เข้าสู่ระบบเช้าวันถัดมา...เฉินเซียงหรงรีบตื่นนอนตั้งแต่เช้าตรู่ ในใจคิดแต่จะรีบไปหาท่านแม่กับน้องชายตัวน้อย ทว่าหลังแต่งชุดขาวแปลกตาให้นาง แม่นมหลินกลับรั้งนางไว้ กล่าวว่า “คุณหนูสาม...สตรีคลอดบุตรนั้นเหน็ดเหนื่อยยิ่ง เมื่อคืนฟูเหรินคลอดบุตร เหน็ดเหนื่อย อ่อนเพลีย จึงอยากนอนพักอย่างสงบเจ้าค่ะ...ต่อไป...ต่อไปนี้ฟูเหรินจะไม่ตื่นขึ้นมาอีกแล้วเจ้าค่ะ”
เฉินเซียงหรงแม้ยังเด็กอยู่มาก แต่ไม่ใช่คนเขลา นางเข้าใจดีว่าคนหลับไม่ตื่นหมายถึงอะไร นางรู้ก็เพราะอนุหานเคยบอกนางไว้!
“ท่านแม่...ท่านแม่จะไม่กอดข้า จะไม่เล่นกับข้าอีกแล้วใช่หรือไม่...”
เสี่ยวเซียงหรงร้องไห้จนตัวโยน
ที่แท้...ที่แท้แม้นางจะรีบตื่นนอนรีบแต่งเนื้อแต่งตัวไปพบท่านแม่อย่างไรก็ไร้ประโยชน์ ท่านแม่...ท่านแม่ไม่อาจลุกขึ้นมากอดนาง ลูบศีรษะปลอบโยนนางได้อีกแล้ว!
วันเดียวกันนั้น ขณะแม่นมหลินพานางไปพบท่านแม่ที่กำลัง ‘นอนหลับอย่างสงบ’ อนุหานที่มักใส่ใจนางกว่าใครก็ยังเข้ามากล่าวปลอบโยนนางอีกว่า...
“หรงเอ๋อร์...เจ้าก็อย่าได้เศร้าเสียใจจนเกินไปนัก สตรีที่ไหนๆ ยามตั้งครรภ์คลอดบุตรก็ล้วนเจ็บปวดทรมานเยี่ยงนี้ ยังไม่นับอีกว่าแต่ละครั้งที่คลอดบุตรธิดาก็ไม่ต่างอะไรไปจากการย่างเท้าข้างหนึ่งเข้าปากทางไปยมโลก...พี่หญิงใหญ่มารดาของหรงเอ๋อร์คนดีต้องเผชิญความทุกข์ทรมานจากการคลอดบุตร เลือดไหลไม่หยุดจนต้องมาเสียชีวิตตั้งแต่ยังเยาว์เช่นนี้...แม้จะน่าสะท้อนสะเทือนใจยิ่งนัก ทว่าเรื่องเหล่านี้ก็ล้วนเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ตามธรรมดา หรงเอ๋อร์ของพวกเราเป็นเด็กดีที่รู้ความมาเสมอ เจ้าก็เชื่อแม่รองสักครั้ง อย่าได้โศกเศร้าแสดงความเสียใจออกมามากมายนัก มิฉะนั้นท่านกั๋วกงและท่านย่าของเจ้าคงยิ่งปวดใจยิ่งขึ้น ทั้งยังต้องเป็นห่วงพะวงสุขภาพและความรู้สึกของหรงเอ๋อร์คนดีเพิ่มอีกข้อ...”
อนุหานยังแย้มรอยยิ้มงดงามราวบุปผา ก่อนกล่าวกับนางด้วยสีหน้าเครียดขึง จริงจัง
“เฮ้อ...แม่รองอย่างข้าก็ได้แต่หวังว่าวันหนึ่ง เมื่อคุณหนูสามของตระกูลเราอย่างเจ้าแต่งงานออกเรือน จะไม่เป็นดังเช่นมารดา...คลอดลูกแต่ละครั้งล้วนยากลำบาก จนสุดท้าย...” นางเลือกละเอาไว้ ไม่พูดประโยคที่ไม่สมควรพูดออกมา
แม้อีกฝ่ายจะไม่พูดออกมา แต่เฉินเซียงหรงเป็นเด็กหัวไว เหตุใดนางจะไม่เข้าใจ
นึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืนแล้ว นางก็ถึงกับตัวสั่น ทั้งหวาดกลัวทั้งเสียใจจนกลั้นน้ำตาที่เพิ่งจะหยุดไหลเอาไว้ไม่อยู่
ไม่ดี...ไม่ดีแล้ว! เป็นสตรีที่จริงแล้วไม่ดีเลยสักนิด! เข้าห้องที่ใช้ทำคลอดได้ต่างจากบุรุษแล้วอย่างไร? หากผู้ที่ต้องคลอดบุตรเป็นนาง แล้วต้องเจ็บปวดทรมานเสียเลือดจนตายเช่นมารดา นาง...นางไม่เอา!
เสี่ยวเซียงหรงกอดซบบ่าแม่นมหลินที่ย่อตัวลงปลอบโยนตนเอง บอกเสียงสั่น
“แม่นมหลิน ข้า...ข้าไม่เอา...ข้าไม่อยากเป็นเช่นท่านแม่ ข้า…ข้าจะไม่ได้เจอท่านแม่อีกแล้ว!” เฉินเซียงหรงร้องไห้โฮ เสียงร้องของนางดังก้องไปทั้งเรือนอันเงียบเชียบวังเวง
แม้เด็กน้อยอย่างนางจะพยายามกลั้นสะอื้น เสียงสะอึกสะอื้นของนางก็ยังดังไม่หยุดจนผู้เป็นแม่นมหวั่นใจ
แม่นมหลินได้แต่พยายามปลอบโยนคุณหนูสามของตน ทั้งสงสาร ทั้งสะเทือนใจ
นอกจากสงสารและสะเทือนใจแล้ว ยิ่งเห็นคุณหนูของตนปลดปล่อยความเศร้าเสียใจร้องห่มร้องไห้เนิ่นนานเข้า แม่นมหลินก็ยิ่งกรุ่นโกรธ ที่แม่นม อย่างนางโกรธที่สุดคือเรื่องที่แม้แม่นมอย่างนางจะขุ่นเคืองอนุหานที่ชอบพูดจาไม่รู้จักคิด นางที่เป็นแม่นมของคุณหนูสามกลับไม่กล้าต่อว่า เหน็บแนม หรือขัดขวางสตรีปากหวานปานน้ำผึ้งผสมยาพิษจากสกุลหานท่านนี้สักนิด
อนุหาน หานชิงเยว่ ผู้นี้ แม้ยามนี้อยู่ในจวนจะไม่ได้รับความสำคัญสักเท่าใด ทว่าตระกูลที่อยู่เบื้องหลังอย่างสกุลหานก็นับว่าเป็นตระกูลบัณฑิตที่ยิ่งใหญ่ ซ้ำยังนับได้ว่าเป็นตระกูลเก่าแก่ของแผ่นดินเทียนจินตระกูลหนึ่ง หากทำให้สตรีเช่นนี้โกรธ กลัวแต่ว่าบ่าวคนหนึ่งของจวนอย่างนางจะรองรับโทสะของอนุหานท่านนี้ไม่ไหว จะอย่างไรแม่นมอย่างนางก็ยังมีพ่อแม่สามีที่แก่ชราและบุตรสาวบุตรชายที่ยังเล็กให้ต้องเลี้ยงดู!
แม่นมหลินมีความคิดของนาง เซียงหรงเองก็มีความคิดของนาง
เสี่ยวเซียงหรงจ้องมองท้องฟ้า กล่าวคำสัตย์สาบานในใจ น้ำตาสีใสกลบนัยน์ตาจนมองไม่เห็นอะไรแล้วสักนิด
“ข้า เฉินเซียงหรง ขอสาบาน! ชาตินี้ทั้งชาติไม่ขอยอมแต่งงานคลอดบุตร! แลกกับเรื่องนี้ ข้ายินดีกระทำตนเป็นเด็กดีทั้งชีวิต แม้ผู้อื่นตีข้า ข้า...ข้าก็จะปล่อยให้พวกเขาตี! จะไม่ตีพวกเขากลับสักนิด! เห็นแก่ที่ข้ากระทำตนเป็นเด็กดี ขอบรรพชนและสวรรค์โปรดเห็นใจ ช่วยปกป้องคุ้มครองข้า ชั่วชีวิตนี้...ชั่วชีวิตนี้ขออย่าให้ข้าต้องประสบชะตากรรมเช่นเดียวกับท่านแม่ที่น่าสงสารของข้าเลย!”
จู่ๆ ก็เกิดมีเสียงฟ้าร้องครืนครางดังออกมาจากกลุ่มเมฆหม่นครึ้มเหนือจวนเฉินกั๋วกงอย่างถูกจังหวะ เซียงหรงทึกทักเอาเองว่าสวรรค์เบื้องบนได้ตอบรับคำขอของนางแล้ว จึงกำมือน้อยๆ แน่น ตอกหมุดปักความตั้งใจอันแน่วแน่ตรึงไว้ในใจ
ถูกแล้ว ขอเพียงชาตินี้ทั้งชาติบุตรสาวกั๋วกงอย่างนางไม่ต้องแต่งงานคลอดบุตร ไม่ว่าจะเป็นสิ่งใด นางก็ยอมทำทั้งนั้น!
เสี่ยวเซียงหรงพยายามกลั้นสะอื้น แต่ยิ่งพยายามหยุดตัวเอง นางกลับยิ่งร้องไห้หนัก ยิ่งนึกถึงคำพูดอนุหาน นางก็ยิ่งหวาดกลัวสุดหัวใจ
ระ ร้องไห้แบบนี้...การร้องไห้เสียงดังแบบนี้ นับว่าทำให้ท่านพ่อและท่านย่าต้องทุกข์ใจใช่หรือไม่? เช่นนี้...เช่นนี้แล้วนางก็จะไม่ใช่เด็กดี หากนางไม่กระทำตนเป็นเด็กดี บรรพชนและสวรรค์ที่ไหนจะยอมรับฟังคำขอร้องอ้อนวอนของนาง!
นึกถึงตรงนี้ เสี่ยวเซียงหรงก็หวาดกลัวยิ่งนัก นางพยายามกัดริมฝีปากอันบอบบาง ข่มความรู้สึก ทว่ากลับหยุดน้ำตาที่ท่วมทะลักออกมาเป็นสายไม่ได้อย่างใจนึก
ต่อไป...ต่อไปนี้นางจะต้องเรียนรู้วิธีที่จะหยุดน้ำตาพวกนี้ นางจะไม่ร้องไห้เช่นนี้อีก นาง...นางจะต้องเป็นเด็กดี เด็กดีจะไม่กระทำสิ่งใดให้ผู้อื่นต้องรู้สึกไม่สบายใจทั้งนั้น เพราะเหตุนี้...เพราะเหตุนี้นางจึงไม่อาจร้องไห้โยเยเป็นเด็กไม่รู้ความเช่นนี้อีก!
เฉินเซียงหรงเม้มริมฝีปากแน่นสนิท ซบหน้ากอดแม่นมหลิน
แม้จะไม่รู้ความคิดของเด็กน้อยที่ตนเลี้ยงดูมา ท่าทีคุณหนูสามของตนก็พาให้แม่นมหลินสะเทือนใจยิ่งนัก
แม่นมหลินกอดร่างน้อยๆ ของคุณหนูสามไว้แน่น แค้นใจนักที่ไม่กล้าพอจะพูดจาตอบโต้อนุหานปกป้องคุณหนูสามที่น่าสงสารของตนแม้เพียงครึ่งคำ
หากก่อนหน้านี้รู้ความคิดของคุณหนูตัวน้อยในอ้อมอก แม่นมอย่างนางก็คงจะได้รีบแก้ไขความคิดบิดๆ เบี้ยวๆ ที่อนุหานนำมาพูดกรอกหูเด็กน้อยที่เพิ่งจะขาดมารดา…
น่าเสียดายที่แม่นมหลินไม่รู้ถึงความคิดนั้น
กว่าแม่นมอย่างนางจะจับสังเกตได้ว่าคุณหนูสามมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อการแต่งงานออกเรือน ทั้งยังตั้งใจแน่วแน่ถึงขั้นสาบานว่า “จะขอกระทำตัวเป็นเด็กดี ที่แม้ถูกผู้อื่นตี ก็จะไม่ขอตีตอบชั่วชีวิต แต่ไม่ขอยอมแต่งงานคลอดบุตร” ก็ถึงวันที่อนุหานอสรพิษขับไล่แม่นมอย่างนางออกจากจวนอย่างไม่ไว้หน้า ไร้ไมตรี กระทั่งเสี่ยวซีบุตรสาวของนางที่แต่เดิมท่านกั๋วกงหมายใจจะให้เป็นเพื่อนร่วมเล่นร่วมเรียนกับคุณหนูสาม ก็ยังถูกขับไล่ออกมาจากจวนพร้อมๆ กันกับนางด้วย
ฟูเหรินจากไปได้เพียงสองปี อนุหานหานชิงเยว่ก็กำจัดผู้ภักดีรอบๆ ตัวคุณหนูสามไปจนหมด แม่นมอย่างนางหวาดกลัวยิ่งนัก ว่าอนาคตของคุณหนูสามที่อยู่ในเงื้อมมืออนุหาน จะไม่งดงามดังภาพฝันที่ตนเคยคาดเดาไว้
ไม่ถูก...อย่าว่าแต่อนาคตที่ดีเลย เอาแค่ว่าจะสามารถรอดชีวิตไปจนเติบใหญ่ได้หรือไม่ นั่นต่างหากที่น่าเป็นห่วงกังวลเสียยิ่งกว่า!
ทว่า...ถึงขั้นมีบุตรชายบุตรสาวด้วยกันแล้ว บิดาก็ยังไม่มีใจรักใคร่ผูกพันต่อท่านแม่และอนุจาง อนุซู บ้างเลยหรือ? ไม่ทันที่นางจะได้เอ่ยถาม มารดาก็ขยับริมฝีปากเล่าต่อไป ไม่สนใจนางสักนิด คล้ายกำลังจ่อมจงลงในอดีต เฉินชิวเยว่จึงทำเพียงรับฟังเงียบๆ ไม่กล้าเอ่ยขัด“หลี่เซียงเหลียนก็เหมือนเฉินเซียงหรงก่อนหน้านี้ไม่มีผิด เป็นโฉมงามยอดเมธีผู้บริสุทธิ์งดงาม จิตใจใสสะอาด...ครั้นเมื่อรับอนุภรรยาเข้ามาถึงสามคน ตนเองกลับตั้งครรภ์ นางไม่เพียงไม่ตีอกชกลม ยังเผื่อแผ่บิดาเจ้ามาให้ข้า ซูเหมยเหนียง จางเหม่ยเหมย ราวกับจะทำทาน บิดาเจ้าถูกหลี่เซียงเหลียนผลักไสมากเข้าก็ประชดด้วยการทำตามอย่างนางว่า สุดท้ายซูเหมยเหนียง ข้า กับจางเหม่ยเหมยก็ตั้งครรภ์ในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน ข้ามีเจ้า ส่วนจางเหม่ยเหมยก็มีเฉินเหม่ยลี่...นังแพศยาสารเลวที่ยามนี้ยังตามไปรบกวนชีวิตเจ้าถึงในวัง”ฟังถึงตรงนี้ เฉินชิวเยว่ก็แค้นใจยิ่งนัก นางพึมพำเสียงเบา “ฟ้าส่งให้ข้ามาเกิดก็พอแล้ว เหตุใดยังต้องส่งเฉินเหม่ยลี่มาเกิดในเวลาไล่เลี่ยกันเช่นนั้นด้วย!”อนุหานแค่นหัวเราะ แต่ไม่รู้ว่าเยาะเย้ยผู้ใดกันแน่ นางเอ่ยเสียงเหี้ยมเกรียม ทว่าในเนื้อเสียงแฝงความ
วันที่สาม เจ้าสาวต้องกลับบ้านเดิมเดิมองค์ชายสามควรกลับบ้านมาด้วยกันกับเฉินชิวเยว่ ทว่าเขากลับติดภารกิจ ต้องเดินทางออกนอกเมืองกะทันหัน จึงให้ชายาของตนเองกลับไปยังจวนเฉินกั๋วกงเพียงลำพังแม้ว่าเฉินชิวเยว่จะขุ่นเคืองอยู่ไม่น้อย ทว่านางไม่ได้แสดงออกมากนักอีกประการหนึ่ง การที่นางได้กลับบ้านเดิมเพียงลำพัง กลับสะดวกต่อนางนักสองวันที่ผ่านมาองค์ชายเอาแต่คลอเคลียอยู่กับเฉินเหม่ยลี่ไม่ยอมห่าง ด้วยเห่อบุตรคนโตที่เกิดจากท้องของนางคนชั้นต่ำนั่นยิ่งนัก แต่ละวันคอยพะเน้าพะนอเอาใจเฉินเหม่ยลี่ไม่ห่าง จนกระทั่งดึกดื่นจึงได้กลับมายังห้องหอ รสชาติของการถูกกระทำราวกับตนเป็นเพียงอนุเสียเองเช่นนี้ ทำให้เฉินชิวเยว่สุดจะทนนางทนไม่ได้ และจะไม่ทนอีกต่อไปแล้วด้วย!สองวันมานี้สร้างความเคียดแค้นจนถึงขั้นหมายเอาชีวิตเฉินเหม่ยลี่เฉินชิวเยว่ตรึกตรองหาหนทาง ก่อนที่ใจจะคิดถึงการตายที่มีเงื่อนงำของฟูเหรินจวนสกุลเฉินนางไม่เคยกล้าคิดมาก่อน แต่เมื่อตอนที่มารดาพูดถึงเรื่องการตายของท่านย่า...หากท่านย่ายัง...แล้วมารดาของเฉินเซียงหรงเล่า...หานชิงเยว่ได้แต่ทอดถอนใจเมื่อเห็นว่าบุตรสาวของตนเองไม่ได้มีความสุขเท่าที่เคย ทั้ง
ทว่าชั่วขณะนั้นเอง ทุกอย่างก็พลิกผันเฉินเหม่ยลี่สีหน้าเผือดซีดลงทันควัน มือที่ยื่นถ้วยชาออกไปตกลงกลางทาง น้ำชาร้อนๆ พลันหกรดแขนตนเองจนแดงก่ำทันตาสายตาของคนในห้องหันมาจับจ้องที่เฉินชิวเยว่เป็นตาเดียวเฉินชิวเยว่กัดฟันแน่น แม้จะขุ่นเคืองปานใด แต่ยามนี้นางไม่โง่พอที่จะแสดงออกมา นางรีบทรุดลงนั่งข้างน้องสาว ก่อนเขย่าร่างนั้นพลางเรียกด้วยน้ำเสียงตื่นตกใจ“น้องรอง! น้องรอง...เกิดอะไรขึ้น! ใครก็ได้ ไปตามหมอมาเร็วเข้า ไม่รู้ว่าเหตุใด ในวันดีๆ ที่ทั่วทั้งตำหนักเต็มไปด้วยกลิ่นอายมงคล ซ้ำฝ่าบาทและหวงโฮ่วยังเสด็จมาเป็นมิ่งมงคลเช่นนี้ จู่ๆ น้องรองของข้ากลับเป็นลมล้มพับลงไปโดยไร้สาเหตุ!”ชายาจวิ้นหวังมองดูเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างสนใจ ขณะที่ชายารัชทายาทเอนตัวเข้าใกล้นางพลางเอ่ยเสียงเบา“ท่านน้า ท่านว่านี่เกิดขึ้นได้อย่างไรกันแน่นะ หวงตี้และหวงโฮ่วประทับอยู่เป็นมงคล แต่นางกลับล้มสลบไปเช่นนี้ หรือว่านางมีเงาอัปมงคลตามติด จึงได้ล้มสลบลงไปเช่นนั้น?”ชายาจวิ้นหวังฟังแล้วได้แต่ยิ้ม ทั้งที่ในใจสบถไปหลายครั้งสตรีโง่งม! มงคลอัปมงคลอะไรกัน มีแต่กลอุบายทั้งนั้น!หมอหลวงที่ตามขบวนเสด็จมารีบรี่มาตรวจอาการโดยพลัน
“เจ้าว่าองค์ชายไปที่ใดนะ!”“เอ้อ...เรือนของ...เฉินอี๋เหนียงเจ้าค่ะ” หมัวมัวเอ่ยด้วยน้ำเสียงคล้ายเป็นเรื่องธรรมดาอย่างมาก ซึ่งความจริงก็เป็นเช่นนั้นช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา แม้ว่าเดิมองค์ชายสามจะรับเฉินอี๋เหนียงเข้ามาโดยไม่สมัครใจนัก ทว่าเฉินอี๋เหนียงกลับอ่อนหวาน ช่างเอาใจ เพียรพยายามชดเชยความบกพร่องของตนด้วยการตามพระทัยองค์ชายไปหมดทุกอย่าง ทั้งยังพูดหวานขานเพราะ ช่างจำนรรจาราวกับนกน้อยก็ไม่ปาน องค์ชายสามที่แม้จะทรงเคยรังเกียจเรือนร่างแปดเปื้อนราคีของนาง เมื่อได้รับการเอาอกเอาใจ ได้รับการปลอบประโลมด้วยถ้อยคำหวานหู...รวมถึงเรื่องในห้องหอที่ถึงทรวงอย่างที่สตรีสูงศักดิ์อ่อนเดียงสาไม่อาจมอบให้ได้ เพียงเท่านั้นองค์ชายสามก็แทบจะเคล้าคลอนางทุกเมื่อเชื่อวันแล้วยามนี้บ่าวไพร่ในตำหนักองค์ชายสาม ไม่ว่าผู้ใดก็รู้ว่า จะล่วงเกินอี๋เหนียงคนใดขององค์ชายสามก็ได้ แต่ห้ามทำให้เฉินอี๋เหนียงขุ่นเคืองใจแม้สักนิดเป็นอันขาด“เฉินเหม่ยลี่...” เฉินชิวเยว่พึมพำเสียงสั่น จิกเล็บลงกับฝ่ามือ อยากจะกรีดร้องออกมาเสียให้ดังๆ ทว่ารู้ดีว่าแม้ตนเองจะเข้าตำหนักมาในฐานะต้าหวังเฟย นางก็เพิ่งจะแต่งเข้ามาในตำหนัก ขายังไม่อาจ
ขบวนทัพเรียบง่ายใช้เส้นทางเลี่ยงเมือง ขณะที่ขบวนเจ้าสาวที่ออกจากจวนเฉินกั๋วกงในเวลาเดียวกันนั้นกลับเต็มไปด้วยกลิ่นอายมงคลตระการตา ผู้คนสองข้างทางต่างพากันเฝ้าชมวาสนาของจวนเฉินกั๋วกงที่เลี้ยงบุตรสาวได้ดียิ่งนักคนหนึ่งได้กลายเป็นจ๋างจื่อฟูเหรินแห่งตำหนักจวิ้นหวัง อีกคนโผบินสู่กิ่งไม้ที่สูงและมั่นคงยิ่งกว่า ด้วยการแต่งเข้าตำหนักองค์ชายสาม องค์ชายเพียงผู้เดียวที่ถือกำเนิดจากหวงโฮ่ว กลายเป็นต้าหวังเฟยอันทรงเกียรติของตำหนักนั้นเฉินชิวเยว่ยามนี้ไม่รู้สึกอิจฉาเฉินเซียงหรงสักนิดเป็นดังคำที่มารดากล่าวไม่มีผิด...อีกฝ่ายจะเป็นคุณหนูที่ถือกำเนิดจากฟูเหรินของจวนแล้วอย่างไร นางเป็นลูกอนุผู้หนึ่งของจวนแล้วอย่างไร ต่อให้เฉินเซียงหรงจะเป็นโฉมงามยอดเมธี แต่สุดท้ายแล้วต่อจากนี้เมื่อเฉินเซียงหรงเห็นนาง ก็ยังต้องน้อมกายคารวะ ต้องเรียกนางว่า ‘พระชายาสาม’ อย่างนอบน้อมมิใช่หรือ?ไหนจะเรื่องที่ตอนนี้หลี่จือหลินซึ่งเคยเป็นคุณชายอันดับหนึ่งที่สตรีทั้งหลายปรารถนาจะแต่งให้ กลับต้องไปออกศึก ฝ่าทะเลคมหอกคมดาบที่ไร้ตา ยังไม่รู้ว่าจะกลับมาครบส่วนหรือไม่...หรือหากเคราะห์ไม่ดีก็อาจจะไม่ได้กลับมาด้วยซ้ำ นางจะยังสนใจคน
วันเวลาแห่งความสุขมักผ่านไปอย่างรวดเร็วเสมอ หลังจากยืนยันได้แน่ชัดว่าเทียนเฉามีการเตรียมทัพ ทางเทียนจินเองก็ต้องจัดการป้องกันตนอย่างรวดเร็ว การเตรียมเสบียงทัพและการเกณฑ์ทหารใช้เวลาเพียงเดือนกว่าๆ เท่านั้น ทัพหลวงก็สามารถออกเดินทางไปยังชายแดนได้แล้วตลอดเวลาที่ผ่านมา หลี่จือหลินผู้เป็นนายทัพต้องยุ่งวุ่นวายสายตัวแทบขาด นอกจากจะต้องตรวจเสบียงทัพและเรื่องกองกำลังต่างๆ ให้เข้าที่เข้าทาง แม้แต่เรื่องเล็กน้อยเช่นเรื่องเครื่องนุ่งห่มของทหาร เรื่องอาวุธที่กำลังหลอม เขาก็ยังต้องตรวจสอบให้ละเอียดเพื่อป้องกันไม่ให้มีผู้ฉวยโอกาสกินตามน้ำ หาเศษหาเลยกับการยกทัพไปชายแดนทว่าแม้จะยุ่งวุ่นวายปานใด เขาก็ยังหาเวลามาคลอเคลียกับภรรยาตัวน้อยไม่เว้นวาย แม้จะเป็นเพียงเวลาหนึ่งหรือครึ่งชั่วยามก็ไม่เคยปล่อยให้เสียเปล่าสองสามีภรรยายามนี้นับได้ว่ารักใคร่ปรองดองกันยิ่งนัก...อย่างน้อยก็ในสายตาของบ่าวไพร่ตำหนักจวิ้นหวังยามเมื่อถึงวันต้องนำทัพออกจากเมืองหลวง เซียงหรงค่อยๆ ส่งเกราะเหล็กให้กับหลี่จือหลินสวมพลางช่วยเขาผูกเกราะอย่างเบามือ“สนามรบคมดาบไร้ตา ท่านต้องระวังตัวให้มาก” นางพูดเบาๆ พลางผูกสายรัดเกราะด้านข้างให
เป้าหมายของเฉินเหม่ยลี่...แปดส่วนคงเป็นจวิ้นหวังจ๋างจื่อแน่แล้ว… หากเป็นเวลาปกติ นางคงยื่นมือเข้าช่วยเฉินเหม่ยลี่ไม่มากก็น้อย ทว่ายามนี้นางถูกทาบทามให้แต่งให้องค์ชายสามแล้ว เมื่อพิจารณาจากการที่รัชทายาทองค์ปัจจุบันนั้นไร้สามารถ ทำตัวอ่อนปวกเปียก ทั้งยังมีจุดอ่อนที่ยิ่งใหญ่ตรงที่ชั่วชีวิ
แต่เมื่อถึงคราวต้องหลั่งน้ำตาจริงๆ เฉินเหม่ยลี่กลับร้องไห้ราวกับตนเองทำมาจากน้ำอย่างไรอย่างนั้น!เซียงหรงเหม่อมองอีกฝ่ายที่กำลังสะอื้นฮักๆ อย่างงุนงง เดิมอยากถามยิ่งนักว่าต้องการผ้าเช็ดหน้าผืนใหม่หรือไม่ เพราะผ้าเช็ดหน้าเดิมกลับถูกขยุ้มและใช้ซับน้ำตาจนเปียกไปหมด แต่เมื่อนางเห็นฟูเหรินมงคลเดินกลับมา
ในวันดีๆ เช่นนี้ ผู้ที่ริษยาเคียดแค้นจนไม่อาจทนอยู่เฉยได้ก็คือเฉินเหม่ยลี่หลังจากได้พักฟื้นรักษาจิตใจและร่างกายจนหายดี เฉินเหม่ยลี่พลันระลึกได้ว่า วันนั้น เป็นคนชุดดำผู้หนึ่ง ที่กรอกยาบางอย่างใส่ปากนางวัดจากสิ่งที่เกิดขึ้นกับนาง ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ายานั่นคือยาอะไรกันแน่มีคนจงใจทำร้ายนาง! เดิมทีนา
เฉินกั๋วกงไม่ใช่รับราชการมาเนิ่นนานเสียเปล่า พริบตาเดียวก็สามารถแก้ไขข่าวเล่าลือเสียหาย กลายเป็นว่าผู้คนต่างได้รู้ ‘ความจริง’ เรื่องที่จวิ้นหวังจ๋างจื่อที่เป็นคู่หมั้นของคุณหนูสาม และคุณชายรองสกุลเฉิน ร่วมกันอารักขาคุณหนูสามที่เป็นโฉมงามยอดเมธี ไปไหว้พระที่วัดถานฝออันโด่งดัง เพื่อขอพรให้น้องชายสามท




![ต้าหวางอย่ามารักข้าเลย [NC30+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


