LOGINเวลาสี่ปีผ่านไปไวเหมือนโกหก ยามนี้เฉินเซียงหรงอายุเท่าๆ กันกับพี่ชายใหญ่เมื่อสมัยมารดาตายจาก กำลังน่ารักน่าเอ็นดูเป็นที่สุด
ครั้งนั้น หลังจากท่านแม่จากไป ท่านย่าของนางก็คล้ายรังเกียจชิงชัง
อนุหาน หานชิงเยว่ อนุซู ซูเหมยเหนียง และอนุจาง จางเหม่ยเหมย ไม่ว่าสะใภ้ที่เหลือคนใดก็ล้วนเข้าหน้าท่านย่าของนางไม่ติดทั้งนั้นท่านย่าของนางไม่เคยปริปากบ่นระบายว่าเป็นเพราะเหตุใดจึงได้ตั้งแง่รังเกียจสะใภ้รอง สะใภ้สาม และสะใภ้สี่ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสตรีที่ตนคัดเลือกเข้าจวนมาด้วยตนเองทั้งนั้น ทำเพียงมักอบรมสั่งสอนให้เด็กน้อยอย่างนางคอยระมัดระวัง ไม่เข้าใกล้อนุหาน อนุซู อนุจาง รวมถึงคนจากเรือนของพวกนางทั้งสาม และไม่ดื่มกินใช้สอยสิ่งใดที่มาจากพวกนางทั้งนั้น
แม้จะสงสัย แต่เพราะเด็กน้อยอย่างนางสาบานเอาไว้แล้วว่าจะเป็นเด็กดี เด็กดีสมควรจะเชื่อฟังผู้ใหญ่ นางจึงไม่เคยปริปากถามอะไรให้ท่านย่าขุ่นเคืองหรือลำบากใจ ท่านย่าบอกอะไรนางก็ทำตามทุกอย่าง ท่านย่าสอนอะไรให้ นางก็ใส่ใจทำตาม ตั้งแต่เมื่อสองสามปีก่อนจนถึงตอนนี้ ท่านย่าบอกให้ไปซ้าย นางก็ไปซ้าย ท่านย่ากล่าวว่าครั้งนี้ต้องไปทางขวา นางก็ขยับตัวไปทางขวาอย่างไม่อิดเอื้อน ทั้งยังยึดหลักสี่คุณธรรมสามคล้อยตามเป็นที่ตั้ง
สี่คุณธรรมก็คือการมีคุณธรรมที่ดี ดำรงตนอยู่ในกรอบของศีลธรรมจรรยา กิริยาล้วนงดงามจำเริญตา มีมธุรสวาจา พูดหวานขานเพราะ นอบน้อม อ่อนหวาน ซื่อสัตย์เชื่อถือได้ ไม่กลิ้งกลอก เล่นลิ้น ทั้งยังรู้จักระวังรักษารูปร่างหน้าตารวมไปถึงการแต่งกายให้งดงามเหมาะสมอยู่เสมอ การบ้านการเรือน เย็บปักถักร้อย พิณ ภาพ หมาก อักษร ล้วนชำนาญสิ้นทุกสิ่ง
สามคล้อยตามก็คือ ยามยังไม่ออกเรือนเชื่อฟังบิดา ออกเรือนแล้วเชื่อฟังสามี สิ้นสามีเชื่อฟังบุตรชาย...
สำหรับนางที่ยังเล็กนัก และต่อให้เติบใหญ่ถึงวัยออกเรือนก็ไม่มีความคิดที่จะแต่งให้ผู้ใดทั้งนั้น จึงไม่ต้องคิดพะวงเรื่องเชื่อฟังสามีเชื่อฟังบุตร ที่นางใส่ใจที่สุดมีเพียงการเชื่อฟังบิดา กระทำตนเป็นบุตรสาวที่ดีที่บิดาจะรักและภาคภูมิใจเท่านั้น แน่นอนว่าความรักและเชื่อฟังนี้ยังเผื่อแผ่ไปถึงพี่ชายใหญ่ของนาง หากพี่ชายใหญ่กล่าวว่าให้นางไปซ้าย นางจะไม่มีทางก้าวขาไปทางขวาแน่ๆ
ผู้กระทำดี สวรรค์ย่อมมองเห็น ดูเหมือนจะเป็นเพราะนางประพฤติตนดีเช่นนี้ ท่านพ่อจึงยังไม่ยอมตกลงปลงใจให้นางหมั้นหมายกับบุตรชายของท่านลุงของนางที่เป็นถึงอนาคตจวิ้นหวัง สามารถรับสืบทอดบรรดาศักดิ์จวิ้นหวังต่อจากบิดาได้ แตกต่างจากทายาทของจวิ้นหวังทั่วๆ ไป หนำซ้ำบุตรชายของพี่ชายท่านนั้นยังสามารถรับสืบทอดบรรดาศักดิ์จวิ้นหวังต่อจากพี่ชายท่านนั้นได้อีกทอด ผู้คนข้างนอกจวนกล่าวกันว่าท่านพ่อของนางหวังสูง กระทั่งจวิ้นหวังจ๋างจื่อ[1]ก็ยังไม่อยู่ในสายตา ลอบพูดกันว่าบิดาคิดจะให้นางแต่งกับองค์ชายที่ได้รับความโปรดปรานสักองค์ กลายเป็นสะใภ้หลวงที่สูงส่ง และไม่แน่ว่าอาจได้เป็นถึงพระชายาในองค์รัชทายาท
ชายารัชทายาทที่ใดกัน? ผู้อื่นไม่รู้ความจริงจึงกล่าวกันไปเช่นนั้น ความจริงทั้งหมดก็เพียงแค่เด็กน้อยอย่างนางกระทำตนเป็นเด็กดีมาเสมอ สวรรค์จึงตอบรับคำขอของนาง ดลใจให้ท่านพ่อผู้แสนดีเลือกบอกปัด ไม่ยอมรับการหมั้นหมายกับตระกูลของท่านลุงของนางเสียที...นึกถึงอนาคตที่ปลอดภัยไร้สามีของตนเองแล้ว นางสุขใจนัก!
เสี่ยวเซียงหรงปักลายดอกเหมยลงบนผ้าผืนไม่ใหญ่ไม่เล็กอย่างเป็นสุขใจ ใบหน้างดงามเกินวัยมีรอยยิ้มพริ้มเพราเฉิดฉันประดับอยู่บนนั้น
เฉินเซียงหรง แม้เพิ่งจะอายุได้เจ็ดขวบครึ่ง แต่รูปโฉมที่ได้มาจากบิดาและมารดาอย่างละส่วน ปั้นแต่งให้เครื่องหน้าของนางงดงามราวกับจิตรกรบรรจงแต้ม ไม่ว่าจะเป็นใบหน้าเรียวเล็ก ตาหงส์คู่งาม จมูกจิ้มลิ้มน่ารักที่ถูกเสกสรรเอาไว้อย่างพอเหมาะพอดี ขนตาที่งอนยาวเป็นแพ ริมฝีปากหยักได้รูป และฟันที่ทั้งขาวราวกับมุกน้ำดีซ้ำยังเรียงตัวกันอย่างเป็นระเบียบ ทุกส่วนบนใบหน้าของนาง แยกมองก็งดงาม ยามมองรวมๆ กันแล้วก็ยิ่งงดงามไปกันใหญ่ ท่านย่าที่ไม่เคยพูดปดของนางยังกล่าวชมนางบ่อยๆ ว่ารูปโฉมเช่นนี้ นับว่าล่มบ้านล่มเมืองได้ทีเดียว
ล่มบ้านล่มเมืองอะไรกัน นางเป็นเพียงเด็กหญิงตัวน้อยๆ ในเรือนหลัง ไม่ใช่ท่านเซียนหรือขุนศึกทหารหาญอย่างท่านลุงจวิ้นหวังของนางเสียเมื่อไหร่ สองมือของนางก็น้อยๆ เท่านี้ จะเอาปัญญาที่ใดไปล่มบ้านล่มเมือง?
แน่นอนว่านางย่อมต้องถามเรื่องนี้กับท่านย่า ผลที่ได้ก็คือ ท่านย่าของนางกลับหัวเราะ แล้วกล่าวว่า “หลานรักของย่าช่างจิตใจใสซื่อบริสุทธิ์ น่ารักน่าเอ็นดูมากจริงๆ!”
โธ่...ท่านย่าเจ้าขา นั่นไม่ใช่คำตอบเสียหน่อย!
แม้จะรู้สึกว่านั่นไม่ใช่คำตอบ ทว่าเสี่ยวเซียงหรงก็ไม่มีความคิดอยากเซ้าซี้ซักไซ้ให้ท่านย่าต้องวุ่นวายใจ...
ก็บอกแล้วว่านางเป็นเด็กดี...ดีมากๆ
เกี่ยวกับเรื่องความงามที่ท่านย่ากล่าวว่าถึงขั้นล่มบ้านล่มเมืองอะไรนี่ ผู้อื่นกล่าวกันว่า เด็กน้อยอย่างนาง เพิ่งจะเจ็ดขวบปี ไม่ได้แต่งหน้าทาปาก กลับงดงามสะกดสายตาผู้คนจนไม่รู้จะสรรหาคำใดมากล่าว กระทั่งคนผิวงามอย่างอนุหานยังยกย่องไม่ได้ขาด คอยกล่าวว่าผิวดีๆ ผมงามๆ และรูปหน้าเช่นนี้ นับแต่นี้ก็ไม่ต้องเสริมเติมแต่งหรือบำรุงรักษาประทินผิวอะไรให้วุ่นวาย ด้วยที่เป็นอยู่ในตอนนี้ก็ดูงดงามตามธรรมชาติดีอยู่แล้ว เครื่องประดับ เสื้อผ้าแพรพรรณชั้นดีทั้งหลายก็เช่นกัน ของเช่นนั้นสวมใส่เข้าไปก็รังแต่จะแข่งความงามกับคนงามเช่นนาง ไม่สู้นางแบ่งปันข้าวของเหล่านั้นให้พี่หญิงน้องหญิงที่ไม่ได้งดงามเท่าตนเองยังดีกว่า ไม่เพียงเป็นการช่วยเหลือพี่หญิงน้องหญิงของตนให้ได้มีหน้ามีตา ยังนับได้ว่าเป็นการช่วยให้พี่หญิงน้องหญิงของตนได้มีโอกาสอยู่ในสายตาผู้คนเช่นคนงามอย่างนางบ้าง
เซียงหรงไม่ใช่คนเขลา นางรู้ดีว่าผู้เป็นมารดาย่อมรักถนอมบุตรธิดา ยามท่านแม่ของนางยังอยู่ก็เป็นเช่นนี้ มีของดีใดก็อยากให้นางได้ใช้สอยทั้งนั้น อีกทั้งตัวนางเองก็ไม่ได้เดือดร้อนขัดสนสิ่งใด ดังนั้นนางจึงไม่เคยคัดค้านใดใดเลยสักคำ
มิใช่ว่าการแบ่งปันเช่นนี้ก็นับเป็นการทำดีหรอกหรือ? นางไม่อยากแย่งชิงกับแค่สิ่งนอกกายเหล่านี้กับผู้ใดให้วุ่นวายทั้งนั้น
ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าจะมีเครื่องประดับ มีแพรพรรณ มีเสื้อผ้าชุดใหม่ๆ มีของดีใด เซียงหรงก็ล้วนยอมมอบให้พี่หญิงน้องหญิงตามความต้องการของพวกนางทั้งสิ้น มีสิ่งเดียวเท่านั้น ที่จะอย่างไรคุณหนูสามอย่างนางก็ไม่คิดมอบให้ใครทั้งนั้น สิ่งนั้นก็คือกำไลหยกขาวโลหิตวงใหญ่ ที่ท่านแม่ผู้ล่วงลับนำมาห้อยคอนางไว้นับตั้งแต่จำความได้
สำหรับนาง ของสิ่งนี้ก็คือตัวแทนของมารดาที่ตายจาก นางไม่อาจตัดใจนำของสำคัญเพียงชิ้นเดียวชิ้นนี้ไปมอบให้ผู้อื่นได้จริงๆ
พี่หญิงน้องหญิงของนาง รวมถึงอนุหาน อนุซู และอนุจาง ล้วนไม่มีผู้ใดรู้ว่านางมีของสิ่งนี้ ในเมื่อไม่มีใครรู้แต่แรกว่ามีของสิ่งนี้ และไม่เคยมีใครเอ่ยปากขอ นางที่ไม่ได้เอาของชิ้นนี้ออกมามอบให้คนอื่นๆ คงไม่ถึงกับกลายเป็นเด็กไม่ดีกระมัง ก็ของสิ่งนี้น่ะ เป็นของนางมาตั้งแต่แรก นางไม่ได้ไปลักขโมยหรือแย่งชิงเอาของของใครมาสักหน่อย...
เซียงหรงกวาดตามองลายปักบนผ้าในมือด้วยความพึงพอใจ
พูดกันตามเนื้อผ้าแล้ว บุตรสาวสกุลเฉินอย่างนางปักลายดอกเหมยได้ยิ่งกว่างดงามวิจิตรบรรจง ทั้งยังให้ความรู้สึกว่าเหมือนของจริงราวกับมีผู้หยิบเอาดอกเหมยมาวางไว้บนผืนผ้า เพียงจ้องมองนานหน่อยก็รู้สึกราวกับว่าได้กลิ่นดอกเหมยหอมละมุน
ที่จริงแล้ว ภาพดอกไม้ที่งดงามเช่นนี้ ท่านแม่ของนางเป็นผู้ริเริ่มปักเอาไว้ เด็กน้อยอย่างนางเพียงชื่นชอบ ทั้งยังระลึกถึงมารดา จึงลอกเลียนวิธีการปักและลวดลายมาจากเสื้อผ้าที่ท่านแม่เคยปักเอาไว้เท่านั้น
หากท่านแม่ได้เห็นผ้าปักผืนนี้ ท่านแม่จะภูมิใจหรือไม่?
ท่านแม่จะกล่าวชื่นชมอย่างไรบ้างนะ?
เพียงคิดว่ามารดาจะภาคภูมิใจในตัวนางและชื่นชมนางอย่างไรบ้าง เซียงหรงก็สุขใจนัก
“โอ้โห...น้องสาม! ผ้าเช็ดหน้าผืนนี้ช่างปักได้งดงามนัก พี่ใหญ่ขอได้หรือไม่!”
เสียงที่ดังขึ้นทำลายความเงียบสงบของอุทยาน ทำเอาเซียงหรงตกใจจนเผลอทำเข็มปักผ้าปักมือตนเอง
[1] ทายาทผู้สืบทอดของจวิ้นหวังหมวกเหล็ก(จวิ้นหวังที่สามารถส่งต่อบรรดาศักดิ์จวิ้นหวังให้ทายาทของตนเองได้)
ทว่า...ถึงขั้นมีบุตรชายบุตรสาวด้วยกันแล้ว บิดาก็ยังไม่มีใจรักใคร่ผูกพันต่อท่านแม่และอนุจาง อนุซู บ้างเลยหรือ? ไม่ทันที่นางจะได้เอ่ยถาม มารดาก็ขยับริมฝีปากเล่าต่อไป ไม่สนใจนางสักนิด คล้ายกำลังจ่อมจงลงในอดีต เฉินชิวเยว่จึงทำเพียงรับฟังเงียบๆ ไม่กล้าเอ่ยขัด“หลี่เซียงเหลียนก็เหมือนเฉินเซียงหรงก่อนหน้านี้ไม่มีผิด เป็นโฉมงามยอดเมธีผู้บริสุทธิ์งดงาม จิตใจใสสะอาด...ครั้นเมื่อรับอนุภรรยาเข้ามาถึงสามคน ตนเองกลับตั้งครรภ์ นางไม่เพียงไม่ตีอกชกลม ยังเผื่อแผ่บิดาเจ้ามาให้ข้า ซูเหมยเหนียง จางเหม่ยเหมย ราวกับจะทำทาน บิดาเจ้าถูกหลี่เซียงเหลียนผลักไสมากเข้าก็ประชดด้วยการทำตามอย่างนางว่า สุดท้ายซูเหมยเหนียง ข้า กับจางเหม่ยเหมยก็ตั้งครรภ์ในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน ข้ามีเจ้า ส่วนจางเหม่ยเหมยก็มีเฉินเหม่ยลี่...นังแพศยาสารเลวที่ยามนี้ยังตามไปรบกวนชีวิตเจ้าถึงในวัง”ฟังถึงตรงนี้ เฉินชิวเยว่ก็แค้นใจยิ่งนัก นางพึมพำเสียงเบา “ฟ้าส่งให้ข้ามาเกิดก็พอแล้ว เหตุใดยังต้องส่งเฉินเหม่ยลี่มาเกิดในเวลาไล่เลี่ยกันเช่นนั้นด้วย!”อนุหานแค่นหัวเราะ แต่ไม่รู้ว่าเยาะเย้ยผู้ใดกันแน่ นางเอ่ยเสียงเหี้ยมเกรียม ทว่าในเนื้อเสียงแฝงความ
วันที่สาม เจ้าสาวต้องกลับบ้านเดิมเดิมองค์ชายสามควรกลับบ้านมาด้วยกันกับเฉินชิวเยว่ ทว่าเขากลับติดภารกิจ ต้องเดินทางออกนอกเมืองกะทันหัน จึงให้ชายาของตนเองกลับไปยังจวนเฉินกั๋วกงเพียงลำพังแม้ว่าเฉินชิวเยว่จะขุ่นเคืองอยู่ไม่น้อย ทว่านางไม่ได้แสดงออกมากนักอีกประการหนึ่ง การที่นางได้กลับบ้านเดิมเพียงลำพัง กลับสะดวกต่อนางนักสองวันที่ผ่านมาองค์ชายเอาแต่คลอเคลียอยู่กับเฉินเหม่ยลี่ไม่ยอมห่าง ด้วยเห่อบุตรคนโตที่เกิดจากท้องของนางคนชั้นต่ำนั่นยิ่งนัก แต่ละวันคอยพะเน้าพะนอเอาใจเฉินเหม่ยลี่ไม่ห่าง จนกระทั่งดึกดื่นจึงได้กลับมายังห้องหอ รสชาติของการถูกกระทำราวกับตนเป็นเพียงอนุเสียเองเช่นนี้ ทำให้เฉินชิวเยว่สุดจะทนนางทนไม่ได้ และจะไม่ทนอีกต่อไปแล้วด้วย!สองวันมานี้สร้างความเคียดแค้นจนถึงขั้นหมายเอาชีวิตเฉินเหม่ยลี่เฉินชิวเยว่ตรึกตรองหาหนทาง ก่อนที่ใจจะคิดถึงการตายที่มีเงื่อนงำของฟูเหรินจวนสกุลเฉินนางไม่เคยกล้าคิดมาก่อน แต่เมื่อตอนที่มารดาพูดถึงเรื่องการตายของท่านย่า...หากท่านย่ายัง...แล้วมารดาของเฉินเซียงหรงเล่า...หานชิงเยว่ได้แต่ทอดถอนใจเมื่อเห็นว่าบุตรสาวของตนเองไม่ได้มีความสุขเท่าที่เคย ทั้ง
ทว่าชั่วขณะนั้นเอง ทุกอย่างก็พลิกผันเฉินเหม่ยลี่สีหน้าเผือดซีดลงทันควัน มือที่ยื่นถ้วยชาออกไปตกลงกลางทาง น้ำชาร้อนๆ พลันหกรดแขนตนเองจนแดงก่ำทันตาสายตาของคนในห้องหันมาจับจ้องที่เฉินชิวเยว่เป็นตาเดียวเฉินชิวเยว่กัดฟันแน่น แม้จะขุ่นเคืองปานใด แต่ยามนี้นางไม่โง่พอที่จะแสดงออกมา นางรีบทรุดลงนั่งข้างน้องสาว ก่อนเขย่าร่างนั้นพลางเรียกด้วยน้ำเสียงตื่นตกใจ“น้องรอง! น้องรอง...เกิดอะไรขึ้น! ใครก็ได้ ไปตามหมอมาเร็วเข้า ไม่รู้ว่าเหตุใด ในวันดีๆ ที่ทั่วทั้งตำหนักเต็มไปด้วยกลิ่นอายมงคล ซ้ำฝ่าบาทและหวงโฮ่วยังเสด็จมาเป็นมิ่งมงคลเช่นนี้ จู่ๆ น้องรองของข้ากลับเป็นลมล้มพับลงไปโดยไร้สาเหตุ!”ชายาจวิ้นหวังมองดูเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างสนใจ ขณะที่ชายารัชทายาทเอนตัวเข้าใกล้นางพลางเอ่ยเสียงเบา“ท่านน้า ท่านว่านี่เกิดขึ้นได้อย่างไรกันแน่นะ หวงตี้และหวงโฮ่วประทับอยู่เป็นมงคล แต่นางกลับล้มสลบไปเช่นนี้ หรือว่านางมีเงาอัปมงคลตามติด จึงได้ล้มสลบลงไปเช่นนั้น?”ชายาจวิ้นหวังฟังแล้วได้แต่ยิ้ม ทั้งที่ในใจสบถไปหลายครั้งสตรีโง่งม! มงคลอัปมงคลอะไรกัน มีแต่กลอุบายทั้งนั้น!หมอหลวงที่ตามขบวนเสด็จมารีบรี่มาตรวจอาการโดยพลัน
“เจ้าว่าองค์ชายไปที่ใดนะ!”“เอ้อ...เรือนของ...เฉินอี๋เหนียงเจ้าค่ะ” หมัวมัวเอ่ยด้วยน้ำเสียงคล้ายเป็นเรื่องธรรมดาอย่างมาก ซึ่งความจริงก็เป็นเช่นนั้นช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา แม้ว่าเดิมองค์ชายสามจะรับเฉินอี๋เหนียงเข้ามาโดยไม่สมัครใจนัก ทว่าเฉินอี๋เหนียงกลับอ่อนหวาน ช่างเอาใจ เพียรพยายามชดเชยความบกพร่องของตนด้วยการตามพระทัยองค์ชายไปหมดทุกอย่าง ทั้งยังพูดหวานขานเพราะ ช่างจำนรรจาราวกับนกน้อยก็ไม่ปาน องค์ชายสามที่แม้จะทรงเคยรังเกียจเรือนร่างแปดเปื้อนราคีของนาง เมื่อได้รับการเอาอกเอาใจ ได้รับการปลอบประโลมด้วยถ้อยคำหวานหู...รวมถึงเรื่องในห้องหอที่ถึงทรวงอย่างที่สตรีสูงศักดิ์อ่อนเดียงสาไม่อาจมอบให้ได้ เพียงเท่านั้นองค์ชายสามก็แทบจะเคล้าคลอนางทุกเมื่อเชื่อวันแล้วยามนี้บ่าวไพร่ในตำหนักองค์ชายสาม ไม่ว่าผู้ใดก็รู้ว่า จะล่วงเกินอี๋เหนียงคนใดขององค์ชายสามก็ได้ แต่ห้ามทำให้เฉินอี๋เหนียงขุ่นเคืองใจแม้สักนิดเป็นอันขาด“เฉินเหม่ยลี่...” เฉินชิวเยว่พึมพำเสียงสั่น จิกเล็บลงกับฝ่ามือ อยากจะกรีดร้องออกมาเสียให้ดังๆ ทว่ารู้ดีว่าแม้ตนเองจะเข้าตำหนักมาในฐานะต้าหวังเฟย นางก็เพิ่งจะแต่งเข้ามาในตำหนัก ขายังไม่อาจ
ขบวนทัพเรียบง่ายใช้เส้นทางเลี่ยงเมือง ขณะที่ขบวนเจ้าสาวที่ออกจากจวนเฉินกั๋วกงในเวลาเดียวกันนั้นกลับเต็มไปด้วยกลิ่นอายมงคลตระการตา ผู้คนสองข้างทางต่างพากันเฝ้าชมวาสนาของจวนเฉินกั๋วกงที่เลี้ยงบุตรสาวได้ดียิ่งนักคนหนึ่งได้กลายเป็นจ๋างจื่อฟูเหรินแห่งตำหนักจวิ้นหวัง อีกคนโผบินสู่กิ่งไม้ที่สูงและมั่นคงยิ่งกว่า ด้วยการแต่งเข้าตำหนักองค์ชายสาม องค์ชายเพียงผู้เดียวที่ถือกำเนิดจากหวงโฮ่ว กลายเป็นต้าหวังเฟยอันทรงเกียรติของตำหนักนั้นเฉินชิวเยว่ยามนี้ไม่รู้สึกอิจฉาเฉินเซียงหรงสักนิดเป็นดังคำที่มารดากล่าวไม่มีผิด...อีกฝ่ายจะเป็นคุณหนูที่ถือกำเนิดจากฟูเหรินของจวนแล้วอย่างไร นางเป็นลูกอนุผู้หนึ่งของจวนแล้วอย่างไร ต่อให้เฉินเซียงหรงจะเป็นโฉมงามยอดเมธี แต่สุดท้ายแล้วต่อจากนี้เมื่อเฉินเซียงหรงเห็นนาง ก็ยังต้องน้อมกายคารวะ ต้องเรียกนางว่า ‘พระชายาสาม’ อย่างนอบน้อมมิใช่หรือ?ไหนจะเรื่องที่ตอนนี้หลี่จือหลินซึ่งเคยเป็นคุณชายอันดับหนึ่งที่สตรีทั้งหลายปรารถนาจะแต่งให้ กลับต้องไปออกศึก ฝ่าทะเลคมหอกคมดาบที่ไร้ตา ยังไม่รู้ว่าจะกลับมาครบส่วนหรือไม่...หรือหากเคราะห์ไม่ดีก็อาจจะไม่ได้กลับมาด้วยซ้ำ นางจะยังสนใจคน
วันเวลาแห่งความสุขมักผ่านไปอย่างรวดเร็วเสมอ หลังจากยืนยันได้แน่ชัดว่าเทียนเฉามีการเตรียมทัพ ทางเทียนจินเองก็ต้องจัดการป้องกันตนอย่างรวดเร็ว การเตรียมเสบียงทัพและการเกณฑ์ทหารใช้เวลาเพียงเดือนกว่าๆ เท่านั้น ทัพหลวงก็สามารถออกเดินทางไปยังชายแดนได้แล้วตลอดเวลาที่ผ่านมา หลี่จือหลินผู้เป็นนายทัพต้องยุ่งวุ่นวายสายตัวแทบขาด นอกจากจะต้องตรวจเสบียงทัพและเรื่องกองกำลังต่างๆ ให้เข้าที่เข้าทาง แม้แต่เรื่องเล็กน้อยเช่นเรื่องเครื่องนุ่งห่มของทหาร เรื่องอาวุธที่กำลังหลอม เขาก็ยังต้องตรวจสอบให้ละเอียดเพื่อป้องกันไม่ให้มีผู้ฉวยโอกาสกินตามน้ำ หาเศษหาเลยกับการยกทัพไปชายแดนทว่าแม้จะยุ่งวุ่นวายปานใด เขาก็ยังหาเวลามาคลอเคลียกับภรรยาตัวน้อยไม่เว้นวาย แม้จะเป็นเพียงเวลาหนึ่งหรือครึ่งชั่วยามก็ไม่เคยปล่อยให้เสียเปล่าสองสามีภรรยายามนี้นับได้ว่ารักใคร่ปรองดองกันยิ่งนัก...อย่างน้อยก็ในสายตาของบ่าวไพร่ตำหนักจวิ้นหวังยามเมื่อถึงวันต้องนำทัพออกจากเมืองหลวง เซียงหรงค่อยๆ ส่งเกราะเหล็กให้กับหลี่จือหลินสวมพลางช่วยเขาผูกเกราะอย่างเบามือ“สนามรบคมดาบไร้ตา ท่านต้องระวังตัวให้มาก” นางพูดเบาๆ พลางผูกสายรัดเกราะด้านข้างให
องค์ชายสามรีบปราดเข้ามาประคองเจ้าบ่าวหมาดๆ เอาไว้ น้ำเสียงอบอุ่นอ่อนโยนยิ่ง“ให้ข้าได้ประคองพี่จือหลินไปส่งเถอะ” หลี่เจี๋ยประคองร่างสูงโปร่งของหลี่จือหลินเอาไว้แล้วเดินออกจากห้องโถงไปตามทางเดิน ก่อนจะออกจากห้องก็หันหน้าไปหาบ่าวคนสนิทของตนแวบหนึ่ง ครั้นเห็นว่าเขาพยักหน้าแล้วหายไปในฝูงชนก
เซียงหรงถูกพาไปนั่งบนเตียงที่ปูผ้าคลุมสีแดงปักลายยวนยาง ตอนนั้นเองที่จวิ้นหวังเฟยเดินเข้ามาด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า พร้อมบุตรชายที่ยามนี้ทุกคนในตำหนักได้เห็นแล้วว่าจ๋างจื่อของพวกตนช่างยิ้มได้งดงามนัก จวิ้นหวังเฟยรับจานเกี๊ยวมาจากแม่สื่อ ก่อนคีบป้อนสะใภ้หมาดๆ ของตนเองผ่านผ้าคลุมหน้า เซียงหร
เซียงหรงเม้มปากแน่น แต่นางถอยหลังไม่ได้แล้ว มีแต่ต้องเดินหน้าเท่านั้นแม้ว่าเทียนจินในยามนี้จะมิได้เคร่งครัดในเรื่องการยกอนุขึ้นเป็นภรรยาเอกเช่นรัชสมัยอื่นๆ แต่ว่านางก็หวังไม่ให้บิดาดำเนินไปในทางผิดมากกว่านี้...อนุหานไม่ใช่คนที่จะสามารถเป็นหน้าเป็นตาให้กับจวนกั๋วกงได้จริงๆเซียงหรงตามองจมูก จมูกมอ
อนุหาน หานชิงเยว่ รีบฉวยโอกาสขณะเฉินกั๋วกงกำลังรับคำแสดงความยินดีจากอดีตเสนาบดีสวีผู้มีศักดิ์เป็นปู่ของสวีหวงโฮ่ว ซึ่งกำลังจะเกี่ยวดองเป็นทองแผ่นเดียวกัน และท่านปู่กับท่านลุงของนาง มุ่งหน้าไปบอกกล่าวหว่านล้อมขออนุญาตให้ ‘บุตรสาว’ อีกสี่คนสามารถติดตามขบวนแห่เกี้ยวเจ้าสาวไปส่งตัวพี่หญิงน้องหญิงของตนอ







