FAZER LOGIN...พ่อเลี้ยงทรงพลอยู่ในห้องทำงานบนตึกโรงแรมกลางเมืองเชียงใหม่ เขากำลังก้มหน้าก้มตาตรวจดูงานเอกสาร แต่แล้วเสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น
“ฮัลโหลพ่อเลี้ยงครับ สายบอกมาว่าผู้หญิงคนนั้นอยู่บ้านคุณโอมครับ และเราเช็คไทม์ไลน์ดูแล้วปรากฏว่ามันเคยเข้าไปทำงานที่บริษัททัวร์ของพ่อเลี้ยงด้วยครับ คุณสายไหมบอกว่ามันชื่อแวนด้าครับ มิน่าล่ะครับคืนนั้นที่พี่อาซือหายไป พอเช้าอีกวันคุณสายไหมบอกว่ามันไม่ไปทำงานอีกเลยตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ครับ” ...เสียงลูกน้องรายงานความคืบหน้ามานั้นทำให้พ่อเลี้ยงฟังอย่างตั้งใจแต่สีหน้าและแววตาก็แสดงความโกรธทันทีเมื่อรู้ว่าผู้หญิงคนนั้นลงทุนถึงขนาดปลอมตัวเข้ามาทำงานในบริษัททัวร์ของเขา “เหี้ยเอ้ย!! นี่มันวางแผนถึงขนาดปลอมมาทำงานในบริษัทกูเชียวเหรอเนี่ย!!” ...พ่อเลี้ยงคำรามออกมาอย่างโกรธแค้น “ครับ แต่เรื่องที่ให้ผมไปคุยกับผู้กำกับว่าให้เช็คข้อมูลเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งหมดให้น่ะครับ ผู้กำกับทำท่าบ่ายเบี่ยงไม่รับงานครับ ขนาดผมบอกว่าพ่อเลี้ยงสั่งมาและยินดีจะเลี้ยงชุดใหญ่ ผู้กำกับก็พูดเชิงว่าไม่มั่นใจที่จะเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกของเจ้าหน้าที่ได้ครับ ผมดูว่ามันแปลกๆ ยังไงชอบกลนะครับ” “หึ ไอ้ผู้กำกับสิงห์ ชักจะเหิมเกริมกับกูแล้วนะ แดกเงินกูไปเป็นกระสอบแล้ว ทีอย่างนี้ทำเป็นบ่ายเบี่ยง อย่างนี้ต้องเจอกันสักตั้งล่ะวะ เออถ้าอย่างนั้นเรื่องผู้หญิงคนนั้นน่ะมึงไปจัดการยังไงก็ได้เพื่อจับมันมาให้กูแบบเป็นๆ นะ แล้วทำงานให้มันเร็วๆ ล่ะ มัวชักช้าเดี๋ยวมันรู้ตัวเสียก่อนอีก” ...พ่อเลี้ยงออกคำสั่งอย่างเดือดดาล ใจก็นึกอยากจะได้ตัวผู้หญิงที่ชื่อแวนด้าเร็วๆ .................... ...เวลาเกือบเที่ยง หลังจากโอมและเบญรดาทานอาหารมื้อแรกของวันเสร็จแล้ว เธอก็ขอตัวกลับเข้าห้องพักเพื่อดูงานในคอมพิวเตอร์และอัพเดทแผนการกับทีม ...ส่วนโอมก็แยกตัวเดินหายเข้าไปในห้องทำงานเช่นกัน แต่สิ่งที่เขาทำคือโทรติดต่อหาคนที่เขาคิดว่าต้องรับรู้เรื่องระหว่างเขากับเบ็ญรดาเป็นคนแรก “ฮัลโหล สวัสดีครับคุณวิท” “ครับคุณโอม เป็นอย่างไรบ้าง!! แล้วน้องสาวผมล่ะเป็นไงบ้าง !!หวังว่าคงไม่ทำให้คุณต้องปวดหัวนะครับ หึหึ” ...วีรวิทย์รับสายแล้วรีบถามไถ่สารทุกข์สุขดิบกลับมาอย่างเป็นกันเอง “ฮ่าๆๆ ปวดหัวเหรอครับ ก็ไม่นะครับ แต่ปวดใจมากกว่ามั้งครับ” ...โอมเริ่มเปิดเป็นนัยๆ “เอ้าเกิดอะไรขึ้นเหรอครับ!! ไอ้เบลทำอะไรให้คุณลำบากใจหรือเปล่าครับ!!” ...วีรวิทย์รีบถามกลับมาอย่างร้อนรน แม้จะรู้ดีว่ามีความจำเป็นที่ต้องให้น้องสาวอยู่ที่นั่นแต่เขาก็เกรงใจอยู่มากที่น้องสาวต้องไปกินไปอยู่ในพื้นที่ส่วนตัวโอม และขนาดเขาเอ่ยปากจะโอนเงินเป็นค่าใช้จ่ายให้แต่โอมก็ปฏิเสธกลับมาทุกครั้ง “อย่าทำเสียงตกใจแบบนั้นสิครับคุณวิท ที่ว่าปวดใจน่ะหมายถึง...เอ่อออ...คือออ....!!” ...สิ่งที่โอมตั้งใจจะพูดในตอนแรก แต่พอเอาเข้าจริงกลับเกิดความหวั่นใจขึ้นมาฉับพลันเมื่อจะเอ่ยปากบอกความจริงออกไป “บอกมาเลยครับคุณโอม ไม่ต้องเกรงใจ มีอะไรเดี๋ยวผมจัดการให้ได้ครับ เรื่องเงิน เรื่องพฤติกรรม หรือทุกเรื่องครับคุณโอม บอกได้เลย” ...เพราะวีรวิทย์จับน้ำเสียงของเขาได้ว่าไม่กล้าพูดออกไป จึงพูดเปิดทางให้เขาได้เอ่ยถึงสิ่งที่อยากจะพูดออกมา เพียงแต่วีรวิทย์ไม่รู้ว่าสิ่งที่เขาจะบอกนั้นอาจสะเทือนไปทั้งครอบครัวของอีกฝ่ายก็ได้ ...โอมนิ่งไปชั่วครู่เพื่อรวบรวมความกล้า “คือเรื่องที่ผมจะพูดนี่ไม่เกี่ยวกับสิ่งที่คุณวิทเอ่ยปากมาหรอกครับ มันเป็นเรื่องนอกเหนือจากทุกสิ่งที่คุณวิทคิดไว้น่ะครับ” ...โอมพยายามเริ่มเกริ่นนำให้อีกฝ่ายเตรียมฟังไปในตัว “โอ๊ยไม่เป็นไครับ ก็ผมบอกแล้วไงว่าคุยได้ทุกเรื่อง ไม่ว่าเรื่องอะไรถ้าเกี่ยวกับน้องผม ผมจะจัดการให้ทั้งหมดครับ” ...วีรวิทย์เปิดทางมาอีกรอบ และโอมเองก็คิดว่าถ้ามัวอมพะนำอยู่ก็คงไม่รู้เรื่องกันพอดี “คือผม รักน้องสาวคุณนะคุณวิท” ...โอมพูดแล้วกลั้นหายใจเพื่อลุ้นรอฟังสิ่งที่วีรวิทย์จะพูดกลับมา “หา!!! อะไรนะ!! คะ..คุณรักไอ้เบลเหรอ!! เฮ้ยยย!! ยังไงเนี่ย!!คุณพูดอะไรน่ะคุณโอม น้องสาวผมไปขออาศัยอยู่ไม่กี่วันเอง ทำไมมันพลิกตาลปัตรแบบนี้ล่ะ!!” ...วีรวิทย์อุทานเสียงดังลั่น และยังพูดต่อด้วยความตกใจเพราะคาดไม่ถึง และไม่อยากเชื่อหูกับสิ่งที่ได้ยิน “ครับคุณวิท คุณได้ยินชัดเจนแล้วครับ ผมรักน้องเบลและอยากแต่งงานกับเธอครับ” ...โอมย้ำกลับด้วยเสียงมั่นคง “เฮ้ยยย!!! โอ๊ยยย!! เอ่ออ...เดี๋ยวนะครับ ขอผมตั้งสติสักครู่นะครับ” ...วีรวิทย์ได้ยินแล้วมีอาการเหมือนคนจะเป็นลม “คือเรื่องมันเป็นอย่างนี้ครับ...” ...แล้วโอมก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้วีวิทย์ฟังโดยย้อนเวลาไปตั้งแต่เห็นเบญรดาครั้งแรกที่ร้านกาแฟของเพื่อนเขาเมื่อแปดปีที่แล้ว ซึ่งเขาก็แอบความประทับใจและอยู่ในความทรงจำตลอดมา จนเมื่อเหตุการณ์ต่างๆ พาให้เบญรดาได้มาเจอเขาอีกครั้ง คือครั้งนี้ ...เมื่อโอมเล่าจบ วีรวิทย์รับทราบทุกอย่างแล้วแต่เพราะยังช็อคกับเรื่องที่ได้ยินจึงขอวางสายเพื่อเรียบเรียงความคิดก่อน เขาเองก็รู้สึกขุ่นใจแม้จะฟังและเข้าใจที่มาที่ไปของเรื่องทั้งหมดแล้วเพราะรู้สึกหวงน้องสาว ขณะเดียวกันก็กังวลต่อการจะบอกให้พ่อกับแม่ทราบ...เขายังอยู่ในอาการตกใจที่อยู่ๆ น้องสาวผู้ห้าวหาญและเพิ่งผ่านการฝึกเป็นนักรบมา แต่กลับไปถูกตาต้องใจกับคู่ค้าของเขาเสียนั่น ยิ่งนึกถึงหน้าผู้เป็นพ่อก็ยิ่งเสียวสันหลังวาบว่าพ่อกับแม่จะยอมให้น้องสาวมีคนรักได้หรือ ในเมื่อหน้าที่การงานเพิ่งจะเริ่ม
(โอ้โหคุณโอม!! เข้าใจโยนภาระนะ นี่ตอนแรกคงเกรงๆ เหมือนกันแหละมั้งถึงไม่ค่อยกล้าพูด แต่พอพูดจบกลายเป็นภาระเราเฉย!!)
“เฮ่ออออ!!”
...วีรวิทย์ผ่อนลมหนักใจออกมายาวเหยียด
.......................สายอีกวันรถยนต์ส่วนบุคคลเจ็ดที่นั่งของโอมก็มาจอดตรงหน้าอาคารราชการในเมือง โอมในชุดสไตล์การแต่งกายที่คุ้นเคยยืนอยู่กับเบญรดาในชุดเสื้อยืดสีขาวสะอาดกางเกงยีนส์สีเข้ม โอมมองหน้าเบญรดาแล้วยิ้ม“พร้อมยัง!!”“มาขนาดนี้แล้วถ้าไม่พร้อมนี่เสียฟอร์มแย่สิ หึหึ”“ดีมาก งั้นไป”...ว่าแล้วโอมก็จูงมือเบญรดาเดินเข้าไปยังสำนักงานราชการเพื่อทำการจดทะเบียนสมรสตามที่ได้ตกลงกันไว้เมื่อคืน และเขาก็โทรไปคุยกับท่านนายพลและคุณปรียารวมทั้งวิทเรียบร้อยแล้วด้วย หลังจากคุยกับฝั่งเบญรดาแล้วเขาก็โทรบอกพ่อกับแม่เขาเองด้วยแล้วเล่าทุกอย่างให้ฟังคร่าวๆ เมื่อผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายไม่มีปัญหาเขาก็พาเธอมาจดทะเบียนเลยในวันนี้...ทุกอย่างเป็นไปตามข้อตกลงและยินยอมของเธอกับเขาและผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย นั่นคือจะไม่มีการจัดงานแต่งงานหรืองานเลี้ยงใดๆ เพราะให้เกียรติตำแหน่งและหน้าที่ของเบญรดาที่ยังคงอยู่แบบไร้ตัวตนตามที่เธอร้องขอ...โอมที่วันนี้สีหน้าเปลี่ยนเป็นคนละคนกับวันก่อนๆ หัวใจเขาได้รับการซ่อมแซมแล้วตั้งแต่เมื่อคืนซึ่งถือว่าเขายังโชคดีที่เบญรดากลับมาทันเวลา เพราะไม่อย่างนั้นเขาอาจหลับไม่ตื่นไปแล้วจากการรอเธออย่างไม่มีจุดหมาย...
“มีวันนึงพี่วิทไปทำงานแล้วโดนตามค่ะ พี่วินก็โดนตาม ดีที่ไหวตัวทันเลยย้ายกันไปอยู่บ้านอีกหลังแล้วทำงานอยู่ที่บ้านค่ะ แล้วก็เปลี่ยนซิมใหม่กันหมดเพราะป๊ายื่นเรื่องไปที่ตำรวจไซเบอร์จนได้รู้ว่ามันตามจากเบอร์โทรค่ะ ส่วนที่พี่วิทไม่ติดต่อกลับหาคุณเพราะ เอ่อ...”“เพราะอะไร!!”“เอ่อ..คือ เพราะป๊าถามฉันว่าถ้ายังเสี่ยงอยู่แบบนี้แล้วจะยังอยากกลับมาหาคุณไหม ตอนนั้นฉันนอนหยอดข้าวต้มอยู่แล้วคิดว่าถ้าฉันเลือกเส้นทางนี้แล้วและตอนนี้ก็เจ็บสาหัสยิ่งอนาคตก็ยิ่งบอกไม่ได้ว่าจะตายหรือจะรอด ฉันเลยบอกป๊าว่าไม่ขอไปต่อกับคุณแล้วค่ะ ป๊าเลยบอกพี่วิทว่าถ้าฉันเลือกแบบนั้นก็ให้พี่วิทหยุดคุยเรื่องฉันกับคุณไปเลย แค่ให้คนที่บริษัทดำเนินการเรื่องงานไปตามปกติ และรอดูสถานการณ์ดีขึ้นเมื่อไหร่พี่วิทค่อยกลับมาคุยงานกับคุณเหมือนเดิม ป๊าบอกว่าให้ความเงียบค่อยๆ บอกคุณเอง เอ่อคุณอย่าโกรธป๊านะคะ ถ้าจะโกรธก็โกรธฉันนี่” ...โอมยิ่งฟังก็ยิ่งคิดว่านี่คือรายละเอียดสำคัญทั้งนั้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเขาตอนนี้คือนี่ไม่ใช่หรือคือปาฏิหาริย์ที่เขาร้องขอทุกวันทุกคืนทั้งๆ ที่เธอตัดเขาไปแล้ว แต่แล้วเธอก็กลับมา เขาค่อยๆ เลื่อนมือข้างหนึ่งไป
...เขาหลับลึกจนฝันเห็นเบญรดาอยู่บ่อยครับ และครั้งนี้ก็เช่นกันที่เขากำลังฝันว่าเธอมาหามาดูแลเขา มาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบโดยเธอมานั่งตรงริมขอบที่นอนแล้วยกฝ่ามือขึ้นแตะหน้าผากเขาเพื่อจะดูว่าความร้อนจากอาการไข้ได้ลงลงหรือยัง...ในฝันนั้นเขาเห็นว่าขณะเธอกำลังใช้มืออังหน้าผากเขาอยู่นั้น และเขาก็กลัวว่าเธอจะดึงมือกลับเขาเลยรีบคว้ามือนั้นเอาไว้เพราะไม่อยากให้เธอจากเขาไปอีก“น้องเบล!!!”...โอมเผลอเรียกชื่อนั้นออกมาพร้อมร่างที่สะท้านตัวขึ้นตามความกลัวว่าเธอจะหายไป จนเมื่อลืมตาขึ้นถึงได้รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นแค่ความฝัน...แต่ความฝันทำไมเหมือนจริงเสียเหลือเกิน เพราะขนาดรู้สึกตัวแล้วก็ยังรู้สึกว่ามือเขากำลังกุมมือใครอยู่“เป็นอย่างไรบ้างคะ!! พี่แสงดาวบอกว่าคุณไม่สบายเลยกินยาแล้วนอน ตอนนี้ดีขึ้นหรือยัง!!”...น้ำเสียงที่คุ้นเคยนั้นถามเขา แต่เพราะโอมยังตกอยู่ในความงุนงงว่านี่คือความฝันหรือความจริง เขามองผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างเขาตอนนี้ เธอสวมเสื้อเชิ้ดรัดรูปสีฟ้าอ่อนและกางเกงผ้าสีดำ และหน้าตาท่าทางเธอคนนี้ก็เหมือนคนที่จากเขาไปแล้วทุกกระเบียดนิ้ว...โอมรู้สึกลำคอตีบตันขึ้นมาอีกแล้วเพราะคิดว่ามีแต่คนใจ
...จากหนึ่งวันเป็นสามวัน จากสามวันเป็นอาทิตย์ จากอาทิตย์ก็ผ่านไปเป็นเดือน จนวันเวลาล่วงเลยเข้าเดือนที่สาม...ชายหนุ่มที่ชื่ออภิภัทร์หรือโอมยังคงใช้ชีวิตปกติกับธุรกิจฟาร์มกล้วยไม้กลางดอยแม่แจ่ม และนับวันก็ยิ่งมีหน่วยงานต่างๆ ได้ติดต่อเข้ามายังบริษัทขนาดกลางของเขาเพื่อขอเป็นคู่ค้าบ้างและสั่งจองดอกกล้วยไม้จากฟาร์มเพื่อประดับตกแต่งรองรับงานต่างๆ มากมายจนแต่ละเดือนมียอดขายพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ายินดี...และแม้ว่ากิจการจะเติบโตและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนได้มากมาย แต่ผู้เป็นเจ้าของกิจการกลับไม่มีความสุขจากธุรกิจที่เติบโตขึ้นเลย จากชายหนุ่มบุคลิกดีหน้าตาดีจนเป็นที่แอบถูกใจของสาวๆ มากมายและจิตใจที่เคยแข็งแกร่งแต่โอบอ้อมอารี ...กลายเป็นตอนนี้ผู้ชายที่ชื่อโอมซูบผอมลงมาก หน้าตาก็ดูเคร่งเครียดตลอดเวลาไม่ค่อยพูดค่อยจาเหมือนเมื่อก่อน และน้อยครั้งมากที่เขาจะแสดงตัวต่อสังคมหรือที่ไหนๆ ก็ตาม เพราะงานทุกอย่างสามารถสั่งการผ่านผู้จัดการและอินตาได้ เขาจึงมีโลกส่วนตัวที่ส่วนใหญ่จะอยู่แค่บ้านพักริมหน้าผากับกระท่อมปีกไม้กลางสวนกล้วยไม้เท่านั้น...แม้แต่อัญชิกาเองเขาก็เลือกที่บล็อคเบอร์เธอและบอกให้ผู้จัดการในบริษัท
...และแล้วเวลาก็ผ่านไปอีกหนึ่งวันเต็มๆ ที่โอมไม่สามารถทำอะไรได้เลย เขาอยากจะติดต่อคนโน้นคนนี้เพื่อตะล่อมถามก็เกรงว่าจะเป็นการเปิดเผยสถานะของเบญรดาออกไป เขาจึงตกอยู่ในภาวะเครียดอย่างหนัก...ขณะที่เขานั่งเคร่งเครียดอยู่ในห้องนั่งเล่นซึ่งแยกส่วนมาจากห้องโถงนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เขารีบหยิบมาดูก็เห็นว่าเป็นเบอร์ที่ไม่คุ้นเคยแต่ก็รีบกดรับเพราะหวังว่าจะมีข่าวเบญรดา“ฮัลโหล สวัสดีครับคุณโอม ผมชื่อศิรวัฒน์นะครับ”“ฮัลโหล ครับสวัสดีครับ”“คือคุณวีรวิทย์เจ้านายของผมมอบหมายให้ผมเป็นคนติดต่อประสานงานเรื่องกล้วยไม้กับคุณตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปนะครับ”...คำพูดจากคนที่โทรมาทำให้โอมแปลกใจ“อ้าวแล้วคุณวิทล่ะครับ ผมพยายามโทรติดต่อ แต่ติดต่อไม่ได้เลย ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าครับ”...โอมรีบถามกลับอย่างร้อนใจ เพราะนี่คงเป็นความหวังเดียวที่เขาจะได้รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น“คุณวีรวิทย์ลางานยาวเลยครับ ลาแบบไม่มีกำหนดและไม่ได้บอกไว้ครับว่าลาทำไม ลาไปไหน บอกอย่างเดียวว่าลาแบบไม่มีกำหนดเพราะมีเรื่องสำคัญมากต้องจัดการ และฝากบอกคุณว่าช่วงนี้ยังไม่ต้องไปที่บ้านนะครับเพราะตอนนี้ไม่มีใครอยู่เลย เลยเกรง
...โอมขับรถมาตามถนนสายหลักจนมาถึงทางแยกเข้าสู่ถนนเป้าหมายเพื่อไปยังโกดังพ่อเลี้ยงทรงพล แต่ข้างหน้าเขาเห็นตำรวจจราจรหลายนายคอยโบกมือส่งสัญญาณห้ามรถเลี้ยวเข้าถนนเส้นนั้น และทำการโบกมือส่งสัญญาณให้รถเบี่ยงไปทางอื่น...นี่คือช่วงเวลาเคลียร์พื้นที่ เจ้าหน้าที่จึงต้องคอยกันไม่ให้ประชาชนเข้าไปใกล้พื้นที่ที่เกิดเหตุ...โอมหักพวงมาลัยเข้าซ้ายมือเพื่อจอดรถตรงข้างทางก่อนจะถึงทางแยกที่มีตำรวจจราจรยืนอยู่นั่น เพราะต่อให้เขาไปต่อเขาก็คงเข้าไปไม่ได้อยู่ดี เขาลงมายืนดูสถานการณ์ว่าพอจะมีทางได้เข้าไปเส้นทางนั้นได้หรือไม่...รถราเริ่มหนาตาขึ้นและชะลอเป็นคอขวดอยู่เต็มถนนเส้นหลัก เพราะข้างหน้ามีเจ้าหน้าที่คอยเปิดทางให้รถวิ่งผ่านเป็นระยะๆ...แล้วเสียงเฮลิคอปเตอร์ก็ดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง เขาเงยหน้ามองตามใบพัดยักษ์ที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวสูงขึ้นๆ นั่น ใจโอมเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะและมีแต่ความสงสัยว่าจะมีใครอยู่บนเฮลิคอปเตอร์นั่นบ้าง จะมีเบญรดาอยู่ด้วยไหม!! ถ้าเธออยู่ด้วยเธอปลอดภัยดีใช่ไหม!!...แต่แล้วโอมก็ทำได้แค่ยืนแหงนมองเฮลิคอปเตอร์ที่ดังสะท้านไปทั้งน่านฟ้าเมืองเชียงใหม่ ก่อนจะค่อยๆ หายลับไปสุดปลายฟ้านั่น แต่







