LOGINสิ่งที่ปรากฏตรงหน้าทำให้ชุยซือจิ้งเผลอสูดลมหายใจเฮือกใหญ่อย่างตกตะลึง ดวงตารูปเมล็ดซิ่งที่เจือแววอ่อนโยนในยามปกติหรี่ลงเพื่อซ่อนความรู้สึกเจ็บปวดใจ
บาดแผลของหลิวเยี่ยนไม่อาจประเมินด้วยสายตาได้เพราะร่างกายท่อนบนของเขาล้วนถูกบดบังด้วยผ้าพันแผลที่ควรจะเป็นสีขาวสะอาดตา ทว่าบัดนี้ถูกย้อมด้วยเลือดสีแดงฉานแผ่กระจายเป็นวงใหญ่
“แผลน่าจะปริตอนที่ออกแรงเมื่อครู่”
หลิวเยี่ยนเอ่ยด้วยน้ำเสียงลุแก่โทษ รับรู้ได้ถึงความไม่พอใจที่ก่อตัวของชุยซือจิ้ง
“ใครใช้ให้ท่านออกแรงกัน!”
“อ้อ” หลิวเยี่ยนยังเย้าแหย่ไม่เลิก “แล้วเจ้าคิดจะขว้างถ้วยชาทำไมเล่า”
“ก็ใครจะรู้ว่าเป็นท่าน...”
เมื่อรู้ว่าเผลอหลุดความในใจ ริมฝีปากบางของชุยซือจิ้งเม้มเข้าหากันอย่างขุ่นเคือง
ขุนพลหนุ่มยิ้ม รู้ดีว่าภายใต้เปลือกนอกของสตรีผู้นุ่มนวลว่าง่ายรู้ความที่ตระกูลในเมืองหลวงต่างชื่นชม ตัวตนแท้จริงของชุยซือจิ้งมีทั้งความฉลาดเฉลียว กล้าได้กล้าเสีย และไม่ยอมคน
เมื่อแรกที่เข้ามาในห้อง ชุยซือจิ้งสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติได้ทันที เพียงแต่ยามนั้นนางยังไม่รู้ว่าผู้ที่ซ่อนอยู่ในห้องคือตัวเขา ...ซึ่งจะว่าไปก็นับเป็นคนคุ้นเคย...
นางไม่ร้องตะโกนและไม่แสดงท่าทีตื่นตระหนกเพราะรู้ว่ากำลังถูกใครบางคนจับจ้อง จึงคิดจะใช้วิธีขว้างถ้วยชาเรียกสาวใช้ที่อยู่หน้าห้องเพื่อไม่ให้คนในเงามืดมีโอกาสลงมือกับนางได้
ทว่าเขาและชุยซือจิ้งรู้จักกันมานาน นานมากพอที่จะรู้ใจว่านางกำลังคิดอะไร หลังจากนั้นร่างกายจึงเคลื่อนไหวไปเองตามสัญชาตญาณ
เหมือนเช่นยามนี้ที่ประสาทสัมผัสรับรู้ได้ถึงเรือนร่างอ่อนนุ่มที่ขยับเข้าใกล้กันเพื่อสำรวจบาดแผลบนร่างเขาให้ชัดเจนกระจ่างใจ
กลิ่นเครื่องหอมที่ชุยซือจิ้งชอบใช้รวยรินอยู่ใต้จมูก เขาจดจำและรำลึกได้อย่างแม่นยำ ทว่าสิ่งที่ยามตื่นก็คิดถึงยามหลับก็ฝันหาคือใบหน้าของนางที่เคยส่งยิ้มให้เขาอย่างอ่อนหวานนุ่มนวลเมื่อครั้งอดีต
หลิวเยี่ยนบอกตัวเองให้หลบเลี่ยงชุยซือจิ้งก่อนจะเผลอทำอะไรลงไปตามสัญชาตญาณ แต่จิตใต้สำนึกกลับบอกให้ดื่มด่ำช่วงเวลาอันแสนสั้นนี้ให้เต็มที่ เขาจึงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม
ถึงอย่างนั้นก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยประโยคซึ่งติดค้างอยู่ในใจ
“ถ้ารู้ว่าเป็นข้า...เจ้าจะรินชาให้ดื่มหรือเปลี่ยนไปคว้ากาน้ำชามาโยนใส่กันแน่”
มือของชุยซือจิ้งที่กำลังแกะผ้าพันแผลหยุดชะงัก แต่เพียงไม่นานก็เคลื่อนไหวต่อ
“หุบปากเสียที” นางดุเขาอีกรอบ “อย่าให้ข้าต้องพูดเป็นครั้งที่สาม”
“ข้าว่าเจ้า...” เอ่ยยังไม่ทันจบหลิวเยี่ยนก็แทบร้องคำราม “เบามือหน่อย!”
ที่จริงขุนพลหนุ่มยังคิดจะตอแยแม่นางน้อยต่อ แต่ชุยซือจิ้งจงใจออกแรงกระชากผ้าพันแผลที่แห้งติดกับผิวเนื้ออย่างหนักหน่วงเกินไปจนเขาต้องแค่นเสียงร้องออกมา
“ไม่อยากเจ็บตัวก็สำรวมสักนิดเถิด”
ชุยซือจิ้งเบามือลงแล้ว แต่ถ้อยคำของนางยังคงไม่รื่นหูเช่นเดิม
“ได้ๆ ตามใจเจ้า” หลิวเยี่ยนเอ่ยอย่างยอมจำนน
สองคนเงียบงันกันไปจนกระทั่งชุยซือจิ้งแกะผ้าพันแผลออกจนหมด
“รอยเย็บยังดีอยู่ แต่เลือดออกมาก คงต้องทำความสะอาดแล้วใส่ยาสมานอีกครั้ง”
อันที่จริงชุยซือจิ้งรู้สึกว่าตัวเองเก็บงำได้ดีมากแล้วตอนที่บอกเขาด้วยสีหน้านิ่งเฉยทั้งที่ใจวูบโหวง
นอกจากรอยแผลฉีกขาดบริเวณอกซ้ายที่ดูเหมือนจะเกิดจากการดึงหัวธนูออกมาอย่างแรง หลิวเยี่ยนยังมีแผลที่ผ่านการเย็บตรงสีข้างด้านขวาอีกด้วย
...ตอนนี้ทั้งสองแผลล้วนมีเลือดไหลซึม...
หลิวเยี่ยนได้ฟังดังนั้นก็รับคำในลำคอเพียงเบาๆ
“อืม”
“ข้าจะไปหยิบยามาทำแผลให้ท่านใหม่”
“อืม”
“ท่านอย่าขยับตัวถ้าไม่จำเป็น”
“อืม”
“นี่ท่านจงใจหรือ”
“หืม?”
หลินเยี่ยนเลิกคิ้วมองกันอย่างเกียจคร้านและประหยัดถ้อยคำเหมือนเดิม
“ยั่วโมโหข้า?”
“ก็เจ้าบอกให้ข้าหุบปาก”
หลิวเยี่ยนทักท้วงด้วยน้ำเสียงคล้ายตัดพ้อ แต่แววตากลับเป็นประกายขบขันเมื่อชุยซือจิ้งขึงตาใส่เขาอีกครั้งโดยไม่อาจรักษากิริยาของกุลสตรีผู้แสนสุภาพเอาไว้ได้
“ท่านเชื่อฟังคำพูดข้าถึงเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน”
นางย้อนถามเสียงเย็น หลิวเยี่ยนกลับเป็นฝ่ายพูดไม่ออกเสียเอง
...ความนัยที่ซ่อนอยู่ เขาจะฟังไม่รู้เรื่องได้อย่างไร...
เมื่อห้าปีก่อน ชุยซือจิ้งอ้อนวอนว่า ‘อย่าไป’ สุดท้ายแล้วเขายังคงจากนางไปอยู่ดี
เมื่อสามปีก่อน เขาบาดเจ็บอยู่ที่ชายแดน นางรู้ข่าวจึงดั้นด้นไปหาและเกลี้ยกล่อมให้เขากลับมารักษาตัวที่เมืองหลวง แต่เขายืนกรานอยู่เฝ้าชายแดนต่อไปเพื่อต่อต้านการก่อความวุ่นวายของทหารแคว้นเหนือ นางรอนแรมกลับสู่ตระกูลชุยแล้วไม่ติดต่อเขาอีกเลย
“ถ้าไม่ใช่เรื่องภาระหน้าที่ ข้าก็เชื่อฟังเจ้าเสมอไม่ใช่หรือ”
ชายหนุ่มเอ่ยเสียงอ่อน แต่รอยยิ้มหยันปรากฏบนใบหน้างามของชุยซือจิ้งเมื่อได้ยินคำว่า ‘ภาระหน้าที่’
“ใต้เท้าหลิวมีจิตใจมุ่งมั่น ไหนเลยจะต้องฟังถ้อยคำของสตรีในห้องหอที่หูตาไม่กว้างไกลเช่นข้า”
“ซือจิ้ง...”
เขาเรียกชื่อนางตรงๆ เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี แววตาลึกเข้มเจือปนด้วยความรู้สึกที่อธิบายยาก มีทั้งความเจ็บปวด เสียดาย จนใจ และรักใคร่สงสาร แต่เจ้าของชื่อกลับไม่มีท่าทีหวั่นไหว
มือข้างหนึ่งของหลิวเยี่ยนยื่นออกไป หมายจะคว้าร่างเล็กเข้ามาใกล้ตัว ชุยซือจิ้งพลันก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวอย่างรู้ทัน
นางคำนับเขาอย่างมีพิธีรีตองและเอ่ยอย่างเคร่งขรึม
“ข้าน้อยขอตัวก่อน ใต้เท้าโปรดรอสักครู่”
จบประโยคที่แสนสุภาพและห่างเหิน เสียงฝีเท้าแผ่วเบาของชุยซือจิ้งค่อยๆ ห่างออกไป หลิวเยี่ยนซึ่งยังจมอยู่ในเงามืดของชั้นหนังสือยืนหลับตานิ่งพลางถอนใจลึกยาว
ดูเหมือนว่าการกลับมาพบกันใหม่ของ ‘พี่เยี่ยน’ กับ ‘อาจิ้ง’ จะไม่เป็นไปอย่างที่คาดหวังเอาไว้เลย
“พอเลยหลิวเยี่ยน! ท่านอย่าได้คิดเพ้อเจ้อ!”เมื่อเห็นแววตาแฝงความนัยที่มองมา ชุยซือจิ้งพยายามเอ่ยเสียงแข็งที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ปลายเสียงยังคงสั่นไหวและเผยความรู้สึกที่แท้จริงออกมา“ข้าคิดอะไรหรือ” หลิวเยี่ยนยิ้มอย่างยอกย้อน “อย่างไรที่เรียกว่าเพ้อเจ้อ”เพราะรู้ว่าพูดออกไปมีแต่จะเข้าเนื้อ ชุยซือจิ้งจึงเลือกตอบโต้ด้วยความเงียบสายตาของหลิวเยี่ยนที่มองมาเหมือนมีเปลวเพลิงขุมหนึ่งอยู่ข้างใน ชุยซือจิ้งถูกจ้องจนกระสับกระส่ายนั่งไม่ติด จึงคิดหาข้ออ้างในการจากไป“ไม่รบกวนท่านแล้วดีกว่า ข้าขอตัวไปจัดการเรื่องในเรือนก่อน แต่ข้าออกคำสั่งไม่ให้ใครเข้ามารบกวนห้องหนังสือแล้ว ท่านวางใจได้ พักผ่อนให้สบายเถอะ”“อืม” หลิวเยี่ยนพยักหน้ารับความห่วงใยแต่โดยดี “ขอบใจอาจิ้งมาก”แม้ข้างในใจยังร้อนรุ่มด้วยเพลิงปรารถนา แต่หลิวเยี่ยนยอมปล่อยให้ชุยซือจิ้งรอดตัวไปก่อนขุนพลหนุ่มรู้สึกได้ว่าตัวเองเหนื่อยล้าเต็มที ไม่เพียงแต่ต้องรีบเร่งเดินทางทั้งที่ยังไม่หายดี พอมาถึงเรือนตระกูลชุยก็ยังไม่มีโอกาสได้พักดีๆ เช่นกัน เพราะต้องพูดคุยเรื่องสำคัญกับชุยซืออวิ๋นให้ชัดเจนเสียก่อนแม้ไม่ได้พบหน้ากันนานเพราะเขากับชุยซืออวิ๋น
ชุยซือจิ้งไม่คิดว่าผ่านไปสามปีนางจะมีโอกาสได้ร่วมโต๊ะอาหารกับหลิวเยี่ยนอีกครั้งหลังจากถูกเขาตัดรอนซึ่งหน้าในค่ายทหาร ชุยซือจิ้งซมซานคืนสู่ตระกูลชุยด้วยหัวใจแตกร้าวเมื่อต้องเสียน้ำตาหลายรอบและสิ่งที่ได้รับกลับมาคือความเงียบงันไร้น้ำใจ นางก็เลิกตอแยเขา ไม่ส่งข้าวของใดไปให้หลิวเยี่ยนเป็นพิเศษอีกมีเพียงเสบียงอาหารกับหยูกยาจำเป็นที่ยังคงถูกส่งให้ทหารในกองทัพเหมือนเดิม ส่วนข่าวคราวเกี่ยวกับชายแดนหลังจากนั้นก็ไม่เรียกให้บ่าวสอดแนมมารายงานเป็นประจำเหมือนแต่ก่อนแต่แล้วหลิวเยี่ยนที่มีเลือดเนื้อก็มาปรากฏตัวตรงหน้าในวันที่นางละทิ้งความหวังไปไม่รู้ว่าสายตาของนางที่เหม่อมองเขาบ่งบอกความในใจ หรือหลิวเยี่ยนทำตัวเป็นพยาธิในท้องเดาใจนางได้อย่างถูกจังหวะ เขาเอ่ยขึ้นลอยๆ หลังกินอาหารเสร็จและกลั้วปากด้วยชาหอมเรียบร้อยแล้ว“ยังจำวันที่ข้าส่งเจ้าออกจากค่ายได้หรือไม่”“วันใดหรือ” ชุยซือจิ้งเลิกคิ้วอย่างเสแสร้ง “ข้าจำไม่ได้แล้ว”หลิวเยี่ยนหัวเราะและเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงยั่วเย้า“วันที่เจ้ากินข้าวเคล้าน้ำตาต่อหน้าข้านั่นอย่างไร”“หึ!” ชุยซือจิ้งแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ “ก็บอกแล้วว่าข้าจำไม่ได้”“อืม ไม่เป็นไร
ชุยซือจิ้งยังจำได้แม่นยำว่าวันนั้นตัวเองร้องไห้จนตาบวมแทบลืมไม่ขึ้นยามที่หลิวเยี่ยนจากไป เขาไม่แม้แต่จะหันกลับมามองกันสักครั้งหน้าห้องมีเพียงเสี่ยวอวี่ที่นั่งรอนางอยู่อย่างอดทนและเป็นคนหยิบหมวกม่านแพรมาสวมให้นางเพื่อปิดบังดวงหน้าเปื้อนคราบน้ำตาตอนเดินออกไปขึ้นรถม้ากลับจวนเมื่อราวสองชั่วยามให้หลังหัวใจอ่อนไหวของเด็กสาวบอบช้ำเมื่อถูกชายหนุ่มที่นางเห็นเป็นดังแผ่นฟ้าปฏิเสธความหวังดี แต่ชุยซือจิ้งผ่านคืนวันอันเจ็บปวดเหล่านั้นไปได้ด้วยการทุ่มเทแรงกายแรงใจในการดูแลบิดา พี่ชาย และกิจการตระกูลชุยชุยซือจิ้งมอบสัญญาขายตัวเป็นบ่าวรับใช้คืนให้เสี่ยวอวี่นานแล้ว แต่พี่สาวคนดียังยืนยันจะปรนนิบัตินางต่อไปด้วยฐานะสาวใช้ ช่วงนี้เองที่นางค่อยๆ ผลักดันให้เสี่ยวอวี่จัดการกิจธุระและดูแลร้านค้าต่างๆ แทนวันเวลาสามปีแห่งการไว้ทุกข์ให้มารดาผ่านไปอย่างช้าๆพอออกทุกข์ได้ไม่นาน บรรดาแม่สื่อเริ่มเดินเข้าออกจวนตระกูลชุยหนาตา เพราะทั้งพี่ชายและตัวนางอยู่ในวัยที่ควรออกเรือนด้วยกันทั้งคู่อีกทั้งชุยซืออวิ๋นในยามนั้นสอบผ่านเป็นบัณฑิตทั่นฮวาได้แล้ว นับว่าการใช้เวลาไว้ทุกข์สามปีทบทวนตำราของพี่ชายไม่เสียเปล่า ส่วนชุยซ
เมื่อมารดาจากไป ชุยซือจิ้งต้องรับหน้าที่นายหญิงคนใหม่ของตระกูลชุยไปโดยปริยายนางเป็นคนเฉลียวฉลาด เรียนรู้ไว การดูแลจัดการเรือนให้บิดาผู้เป็นขุนนางขั้นห้าไม่ใช่เรื่องยาก แต่การดูแลกิจการร้านค้าที่มารดาและบิดาได้รับสืบทอดจากตระกูลเดิมต่างหากที่เป็นเรื่องใหญ่เพราะไม่ได้มีแค่เรื่องร้านค้าที่นาเรือกสวนที่นางต้องดูแล แต่นางต้องรับรู้ความเป็นไปของเครือข่ายอำนาจและตระกูลผู้มีอิทธิพล รวมถึงทิศทางการทำการค้าในพื้นที่แต่ละแห่งที่มีกิจการของสกุลชุยตั้งอยู่ด้วยภาระหน้าที่นี้ทำให้ชุยซือจิ้งต้องรับรู้เรื่องราวมากมายที่คุณหนูในห้องหอไม่ควรรู้ก่อนเวลาอันควรหากเป็นเรื่องราวประเภทเรือนใดมีอนุคนใหม่แล้วถูกภรรยาเอกจัดการด้วยวิธีการต่างๆ ชุยซือจิ้งยังพอจะแสร้งรับฟังและปล่อยผ่านไปได้ง่ายๆแต่เรื่องที่นางได้ยินแล้วตื่นตระหนกในใจคือข่าวคราวที่ฮูหยินแม่ทัพหลายคนต้องเก็บเนื้อเก็บตัวเพราะสามีของพวกนางถูกวังหลวงเพ่งเล็งแม้ยังอยู่ในช่วงไว้ทุกข์ แต่บิดาที่ต้องพักงานชั่วคราวและพี่ชายซึ่งกำลังเตรียมตัวสอบบัณฑิตทำให้จวนตระกูลชุยไม่อาจตัดขาดจากข่าวคราวภายนอกได้เมื่อบ่าวที่นางสั่งให้สอดแนมความเป็นไปในเมืองหลวงมาราย
พิธีปักปิ่นชุยซือจิ้งปีนั้นไม่ได้จัดใหญ่โต มีเพียงคนในครอบครัวและผู้ใหญ่ที่เคารพมาร่วมงานฮูหยินแม่ทัพหลิวเป็นหนึ่งในผู้ให้เกียรติมาร่วมพิธีช่วงปักปิ่น ส่วนหลิวเยี่ยนติดตามแม่ทัพหลิวมาร่วมงานเลี้ยงซึ่งจัดขึ้นหลังจากนางรวบผมปักปิ่นแล้วชุยซือจิ้งไม่ได้พบหน้าหลิวเยี่ยนนานนับปี เมื่อได้พบเขาอีกครั้งในงานเลี้ยงจึงนิ่งงันด้วยความคาดไม่ถึงเหตุเพราะ ‘พี่เยี่ยน’ ในความทรงจำของชุยซือจิ้งคือเด็กหนุ่มร่างสูงโปร่ง ผิวขาวสะอาด ดวงตายาวรีคมปลาบมีรอยยิ้มเจืออยู่ในนั้นเสมอทว่า ‘นายกองหลิวเยี่ยน’ ที่เพิ่งกลับจากชายแดนกลายเป็นชายหนุ่มร่างสูงกำยำ ผิวถูกบ่มด้วยไอแดด ทั้งยังแผ่กลิ่นอายเยียบเย็นผลักไสให้คนออกห่าง ยามสบตากันมองเห็นแต่ดวงตาสีดำเข้มที่คาดเดาอารมณ์ไม่ออกหากเขาไม่ส่งยิ้มอ่อนโยนที่คุ้นตาให้กันก่อน ชุยซือจิ้งคงไม่กล้าแม้แต่จะเข้าไปทักทายหลังพิธีปักปิ่นของนาง หลิวเยี่ยนรั้งอยู่ในเมืองหลวงนานนับเดือน ทั้งยังแวะเวียนมาหาชุยซืออวิ๋นอยู่บ่อยๆท่าทีของเขาที่มีต่อเด็กสาววัยปักปิ่นอย่างนางเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด เขาสงวนท่าทีและอยู่ห่างจากนางอย่างน้อยสองสามก้าวเสมอแต่ไม่รู้ว่าเหตุใดหัวใจของชุยซือจิ้
ชุยซือจิ้งมองเห็นเพลิงรัญจวนที่ยังไม่มอดสนิทในดวงตาของหลิวเยี่ยนไออุ่นที่แผ่ออกมาจากร่างสูงใหญ่ความกดดัน ไม่ต่างกับแววตาลุ่มลึกและมืดดำที่จับจ้องมองนิ่งๆ โดยไม่เอ่ยคำแต่สามารถปั่นป่วนกวนใจคนได้อย่างร้ายกาจวินาทีที่สบตากัน ชุยซือจิ้งลืมไปแล้วว่านางกำลังจะทำอะไรหรือควรทำตัวเช่นไร จนกระทั่งเสียงดังกังวานของเด็กสาวหน้าห้องหนังสือลอดผ่านบานประตูเข้ามาอีกครั้ง“คุณหนูเจ้าขา ท่านอย่าได้หักโหมจนท้องกิ่วนะเจ้าคะ วันนี้โรงครัวทำอาหารที่ท่านชอบทั้งนั้นเลย”“อื้ม...” ชุยซือจิ้งขานรับคำหนึ่งพลางเบือนหน้าหลบสายตาของหลิวเยี่ยน“คุณหนูให้ข้าเข้าไปจัดสำรับให้ท่านเลยหรือไม่เจ้าคะ”“ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวข้าจัดการเอง”แม้น้ำเสียงจะสงบมั่นคง แต่แววตื่นตระหนกวาบผ่านดวงตาชุยซือจิ้งทันทีที่ได้ยินคำถามของสาวใช้ตัวน้อย ทำให้หลิวเยี่ยนที่ยังจ้องมองนางไม่วางตาลอบยิ้มอย่างเอ็นดูระหว่างที่นางตอบโต้กับสาวใช้ประจำตัว หลิวเยี่ยนสวมเสื้อกลับคืนอย่างไม่รีบไม่ร้อน“ยังมีอีกเรื่องเจ้าค่ะ” เสี่ยวตานกล่าวต่ออย่างฉาดฉาน “พี่เสี่ยวอวี่กลับมาครั้งหนึ่งแล้ว แต่คุณชายใหญ่ส่งคนมาบอกให้นางไปทำธุระที่ร้านหนังสือ นางบอกว่าเสร็จเรื่






![จอมนางคู่บัลลังก์ [NC30+]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)
