LOGIN
กลางยามเหม่า อากาศเย็นเยียบ รอบตัวยังมืดมิด แต่แสงแรกของตะวันใกล้เบิกฟ้า
บ่าวเฝ้าเรือนหลักเข้ามารายงานความผิดปกติ ทำให้ ‘ชุยซือจิ้ง’ คุณหนูใหญ่ตระกูลชุย เริ่มร้อนใจว่าพี่ชายของนางอาจตื่นสายจนกระทบการประชุมขุนนางราชสำนักในวันนี้
แม้ในใจร้อนรน แต่ร่างบางก้าวเดินอย่างไม่ช้าไม่เร็วตรงไปยังห้องหนังสือของ ‘ชุยซืออวิ๋น’ พี่ชายคนโต เพราะบ่าวรับใช้แจ้งว่าเขาไม่ได้กลับไปที่เรือนของตัวเองตั้งแต่เมื่อคืน
เมื่อมาถึงหน้าประตูที่ยังปิดสนิท นางเอ่ยถามขึ้นเบาๆ “พี่ใหญ่ ท่านตื่นแล้วหรือไม่”
ท่ามกลางความเงียบยามค่อนรุ่ง เสียงใสของนางฟังอ่อนนุ่มคล้ายสายลมพัดผ่าน แต่กลับดังกังวานชัดเจน
“อืม” ชุยซืออวิ๋นขานรับขณะเปิดประตูออกมาเจอหน้าชุยซือจิ้ง “ข้าได้ตำราหายากมาเล่มหนึ่งจึงคร่ำเคร่งอยู่ทั้งคืน ทำให้เจ้าเป็นห่วงแล้ว”
ได้ยินพี่ชายบอกเหตุผล ชุยซือจิ้งพยักหน้ารับคำไม่พูดอะไร แต่สายตาลอบมองความเรียบร้อยของคนตรงหน้า
ชุดประจำตำแหน่งขุนนางอาลักษณ์ของพี่ชายเรียบร้อยดี ดูเหมือนเขาจะชำระล้างตัวและแต่งกายเองภายในห้องหนังสือ ไม่ได้เรียกบ่าวประจำตัวเข้ามาปรนนิบัติรับใช้
ดวงตารูปใบหลิวของชุยซืออวิ๋นดูลึกโหลกว่าปกติ อาจเพราะนอนไม่เพียงพอ แต่ไม่ได้กระทบความสุขุมคมคายบนดวงหน้านั้นแต่อย่างใด
“รถม้ากับอาเฟิงประจำที่เรียบร้อยแล้ว”
ชุยซือจิ้งเอ่ยเสียงนุ่มนวลเช่นเดิม แต่ความหมายย้ำเตือนให้พี่ชายเร่งรีบสักหน่อย มิคาดว่าจะได้เห็นชุยซืออวิ๋นมีท่าทีลังเลเล็กน้อย
“ตำราในห้องข้า ฝากเจ้าดูแลด้วย อย่าให้ผู้ใดเข้าไปยุ่งวุ่นวาย”
เขากำชับทิ้งท้ายกับน้องสาวก่อนเดินจากไปโดยไม่รอคำตอบ
ชุยซือจิ้งไม่ได้ตามไปส่ง เพียงมองด้านหลังพี่ชายด้วยแววตาครุ่นคิด เมื่อร่างสูงลับไปแล้วนางจึงค่อยก้าวเข้าไปในห้องหนังสือของชุยซืออวิ๋น
“เจ้ารอข้าอยู่ด้านนอก”
คุณหนูใหญ่สกุลชุยหันไปบอกสาวใช้ตัวน้อย ฝ่ายนั้นขานรับอย่างว่าง่ายพลางค้อมตัวปิดประตูตามหลังร่างบางของผู้เป็นนาย
สายตาชุยซือจิ้งเหลือบมองโต๊ะอักษรซึ่งทำจากไม้เนื้อหนาเป็นอันดับแรก แสงนวลของเทียนไขเผยให้เห็นตำราสองสามเล่มวางอยู่บนโต๊ะอย่างเป็นระเบียบ แท่นฝนหมึกและพู่กันจัดวางอย่างถูกต้องไร้ร่องรอยการใช้งาน
สิ่งผิดปกติคือถ้วยชาที่ใช้แล้วกลับมีสองใบ
ชุยซือจิ้งสาวเท้าเข้าไปใกล้โต๊ะหนังสือ มองผาดเดียวก็รู้ว่าตำราสองสามเล่มไม่ใช่ของหายาก จากนั้นจึงหยิบถ้วยชาใบหนึ่งมาประคองไว้ในมือ
...ถ้วยชานั้นว่างเปล่าและเย็นเฉียบเหมือนถูกปล่อยทิ้งไว้บนโต๊ะหลายชั่วยาม...
ชั่วขณะที่นางเตรียมขว้างถ้วยชาลงพื้นเพื่อเตือนให้สาวใช้ที่อยู่ด้านนอกรู้ตัว เงาดำสายหนึ่งก็ปราดเข้าประชิดอย่างรวดเร็ว
“อย่าทำเช่นนั้นเลย”
เสียงทุ้มดังขึ้นเหนือศีรษะชุยซือจิ้ง เพราะร่างของผู้บุกรุกสูงใหญ่กว่านางมาก
มือข้างที่ถือถ้วยชาถูกมือที่ใหญ่กว่ากอบกุมจนมิด ส่วนแขนอีกข้างของนางถูกตรึงติดลำตัวด้วยอ้อมแขนแข็งแรงของผู้เอ่ยถ้อยคำห้ามปราม
ไออุ่นจากกายบุรุษและน้ำเสียงคุ้นหูทำให้นางชะงักไปครู่หนึ่ง
“ท่าน...” ชุยซือจิ้งถอนใจและเอ่ยเสียงแข็งกว่าเดิม “ปล่อยข้า”
...นางรู้แล้วว่าผู้ที่ซ่อนตัวในห้องหนังสือของพี่ชายคือใคร...
“จะส่งเสียงเรียกใครเข้ามาอีกหรือไม่” คำถามนั้นมาพร้อมลมหายใจอุ่นๆ ที่ตกกระทบใบหน้าด้านข้างของชุยซือจิ้ง
แก้มนวลรู้สึกเห่อร้อน แต่นางทำได้เพียงยืนนิ่งและส่ายศีรษะแทนคำตอบ
ท่าทางของผู้บุกรุกและคุณหนูใหญ่ตระกูลชุยดูคลุมเครือ หากใครมีโอกาสมองเข้ามาในห้องคงนึกว่าคู่รักกำลังพร่ำพรอดคำหวานต่อกัน
ร่างสูงใหญ่ที่ยืนซ้อนด้านหลังโอบร่างเล็กแนบชิดอกกว้าง พลางก้มศีรษะลงต่ำเหมือนกำลังโน้มตัวกระซิบข้างหูเพื่อเอ่ยถ้อยคำหยอกเย้า
เมื่อคุณหนูใหญ่สกุลชุยส่ายหน้าปฏิเสธ สองมือใหญ่ของผู้บุกรุกกำรวบเอวบางอ้อนแอ้น จากนั้นร่างของนางก็ถูกยกจนตัวลอยเข้าสู่มุมมืดของห้องซึ่งถูกเงาดำของชั้นหนังสือปกคลุม
“ท่านคือ ตำราหายาก ที่ทำให้พี่ชายข้าเสียเวลาสินะ”
ชุยซือจิ้งเอ่ยด้วยสุ้มเสียงประชดประชันผิดวิสัยคุณหนูผู้เปี่ยมจรรยามารยาท
“ถูกต้อง” คนถูกถากถางด้วยน้ำเสียงรวนๆ ของชุยซือจิ้งก้มศีรษะรับคำโดยดี
ดวงตายาวรีคมปลาบที่จ้องมองคุณหนูใหญ่สกุลชุยไม่ปิดบังประกายความยินดี แต่ใบหน้าหล่อเหลาที่ชุยซือจิ้งคุ้นเคยแฝงความเหนื่อยล้าอยู่จางๆ และมีรอยเคราผุดขึ้นเป็นตอ
“ใต้เท้าหลิวหลบอยู่ในนี้ด้วยเรื่องอันใดไม่ทราบ”
ชุยซือจิ้งเอ่ยอย่างเย็นชากับ ‘หลิวเยี่ยน’ ผู้ดำรงตำแหน่งขุนพลสยบแดนไกล อานหย่วนเจียงจวิน สหายเก่าแก่ของพี่ชายนาง พลางแหงนหน้ามองสบตาคนตัวสูงอย่างท้าทาย
แม้จะถูกปล่อยพ้นอ้อมกอดแห่งพันธนาการเมื่อสักครู่แล้ว แต่ร่างที่เคยประชิดแผ่นหลังของนางย้ายมาอยู่เบื้องหน้าแทน
ชุยซือจิ้งถูกจับหมุนตัวมาเผชิญหน้ากับหลิวเยี่ยน ร่างบางจึงถูกกักไว้ตรงกลางระหว่างชั้นหนังสือกับร่างแกร่งอีกทีหนึ่ง มิหนำซ้ำสองแขนของเขายังค้ำยันกับชั้นหนังสือข้างตัวนางทั้งซ้ายขวา เป็นดังกำแพงหนาคร่อมสกัดไม่ให้ขยับตัวไปไหน
“เจ้าคิดว่าอย่างไรเล่า”
รอยยิ้มของหลิวเยี่ยนหยักลึกกว่าเดิมขณะย้อนถาม
นางรู้จากพี่ชายว่าหลิวเยี่ยนถูกเรียกตัวเข้าเฝ้าในอีกไม่กี่วันข้างหน้า แต่เขาช่างดีนัก ไม่เพียงมาถึงเมืองหลวงก่อนเวลา ยังไม่ยอมไปรายงานตัวที่วังหลวงเพื่อแสดงเจตนาว่าไม่ได้ละทิ้งหน้าที่ กลับแล่นมาซ่อนตัวในเรือนสกุลชุย
ยิ่งได้เห็นท่าทีไร้ซึ่งความร้อนอกร้อนใจก็รู้ว่าคงจะไม่ได้คำตอบแน่ๆ
ชุยซือจิ้งถลึงตาใส่ขุนพลผู้โชกโชนศึกที่คนแทบทั้งเมืองหลวงโจษขานว่าเหี้ยมโหด จากนั้นจึงยกมือสองข้างออกแรงผลักคนตรงหน้า
ร่างสูงใหญ่ไม่ขยับเขยื้อนสักนิด รอยยิ้มรื่นรมย์ยังคงอยู่ มีเพียงคิ้วรูปดาบของหลิวเยี่ยนที่ขมวดมุ่นเล็กน้อยจนแทบมองไม่เห็น
ถึงกระนั้นแม่นางน้อยที่ละเอียดถี่ถ้วนอย่างชุยซือจิ้งก็รับรู้ความผิดปกติได้ทันที เพราะสัมผัสได้ว่ากล้ามเนื้อใต้ฝ่ามือกระตุกเกร็งเหมือนได้รับความเจ็บปวดกะทันหัน
“อย่าบอกนะว่าท่านบาดเจ็บ”
หลิวเยี่ยนหัวเราะเบาๆ เมื่อได้ยินน้ำเสียงคาดคั้นและคำถามที่ไม่ใช่คำถาม แต่เป็นถ้อยคำดักคอซึ่งบังเอิญตรงกับความเป็นจริงทุกประการ
“ถึงไม่บอกเจ้าก็เดาได้อยู่ดี”
“บาดเจ็บที่ใด ท่านบอกข้ามา”
“ตรงนี้”
มือใหญ่กุมมือเล็กของชุยซือจิ้งพลางชักนำให้ฝ่ามือนุ่มนิ่มของนางเคลื่อนไปหยุดที่เหนืออกด้านซ้ายของตัวเอง ตำแหน่งนั้นเฉียดหัวใจไปเพียงนิดเดียว
แววตาชุยซือจิ้งวูบไหวด้วยความกังวลห่วงใย แต่หลิวเยี่ยนกลับร้อนรุ่มด้วยความรู้สึกอันหลากหลายที่ประดังเข้ามาจนเลือดสูบฉีดไปทั่วร่าง
ทั้งใจเต้น โหยกระหาย และตื่นเร้าจนต้องกัดฟันข่มปรามตัวเอง
...นานเหลือเกินแล้วที่ไม่ได้พบหน้ากัน...
ชุยซือจิ้งได้กลิ่นคาวเลือดจางๆ ตอนที่ชะโงกตัวเข้าไปใกล้คนตรงหน้ายิ่งกว่าเดิม นางไม่อาจห้ามตัวเองได้อีก สองมือคว้าสาบเสื้อของเขาเพื่อเปิดดูบาดแผลที่อยู่ข้างใน
“จะดีหรือแม่นางชุย...หญิงชายไม่ควรใกล้ชิด...”
เสียงทุ้มหยอกล้อข้างหู ชุยซือจิ้งกลับเอ่ยอย่างดุร้าย
“ท่านหุบปากไปเลย!”
...คิดรักษาธรรมเนียมตอนนี้สายเกินไปหรือไม่ คนเสแสร้ง!...
หลิวเยี่ยนพยายามกลั้นหัวเราะก่อนยืดตัวยืนนิ่งให้อีกฝ่ายสำรวจบาดแผลแต่โดยดี
“พอเลยหลิวเยี่ยน! ท่านอย่าได้คิดเพ้อเจ้อ!”เมื่อเห็นแววตาแฝงความนัยที่มองมา ชุยซือจิ้งพยายามเอ่ยเสียงแข็งที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ปลายเสียงยังคงสั่นไหวและเผยความรู้สึกที่แท้จริงออกมา“ข้าคิดอะไรหรือ” หลิวเยี่ยนยิ้มอย่างยอกย้อน “อย่างไรที่เรียกว่าเพ้อเจ้อ”เพราะรู้ว่าพูดออกไปมีแต่จะเข้าเนื้อ ชุยซือจิ้งจึงเลือกตอบโต้ด้วยความเงียบสายตาของหลิวเยี่ยนที่มองมาเหมือนมีเปลวเพลิงขุมหนึ่งอยู่ข้างใน ชุยซือจิ้งถูกจ้องจนกระสับกระส่ายนั่งไม่ติด จึงคิดหาข้ออ้างในการจากไป“ไม่รบกวนท่านแล้วดีกว่า ข้าขอตัวไปจัดการเรื่องในเรือนก่อน แต่ข้าออกคำสั่งไม่ให้ใครเข้ามารบกวนห้องหนังสือแล้ว ท่านวางใจได้ พักผ่อนให้สบายเถอะ”“อืม” หลิวเยี่ยนพยักหน้ารับความห่วงใยแต่โดยดี “ขอบใจอาจิ้งมาก”แม้ข้างในใจยังร้อนรุ่มด้วยเพลิงปรารถนา แต่หลิวเยี่ยนยอมปล่อยให้ชุยซือจิ้งรอดตัวไปก่อนขุนพลหนุ่มรู้สึกได้ว่าตัวเองเหนื่อยล้าเต็มที ไม่เพียงแต่ต้องรีบเร่งเดินทางทั้งที่ยังไม่หายดี พอมาถึงเรือนตระกูลชุยก็ยังไม่มีโอกาสได้พักดีๆ เช่นกัน เพราะต้องพูดคุยเรื่องสำคัญกับชุยซืออวิ๋นให้ชัดเจนเสียก่อนแม้ไม่ได้พบหน้ากันนานเพราะเขากับชุยซืออวิ๋น
ชุยซือจิ้งไม่คิดว่าผ่านไปสามปีนางจะมีโอกาสได้ร่วมโต๊ะอาหารกับหลิวเยี่ยนอีกครั้งหลังจากถูกเขาตัดรอนซึ่งหน้าในค่ายทหาร ชุยซือจิ้งซมซานคืนสู่ตระกูลชุยด้วยหัวใจแตกร้าวเมื่อต้องเสียน้ำตาหลายรอบและสิ่งที่ได้รับกลับมาคือความเงียบงันไร้น้ำใจ นางก็เลิกตอแยเขา ไม่ส่งข้าวของใดไปให้หลิวเยี่ยนเป็นพิเศษอีกมีเพียงเสบียงอาหารกับหยูกยาจำเป็นที่ยังคงถูกส่งให้ทหารในกองทัพเหมือนเดิม ส่วนข่าวคราวเกี่ยวกับชายแดนหลังจากนั้นก็ไม่เรียกให้บ่าวสอดแนมมารายงานเป็นประจำเหมือนแต่ก่อนแต่แล้วหลิวเยี่ยนที่มีเลือดเนื้อก็มาปรากฏตัวตรงหน้าในวันที่นางละทิ้งความหวังไปไม่รู้ว่าสายตาของนางที่เหม่อมองเขาบ่งบอกความในใจ หรือหลิวเยี่ยนทำตัวเป็นพยาธิในท้องเดาใจนางได้อย่างถูกจังหวะ เขาเอ่ยขึ้นลอยๆ หลังกินอาหารเสร็จและกลั้วปากด้วยชาหอมเรียบร้อยแล้ว“ยังจำวันที่ข้าส่งเจ้าออกจากค่ายได้หรือไม่”“วันใดหรือ” ชุยซือจิ้งเลิกคิ้วอย่างเสแสร้ง “ข้าจำไม่ได้แล้ว”หลิวเยี่ยนหัวเราะและเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงยั่วเย้า“วันที่เจ้ากินข้าวเคล้าน้ำตาต่อหน้าข้านั่นอย่างไร”“หึ!” ชุยซือจิ้งแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ “ก็บอกแล้วว่าข้าจำไม่ได้”“อืม ไม่เป็นไร
ชุยซือจิ้งยังจำได้แม่นยำว่าวันนั้นตัวเองร้องไห้จนตาบวมแทบลืมไม่ขึ้นยามที่หลิวเยี่ยนจากไป เขาไม่แม้แต่จะหันกลับมามองกันสักครั้งหน้าห้องมีเพียงเสี่ยวอวี่ที่นั่งรอนางอยู่อย่างอดทนและเป็นคนหยิบหมวกม่านแพรมาสวมให้นางเพื่อปิดบังดวงหน้าเปื้อนคราบน้ำตาตอนเดินออกไปขึ้นรถม้ากลับจวนเมื่อราวสองชั่วยามให้หลังหัวใจอ่อนไหวของเด็กสาวบอบช้ำเมื่อถูกชายหนุ่มที่นางเห็นเป็นดังแผ่นฟ้าปฏิเสธความหวังดี แต่ชุยซือจิ้งผ่านคืนวันอันเจ็บปวดเหล่านั้นไปได้ด้วยการทุ่มเทแรงกายแรงใจในการดูแลบิดา พี่ชาย และกิจการตระกูลชุยชุยซือจิ้งมอบสัญญาขายตัวเป็นบ่าวรับใช้คืนให้เสี่ยวอวี่นานแล้ว แต่พี่สาวคนดียังยืนยันจะปรนนิบัตินางต่อไปด้วยฐานะสาวใช้ ช่วงนี้เองที่นางค่อยๆ ผลักดันให้เสี่ยวอวี่จัดการกิจธุระและดูแลร้านค้าต่างๆ แทนวันเวลาสามปีแห่งการไว้ทุกข์ให้มารดาผ่านไปอย่างช้าๆพอออกทุกข์ได้ไม่นาน บรรดาแม่สื่อเริ่มเดินเข้าออกจวนตระกูลชุยหนาตา เพราะทั้งพี่ชายและตัวนางอยู่ในวัยที่ควรออกเรือนด้วยกันทั้งคู่อีกทั้งชุยซืออวิ๋นในยามนั้นสอบผ่านเป็นบัณฑิตทั่นฮวาได้แล้ว นับว่าการใช้เวลาไว้ทุกข์สามปีทบทวนตำราของพี่ชายไม่เสียเปล่า ส่วนชุยซ
เมื่อมารดาจากไป ชุยซือจิ้งต้องรับหน้าที่นายหญิงคนใหม่ของตระกูลชุยไปโดยปริยายนางเป็นคนเฉลียวฉลาด เรียนรู้ไว การดูแลจัดการเรือนให้บิดาผู้เป็นขุนนางขั้นห้าไม่ใช่เรื่องยาก แต่การดูแลกิจการร้านค้าที่มารดาและบิดาได้รับสืบทอดจากตระกูลเดิมต่างหากที่เป็นเรื่องใหญ่เพราะไม่ได้มีแค่เรื่องร้านค้าที่นาเรือกสวนที่นางต้องดูแล แต่นางต้องรับรู้ความเป็นไปของเครือข่ายอำนาจและตระกูลผู้มีอิทธิพล รวมถึงทิศทางการทำการค้าในพื้นที่แต่ละแห่งที่มีกิจการของสกุลชุยตั้งอยู่ด้วยภาระหน้าที่นี้ทำให้ชุยซือจิ้งต้องรับรู้เรื่องราวมากมายที่คุณหนูในห้องหอไม่ควรรู้ก่อนเวลาอันควรหากเป็นเรื่องราวประเภทเรือนใดมีอนุคนใหม่แล้วถูกภรรยาเอกจัดการด้วยวิธีการต่างๆ ชุยซือจิ้งยังพอจะแสร้งรับฟังและปล่อยผ่านไปได้ง่ายๆแต่เรื่องที่นางได้ยินแล้วตื่นตระหนกในใจคือข่าวคราวที่ฮูหยินแม่ทัพหลายคนต้องเก็บเนื้อเก็บตัวเพราะสามีของพวกนางถูกวังหลวงเพ่งเล็งแม้ยังอยู่ในช่วงไว้ทุกข์ แต่บิดาที่ต้องพักงานชั่วคราวและพี่ชายซึ่งกำลังเตรียมตัวสอบบัณฑิตทำให้จวนตระกูลชุยไม่อาจตัดขาดจากข่าวคราวภายนอกได้เมื่อบ่าวที่นางสั่งให้สอดแนมความเป็นไปในเมืองหลวงมาราย
พิธีปักปิ่นชุยซือจิ้งปีนั้นไม่ได้จัดใหญ่โต มีเพียงคนในครอบครัวและผู้ใหญ่ที่เคารพมาร่วมงานฮูหยินแม่ทัพหลิวเป็นหนึ่งในผู้ให้เกียรติมาร่วมพิธีช่วงปักปิ่น ส่วนหลิวเยี่ยนติดตามแม่ทัพหลิวมาร่วมงานเลี้ยงซึ่งจัดขึ้นหลังจากนางรวบผมปักปิ่นแล้วชุยซือจิ้งไม่ได้พบหน้าหลิวเยี่ยนนานนับปี เมื่อได้พบเขาอีกครั้งในงานเลี้ยงจึงนิ่งงันด้วยความคาดไม่ถึงเหตุเพราะ ‘พี่เยี่ยน’ ในความทรงจำของชุยซือจิ้งคือเด็กหนุ่มร่างสูงโปร่ง ผิวขาวสะอาด ดวงตายาวรีคมปลาบมีรอยยิ้มเจืออยู่ในนั้นเสมอทว่า ‘นายกองหลิวเยี่ยน’ ที่เพิ่งกลับจากชายแดนกลายเป็นชายหนุ่มร่างสูงกำยำ ผิวถูกบ่มด้วยไอแดด ทั้งยังแผ่กลิ่นอายเยียบเย็นผลักไสให้คนออกห่าง ยามสบตากันมองเห็นแต่ดวงตาสีดำเข้มที่คาดเดาอารมณ์ไม่ออกหากเขาไม่ส่งยิ้มอ่อนโยนที่คุ้นตาให้กันก่อน ชุยซือจิ้งคงไม่กล้าแม้แต่จะเข้าไปทักทายหลังพิธีปักปิ่นของนาง หลิวเยี่ยนรั้งอยู่ในเมืองหลวงนานนับเดือน ทั้งยังแวะเวียนมาหาชุยซืออวิ๋นอยู่บ่อยๆท่าทีของเขาที่มีต่อเด็กสาววัยปักปิ่นอย่างนางเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด เขาสงวนท่าทีและอยู่ห่างจากนางอย่างน้อยสองสามก้าวเสมอแต่ไม่รู้ว่าเหตุใดหัวใจของชุยซือจิ้
ชุยซือจิ้งมองเห็นเพลิงรัญจวนที่ยังไม่มอดสนิทในดวงตาของหลิวเยี่ยนไออุ่นที่แผ่ออกมาจากร่างสูงใหญ่ความกดดัน ไม่ต่างกับแววตาลุ่มลึกและมืดดำที่จับจ้องมองนิ่งๆ โดยไม่เอ่ยคำแต่สามารถปั่นป่วนกวนใจคนได้อย่างร้ายกาจวินาทีที่สบตากัน ชุยซือจิ้งลืมไปแล้วว่านางกำลังจะทำอะไรหรือควรทำตัวเช่นไร จนกระทั่งเสียงดังกังวานของเด็กสาวหน้าห้องหนังสือลอดผ่านบานประตูเข้ามาอีกครั้ง“คุณหนูเจ้าขา ท่านอย่าได้หักโหมจนท้องกิ่วนะเจ้าคะ วันนี้โรงครัวทำอาหารที่ท่านชอบทั้งนั้นเลย”“อื้ม...” ชุยซือจิ้งขานรับคำหนึ่งพลางเบือนหน้าหลบสายตาของหลิวเยี่ยน“คุณหนูให้ข้าเข้าไปจัดสำรับให้ท่านเลยหรือไม่เจ้าคะ”“ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวข้าจัดการเอง”แม้น้ำเสียงจะสงบมั่นคง แต่แววตื่นตระหนกวาบผ่านดวงตาชุยซือจิ้งทันทีที่ได้ยินคำถามของสาวใช้ตัวน้อย ทำให้หลิวเยี่ยนที่ยังจ้องมองนางไม่วางตาลอบยิ้มอย่างเอ็นดูระหว่างที่นางตอบโต้กับสาวใช้ประจำตัว หลิวเยี่ยนสวมเสื้อกลับคืนอย่างไม่รีบไม่ร้อน“ยังมีอีกเรื่องเจ้าค่ะ” เสี่ยวตานกล่าวต่ออย่างฉาดฉาน “พี่เสี่ยวอวี่กลับมาครั้งหนึ่งแล้ว แต่คุณชายใหญ่ส่งคนมาบอกให้นางไปทำธุระที่ร้านหนังสือ นางบอกว่าเสร็จเรื่







