LOGINเช้าวันถัดมา...เฉินเซียงหรงรีบตื่นนอนตั้งแต่เช้าตรู่ ในใจคิดแต่จะรีบไปหาท่านแม่กับน้องชายตัวน้อย ทว่าหลังแต่งชุดขาวแปลกตาให้นาง แม่นมหลินกลับรั้งนางไว้ กล่าวว่า “คุณหนูสาม...สตรีคลอดบุตรนั้นเหน็ดเหนื่อยยิ่ง เมื่อคืนฟูเหรินคลอดบุตร เหน็ดเหนื่อย อ่อนเพลีย จึงอยากนอนพักอย่างสงบเจ้าค่ะ...ต่อไป...ต่อไปนี้ฟูเหรินจะไม่ตื่นขึ้นมาอีกแล้วเจ้าค่ะ”
เฉินเซียงหรงแม้ยังเด็กอยู่มาก แต่ไม่ใช่คนเขลา นางเข้าใจดีว่าคนหลับไม่ตื่นหมายถึงอะไร นางรู้ก็เพราะอนุหานเคยบอกนางไว้!
“ท่านแม่...ท่านแม่จะไม่กอดข้า จะไม่เล่นกับข้าอีกแล้วใช่หรือไม่...”
เสี่ยวเซียงหรงร้องไห้จนตัวโยน
ที่แท้...ที่แท้แม้นางจะรีบตื่นนอนรีบแต่งเนื้อแต่งตัวไปพบท่านแม่อย่างไรก็ไร้ประโยชน์ ท่านแม่...ท่านแม่ไม่อาจลุกขึ้นมากอดนาง ลูบศีรษะปลอบโยนนางได้อีกแล้ว!
วันเดียวกันนั้น ขณะแม่นมหลินพานางไปพบท่านแม่ที่กำลัง ‘นอนหลับอย่างสงบ’ อนุหานที่มักใส่ใจนางกว่าใครก็ยังเข้ามากล่าวปลอบโยนนางอีกว่า...
“หรงเอ๋อร์...เจ้าก็อย่าได้เศร้าเสียใจจนเกินไปนัก สตรีที่ไหนๆ ยามตั้งครรภ์คลอดบุตรก็ล้วนเจ็บปวดทรมานเยี่ยงนี้ ยังไม่นับอีกว่าแต่ละครั้งที่คลอดบุตรธิดาก็ไม่ต่างอะไรไปจากการย่างเท้าข้างหนึ่งเข้าปากทางไปยมโลก...พี่หญิงใหญ่มารดาของหรงเอ๋อร์คนดีต้องเผชิญความทุกข์ทรมานจากการคลอดบุตร เลือดไหลไม่หยุดจนต้องมาเสียชีวิตตั้งแต่ยังเยาว์เช่นนี้...แม้จะน่าสะท้อนสะเทือนใจยิ่งนัก ทว่าเรื่องเหล่านี้ก็ล้วนเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ตามธรรมดา หรงเอ๋อร์ของพวกเราเป็นเด็กดีที่รู้ความมาเสมอ เจ้าก็เชื่อแม่รองสักครั้ง อย่าได้โศกเศร้าแสดงความเสียใจออกมามากมายนัก มิฉะนั้นท่านกั๋วกงและท่านย่าของเจ้าคงยิ่งปวดใจยิ่งขึ้น ทั้งยังต้องเป็นห่วงพะวงสุขภาพและความรู้สึกของหรงเอ๋อร์คนดีเพิ่มอีกข้อ...”
อนุหานยังแย้มรอยยิ้มงดงามราวบุปผา ก่อนกล่าวกับนางด้วยสีหน้าเครียดขึง จริงจัง
“เฮ้อ...แม่รองอย่างข้าก็ได้แต่หวังว่าวันหนึ่ง เมื่อคุณหนูสามของตระกูลเราอย่างเจ้าแต่งงานออกเรือน จะไม่เป็นดังเช่นมารดา...คลอดลูกแต่ละครั้งล้วนยากลำบาก จนสุดท้าย...” นางเลือกละเอาไว้ ไม่พูดประโยคที่ไม่สมควรพูดออกมา
แม้อีกฝ่ายจะไม่พูดออกมา แต่เฉินเซียงหรงเป็นเด็กหัวไว เหตุใดนางจะไม่เข้าใจ
นึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืนแล้ว นางก็ถึงกับตัวสั่น ทั้งหวาดกลัวทั้งเสียใจจนกลั้นน้ำตาที่เพิ่งจะหยุดไหลเอาไว้ไม่อยู่
ไม่ดี...ไม่ดีแล้ว! เป็นสตรีที่จริงแล้วไม่ดีเลยสักนิด! เข้าห้องที่ใช้ทำคลอดได้ต่างจากบุรุษแล้วอย่างไร? หากผู้ที่ต้องคลอดบุตรเป็นนาง แล้วต้องเจ็บปวดทรมานเสียเลือดจนตายเช่นมารดา นาง...นางไม่เอา!
เสี่ยวเซียงหรงกอดซบบ่าแม่นมหลินที่ย่อตัวลงปลอบโยนตนเอง บอกเสียงสั่น
“แม่นมหลิน ข้า...ข้าไม่เอา...ข้าไม่อยากเป็นเช่นท่านแม่ ข้า…ข้าจะไม่ได้เจอท่านแม่อีกแล้ว!” เฉินเซียงหรงร้องไห้โฮ เสียงร้องของนางดังก้องไปทั้งเรือนอันเงียบเชียบวังเวง
แม้เด็กน้อยอย่างนางจะพยายามกลั้นสะอื้น เสียงสะอึกสะอื้นของนางก็ยังดังไม่หยุดจนผู้เป็นแม่นมหวั่นใจ
แม่นมหลินได้แต่พยายามปลอบโยนคุณหนูสามของตน ทั้งสงสาร ทั้งสะเทือนใจ
นอกจากสงสารและสะเทือนใจแล้ว ยิ่งเห็นคุณหนูของตนปลดปล่อยความเศร้าเสียใจร้องห่มร้องไห้เนิ่นนานเข้า แม่นมหลินก็ยิ่งกรุ่นโกรธ ที่แม่นม อย่างนางโกรธที่สุดคือเรื่องที่แม้แม่นมอย่างนางจะขุ่นเคืองอนุหานที่ชอบพูดจาไม่รู้จักคิด นางที่เป็นแม่นมของคุณหนูสามกลับไม่กล้าต่อว่า เหน็บแนม หรือขัดขวางสตรีปากหวานปานน้ำผึ้งผสมยาพิษจากสกุลหานท่านนี้สักนิด
อนุหาน หานชิงเยว่ ผู้นี้ แม้ยามนี้อยู่ในจวนจะไม่ได้รับความสำคัญสักเท่าใด ทว่าตระกูลที่อยู่เบื้องหลังอย่างสกุลหานก็นับว่าเป็นตระกูลบัณฑิตที่ยิ่งใหญ่ ซ้ำยังนับได้ว่าเป็นตระกูลเก่าแก่ของแผ่นดินเทียนจินตระกูลหนึ่ง หากทำให้สตรีเช่นนี้โกรธ กลัวแต่ว่าบ่าวคนหนึ่งของจวนอย่างนางจะรองรับโทสะของอนุหานท่านนี้ไม่ไหว จะอย่างไรแม่นมอย่างนางก็ยังมีพ่อแม่สามีที่แก่ชราและบุตรสาวบุตรชายที่ยังเล็กให้ต้องเลี้ยงดู!
แม่นมหลินมีความคิดของนาง เซียงหรงเองก็มีความคิดของนาง
เสี่ยวเซียงหรงจ้องมองท้องฟ้า กล่าวคำสัตย์สาบานในใจ น้ำตาสีใสกลบนัยน์ตาจนมองไม่เห็นอะไรแล้วสักนิด
“ข้า เฉินเซียงหรง ขอสาบาน! ชาตินี้ทั้งชาติไม่ขอยอมแต่งงานคลอดบุตร! แลกกับเรื่องนี้ ข้ายินดีกระทำตนเป็นเด็กดีทั้งชีวิต แม้ผู้อื่นตีข้า ข้า...ข้าก็จะปล่อยให้พวกเขาตี! จะไม่ตีพวกเขากลับสักนิด! เห็นแก่ที่ข้ากระทำตนเป็นเด็กดี ขอบรรพชนและสวรรค์โปรดเห็นใจ ช่วยปกป้องคุ้มครองข้า ชั่วชีวิตนี้...ชั่วชีวิตนี้ขออย่าให้ข้าต้องประสบชะตากรรมเช่นเดียวกับท่านแม่ที่น่าสงสารของข้าเลย!”
จู่ๆ ก็เกิดมีเสียงฟ้าร้องครืนครางดังออกมาจากกลุ่มเมฆหม่นครึ้มเหนือจวนเฉินกั๋วกงอย่างถูกจังหวะ เซียงหรงทึกทักเอาเองว่าสวรรค์เบื้องบนได้ตอบรับคำขอของนางแล้ว จึงกำมือน้อยๆ แน่น ตอกหมุดปักความตั้งใจอันแน่วแน่ตรึงไว้ในใจ
ถูกแล้ว ขอเพียงชาตินี้ทั้งชาติบุตรสาวกั๋วกงอย่างนางไม่ต้องแต่งงานคลอดบุตร ไม่ว่าจะเป็นสิ่งใด นางก็ยอมทำทั้งนั้น!
เสี่ยวเซียงหรงพยายามกลั้นสะอื้น แต่ยิ่งพยายามหยุดตัวเอง นางกลับยิ่งร้องไห้หนัก ยิ่งนึกถึงคำพูดอนุหาน นางก็ยิ่งหวาดกลัวสุดหัวใจ
ระ ร้องไห้แบบนี้...การร้องไห้เสียงดังแบบนี้ นับว่าทำให้ท่านพ่อและท่านย่าต้องทุกข์ใจใช่หรือไม่? เช่นนี้...เช่นนี้แล้วนางก็จะไม่ใช่เด็กดี หากนางไม่กระทำตนเป็นเด็กดี บรรพชนและสวรรค์ที่ไหนจะยอมรับฟังคำขอร้องอ้อนวอนของนาง!
นึกถึงตรงนี้ เสี่ยวเซียงหรงก็หวาดกลัวยิ่งนัก นางพยายามกัดริมฝีปากอันบอบบาง ข่มความรู้สึก ทว่ากลับหยุดน้ำตาที่ท่วมทะลักออกมาเป็นสายไม่ได้อย่างใจนึก
ต่อไป...ต่อไปนี้นางจะต้องเรียนรู้วิธีที่จะหยุดน้ำตาพวกนี้ นางจะไม่ร้องไห้เช่นนี้อีก นาง...นางจะต้องเป็นเด็กดี เด็กดีจะไม่กระทำสิ่งใดให้ผู้อื่นต้องรู้สึกไม่สบายใจทั้งนั้น เพราะเหตุนี้...เพราะเหตุนี้นางจึงไม่อาจร้องไห้โยเยเป็นเด็กไม่รู้ความเช่นนี้อีก!
เฉินเซียงหรงเม้มริมฝีปากแน่นสนิท ซบหน้ากอดแม่นมหลิน
แม้จะไม่รู้ความคิดของเด็กน้อยที่ตนเลี้ยงดูมา ท่าทีคุณหนูสามของตนก็พาให้แม่นมหลินสะเทือนใจยิ่งนัก
แม่นมหลินกอดร่างน้อยๆ ของคุณหนูสามไว้แน่น แค้นใจนักที่ไม่กล้าพอจะพูดจาตอบโต้อนุหานปกป้องคุณหนูสามที่น่าสงสารของตนแม้เพียงครึ่งคำ
หากก่อนหน้านี้รู้ความคิดของคุณหนูตัวน้อยในอ้อมอก แม่นมอย่างนางก็คงจะได้รีบแก้ไขความคิดบิดๆ เบี้ยวๆ ที่อนุหานนำมาพูดกรอกหูเด็กน้อยที่เพิ่งจะขาดมารดา…
น่าเสียดายที่แม่นมหลินไม่รู้ถึงความคิดนั้น
กว่าแม่นมอย่างนางจะจับสังเกตได้ว่าคุณหนูสามมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อการแต่งงานออกเรือน ทั้งยังตั้งใจแน่วแน่ถึงขั้นสาบานว่า “จะขอกระทำตัวเป็นเด็กดี ที่แม้ถูกผู้อื่นตี ก็จะไม่ขอตีตอบชั่วชีวิต แต่ไม่ขอยอมแต่งงานคลอดบุตร” ก็ถึงวันที่อนุหานอสรพิษขับไล่แม่นมอย่างนางออกจากจวนอย่างไม่ไว้หน้า ไร้ไมตรี กระทั่งเสี่ยวซีบุตรสาวของนางที่แต่เดิมท่านกั๋วกงหมายใจจะให้เป็นเพื่อนร่วมเล่นร่วมเรียนกับคุณหนูสาม ก็ยังถูกขับไล่ออกมาจากจวนพร้อมๆ กันกับนางด้วย
ฟูเหรินจากไปได้เพียงสองปี อนุหานหานชิงเยว่ก็กำจัดผู้ภักดีรอบๆ ตัวคุณหนูสามไปจนหมด แม่นมอย่างนางหวาดกลัวยิ่งนัก ว่าอนาคตของคุณหนูสามที่อยู่ในเงื้อมมืออนุหาน จะไม่งดงามดังภาพฝันที่ตนเคยคาดเดาไว้
ไม่ถูก...อย่าว่าแต่อนาคตที่ดีเลย เอาแค่ว่าจะสามารถรอดชีวิตไปจนเติบใหญ่ได้หรือไม่ นั่นต่างหากที่น่าเป็นห่วงกังวลเสียยิ่งกว่า!
4.5 องค์ชายสาม หลี่หยางเหวินในยามเช้าที่แสงอรุณอ่อนละมุนลอดผ่านม่านมุกขาวนวลตา มีเสียงนกร้องพาให้รู้สึกได้ว่าแผ่นดินนี้ช่างสงบสุข กลับมีเสียงโวยวายดังกลบเสียงนกเหล่านั้น ทำเอาเหล่าข้ารับใช้ตกใจแตกตื่นกันไปหมด“พวกเจ้าอีกแล้ว! มาขโมยกินผลท้อของข้าอีกแล้ว!”เสียงตะโกนปานจะถล่มวังเป็นของเด็กชายร่างเล็กผู้หนึ่งมือข้างหนึ่งของเขาถือหน้าไม้อันเล็กที่พี่ชายฝาแฝดทำให้ อีกข้างกำสายหนังที่ใช้รัดกระบอกใส่ลูกดอกหน้าไม้ไว้แน่น ในยามที่เหล่าข้ารับใช้ช่วย กันเปิดหน้าต่างรับลมยามเช้า เขากลับปีนขึ้นต้นไม้ไปเรียบร้อยแล้วเด็กชายผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นองค์ชายสาม ‘หลี่หยางเหวิน’ ทายาทองค์ที่ห้าของหวงตี้ แฝดชายขององค์ชายหลี่อวี่เหวิน...หากแฝดชายผู้พี่อย่างหลี่อวี่เหวินเป็นหมึกที่ซึมลงบนกระดาษ หลี่หยางเหวินก็คือฝีพู่กันที่ถูกสะบัดสาดไร้ทิศทาง หากพี่ชายฝาแฝดอย่างหลี่อวี่เหวินเป็นแม่น้ำสงบนิ่ง หลี่หยางเหวินก็เป็นลำธารเชี่ยวกรากที่ไม่เคยหยุดนิ่งเขาไม่ได้สนใจตำราหรือกังวลยศศักดิ์ แต่กลับรู้ว่าต้นเหมยหลังตำ หนักต้องปีนขึ้นอย่างไรเปลือกไม้จึงจะไม่ถลอก รู้ว่าปลาตะเพียนในสระชอบกินไส้เดือนมากกว่าข้าวสุก และ
4.3 องค์หญิงรอง หลี่ลี่ซินในยามย่ำรุ่ง เพียงแสงอาทิตย์ลอดผ่านผ้าไหมเนื้อบางปักลายดอกเหมยสีครามอ่อนที่ห้อยอยู่เหนือหน้าต่าง ไม่ทันที่นกสักตัวจะส่งเสียงร้อง องค์หญิงรอง ‘หลี่ลี่ซิน’ ก็ได้ตื่นขึ้นมาแล้วนางอายุเพียงเก้าขวบเท่านั้น แต่ผิวพรรณผุดผ่องละมุนละไม จริตกิริยานิ่มนวลไม่ต่างจากหยาดน้ำค้างบนกลีบดอกหลี รอยยิ้มของนางเปรียบได้ดั่งแสงอ่อนแรกของยามเช้า ยามข้ารับใช้พบเจอล้วนแล้วแต่รู้สึกว่าองค์หญิงรองช่างเติบโตมาได้ดียิ่งนักไม่ใช่ว่าองค์หญิงและองค์ชายองค์อื่นไม่ดี เพียงแต่องค์หญิงรองของพวกเขาเหล่าข้ารับใช้อ่อนโยนใจดีกับทุกคนเป็นที่หนึ่ง ราวกับเป็นพระโพธิสัตว์มาจุติก็ไม่ปานทุกเช้าลี่ซินมักจะเตรียมของใช้ ‘จำเป็น’ ของเหล่าพี่น้องให้เรียบร้อย ไม่เว้นแม้แต่ขององค์ชายหยางเหวินผู้นิยมแอบหนีไปปีนต้นไม้ บ้างก็ยิงนก บ้างก็ตกปลา มากกว่ามานั่งอ่านตำราหรือสนทนากับเหล่าพี่น้องลี่ซินไม่เพียงแต่รู้จักเตรียมพร้อม แต่ยังตาไวยิ่งนักทันทีที่เห็นหน้าน้องชายสาม หยางเหวิน นางก็ทอดถอนใจ ก่อนเอ่ย“เสื้อเจ้าขาดตรงชายอีกแล้ว...ยื่นมาเถอะ ข้าจะปะให้เจ้า”“ขาดอีกแล้วหรือ...” หยางเหวินหัวเราะแหะๆ พลางยื่นแขนเสื้
4.1 องค์ชายใหญ่ หลี่หลงหานใต้ร่มอู่ถงต้นใหญ่โตหลังตำหนักคุนหนิงของหวงโฮ่ว องค์ชายใหญ่ ‘หลี่หลงหาน’ ในวัยสิบเอ็ดชันษา ประทับนิ่งอยู่กลางศาลา โบกพัดผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มปักลายเมฆมงคลในมือเบาๆ ขณะกวาดสายตาที่ดูสงบไว้สง่าไปยังน้องๆ ที่วิ่งเล่นกันอย่างอลหม่าน"บุรุษพึงสงบเยี่ยงภูผา อารมณ์มั่นคงดุจสายน้ำ...ผู้นำสมควรวางตนเป็นเสาหลักของแผ่นดิน..." องค์ชายกล่าวกับถ้วยชาเบื้องหน้า ทว่าในมือกลับซ่อนหนังสือนิยายที่ลอบหยิบมาจากตำหนักคุนหนิงเอาไว้แฝดสี่ที่กำลังแย่งขนมดอกเหมยกันอยู่ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าว ถกเถียงกันยืดยาวก็ไม่จบไม่สิ้น องค์ชายใหญ่ฟังจนปวดหัว สุดท้ายก็ทอดถอนใจออกมาเขาผินหน้ามองน้องๆ ทั้งสี่ เอ่ยเสียงขรึม “พวกเจ้า…รู้ฐานะตนเองหรือไม่ เป็นเพียงแค่ขนมไม่กี่ชิ้นเท่านั้น อย่าให้ขนมไม่กี่ชิ้นทำให้บรรยากาศเงียบสงบของวังหลวงต้องเสียไป”องค์ชายสามหลี่หยางเหวินยิ้มเผล่ทันที “ท่านพี่ เมื่อครู่นี้ข้าได้ยินท่านหัวเราะตอนพลิกหน้านิยายของเสด็จแม่อ่านนะ!”องค์ชายใหญ่สะดุ้ง หน้าขาวผ่องขึ้นสีแดงจางๆ ทันทีพระองค์กระแอมสองครั้ง ก่อนกล่าวอย่างองอาจ “ข้าเพียงตรวจสอบการเล่าเรื่องเพื่อเตรียมสอนเจ้าทั้งหลาย นิ
ณ ค่ำคืนหนึ่งก่อนวันประสูติไม่กี่เดือน เมื่อลมตะวันตกเย็นยะเยือกพัดผ่านกำแพงสูงของวังหลวงเข้าสู่ตำหนักคุนหนิง...ใต้แสงจันทร์สลัว รถม้าธรรมดาไร้ตราประจำตระกูลแล่นเข้าสู่เขตเมืองหลวงโดยสะดวก เนื่องด้วยเหล่าทหารรักษาเมืองล้วนจดจำคนบนรถม้าได้ดี จึงต่างพร้อมใจน้อมกายหลีกทางให้“หมอเทวดาสือกลับมาแล้ว!”เหล่าทหารรักษาประตูเมืองซึ่งเคยติดตามหวงตี้ไปผจญโรคระบาดในอดีตต่างยินดีเป็นอย่างมากชายชราในชุดผ้าฝ้ายเนื้อหยาบเรียบง่ายมีสายตาลุ่มลึกและเฉียบคมอย่างคนผ่านการเห็นความเป็นความตายมานับไม่ถ้วน แม้จะไร้ยศตำแหน่ง แต่ชื่อของเขา ‘สือหมิน’ ก็โด่งดังไปทั่วหล้า ผู้คนต่างรู้ว่าคนผู้นี้คือหมอเทวดาที่ช่วยแก้โรคระบาดฝีเมล็ดถั่วให้หวงตี้ซึ่งยามนั้นยังเป็นจวิ้นหวังจ๋างจื่อ รวมถึงทหารและชาวต้าเทียนจำนวนมาก ก่อนหายตัวไปเมื่อราวสองสามปีก่อนบัดนี้ เขากลับมาอีกครั้งเพื่อสตรีผู้หนึ่งณ ตำหนักคุนหนิง เฉินเซียงหรงหวงโฮ่วนั่งพิงหมอนหยกใหญ่โตที่ทำขึ้นเป็นพิเศษ ใต้เสื้อคลุมผ้าแพรปักลายหงส์สีทอง หน้าท้องของพระนางใหญ่โตเป็นอย่างมาก แม้ใบหน้างดงามยังอิ่มเอิบแต่ดวงตากลับแฝงความเคร่งเครียด โดยที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ ใต้ผ้าห่ม
เสียงหัวเราะ เสียงร้องเรียก เสียงโต้เถียง และเสียงฝีเท้าซุกซน ไม่เคยขาดหายไปจากตำหนักใน…เหล่านี้คือบรรยากาศที่ไม่อาจพบในวังหลวงใดตั้งแต่ยามรุ่งสางที่ตะวันทอแสงจางๆ สาดเข้ามายังตำหนักคุนหนิง สรรพเสียงก็กึกก้องขึ้นทั่ววังหลังราวกับมีทัพม้าบุกเข้าวังทั้งเสียงนางกำนัลไล่จับองค์หญิงใหญ่ผู้พยายามทำเรื่องซุกซนในห้องเครื่องเสียงองค์ชายรองเถียงองค์ชายใหญ่เรื่องลำดับความฉลาดเสียงองค์ชายสามพยายามอ้อนวอนให้บิดาสอนฝึกยุทธเสียงร้องไห้ขององค์หญิงสาม องค์หญิงสี่ ที่ทะเลาะกันเพราะแบ่งขนมดอกเหมยที่มารดาทำให้ไม่ลงตัวและเสียงองค์หญิงรองคอยห้ามปราม คอยปลอบโยน ทั้งยังช่วยไกล่เกลี่ยเรื่องระหว่างพวกเขาทั้งหกไม่มีวันใดเลยที่วังหลังจะเงียบสงบ นับแต่วันที่เฉินเซียงหรงให้กำเนิดองค์ชายและองค์หญิงถึงเจ็ดพระองค์!ใครเล่าจะคาดคิด ว่าหลี่จือหลินหวงตี้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยตั้งสัตย์ปฏิญาณแน่วแน่ ว่าจะไม่ปล่อยให้ภรรยารักต้องทรมานเพราะการคลอดบุตรเกินกว่า สี่คน จะกลายเป็นบิดาขององค์ชายและองค์หญิงน้อยทั้งเจ็ดใช่ว่าพระองค์ไม่ปรารถนาจะมีบุตร แต่เป็นเพราะรักภรรยามากเกิน ไป ทั้งยังรู้ดีว่ายามตั้งครรภ์ ภรรยามักแสร้งว่ายิ้ม
หลังพิธีวิวาห์ที่ตำหนักจวิ้นหวังจัดให้อย่างอบอุ่น ตงหลินก็ไม่รอช้า พาซู่ซินออกเดินทางท่องเที่ยวไปทั่วแผ่นดิน เพื่อชดเชยวันเวลาที่นางคล้ายเคยถูกจำกัดให้อยู่เพียงในเรือนหลังของจวนสกุลเฉินนับตั้งแต่รู้ความ ซู่ซินถูกขายเข้าจวนสกุลเฉิน ต่อมาเมื่อโตขึ้นได้รับความเมตตาจากเฉินฟูเหริน หลี่เซียงเหลียน กลายเป็นสาวใช้ข้างกายที่เฉินฟูเหรินรักถนอมที่สุด นั่นเป็นช่วงเวลาที่นางมีความสุขเป็นอย่างมากใครจะนึกว่าความสุขนั้นจะอยู่เพียงไม่นาน ฟูเหรินที่น่าสงสารต้องกลของอนุ ถูกวางยาสังหาร นับแต่นั้นนางจึงสาบานว่าจะปกป้องดูแล ‘คุณหนูสาม’ บุตรสาวเพียงคนเดียวที่ฟูเหรินเหลือทิ้งไว้ แม้ฟูเหรินจะเคยทำลายสัญญาขายตัวของนางทิ้งไปนานแล้วก็ตามเมื่อสิ้นฟูเหริน นางรับหน้าที่เป็นสาวใช้ข้างกายคุณหนูสามผู้มีชะตาอาภัพ ถูกอนุของบิดาใส่ร้ายจนถูกกักขังไว้ในจวน แต่ละวันต้องทนถูกผู้อื่นข่มเหงเอาเปรียบคุณหนูสามของนางไร้เดียงสาจิตใจงดงามยิ่งนัก แม้จะมีผู้มารังแก คุณหนูสามก็ไม่เคยโต้กลับ ทั้งยังยอมยกข้าวของดีๆ ของตนให้พี่หญิงน้องหญิงที่เกิดจากอนุภรรยา ทนใช้เสื้อผ้าเก่าๆ เรียบๆ โดยไม่ปริปากบ่น...เห็นคุณหนูสามเป็นเช่นนี้ แม้จะมีค
“...ไก่ขอทานของข้า...” นางพึมพำเมื่อแน่ใจว่าตนเองปลีกตัวออกมาไกลมากพอเสบียงอาหารหมดไปแล้วตั้งแต่เมื่อวาน ตอนนี้นางได้แต่เก็บผลไม้ป่าที่พอจะหาได้มากินและคอยนำของเหล่านั้นมาคั้นเป็นน้ำ ป้อนให้เขาหากก่อนหน้านี้หลี่จือหลินในคราบตงหยางไม่เคยสอนให้นางได้เผชิญความยากลำบาก เกรงว่าผลไม้ป่าชนิดใดกินได้ ชนิ
ต้องกดตรงนี้หรือ…กดจนกว่าเลือดจะหยุดไหลใช่หรือไม่? นางกัดริมฝีปากแน่น สองมือที่กดแผลสั่นระริกไม่ใช่เพราะเหน็บหนาว แต่เป็นเพราะความกลัว"ข้าควรทำอย่างไรดี..." นางพึมพำกับตัวเอง น้ำเสียงแผ่วเบายิ่งกว่าลมหายใจอุตส่าห์ได้อาจารย์ดี ชำนาญวิชาการแพทย์ รู้สิ้นไปทุกสิ่ง...เหตุใดจึงไม่เคยขอร่ำเรียนวิชาการ
หลี่จือหลินหันมาจ้องนาง ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความโมโหและกังวล "เจ้าโง่หรือ! ถ้าอยู่ที่นี่เจ้าจะตาย ไม่กลัวตายหรือไร!"แต่เซียงหรงกลับยืนนิ่ง น้ำตาเอ่อคลอในดวงตา "ข้าไม่ได้ไร้คุณธรรมถึงเพียงนั้น หากวันนี้ท่านต้องตาย ข้าจะขอสู้ตายไปพร้อมท่าน!"คำพูดของนางทำให้หลี่จือหลินนิ่งไปชั่วขณะก่อนจะหันกลับมาฟา
ฟั่บ! จู่ๆ ก็มีเสียงแปลกๆ พร้อมกับมีธนูพุ่งแหวกอากาศ เซียงหรงตกใจจนชะงักคำพูดกลางประโยคหลี่จือหลินคว้าร่างอ้อนแอ้นบอบบางมากอดไว้แน่นพลางหมุนตัวหลบธนูดอกหนึ่งพุ่งผ่านใบหน้าของเขาไปเฉียดๆ ก่อนปักเข้ากับต้นไม้ ส่งเสียง ปึก! ดังสนั่นบุรุษชุดดำแต่งกายมิดชิดปิดบังทุกส่วนของร่างกายหลายคนปรากฏตัวออกมาจ







