تسجيل الدخول...ค่ำนี้ครอบครัวท่านนายพลอยู่รับประทานอาหารกันพร้อมหน้า แต่ดูเหมือนบรรยากาศจะค่อนข้างอึมครึม โดยเฉพาะคุณปรียาที่นั่งดูคนอื่นๆ ทานอาหารแล้วเธอก็รู้สึกไม่ค่อยพอใจ
“นี่คุณไม่ห่วงลูกบ้างหรือไง!!” ...เธอพูดไปทางสามีซึ่งนั่งอยู่หัวโต๊ะ “คุณปรียา!!! คุณใจเย็นๆ ได้มั้ย!! ตอนนี้ตาวิทก็จัดการเรียบร้อยแล้ว ลูกก็ไปพบหมอแล้ว ผมว่าไม่เป็นไรมากหรอกน่า เพราะถ้าเป็นมากคุณโอมก็ต้องรีบโทรบอกตาวิทแล้วล่ะ ทีนี้ผมอยากให้คุณอยู่ให้นิ่งที่สุด ผมรู้ว่าคุณเป็นห่วงลูกมาก ผมก็ไม่ต่างกับคุณหรอกแต่ที่ท่าน ผบ.ตร. พูดน่ะถูกเผงเลย เราต้องช่วยกันสร้างสถานการณ์ให้เงียบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ตาวิทก็ติดต่อกับคุณโอมตลอดเวลา ไม่มีอะไรน่าห่วง ห่วงแต่คุณนั่นแหละ!! กินข้าวเหอะ!! แล้วผมขอร้องว่าให้หยุดแผนที่จะเดินทางไปหาลูก คุณก็รู้ว่านี่มันยุคแห่งการสื่อสาร ผิดพลาดนิดเดียวเดี๋ยวเจ้าเบลจะแย่เอา นะ!! เชื่อผมเหอะถ้ารักลูกห่วงลูกต้องอยู่นิ่งๆ” ...นายพลพูดอธิบายให้คุณปรียาเข้าใจ เธอฟังก็รู้สึกขุ่นเคืองหัวใจแต่แย้งอะไรไม่ได้เลยได้แต่นั่งคอตั้งตรง ...วิทและวินหันไปมองหน้ากันแล้วถอนหายใจ เพราะลูกชายเข้าใจคุณแม่ดีว่าเป็นห่วงน้องมากแค่ไหน แต่ก็ต้องยอมรับในสิ่งที่คนเป็นพ่อพูดออกมา เพราะนี่คือทางเดียวที่จะไม่เปิดช่องให้พ่อเลี้ยงทรงพลจับทางได้ว่าหนึ่งในทีมอุ้มลูกน้องมันกำลังได้รับบาดเจ็บและพักรักษาตัวอยู่ที่ไหน ...คุณปรียาพยายามปรับทั้งสีหน้าและอารมณ์ให้ทำใจยอมรับกับสิ่งที่สามีบอก แต่ยังไงก็ยังกลืนข้าวไม่ลงอยู่ดี .......... ...เบญรดาได้รับการตรวจเช็คร่างกายทั้งหมดและหมอทำการเอ็กซ์เรย์สมองเพื่อตรวจดูว่าได้รับการกระทบกระเทือนมากแค่ไหน...โชคดีที่ผลการตรวจออกมาน่าพอใจ แม้ร่างกายจะระบมเป็นรอยฟกช้ำดำเขียวไปทั่วร่าง แต่นี่ถือว่าเป็นร่องรอยปกติของนักสู้ ที่สำคัญคือสมองของเธอไม่ได้รับผลกระทบจนน่าเป็นห่วง โดยคุณหมอยังจัดการล้างแผลทำแผลให้ใหม่พร้อมจัดยาให้อย่างครบครัน
...และตอนทำกำลังตรวจอาการนั้น คุณหมอก็เล่าให้เธอฟังว่าเป็นเพื่อนกับวีรวิทย์พี่ชายของเธอ และไม่มีการสอบถามเกี่ยวกับข้อมูลบุคคลของเธอแต่อย่างใด จะมีก็แต่คุยกันเฉพาะเรื่องอาการเท่านั้น จึงเป็นอันรู้กันว่าคุณหมอคงทราบคร่าวๆ ว่าเธอคือใครและถูกขอให้งดการสอบถามข้อมูลทุกอย่าง แล้วทุกอย่างก็ผ่านไปอย่างราบรื่น
...คุณหมอจูงมือคนไข้ออกมาจากห้องตรวจแล้วพาเดินมาตามทางเดินจนมาเจอกับโอมซึ่งนั่งรออยู่หน้าห้องตรวจ “ทุกอย่างเรียบร้อยดีครับคุณ นี่ยาครับ ช่วยดูแลให้คนเจ็บทานยาครบตามที่สั่งด้วยนะครับ อาการทั่วไปไม่มีอะไรน่าห่วงแล้วครับ สมองก็ปลอดภัยดี ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายไม่ต้องห่วงครับเดี๋ยวทางกรุงเทพจะจัดการมาให้ ตอนนี้ก็กลับไปพักผ่อนนะครับ เดี๋ยวคุณหมอขอตัวก่อน สวัสดีครับ” ...คุณหมอส่งถุงใส่ยาให้โอมแล้วพูดขอตัว คนเจ็บและโอมยกมือไหว้ขอบคุณก่อนจะจูงมือเธอเดินกลับไปที่รถ “คุณคะ!! ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วขอฉันโทรหา เอ่อออ..ญาติได้มั้ยคะ!!” ...เธอขอเขาก่อนจะขึ้นไปนั่งประจำที่นั่ง โอมเลยล้วงโทรศัพท์มือถือจากกระเป๋าเสื้อคลุมแล้วส่งให้ ...เบญรดารับมาแล้วยกโทรศัพท์มือถือขึ้นดูหน้าจอจนแทบชิดกับใบหน้า เพราะสายตาที่ยังพล่ามัวอยู่ทำให้เธอต้องจ้องหน้าจอในระยะใกล้ แล้วค่อยๆ กดหมายเลขโทรศัพท์ของพี่ชายทันที เมื่อกดหมายเลขแล้วระบบก็ขึ้นชื่อ “วีรวิทย์” ขึ้นมาตามที่โอมได้บันทึกไว้ก่อนแล้ว เธอเหลือบมองเขาเพราะเพิ่งคิดได้ว่าพลาดอีกแล้ว เพราะในขณะที่บอกว่ายังจำอะไรไม่ค่อยได้แต่กลับจำหมายเลขโทรศัพท์ของญาติได้...และโอมก็มองเธออย่างรู้ทันแต่ไม่หักหน้ากันให้คนเจ็บต้องเสียฟอร์ม
“ตามสบายครับ!! ค่อยลืมเวลาอยากลืม ค่อยจำเวลาอยากจำ ชิลๆ ไม่ต้องคิดมากเพราะผมไม่มีส่วนได้ส่วนเสียอะไร” ...โอมพูดแล้วทำเป็นไม่สนใจเพื่อไม่ให้คนเจ็บต้องเขินว่า “หลุด” แล้วเดินอ้อมหน้ารถไปยังฝั่งคนขับ ทิ้งให้คน “หลุด” ยืนยิ้มแห้งๆ กลบเกลื่อนอยู่คนเดียว จนเธอได้ยินเสียงรับสายจากปลางทาง "ฮัลโหล!!! สวัสดีครับคุณโอม ที่นั่นเป็นอย่างไรบ้างครับ!!" “ฮัลโหล!! พี่!! เอ่อออ...พี่วิท!!” ...เบ็ญรดาเรียกชื่อพี่ชายแล้วนึกได้ว่าไม่อยากให้เขาเห็นตอนเธอคุย จึงหันหลังเป็นยืนพิงประตูรถ “ฮัลโหล!! เฮ้ยไอ้เบล!! เป็นยังไงมั่ง!!” “พี่วิท!!! ฮือออออๆๆ พี่วี!!! ฮือออ แงๆๆๆ” ...หมวดเบญรดาเรียกชื่อพี่ชายอีกครั้งและเพราะความคิดถึงบวกกับความดีใจที่ได้คุยกันจนถึงกับปล่อยโฮออกมาเหมือนเด็กขี้แย “เฮ้ยยย!! จะร้องทำไมวะ!! เงียบๆ สิ!! แล้วนี่คุณโอมเขารู้หรือเปล่าว่าแกเป็นใคร!!” ...พี่ชายรีบสั่งให้น้องสาวหยุดร้อง เขารู้ว่านี่คือการคุยด้วยความผูกพันธ์ที่ไม่ได้เอาหน้าที่มาเป็นหลัก จึงไม่แปลกที่น้องสาวจะปล่อยโฮร้องไห้ออกมาเมื่อได้ยินเสียงเขา “เขาไม่รู้ค่ะ ฮือออ!! หนูคิดถึงม๊าอ่ะ พี่วิท..ฮือออๆๆ” ...เสียงของพี่ชายทำให้เธอหยุดร้องไม่ได้แล้วไหนจะคิดถึงผู้เป็นแม่อย่างจับหัวใจอีก “ไอ้นี่!! หยุดร้องก่อนแล้วฟังพี่!! ไม่ต้องห่วงนะทางนี้รู้เรื่องหมดแล้วและท่าน ผบ.ตร. บอกให้แกพักรักษาตัวก่อนและจะไม่มีการติดต่อกันมากนักเพราะไอ้พ่อเลี้ยงอะไรนั่นกำลังส่งคนไปสืบทุกที่ว่าลูกน้องมันถูกอุ้มไปไหน และมันกำลังตามล่าหาแกด้วย ถ้าเคลื่อนไหวมากอาจพลาดให้มันจับพิกัดได้รู้มั้ย!! พี่เป็นห่วงแกมากนะเบลแต่แกต้องงดการสื่อสารชั่วคราวก่อน!!” ...วีรวิทย์พูดรัวๆ เพื่ออธิบายให้น้องสาวฟัง และไม่อยากให้น้องสาวแสดงความอ่อนแอออกมา แม้จะกับเขาซึ่งเป็นพี่ชายก็เถอะ และตอนนี้ทุกคนต้องช่วยกันเพื่อให้น้องสาวเขาปลอดภัย “เข้าใจแล้ว!! แต่หนูคิดถึงม๊าอ่ะ ฮือออ..!!” ...เธอพูดไปพยักหน้ารับไป มืออีกข้างก็ยกขึ้นป้ายน้ำตาครั้งแล้วครั้งเล่า ดูแล้วช่างเหมือนเด็กน้อยที่โหยหาอ้อมกอดแม่ และลืมไปสนิทว่ามีคนที่นั่งอยู่ในรถกำลังมองอยู่ ...จนเมื่อการพูดคุยกับพี่ชายจบลง เธอจึงรีบเช็ดน้ำตาไม่ให้เหลือคราบแล้วหันไปเปิดประตูรถพร้อมกับส่งโทรศัพท์มือถือให้เขาก่อนจะเข้าไปนั่งประจำที่ ...โอมรับโทรศัพท์มือถือมาใส่กระเป๋าเสื้อคลุมตัวใหญ่แล้วจัดการดึงกระดาษทิชชู่ในกล่องที่วางคั่นกลางอยู่ส่งให้เธอ ...เบญรดามองกระดาษทิชชู่ที่ถูกส่งให้แล้วมองหน้าเขาแล้วสีหน้าก็เหวออีกครั้ง เพราะเพิ่งนึกได้จากที่เขาส่งทิชชู่ให้นี่แหละว่าเขาคงเห็นเธอร้องไห้ ...ทุกการแสดงออกของเธออยู่ในสายตาเขาทั้งสิ้น แต่เป็นช่วงที่เขากำลังเก็บข้อมูลว่าเธอจะมีลูกเล่นอะไรบ้าง จึงไม่มีคำพูดและคำถามใดๆ เอ่ยออกมาจากปากเขา .......................สายอีกวันรถยนต์ส่วนบุคคลเจ็ดที่นั่งของโอมก็มาจอดตรงหน้าอาคารราชการในเมือง โอมในชุดสไตล์การแต่งกายที่คุ้นเคยยืนอยู่กับเบญรดาในชุดเสื้อยืดสีขาวสะอาดกางเกงยีนส์สีเข้ม โอมมองหน้าเบญรดาแล้วยิ้ม“พร้อมยัง!!”“มาขนาดนี้แล้วถ้าไม่พร้อมนี่เสียฟอร์มแย่สิ หึหึ”“ดีมาก งั้นไป”...ว่าแล้วโอมก็จูงมือเบญรดาเดินเข้าไปยังสำนักงานราชการเพื่อทำการจดทะเบียนสมรสตามที่ได้ตกลงกันไว้เมื่อคืน และเขาก็โทรไปคุยกับท่านนายพลและคุณปรียารวมทั้งวิทเรียบร้อยแล้วด้วย หลังจากคุยกับฝั่งเบญรดาแล้วเขาก็โทรบอกพ่อกับแม่เขาเองด้วยแล้วเล่าทุกอย่างให้ฟังคร่าวๆ เมื่อผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายไม่มีปัญหาเขาก็พาเธอมาจดทะเบียนเลยในวันนี้...ทุกอย่างเป็นไปตามข้อตกลงและยินยอมของเธอกับเขาและผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย นั่นคือจะไม่มีการจัดงานแต่งงานหรืองานเลี้ยงใดๆ เพราะให้เกียรติตำแหน่งและหน้าที่ของเบญรดาที่ยังคงอยู่แบบไร้ตัวตนตามที่เธอร้องขอ...โอมที่วันนี้สีหน้าเปลี่ยนเป็นคนละคนกับวันก่อนๆ หัวใจเขาได้รับการซ่อมแซมแล้วตั้งแต่เมื่อคืนซึ่งถือว่าเขายังโชคดีที่เบญรดากลับมาทันเวลา เพราะไม่อย่างนั้นเขาอาจหลับไม่ตื่นไปแล้วจากการรอเธออย่างไม่มีจุดหมาย...
“มีวันนึงพี่วิทไปทำงานแล้วโดนตามค่ะ พี่วินก็โดนตาม ดีที่ไหวตัวทันเลยย้ายกันไปอยู่บ้านอีกหลังแล้วทำงานอยู่ที่บ้านค่ะ แล้วก็เปลี่ยนซิมใหม่กันหมดเพราะป๊ายื่นเรื่องไปที่ตำรวจไซเบอร์จนได้รู้ว่ามันตามจากเบอร์โทรค่ะ ส่วนที่พี่วิทไม่ติดต่อกลับหาคุณเพราะ เอ่อ...”“เพราะอะไร!!”“เอ่อ..คือ เพราะป๊าถามฉันว่าถ้ายังเสี่ยงอยู่แบบนี้แล้วจะยังอยากกลับมาหาคุณไหม ตอนนั้นฉันนอนหยอดข้าวต้มอยู่แล้วคิดว่าถ้าฉันเลือกเส้นทางนี้แล้วและตอนนี้ก็เจ็บสาหัสยิ่งอนาคตก็ยิ่งบอกไม่ได้ว่าจะตายหรือจะรอด ฉันเลยบอกป๊าว่าไม่ขอไปต่อกับคุณแล้วค่ะ ป๊าเลยบอกพี่วิทว่าถ้าฉันเลือกแบบนั้นก็ให้พี่วิทหยุดคุยเรื่องฉันกับคุณไปเลย แค่ให้คนที่บริษัทดำเนินการเรื่องงานไปตามปกติ และรอดูสถานการณ์ดีขึ้นเมื่อไหร่พี่วิทค่อยกลับมาคุยงานกับคุณเหมือนเดิม ป๊าบอกว่าให้ความเงียบค่อยๆ บอกคุณเอง เอ่อคุณอย่าโกรธป๊านะคะ ถ้าจะโกรธก็โกรธฉันนี่” ...โอมยิ่งฟังก็ยิ่งคิดว่านี่คือรายละเอียดสำคัญทั้งนั้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเขาตอนนี้คือนี่ไม่ใช่หรือคือปาฏิหาริย์ที่เขาร้องขอทุกวันทุกคืนทั้งๆ ที่เธอตัดเขาไปแล้ว แต่แล้วเธอก็กลับมา เขาค่อยๆ เลื่อนมือข้างหนึ่งไป
...เขาหลับลึกจนฝันเห็นเบญรดาอยู่บ่อยครับ และครั้งนี้ก็เช่นกันที่เขากำลังฝันว่าเธอมาหามาดูแลเขา มาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบโดยเธอมานั่งตรงริมขอบที่นอนแล้วยกฝ่ามือขึ้นแตะหน้าผากเขาเพื่อจะดูว่าความร้อนจากอาการไข้ได้ลงลงหรือยัง...ในฝันนั้นเขาเห็นว่าขณะเธอกำลังใช้มืออังหน้าผากเขาอยู่นั้น และเขาก็กลัวว่าเธอจะดึงมือกลับเขาเลยรีบคว้ามือนั้นเอาไว้เพราะไม่อยากให้เธอจากเขาไปอีก“น้องเบล!!!”...โอมเผลอเรียกชื่อนั้นออกมาพร้อมร่างที่สะท้านตัวขึ้นตามความกลัวว่าเธอจะหายไป จนเมื่อลืมตาขึ้นถึงได้รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นแค่ความฝัน...แต่ความฝันทำไมเหมือนจริงเสียเหลือเกิน เพราะขนาดรู้สึกตัวแล้วก็ยังรู้สึกว่ามือเขากำลังกุมมือใครอยู่“เป็นอย่างไรบ้างคะ!! พี่แสงดาวบอกว่าคุณไม่สบายเลยกินยาแล้วนอน ตอนนี้ดีขึ้นหรือยัง!!”...น้ำเสียงที่คุ้นเคยนั้นถามเขา แต่เพราะโอมยังตกอยู่ในความงุนงงว่านี่คือความฝันหรือความจริง เขามองผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างเขาตอนนี้ เธอสวมเสื้อเชิ้ดรัดรูปสีฟ้าอ่อนและกางเกงผ้าสีดำ และหน้าตาท่าทางเธอคนนี้ก็เหมือนคนที่จากเขาไปแล้วทุกกระเบียดนิ้ว...โอมรู้สึกลำคอตีบตันขึ้นมาอีกแล้วเพราะคิดว่ามีแต่คนใจ
...จากหนึ่งวันเป็นสามวัน จากสามวันเป็นอาทิตย์ จากอาทิตย์ก็ผ่านไปเป็นเดือน จนวันเวลาล่วงเลยเข้าเดือนที่สาม...ชายหนุ่มที่ชื่ออภิภัทร์หรือโอมยังคงใช้ชีวิตปกติกับธุรกิจฟาร์มกล้วยไม้กลางดอยแม่แจ่ม และนับวันก็ยิ่งมีหน่วยงานต่างๆ ได้ติดต่อเข้ามายังบริษัทขนาดกลางของเขาเพื่อขอเป็นคู่ค้าบ้างและสั่งจองดอกกล้วยไม้จากฟาร์มเพื่อประดับตกแต่งรองรับงานต่างๆ มากมายจนแต่ละเดือนมียอดขายพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ายินดี...และแม้ว่ากิจการจะเติบโตและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนได้มากมาย แต่ผู้เป็นเจ้าของกิจการกลับไม่มีความสุขจากธุรกิจที่เติบโตขึ้นเลย จากชายหนุ่มบุคลิกดีหน้าตาดีจนเป็นที่แอบถูกใจของสาวๆ มากมายและจิตใจที่เคยแข็งแกร่งแต่โอบอ้อมอารี ...กลายเป็นตอนนี้ผู้ชายที่ชื่อโอมซูบผอมลงมาก หน้าตาก็ดูเคร่งเครียดตลอดเวลาไม่ค่อยพูดค่อยจาเหมือนเมื่อก่อน และน้อยครั้งมากที่เขาจะแสดงตัวต่อสังคมหรือที่ไหนๆ ก็ตาม เพราะงานทุกอย่างสามารถสั่งการผ่านผู้จัดการและอินตาได้ เขาจึงมีโลกส่วนตัวที่ส่วนใหญ่จะอยู่แค่บ้านพักริมหน้าผากับกระท่อมปีกไม้กลางสวนกล้วยไม้เท่านั้น...แม้แต่อัญชิกาเองเขาก็เลือกที่บล็อคเบอร์เธอและบอกให้ผู้จัดการในบริษัท
...และแล้วเวลาก็ผ่านไปอีกหนึ่งวันเต็มๆ ที่โอมไม่สามารถทำอะไรได้เลย เขาอยากจะติดต่อคนโน้นคนนี้เพื่อตะล่อมถามก็เกรงว่าจะเป็นการเปิดเผยสถานะของเบญรดาออกไป เขาจึงตกอยู่ในภาวะเครียดอย่างหนัก...ขณะที่เขานั่งเคร่งเครียดอยู่ในห้องนั่งเล่นซึ่งแยกส่วนมาจากห้องโถงนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เขารีบหยิบมาดูก็เห็นว่าเป็นเบอร์ที่ไม่คุ้นเคยแต่ก็รีบกดรับเพราะหวังว่าจะมีข่าวเบญรดา“ฮัลโหล สวัสดีครับคุณโอม ผมชื่อศิรวัฒน์นะครับ”“ฮัลโหล ครับสวัสดีครับ”“คือคุณวีรวิทย์เจ้านายของผมมอบหมายให้ผมเป็นคนติดต่อประสานงานเรื่องกล้วยไม้กับคุณตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปนะครับ”...คำพูดจากคนที่โทรมาทำให้โอมแปลกใจ“อ้าวแล้วคุณวิทล่ะครับ ผมพยายามโทรติดต่อ แต่ติดต่อไม่ได้เลย ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าครับ”...โอมรีบถามกลับอย่างร้อนใจ เพราะนี่คงเป็นความหวังเดียวที่เขาจะได้รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น“คุณวีรวิทย์ลางานยาวเลยครับ ลาแบบไม่มีกำหนดและไม่ได้บอกไว้ครับว่าลาทำไม ลาไปไหน บอกอย่างเดียวว่าลาแบบไม่มีกำหนดเพราะมีเรื่องสำคัญมากต้องจัดการ และฝากบอกคุณว่าช่วงนี้ยังไม่ต้องไปที่บ้านนะครับเพราะตอนนี้ไม่มีใครอยู่เลย เลยเกรง
...โอมขับรถมาตามถนนสายหลักจนมาถึงทางแยกเข้าสู่ถนนเป้าหมายเพื่อไปยังโกดังพ่อเลี้ยงทรงพล แต่ข้างหน้าเขาเห็นตำรวจจราจรหลายนายคอยโบกมือส่งสัญญาณห้ามรถเลี้ยวเข้าถนนเส้นนั้น และทำการโบกมือส่งสัญญาณให้รถเบี่ยงไปทางอื่น...นี่คือช่วงเวลาเคลียร์พื้นที่ เจ้าหน้าที่จึงต้องคอยกันไม่ให้ประชาชนเข้าไปใกล้พื้นที่ที่เกิดเหตุ...โอมหักพวงมาลัยเข้าซ้ายมือเพื่อจอดรถตรงข้างทางก่อนจะถึงทางแยกที่มีตำรวจจราจรยืนอยู่นั่น เพราะต่อให้เขาไปต่อเขาก็คงเข้าไปไม่ได้อยู่ดี เขาลงมายืนดูสถานการณ์ว่าพอจะมีทางได้เข้าไปเส้นทางนั้นได้หรือไม่...รถราเริ่มหนาตาขึ้นและชะลอเป็นคอขวดอยู่เต็มถนนเส้นหลัก เพราะข้างหน้ามีเจ้าหน้าที่คอยเปิดทางให้รถวิ่งผ่านเป็นระยะๆ...แล้วเสียงเฮลิคอปเตอร์ก็ดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง เขาเงยหน้ามองตามใบพัดยักษ์ที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวสูงขึ้นๆ นั่น ใจโอมเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะและมีแต่ความสงสัยว่าจะมีใครอยู่บนเฮลิคอปเตอร์นั่นบ้าง จะมีเบญรดาอยู่ด้วยไหม!! ถ้าเธออยู่ด้วยเธอปลอดภัยดีใช่ไหม!!...แต่แล้วโอมก็ทำได้แค่ยืนแหงนมองเฮลิคอปเตอร์ที่ดังสะท้านไปทั้งน่านฟ้าเมืองเชียงใหม่ ก่อนจะค่อยๆ หายลับไปสุดปลายฟ้านั่น แต่







