Masukแม้จะเป็นเช่นนั้น ฉินอ๋องก็หาได้อ่อนโยน เมื่อแก่นกายถูกฝังลงไปจนมิด ร่างกำยำก็เริ่มขยับเอวสอบของตน เพื่อสร้างความคุ้นชิน ซึ่งมันก็ยากนัก เพราะร่องรักด้านล่างนี้ยังใหม่ และที่สำคัญ เขาไม่ได้เล้าโลมนางให้เกิดกำหนัดก่อนทำ การเคลื่อนตัวมันจึงยากลำบาก แม้แต่ตัวเขาเองยังต้องกัดฟันทนกับความทรมานที่มันคับแน่นจนปวดหนึบ แทบจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ ก็ว่าได้
“ฮื่อ ฮื่อ เอามันออกไปข้าเจ็บ” ฟูหลิงร้องท้วงอีกหน พร้อมกับยกมือดันไหล่แกร่งให้ถอยห่าง ทว่าไหนเลยมันจะเป็นผล ยิ่งนางต่อต้าน ยิ่งดูเหมือนเขาจะลงโทษหนักขึ้น “หากเจ้าไม่อยากทรมานจนตาย ก็อย่าดื้อรั้นกับข้าอีก” สิ้นคำ ริมฝีปากหนาก็บดขยี้ปากอิ่มที่เผยอจะต่อว่าเขา ฟูหลิงก็ได้แต่ครวญครางในลำคอ เพราะยามนี้นางมิอาจทำอันใดได้ นอกจากก่นด่าเขาในใจ และนึกตำหนิตนเองที่ไม่ใจเย็น รอให้ร่างกายหายดีก่อน ค่อยคิดยั่วโมโหเขา แต่ก็นั่นแหละ ใครจะไปคิดกันล่ะว่า ฉินอ๋องผู้นี้ จะร้ายกาจถึงขนาดข่มเหงรังแกสตรีตัวน้อย ๆ ได้ ต่อให้นางเป็นอนุ ผู้เป็นสามีก็ไม่ควรทำเช่นนี้ เพราะนางมิใช่ศัตรูเขาเสียหน่อย… ‘หรือว่า…เจ้าของร่างนี้เคยทำเรื่องอันใดไว้ ไม่ก็…บิดานางเคยทำเรื่องไม่ดีต่อฉินอ๋อง เขาเลยมาลงที่นางแทน’ ฟูหลิงคิดหาเหตุผลเกี่ยวกับการกระทำของอีกฝ่าย ฉินอ๋องผู้นี้แลดูจงเกลียดจงชังนางมาก ไม่เคยพูดจาดีดีกับนางเลย ทว่าเวลาต่อมาสมองที่กำลังครุ่นคิดก็เริ่มพร่าเลื่อน ความเจ็บปวดที่เคยแล่นผ่าน แปรเปลี่ยนเป็นความรู้สึกแปลกใหม่วิ่งเข้ามาแทนที่ นางรู้สึกว่าสัมผัสจากอีกฝ่าย มันช่างดีเหลือเกิน มือที่เคยทุบตีบัดนี้เริ่มคลายออก และเผลอลูบไล้ไปตามลำคอเขา ก่อนจะเลื่อนขึ้นไปที่กลุ่มผมของผู้ที่อยู่บนตัว ยิ่งไปกว่านั้น กำหนัดยังชักพาให้นางตวัดตอดลิ้นรับเขาอีก “อืม…” เหยียนตี้ครางพอใจ เมื่อได้รับสัมผัสจากลิ้นอุ่นที่ตอบกลับมา นำพาให้อารมณ์คุกรุ่นในคราแรกเริ่มเจือจางหายไปกลายเป็นความกระสันเสียวที่เริ่มแผ่ซ่านไปทั่วร่างของทั้งคู่ แม้แต่คนที่เคยต่อต้านในคราแรก ยังกอดรัดผู้ที่โถมร่างกายใส่ตนแน่น ราวกับกลัวว่าเขาจะหนีหายไปเสียอย่างนั้น ถ้อยคำก่นด่ากลับกลายเป็นเสียงครางหวานในลำคออย่างเป็นสุข ฟูหลิงในยามนี้นางไม่อาจควบคุมตนเองได้เลย และมันก็เป็นที่ถูกใจของฉินอ๋องยิ่งนัก เพราะไม่ว่าเขาจะทำอันใด นางก็ตอบรับโดยไม่มีขัดขืน และยามนี้ ร่างเย้ายวนก็ถูกจับให้อยู่ในท่าคลานสี่ขา มีร่างกำยำขยับโยกเข้าใส่ก้นขาวอย่างมัวเมา “อ่า…ไป่ฮวา ร่างกายเจ้าช่างดีนัก” เหยียนตี้เผลอเอ่ยนามที่เขาไม่ควรกล่าวถึง เพราะมันอาจทำให้ความทรงจำของคนด้านล่างกลับมาก็ได้ ทว่ายามนี้ ฟูหลิงนางหาได้ใส่ใจไม่ เพราะหูตานางอื้ออึงไปกับสัมผัสที่กำลังถาโถมเข้าใส่ จนเหมือนคนไร้ซึ่งสติเข้าไปทุกที ดูท่ายากำหนัดที่กินเข้าไปจะฤทธิ์แรงพอสมควร ผนวกกับร่างกายที่อ่อนแอเป็นทุนเดิม ทำให้หญิงสาวมัวเมาไปกับการปรนเปรอของคนตัวโตจนลืมสิ้นทุกอย่าง ด้านเหยียนตี้ยามเมื่อเขาได้ยินเสียงครางของร่างเนียนขาว ริมฝีปากหนาก็เผยยิ้มหยันชอบใจ ‘หยางลี่จาง บัดนี้สตรีที่เจ้ารัก กำลังนอนครวญครางอยู่ใต้ร่างข้าแล้วรู้หรือไม่ สาใจข้ายิ่งนัก’ เหยียนตี้หยันในใจ หากมิเกรงว่าไป่ฮวาจะสงสัย เขาคงพ่นวาจาออกมาลั่นกระโจมแล้ว แม้ว่าคราแรกเขาจะเผลอเอ่ยนามนางขึ้นมาก็ตาม ทว่าคนอย่างเขา พลาดได้แค่หนึ่งครั้งเท่านั้น มันจะไม่มีครั้งต่อไปอีก และยามนี้ ไม่ว่าเขาจะสุขกับร่างนี้เพียงใด เหยียนตี้กลับไม่ส่งเสียงออกมา ส่วนคนด้านล่าง ก็ได้แต่ร้องครางไม่หยุดหย่อน เพราะเอวสอบยังคงอัดกระแทกเข้ามา จนร่องรักเริ่มร้อนผ่าวขึ้นมาแล้ว ถึงกระนั้น ฉินอ๋องก็หาได้ผ่อนแรงลงไม่ เขายังคงขยับสะโพกใส่ จนกระทั่งร่างเปลือยขาวเกร็งกระตุก ยิ้มร้ายจึงเผยออกมา พร้อมกับเร่งซอยเอวเข้าหาเพื่อนำพาความสุขมาสู่ตนบ้าง เมื่อเสร็จสมจากท่านี้ เขาก็ถอดแก่นกายออก และจับนางพลิกหันกลับมานอนหงายตามเดิม ซึ่งภาพตรงหน้ามันช่างยั่วยวนกำหนัดได้ดีนัก เขาจึงไม่รอช้าที่จะทาบทับลงไป ใช้ปากฉกชิมเม็ดทับทิบสีสดที่ตั้งตระหง่านเชิญชวน “อื้อ… ท่านอ๋อง ยะ… อย่าดูดแรงเพคะ ฟูหลิงเสียว” เสียงหวานกระเส่าเปล่งออกมาทักท้วง เมื่อถูกสัมผัสจากปากหนาดูดกลืนอย่างมัวเมา แต่พอร้องห้ามกลับกลายเป็นการยุยง เพราะเหยียนตี้ไม่คิดจะปราณีคนใต้ร่างเลยสักนิด ยิ่งนางบอกว่าเสียว มันยิ่งกระตุ้นกำหนัดให้เขาถาโถมเข้าใส่ เร่งขยับเอวสอบลงที่กลางหว่างขาเรียวขาวอย่างมัวเมา ฟูหลิงจึงทำอย่างอื่นไม่ได้นอกจากร้องครางเสียงหลง เพราะฉินอ๋องทั้งกินดุและกินจุเอามาก ๆ ไม่รู้เขาไปตาย,อด,ตายอยากมาจากที่ใด และเนิ่นนานเพียงใดไม่อาจรู้ได้ เพราะหลังจากถูกจับกินไปหลายรอบ อนุตัวน้อยก็หมดสติไปโดยไม่รู้ตัว และการลงโทษครานี้ มันก็ทำให้ฟูหลิง หมดสติไปอีกสองวัน เมื่อนางตื่นขึ้นมา ก็พบว่าตนเองอยู่ที่เมืองผานแล้ว ทว่ากลับไร้ซึ่งเงาฉินอ๋อง ถึงกระนั้นนางก็ไม่ได้แยแสที่จะถาม หกวันต่อมา… ร่างอรชรของสาวใช้นามว่าจินจู กำลังก้าวเดินตรงไปยังเรือนหลังอย่างเร่งรีบ ทว่ายังไม่ทันพ้นเขตเรือนหลักก็ต้องชะงักเพราะเสียงที่ดังมาจากมุมหนึ่งของสวน ซึ่งมันเป็นเสียงที่นางไม่อยากได้ยินนัก แต่ถึงกระนั้นก็จำต้องรีบหันกลับไป “ช้าก่อน! คุณหนูหวังนั่งอยู่ตรงนี้ ไยเจ้าไม่หยุดคารวะหา!” แม่นมจางตำหนิเสียงดัง พร้อมกับเดินเข้ามาขวางสตรีร่างบางกว่าตน เพื่อไม่ให้จินจูหนีไปได้เหมือนคราวก่อน “ข้าน้อยรีบเอากระดาษไปให้อนุหลิงเจ้าค่ะ เลยไม่ทันมองสิ่งใด” จินจูรีบตอบ พร้อมกับหมุนตัวหันมาหาสตรีที่ยืนมองด้วยแววตาเรียบเฉย “บ่าวขออภัยคุณหนูหวังเจ้าค่ะ” “นายเจ้าเอากระดาษไปทำอะไรหรือ” หวังจินเยว่เอ่ยพร้อมกับเอื้อมมือออกมาดึงม้วนกระดาษในมือสาวใช้ไปถือ ริมฝีปากที่แต่งแต้มด้วยชาดสีแดงสดยกมุมขึ้นอย่างเหยียดหยัน ก่อนจะหันมาคลี่กระดาษสะบัดเล่นราวกับเป็นของไร้ค่า “อนุหลิงแค่วาดภาพแก้เบื่อเท่านั้นเจ้าค่ะ” จินจูตอบเสียงเบา นางไม่แม้แต่จะเงยหน้ามองอีกฝ่ายว่ากำลังทำสิ่งใด “สบายจริงนะ วัน ๆ ไม่คิดจะทำอันใดเลยหรือ เลี้ยงเสียข้าวสุกยิ่งนัก” หวังจินเยว่ตำหนิเสียงดัง เพราะมองเห็นร่างอรชรของคนที่ถูกพูดถึงกำลังก้าวเดินตรงมาหาพอดี “ว่าข้าไม่ทำงาน แล้วเจ้าล่ะทำอันใดบ้าง วัน ๆ ก็เห็นแต่ทาปาก ผัดหน้าเขียนคิ้ว แล้วเรื่องพวกนี้มันเป็นประโยชน์นักหรือไง” เจ้าของเรือนหลังย้อนกลับไม่ไว้หน้า “นะ…นี่เจ้า เจ้ากล้าว่าข้าหรือ” หวังจินเยว่ชี้หน้าทันที “แล้วทำไมจะไม่กล้า เจ้าก็อนุ ข้าก็อนุ หรือต่อให้เจ้าเป็นพระชายาฉินอ๋องข้าก็จะด่า เพราะเจ้ามิใช่บิดาข้า” ฟูหลิงลอยหน้าลอยตาใส่อีกฝ่ายอย่างไม่กลัวเกรงฟูหลิงนิ่งงันมองสามีที่ยังมีท่าทางของคนเมา ทว่ามันไม่มากเหมือนคราแรกที่ถูกพามา เพราะเท่าที่เห็นยามนี้เขาดูมีสติดี ไม่พร่ำไปเรื่อย และยังลุกขึ้นมาต่อว่าพระนัดดาตนอีก “เสแสร้งเก่งจริงนะเพคะ” นางเอ่ยเย้า ก่อนจะนั่งลงบนเตียง คนตัวโตจึงรีบขยับเข้ามาโอบเอว “หากไม่ทำเช่นนี้จะได้กอดเจ้าง่าย ๆ หรือ” เหยียนตี้ป้อนคำหวาน ก่อนจะเกยคางบนไหล่ชายารัก แล้วซุกใบหน้าลงที่ซอกคอขาว นำพาให้บ่าวที่คอยรับใช้ต้องรีบพากันออกไป “อื้อ...เจ้าเล่ห์เหลือเกินนะเพคะ” ฟูหลิงตำหนิไม่จริงจัง “พี่ทำเพื่อเจ้านะน้องหญิง” เหยียนตี้เอ่ยบอกเสียงพร่า ก่อนจะยกมือขึ้นมารั้งให้นางหันมาหากัน นัยน์ตาคมทอดมองใบหน้าอ่อนหวานที่อยู่ห่างแค่เพียงคืบ ก่อนจะค่อย ๆ ใช้นิ้วเกลี่ยแก้มเนียนที่เริ่มขึ้นสีแดงเรื่อ ซึ่งมันน่ามองยิ่งนักสำหรับเหยียนตี้ “น้องหญิงเจ้ารู้หรือไม่ว่าแต่ละวันพี่คิดถึงเจ้ามากเพียงใด” ถ้อยคำหวานถูกเปล่งออกมาพร้อมสายตากรุ้มกริ่ม ฟูหลิงส่งเสียงหัวระเบา ๆ ให้กับท่าทางเจ้าชู้ของสามี ดูท่าที่เขาปากหวานได้ถึงเพียงนี้ คงเป็นฤทธิ์สุราขับกล่อมกระมัง “มากแค่ไหนหรือเพคะ” นางแสร้งเย้าเขา พร้อมกับขยับกายขึ้นมานั่งคร่อมผู้
ไม่นานนักความเงียบงันอันเปี่ยมสุขก็ถูกรบกวนด้วยเสียงหัวเราะเบา ๆ ของเหล่าคนสนิท ตามด้วยเสียงกระซิบกระซาบถึงความอบอุ่นและความรักที่ฉินอ๋องมีต่อพระชายา เหยียนตี้จึงคลายริมฝีปากตนออก ก่อนจะเอ่ยตำหนิไม่จริงจังนัก “ขัดใจจริงคนพวกนี้ น่าลงโทษให้หลังลายจริง ๆ” “วันมงคลนะเพคะ อย่าทรงหงุดหงิดเลย เรารีบไปเข้าพิธีกันเถิดเพคะ” คนในอ้อมกอดส่งสายตามีเลศนัยให้ ผู้เป็นสามีจึงยิ้มกริ่ม ก่อนจะพาร่างอรชรของชายารักตนออกไป เหยียนตี้ก้าวเดินออกมาอย่างมั่นคง ท่ามกลางสายตาของทุกคนที่กำลังจับจ้องเขาและคนในอ้อมกอด ซึ่งบัดนี้ใบหน้างามได้ซบลงที่ไหล่แกร่งอย่างมีความสุข ฟูหลิงกำลังครุ่นคิดถึงเรื่องที่ผ่านมาและเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นในยามนี้ ซึ่งมันช่างน่าอัศจรรย์ยิ่ง จากชีวิตที่เคยยากลำบากมาตั้งแต่เป็นนักฆ่าในโลกปัจจุบัน จนมาเกิดใหม่ในโลกนิยายที่ตนเป็นผู้เขียนขึ้นมา ไม่มีช่วงเวลาที่ได้พบกับความสุขอย่างจริงจังเลย และนับจากนี้ หวังว่าบทสรุปตอนท้าย มันจะสมปรารถนาเสียที ในเมื่อพระเอกและนางร้ายรวมถึงตัวประกอบของเรื่องมีครอบครัวที่ผาสุกแล้ว เช่นนั้นต่อจากนี้ไป มันก็ควรเป็นเวลาของนางเอกแล้วมิใช่หรือ “คิดสิ่งใดอยู่ฮ
เวลาต่อมา หลังจากพูดคุยกันต่อพักใหญ่ ฟูหลิงก็ถูกเชิญไปพักที่จวนของตนเอง โดยมีสองพี่น้องตามมาส่ง และอยู่พูดคุยกันต่อพักหนึ่ง ก่อนจะแยกย้ายกันกลับ และเมื่อไม่มีคนพูดคุยด้วย ฟูหลิงก็เริ่มรู้สึกอ้างว้างขึ้นมา แม้รอบตัวจะมีคนคุ้นหน้าอยู่ด้วยก็ตาม ทว่าสำหรับนางแล้ว ใครอยู่ด้วย มันก็ไม่เหมือนฉินอ๋อง ซึ่งมันก็เป็นปกติของสามีภรรยา “พระชายา เข้าบรรทมเถิดเพคะ” จินจูท้วงด้วยความเป็นห่วง เพราะนี่เลยเวลานอนมาพอสมควรแล้ว “จินจู ทำไมห้าวันมันถึงเหมือนห้าปีเช่นนี้ล่ะ ข้าคิดถึงท่านอ๋องมากเลย เขาจะคิดถึงข้าบ้างไหมนะ” ฟูหลิงรำพึงโดยไม่ได้หันกลับมามองผู้ที่ตนเอ่ยด้วยแม้แต่น้อย “คิดถึงสิ พี่คิดถึงเจ้าที่สุด” เสียงคุ้นหูดังขึ้น ทำให้ร่างอรชรที่ยืนอยู่ริมหน้าต่างต้องรีบหันกลับมา “ยอดดวงใจของพี่” เหยียนตี้อ้าแขนรอภรรยาตัวน้อยที่โผเข้าหาตน “ท่านอ๋องมาได้อย่างไรเพคะ” “พี่คิดถึงเจ้าเลยลอบออกมา” ฟูหลิงรีบขยับถอยออก หมายจะตำหนิเขา ทว่าการเผยอปากของนาง กลับกลายเป็นการเปิดทางให้อีกฝ่ายได้สอดลิ้นอุ่นเข้ามา และใจที่โหยหาก็บอกให้นางคล้อยตาม อย่าได้ต่อต้านสัมผัสของสามีเป็นอันขาด และมันก็นำไปสู่บทรักในที่สุด ครึ่
ณ จวนโหว ฟูหลิงกำลังย่อกายให้ไท่ฮูหยิน ผู้ที่เคยเอ็นดูนางอย่างจริงใจ “ฟูหลิงคารวะไท่ฮูหยิน และต้องขออภัยที่คราวก่อนหลอกลวง หมายใช้ประโยชน์จากความเมตตาของไท่ฮูหยิน วันนี้ฟูหลิงสำนึกผิดแล้ว ขอเชิญไท่ฮูหยินลงโทษได้ตามสบายเจ้าค่ะ” หญิงสาวเอ่ยโดยไม่กล้าเงยขึ้นมองหน้าผู้ที่นั่งหน้าขรึมเลยสักนิด ทว่าไม่นานใบหน้านี้กลับเปลี่ยนเป็นอ่อนโยน และยังเผยยิ้มอ่อนให้ด้วย “เด็กดีมานี่เถิด ย่าแค่เย้าเจ้าเล่นเท่านั้น มานั่งนี่มา อินหลางเล่าให้ย่าฟังหมดแล้ว เจ้าอย่าได้รู้สึกผิดกับเรื่องเหล่านั้นเลย หากเจ้าเป็นคนชั่วช้าอย่างที่ว่า มีหรือสวรรค์จะเมตตาถึงเพียงนี้” คนแก่กล่าวอย่างมีเหตุผล “ใช่ ๆ หากอาสะใภ้เป็นคนชั่วจริง สวรรค์ไม่มีทางให้พระองค์ได้ครองคู่กับเสด็จอาฉินอ๋องเป็นแน่ ท่านย่าพูดถูกเจ้าค่ะ หลานเห็นด้วย” ตันหยางรีบสำทับคำ ตามด้วยเสียงของตันหยง “ก็จริงนะฟูหลิง ฉะนั้นเจ้าอย่าได้คิดว่าตนทำเรื่องไม่ดีเป็นเด็ดขาด ประเดี๋ยวมันจะส่งผลถึงเจ้าตัวน้อยในครรภ์ด้วย” “หา! อะไรนะ นะ…นี่ฟูหลิงตั้งครรภ์แล้วหรือ” ไท่ฮูหยินรีบหันมาถามหลานสะใภ้ตนที่นั่งอยู่ไม่ไกล “เจ้าค่ะ สองเดือนแล้ว” ตันหยงเอ่ยตอบ ที่นางรู้ เพราะ
เวลาต่อมา เมื่อทั้งคู่ทานอาหารเรียบร้อยแล้ว เหยียนตี้ก็พาภรรยารักตนออกมาเดินเล่น และท่าทางเขาดูใจเย็นมาก “ท่านอ๋อง เรื่องศึกสงครามเป็นอย่างไรบ้างเพคะ” ดวงตาคู่สวยกะพริบถี่ รอคำตอบจากเขาด้วยใจจดจ่อ “หลังจากช่วยเจ้าออกมาได้ พี่ก็นำทัพบุกโจมตีพวกมันทันที ฝ่ายนั้นสูญเสียไปมาก แม้จะมีทัพเสริมที่องค์หญิงใหญ่ส่งมาช่วย ก็ไม่อาจเอาชนะได้ สุดท้ายฝ่ายนั้นจึงยอมแพ้ ขอเจรจาสงบศึก โดยยอมส่งบรรณาการให้เราทุกปี รวมถึงเมืองที่เราตีมาได้เมื่อคืน แคว้นเหลียงก็ยินดียกให้ ขอเพียงเราไม่โจมตีอีกก็พอ” “หา! เพียงแค่คืนเดียว พระองค์ทรงกรีธาทัพบุกยึดเมืองมาได้เลยหรือเพคะ” ดวงตาคู่สวยโตเท่าไข่ห่านแล้วในยามนี้ “หึหึ ที่เราทำสำเร็จได้ก็เพราะอาวุธของเจ้าช่วยเอาไว้มาก ทหารของเราแทบไม่ต้องทำอันใดเลย ฝ่ายนั้นขี้ขลาดมาก พอได้ยินเสียงตูมตาม ก็พากันตื่นกลัวหนีหายไปหมด ก่อนหน้านี้ที่ทำเป็นเก่ง คงเป็นเพราะเห็นว่าฝ่ายตนเองมีอาวุธร้ายกระมัง” “เช่นนั้น เราก็ไม่ต้องทำสงครามแล้วใช่ไหมเพคะ” ฟูหลิง นึกหวั่น นางเกรงว่าฉินอ๋องจะใช้อาวุธที่ตนสร้าง แสวงหาผลประโยชน์ เพื่อขยายขอบเขตแผ่นดินในวันหน้า “เจ้าอย่ากังวลไปเลยนะ อาวุธที่เ
สายของวันใหม่… เปลือกตาเรียวงามก็ได้เปิดขึ้นมาอีกครั้ง คิ้วสวยผูกกันเป็นปมอย่างไม่เข้าใจ เพราะภาพตรงหน้าคือแผงอกแกร่งที่ดูคุ้นตา นางจึงค่อย ๆ ขยับใบหน้าขึ้นไปมองอย่างเชื่องช้า ‘นี่เรายังไม่ตายหรือ ถึงได้มาอยู่ในอ้อมกอดเขา’ ฟูหลิงนึกในใจ พร้อมกับยกมือขึ้นลูบแก้มสากที่มีหนวดขึ้นรำไร ราวกับต้องการจะดูให้แน่ชัดว่าสิ่งที่ปรากฏตรงหน้าคือเรื่องจริงหรือไม่ “เด็กดี ตื่นแล้วหรือ” เหยียนตี้เอ่ยพร้อมกับขยับขึ้นมาคร่อมร่างที่ตนกอด ก่อนจะเผยยิ้มอ่อนเอ็นดูผู้ที่มองตนตาแป๋ว “ท่านอ๋อง หม่อมฉันมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรเพคะ” “พี่พาเจ้ากลับมาเอง ทำไมหรือ” เหยียนตี้เอ่ยพร้อมกับยกมือเรียวขึ้นมาเกลี่ยแก้มเนียนแผ่วเบา แววตาที่เผยออกมาช่างกรุ้มกริ่มนัก และท่าทางเจ้าชู้นี้เขาไม่เคยทำให้นางเห็นมาก่อน ฟูหลิงจึงรีบหันหนี ในใจครุ่นคิดถึงการกระทำของเขา ที่ดูอ่อนโยนมากกว่าแต่ก่อนนัก ‘นี่เขาไม่โกรธที่เราพูดเช่นนั้นหรือ’ นางนึกถึงเรื่องเมื่อวานก่อนที่ตนจะจากไป ฟูหลิงได้เอ่ยตัดสัมพันธ์กับเขา นางย้ำถึงสองคราว่าตนมิได้มีใจให้ ที่ทำดีก็เพื่อหาทางรอดให้กับตนเอง ทุกอย่างแค่เรื่องหลอกลวง แต่ความจริงแล้ว ที่ฟูหลิงเอ่ยเช่
ฟูหลิงตื่นขึ้นด้วยอาการอ่อนเพลีย เพราะหลังจากเสร็จสมกันบนรถม้า ฉินอ๋องก็พานางมากินต่อที่ห้อง กระทั่งเขาอิ่มหนำ ผู้เป็นสามีก็จากไปโดยไม่ไยดี ปล่อยให้นางหลับไปทั้งอย่างนั้น “ตื่นแล้วหรือเจ้าคะ” จินจูเอ่ยถามเสียงอ่อน พร้อมกับมองผู้เป็นนายอย่างเป็นห่วง ดวงตาที่เผยออกมายังคงเศร้าสร้อย “ตื่นแล้ว” ฟูหลิ
ฟูหลิงได้แต่ตาโต นี่นางเสียรู้บุรุษร้ายกาจผู้นี้กระนั้นหรือ เขาจงใจทำให้นางคิดว่าไม่มีแรง แต่แท้ที่จริงกลับไม่ได้เป็นอันใดเลย ช่างเป็นคนที่มีเล่ห์เหลี่ยมมากยิ่งนัก เป็นเช่นนี้นางควรจัดการกับเขาอย่างไรดี หรือว่า… นางควรใช้เล่ห์หญิงงามกับเขาคืนบ้าง ไม่แน่…หนทางรอด มันอาจง่ายดายกว่าการหนีไปตายเอาดา
วันต่อมา… ฟูหลิงยังคงใช้เวลาว่างไปกับการวาดภาพ เพราะมันช่วยให้นางผ่อนคลาย และเอาไว้หาเงินด้วย นางตั้งใจว่าจะวาดเอาไว้เยอะ ๆ แล้วค่อยเอาออกไปขายในคราวเดียว ถึงยามนั้นน่าจะมีเงินมากพอสำหรับหาหนทางหนี เพราะการเดินทางมันต้องใช้เงิน ยิ่งอยู่ในยุคที่ไร้ความเจริญ พาหนะแพงกว่าข้าวสารด้วยแล้ว นางยิ่งต้องห
เพราะก่อนนี้ฟูหลิงถูกสามีจับกินจนสลบไป พอตื่นขึ้นมาก็เหลือแค่สาวใช้ข้างกาย และองครักษ์อีกสิบคนที่เดินไปมาในจวน รวมถึงหวังจินเยว่ ผู้ที่บอกว่าตนก็เป็นอนุฉินอ๋องเช่นกัน พอถูกคนที่มีฐานะเท่ากันก่นด่า มีหรือนางจะยอมลงให้ง่าย อีกทั้งยามนี้ร่างกายตนก็หายดีแล้วด้วย ใครร้ายมา ฟูหลิงจะคืนให้สิบเท่าเลยคอยด







