تسجيل الدخول“ถ้าเช็คได้แล้วว่าหมวดเบญรดาอยู่ที่ไหนและมีคนให้ความช่วยเหลือแล้ว ก็สบายใจได้นะท่านนายพล”
...ผู้บังคับการตำรวจแห่งชาติพูดมาตามสาย นายพลตฤณสบายใจขึ้นก็จริงแต่ตราบใดที่ยังไม่เห็นกับตาว่าลูกสาวปลอดภัยดี ความสบายใจก็ไม่ได้มีเต็มร้อย “ครับท่าน!!! ก็ระดับหนึ่งครับ แต่ผมก็อดเป็นห่วงไม่ได้ แต่ถือว่าโชคดีอย่างไม่น่าเชื่อว่าคนที่ให้ความช่วยเหลือลูกสาวผมคือเจ้าของฟาร์มกล้วยไม้น้องชายของอุมาพรคนที่ทำให้เราขยับเรื่องพ่อเลี้ยงทรงพลนี่ล่ะครับ และเจ้าของฟาร์มกล้วยไม้คนนี้ก็กำลังจะส่งกล้วยไม้ให้บริษัทลูกชายผมเพื่อนำไปขายต่อต่างประเทศด้วยครับ” ...นายพลชี้แจงกลับไปและได้ยินเสียงรับคำอื่ออ่าๆ จากท่าน ผบ.ตร. เป็นระยะๆ “อืมโชคดีจริงๆ เอาล่ะเดี่ยวท่านนายพลหาทางติดต่อกับหมวดเบญแล้วบอกว่าให้รักษาตัวเองก่อน ไม่ต้องห่วงทางนี้ ทางเจ้าหน้าที่จำเป็นต้องหยุดการติดต่อกับหมวดเบญรดาชั่วคราว เพราะตอนนี้พ่อเลี้ยงมันเริ่มสืบแล้วว่าใครอุ้มลูกน้องมันมา เดี๋ยวถ้าทางเจ้าหน้าที่ติดต่อกับหมวดเบญมากเกินไปเกรงจะพลาดเปิดช่องให้พ่อเลี้ยงมันสืบได้น่ะ ทีนี้เดี๋ยวถ้าทางนี้มีอะไรคืบหน้าผมจะให้นายพลสื่อสารกับหมวดอีกที และนี่เป็นวิธีที่จะช่วยไม่ให้หมวดเกิดอันตรายด้วย ถ้าเป็นไปได้ก็ให้หมวดอยู่ที่นั่นก่อน เรื่องมันเพิ่งเริ่ม เชื่อสิว่าตอนนี้พ่อเลี้ยงคงปล่อยลูกน้องไปสืบไปหาทั่วทุกทิศแล้วแหละ ถ้าหมวดขยับตัวตอนนี้ผมเกรงจะเป็นอันตราย เพราะพ่อเลี้ยงก็มีลูกน้องเต็มไปหมด เราไม่รู้ว่าใครเป็นใคร ทางที่ดีคือให้หมวดเก็บตัวก่อน แล้วเดี๋ยวแผนต่อไปผมจะแจ้งให้นายพลทราบอีกทีนะครับ” ...สิ่งที่ท่าน ผบ.ตร. อธิบายมานั้น นายพลตฤณค่อนข้างเห็นด้วยและรู้สึกโล่งใจขึ้นอีกเป็นกอง แม้อยากจะขึ้นไปดูลูกใจจะขาด แต่เพื่อความปลอดภัยของลูกก็ต้องให้ทุกคนอยู่นิ่งๆ ให้มากที่สุด ยิ่งเคลื่อนไหวมากเท่าไหร่ ความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายกับเบญรดาก็มีมากเท่านั้น .................... ...ขณะที่เบญรดานั่งอยู่ในรถซึ่งโอมเป็นคนขับเพื่อมุ่งหน้าเข้าตัวเมืองนั้น เธอรู้สึกว่าท่าทีเขาเหมือนไม่พอใจเธออะไรสักอย่าง เพราะสีหน้าบึ้งตึงตลอดเวลา ถามคำก็ตอบคำ จนเธอชักระแวงว่าพี่ชายพูดอะไรให้เขาฟัง ทำไมท่าทีเขาเปลี่ยนไปขนาดนี้...แต่เบญรดาเองก็ยังเจ็บแผลและเนื้อตัวก็ยังร้าวระบมจากการต่อสู้จนเธอไม่มีแรงมากพอที่จะชวนคุยชวนถาม เมื่อเขาเงียบ เธอเลยต้องเงียบเช่นกันแล้วหลับไป
“คุณ!! คุณ!! ถึงแล้ว!!” ...เสียงเรียกใกล้ๆ หูนั่นทำให้เบญรดาค่อยๆ ลืมตาขึ้น จึงรู้ว่ารถจอดสนิทและคงถึงแล้ว เธอมองเห็นเขายืนอยู่ด้านซ้ายมือของเธอจึงได้รู้ว่าเขามาเปิดประตูฝั่งที่เธอนั่งอยู่แล้วยืนเรียกอยู่ใกล้ๆ นี่เอง ...เบญรดาในชุดเสื้อคอจีนผ้าฝ้ายพิมพ์ลายพื้นเมืองและสวมกางเกงขาก๊วยสีดำขยับตัวลงจากรถโดยเขาช่วยปลดเข็มขัดนิรภัยให้แล้วช่วยพยุงอีกแรง และเพราะสายตาที่ยังไม่สามารถมองได้ชัดเจนทำให้เขาต้องช่วยพยุงจากลานจอดรถเพื่อเข้าไปยังตัวอาคารของโรงพยาบาลในค่ายทหารแห่งหนึ่ง “ไม่ต้องพยุงขนาดนี้ก็ได้ค่ะ ฉันเดินเองได้” ...เธอบอกเขาและหยุดเดินเมื่อมาได้ครึ่งทาง จนเขาต้องปล่อยมือจากการช่วยประคองต้นแขนแล้วเดินนำหน้าไป แต่แล้วคนเจ็บก็ไม่สามารถเดินไปคนเดียวได้เพราะความไม่คุ้นเคยทางเดินกับสายตาที่ยังมีปัญหาอยู่ ทำให้เธอเดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็ต้องหยุดเพราะกะระยะไม่ถูก ...โอมหันมามองแล้วส่ายหัวเชิงระอากับคนขี้คุยทั้งที่ยังดูแลตัวเองไม่ได้ แล้วเขาก็เดินย้อนกลับมาพร้อมกับเอื้อมมือมาจับมือเธอไว้แล้วจูงเข้าไปข้างในช้าๆ ...................
...สายอีกวันรถยนต์ส่วนบุคคลเจ็ดที่นั่งของโอมก็มาจอดตรงหน้าอาคารราชการในเมือง โอมในชุดสไตล์การแต่งกายที่คุ้นเคยยืนอยู่กับเบญรดาในชุดเสื้อยืดสีขาวสะอาดกางเกงยีนส์สีเข้ม โอมมองหน้าเบญรดาแล้วยิ้ม“พร้อมยัง!!”“มาขนาดนี้แล้วถ้าไม่พร้อมนี่เสียฟอร์มแย่สิ หึหึ”“ดีมาก งั้นไป”...ว่าแล้วโอมก็จูงมือเบญรดาเดินเข้าไปยังสำนักงานราชการเพื่อทำการจดทะเบียนสมรสตามที่ได้ตกลงกันไว้เมื่อคืน และเขาก็โทรไปคุยกับท่านนายพลและคุณปรียารวมทั้งวิทเรียบร้อยแล้วด้วย หลังจากคุยกับฝั่งเบญรดาแล้วเขาก็โทรบอกพ่อกับแม่เขาเองด้วยแล้วเล่าทุกอย่างให้ฟังคร่าวๆ เมื่อผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายไม่มีปัญหาเขาก็พาเธอมาจดทะเบียนเลยในวันนี้...ทุกอย่างเป็นไปตามข้อตกลงและยินยอมของเธอกับเขาและผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย นั่นคือจะไม่มีการจัดงานแต่งงานหรืองานเลี้ยงใดๆ เพราะให้เกียรติตำแหน่งและหน้าที่ของเบญรดาที่ยังคงอยู่แบบไร้ตัวตนตามที่เธอร้องขอ...โอมที่วันนี้สีหน้าเปลี่ยนเป็นคนละคนกับวันก่อนๆ หัวใจเขาได้รับการซ่อมแซมแล้วตั้งแต่เมื่อคืนซึ่งถือว่าเขายังโชคดีที่เบญรดากลับมาทันเวลา เพราะไม่อย่างนั้นเขาอาจหลับไม่ตื่นไปแล้วจากการรอเธออย่างไม่มีจุดหมาย...
“มีวันนึงพี่วิทไปทำงานแล้วโดนตามค่ะ พี่วินก็โดนตาม ดีที่ไหวตัวทันเลยย้ายกันไปอยู่บ้านอีกหลังแล้วทำงานอยู่ที่บ้านค่ะ แล้วก็เปลี่ยนซิมใหม่กันหมดเพราะป๊ายื่นเรื่องไปที่ตำรวจไซเบอร์จนได้รู้ว่ามันตามจากเบอร์โทรค่ะ ส่วนที่พี่วิทไม่ติดต่อกลับหาคุณเพราะ เอ่อ...”“เพราะอะไร!!”“เอ่อ..คือ เพราะป๊าถามฉันว่าถ้ายังเสี่ยงอยู่แบบนี้แล้วจะยังอยากกลับมาหาคุณไหม ตอนนั้นฉันนอนหยอดข้าวต้มอยู่แล้วคิดว่าถ้าฉันเลือกเส้นทางนี้แล้วและตอนนี้ก็เจ็บสาหัสยิ่งอนาคตก็ยิ่งบอกไม่ได้ว่าจะตายหรือจะรอด ฉันเลยบอกป๊าว่าไม่ขอไปต่อกับคุณแล้วค่ะ ป๊าเลยบอกพี่วิทว่าถ้าฉันเลือกแบบนั้นก็ให้พี่วิทหยุดคุยเรื่องฉันกับคุณไปเลย แค่ให้คนที่บริษัทดำเนินการเรื่องงานไปตามปกติ และรอดูสถานการณ์ดีขึ้นเมื่อไหร่พี่วิทค่อยกลับมาคุยงานกับคุณเหมือนเดิม ป๊าบอกว่าให้ความเงียบค่อยๆ บอกคุณเอง เอ่อคุณอย่าโกรธป๊านะคะ ถ้าจะโกรธก็โกรธฉันนี่” ...โอมยิ่งฟังก็ยิ่งคิดว่านี่คือรายละเอียดสำคัญทั้งนั้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเขาตอนนี้คือนี่ไม่ใช่หรือคือปาฏิหาริย์ที่เขาร้องขอทุกวันทุกคืนทั้งๆ ที่เธอตัดเขาไปแล้ว แต่แล้วเธอก็กลับมา เขาค่อยๆ เลื่อนมือข้างหนึ่งไป
...เขาหลับลึกจนฝันเห็นเบญรดาอยู่บ่อยครับ และครั้งนี้ก็เช่นกันที่เขากำลังฝันว่าเธอมาหามาดูแลเขา มาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบโดยเธอมานั่งตรงริมขอบที่นอนแล้วยกฝ่ามือขึ้นแตะหน้าผากเขาเพื่อจะดูว่าความร้อนจากอาการไข้ได้ลงลงหรือยัง...ในฝันนั้นเขาเห็นว่าขณะเธอกำลังใช้มืออังหน้าผากเขาอยู่นั้น และเขาก็กลัวว่าเธอจะดึงมือกลับเขาเลยรีบคว้ามือนั้นเอาไว้เพราะไม่อยากให้เธอจากเขาไปอีก“น้องเบล!!!”...โอมเผลอเรียกชื่อนั้นออกมาพร้อมร่างที่สะท้านตัวขึ้นตามความกลัวว่าเธอจะหายไป จนเมื่อลืมตาขึ้นถึงได้รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นแค่ความฝัน...แต่ความฝันทำไมเหมือนจริงเสียเหลือเกิน เพราะขนาดรู้สึกตัวแล้วก็ยังรู้สึกว่ามือเขากำลังกุมมือใครอยู่“เป็นอย่างไรบ้างคะ!! พี่แสงดาวบอกว่าคุณไม่สบายเลยกินยาแล้วนอน ตอนนี้ดีขึ้นหรือยัง!!”...น้ำเสียงที่คุ้นเคยนั้นถามเขา แต่เพราะโอมยังตกอยู่ในความงุนงงว่านี่คือความฝันหรือความจริง เขามองผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างเขาตอนนี้ เธอสวมเสื้อเชิ้ดรัดรูปสีฟ้าอ่อนและกางเกงผ้าสีดำ และหน้าตาท่าทางเธอคนนี้ก็เหมือนคนที่จากเขาไปแล้วทุกกระเบียดนิ้ว...โอมรู้สึกลำคอตีบตันขึ้นมาอีกแล้วเพราะคิดว่ามีแต่คนใจ
...จากหนึ่งวันเป็นสามวัน จากสามวันเป็นอาทิตย์ จากอาทิตย์ก็ผ่านไปเป็นเดือน จนวันเวลาล่วงเลยเข้าเดือนที่สาม...ชายหนุ่มที่ชื่ออภิภัทร์หรือโอมยังคงใช้ชีวิตปกติกับธุรกิจฟาร์มกล้วยไม้กลางดอยแม่แจ่ม และนับวันก็ยิ่งมีหน่วยงานต่างๆ ได้ติดต่อเข้ามายังบริษัทขนาดกลางของเขาเพื่อขอเป็นคู่ค้าบ้างและสั่งจองดอกกล้วยไม้จากฟาร์มเพื่อประดับตกแต่งรองรับงานต่างๆ มากมายจนแต่ละเดือนมียอดขายพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ายินดี...และแม้ว่ากิจการจะเติบโตและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนได้มากมาย แต่ผู้เป็นเจ้าของกิจการกลับไม่มีความสุขจากธุรกิจที่เติบโตขึ้นเลย จากชายหนุ่มบุคลิกดีหน้าตาดีจนเป็นที่แอบถูกใจของสาวๆ มากมายและจิตใจที่เคยแข็งแกร่งแต่โอบอ้อมอารี ...กลายเป็นตอนนี้ผู้ชายที่ชื่อโอมซูบผอมลงมาก หน้าตาก็ดูเคร่งเครียดตลอดเวลาไม่ค่อยพูดค่อยจาเหมือนเมื่อก่อน และน้อยครั้งมากที่เขาจะแสดงตัวต่อสังคมหรือที่ไหนๆ ก็ตาม เพราะงานทุกอย่างสามารถสั่งการผ่านผู้จัดการและอินตาได้ เขาจึงมีโลกส่วนตัวที่ส่วนใหญ่จะอยู่แค่บ้านพักริมหน้าผากับกระท่อมปีกไม้กลางสวนกล้วยไม้เท่านั้น...แม้แต่อัญชิกาเองเขาก็เลือกที่บล็อคเบอร์เธอและบอกให้ผู้จัดการในบริษัท
...และแล้วเวลาก็ผ่านไปอีกหนึ่งวันเต็มๆ ที่โอมไม่สามารถทำอะไรได้เลย เขาอยากจะติดต่อคนโน้นคนนี้เพื่อตะล่อมถามก็เกรงว่าจะเป็นการเปิดเผยสถานะของเบญรดาออกไป เขาจึงตกอยู่ในภาวะเครียดอย่างหนัก...ขณะที่เขานั่งเคร่งเครียดอยู่ในห้องนั่งเล่นซึ่งแยกส่วนมาจากห้องโถงนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เขารีบหยิบมาดูก็เห็นว่าเป็นเบอร์ที่ไม่คุ้นเคยแต่ก็รีบกดรับเพราะหวังว่าจะมีข่าวเบญรดา“ฮัลโหล สวัสดีครับคุณโอม ผมชื่อศิรวัฒน์นะครับ”“ฮัลโหล ครับสวัสดีครับ”“คือคุณวีรวิทย์เจ้านายของผมมอบหมายให้ผมเป็นคนติดต่อประสานงานเรื่องกล้วยไม้กับคุณตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปนะครับ”...คำพูดจากคนที่โทรมาทำให้โอมแปลกใจ“อ้าวแล้วคุณวิทล่ะครับ ผมพยายามโทรติดต่อ แต่ติดต่อไม่ได้เลย ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าครับ”...โอมรีบถามกลับอย่างร้อนใจ เพราะนี่คงเป็นความหวังเดียวที่เขาจะได้รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น“คุณวีรวิทย์ลางานยาวเลยครับ ลาแบบไม่มีกำหนดและไม่ได้บอกไว้ครับว่าลาทำไม ลาไปไหน บอกอย่างเดียวว่าลาแบบไม่มีกำหนดเพราะมีเรื่องสำคัญมากต้องจัดการ และฝากบอกคุณว่าช่วงนี้ยังไม่ต้องไปที่บ้านนะครับเพราะตอนนี้ไม่มีใครอยู่เลย เลยเกรง
...โอมขับรถมาตามถนนสายหลักจนมาถึงทางแยกเข้าสู่ถนนเป้าหมายเพื่อไปยังโกดังพ่อเลี้ยงทรงพล แต่ข้างหน้าเขาเห็นตำรวจจราจรหลายนายคอยโบกมือส่งสัญญาณห้ามรถเลี้ยวเข้าถนนเส้นนั้น และทำการโบกมือส่งสัญญาณให้รถเบี่ยงไปทางอื่น...นี่คือช่วงเวลาเคลียร์พื้นที่ เจ้าหน้าที่จึงต้องคอยกันไม่ให้ประชาชนเข้าไปใกล้พื้นที่ที่เกิดเหตุ...โอมหักพวงมาลัยเข้าซ้ายมือเพื่อจอดรถตรงข้างทางก่อนจะถึงทางแยกที่มีตำรวจจราจรยืนอยู่นั่น เพราะต่อให้เขาไปต่อเขาก็คงเข้าไปไม่ได้อยู่ดี เขาลงมายืนดูสถานการณ์ว่าพอจะมีทางได้เข้าไปเส้นทางนั้นได้หรือไม่...รถราเริ่มหนาตาขึ้นและชะลอเป็นคอขวดอยู่เต็มถนนเส้นหลัก เพราะข้างหน้ามีเจ้าหน้าที่คอยเปิดทางให้รถวิ่งผ่านเป็นระยะๆ...แล้วเสียงเฮลิคอปเตอร์ก็ดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง เขาเงยหน้ามองตามใบพัดยักษ์ที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวสูงขึ้นๆ นั่น ใจโอมเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะและมีแต่ความสงสัยว่าจะมีใครอยู่บนเฮลิคอปเตอร์นั่นบ้าง จะมีเบญรดาอยู่ด้วยไหม!! ถ้าเธออยู่ด้วยเธอปลอดภัยดีใช่ไหม!!...แต่แล้วโอมก็ทำได้แค่ยืนแหงนมองเฮลิคอปเตอร์ที่ดังสะท้านไปทั้งน่านฟ้าเมืองเชียงใหม่ ก่อนจะค่อยๆ หายลับไปสุดปลายฟ้านั่น แต่







