ ต่อหน้าผู้ทดสอบและแขกเหรื่อที่มาร่วมงานคนอื่นๆเสียงของผู้คนมากมายเริ่มย้ายไปที่ห้องโถงบรรพบุรุษเมื่อหลี่จือหลิน ต้องคำนับบรรพบุรุษในจวนกั๋วกงเพื่อบอกกล่าวว่าเขาได้มารับเจ้าสาวสกุลเฉินแล้ว แล้วจึงกลับมารอเจ้าสาวของตนที่หน้าห้องโถงพิธี รอให้นางออกไปกราบไหว้บิดามารดาอีกครั้งแล้วจึงออกขบวนเซียงหรงรู้สึกเหมือนตนเองเป็นตุ๊กตาที่ได้แต่เคลื่อนไหวไปตามการจับจูงของผู้คน เริ่มจากฟูเหรินมงคล จากนั้นก็เป็นมือใหญ่ของหลี่จือหลินที่รอรับอยู่อย่างมั่นคง ก่อนที่เขาจะพานางไปกราบไหว้บิ







