INICIAR SESIÓN...เบญรดาผู้ไม่เคยกลัวต่อภารกิจเสี่ยงตายเพราะถือว่าตัวเองเกิดมาเพื่อสิ่งนี้แล้ว แต่เรื่องหัวใจกลับเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่สร้างความสับสนให้กับนักรบหญิงคนนี้มากทีเดียว คิดไปคิดมาก็อยากจะหาใครสักคนสำหรับปรึกษาเรื่องหัวใจโดยเฉพาะ แล้วใครล่ะที่จะรับตำแหน่งนี้ให้เธอ
...เมื่อคิดไม่ออกก็ลุกไปยืนหน้ากระจกบานใหญ่ที่สะท้อนให้เห็นตัวเองเต็มร่าง เธอมองใบหน้าของคนที่อยู่ในกระจก แล้วอยู่ๆ ก็นึกถึงภาพตัวเองตอนสวมมงกุฎกล้วยไม้ฟาแลนนอปซิสขึ้นมา นึกถึงตอนที่ถูกเขาชมว่าสวมมงกุฎกล้วยไม้แล้วน่ารัก แล้วเธอก็บอกเขาว่าม๊าของเธอก็บอกว่าเธอน่ารัก (เฮ้ยใช่แล้ว!!! ม๊า!! ม๊าคือคนที่ควรจะเป็นที่ปรึกษาให้เราสิ อื่มต้องม๊าเท่านั้น!!)...เมื่อคิดได้เช่นนั้นเบญรดาก็หันกลับไปนั่งบนเตียงนอนเหมือนเดิม แล้วรีบโทรศัพท์หาผู้เป็นแม่ทันที
“ฮัลโหล ม๊า!!!” ...เธอร้องเรียกหาม๊าทันทีเมื่ออีกฝ่ายรับสาย “เบล เป็นยังไงมั่งลูก!! โอ๊ยม๊าจะขาดใจตายอยู่แล้วรู้มั้ย!! ม๊าจะโทรหาวันละห้าสิบรอบแต่พี่วิทเขาห้ามไว้ บอกว่าเบลสบายดี แล้วเป็นไงมั่งลูก ไหนพี่เขาบอกว่าหนูได้รับบาดเจ็บเหรอ แล้วเป็นอย่างไรบ้าง!! เจ็บมากมั้ยลูก!! ให้ม๊าไปหาได้มั๊ย!! ถ้าได้ม๊าไปพรุ่งนี้เลยนะ!!” ...ผู้เป็นแม่โอคครวญกลับมาเป็นชุด ทั้งรักทั้งเป็นห่วง ทั้งกลัวทั้งระแวง และอยากมาหาลูกสาวคนเล็กใจจะ“ม๊าคะ หนูก็คิดถึงม๊ามากค่ะ ฮือออๆๆ อยากกอดม๊าอ่ะ เรื่องเจ็บน่ะไม่เป็นไรค่ะหนูหายแล้ว แล้วม๊าสบายดีนะคะ!!" “ไม่เลย ไม่สบายสักอย่างทั้งกายและใจเพราะคิดถึงแต่ลูก กลัวลูกจะเป็นอันตราย ใจม๊าเป็นทุกข์ตลอดเพราะไม่ได้เห็นกับตาว่าเบลสบายดี มีแต่คุยฝากพี่วิทไป แล้วนี่เบลปลอดภัยดีใช่มั้ยลูก!!” “ค่ะ หนูปลอดภัยดี เพิ่งย้ายมาอยู่ที่พักใหม่วันนี้เองค่ะ ม๊าไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ แล้วทานข้าวเยอะๆ ล่ะ ถ้ากลับไปแล้วเห็นม๊าผอมลงจะโกรธจริงด้วย!!” ...เธอพยายามกลั้นไม่ให้ร้องไห้แล้วตอบกลับไป แค่เธอได้ยินเสียงผู้หญิงคนนี้เพียงคนเดียวความรู้สึกหลายๆ อย่างก็ประเดประดังเข้ามา ทั้งความรักและคิดถึงที่เธอรู้ว่าในโลกนี้ไม่มีผู้หญิงคนไหนจะรักและห่วงเธอได้มากเท่ากับผู้หญิงคนนี้อีกแล้ว แต่เรื่องนั้นล่ะจะเริ่มปรึกษาอย่างไรดี พี่วิทได้พูดไปบ้างหรือยังนะ “เบล ทำไมเงียบล่ะ!! เป็นอะไรหรือเปล่า!! กินข้าวกินปลาหรือยัง!! หนูต้องระวังตัวให้มากๆ นะ ม๊ายังยืนยันคำเดิมว่าถ้าเบลเป็นอะไรไปล่ะก็ ม๊าจะฆ่าตัวตายตามเลยนะ เพราะฉะนั้นถ้าไม่อยากให้ม๊าตายก็ต้องดูแลตัวเองดีๆ เข้าใจมั๊ย!!!” “ค่ะ หนูสัญญาค่ะว่าจะระวังตัวให้ดี และจะไม่ยอมเป็นอะไรง่ายๆ ม๊าก็เหมือนกันนะคะ ดูแลตัวเองดีๆ กินเยอะๆ จะได้มีแรงไว้รอหนูกลับไป เราจะได้กอดกันแน่นๆ ไงคะ!!” ...เบญรดาคุยกลับไปอย่างเป็นห่วงและคิดถึงผู้เป็นแม่มาก แต่ขณะเดียวกันเธอก็พยายามคิดว่าจะตีโค้งอย่างไรให้เข้าประเด็นที่ตั้งใจจะปรึกษา “เอ๊ะแล้วป๊าบอกม๊าว่าท่านผอบอตอรอบอกว่าถ้าลูกได้ข้อมูลพ่อเลี้ยงอะไรนั่นน่ะบางส่วนแล้วก็จะให้กลับมาก่อนไม่ใช่เหรอ!!” “ใช่ค่ะ แต่ถ้าจังหวะดีได้เจอพ่อเลี้ยงขณะกระทำผิดล่ะก็ ท่านผอบอตอรอให้หนูกับทีมเข้าชาร์จพ่อเลี้ยงได้เลยค่ะ เอ่อม๊าคะ!! หนูมีเรื่องจะปรึกษาค่ะ” “โอ๊ยยย!!! ตายๆๆ จะปรึกษางานเหรอ!! ทำไมไม่ปรึกษาป๊าล่ะ ม๊าจะเอาอะไรมาให้คำปรึกษาได้ล่ะถ้าเกี่ยวกับงาน” “มะ มะ ไม่ใช่ค่ะ ม๊าๆๆ ชู้ววว!! ม๊าอย่าพูดดังสิ ป๊าอยู่แถวนั้นหรือเปล่า คือเรื่องที่หนูจะปรึกษานี่ไม่เกี่ยวกับงานค่ะ และยังไม่อยากให้ป๊ารู้ด้วย งั้นหนูถามม๊าก่อนว่าพี่วิทมาพูดอะไรให้ม๊าฟังบ้างหรือยังคะ!!” “ตาวิทเหรอ!! เอ๊..ก็มาพูดให้ม๊าฟังทุกวันว่าเบลสบายดี และพักอยู่บ้านคุณโอม แล้วที่ม๊าอดทนและพยายามห้ามใจไม่ให้คิดมากเรื่องเบลก็เพราะตาวิทบอกว่าเบลอยู่กับคุณโอมนี่แหละ ม๊าเลยโล่งใจลงหน่อย แล้วคุณโอมเป็นอย่างไรบ้างลูก เขาใจดีมั้ย!! เขาดูแลลูกสาวม๊าดีหรือเปล่า!!” “โหยยย!! ดีมากค่ะม๊า เกือบจะดีเกินไปเสียด้วยซ้ำล่ะมั้ง หนูถึงจะปรึกษาม๊าไงคะ ว่าถ้าเขาจะ เอ่อออ...เอ้ยย!! ไม่ใช่ๆ!! ถ้าหนูจะ เอ่ออ...เอ้ยยย!! ไม่ใช่!! คือออ...ว่า เอ่ออ...ถ้าหนูกับเขา จะ..จะ..เอ่ออ...!!” “เอ๊ะ แปลกๆ นะเบล มีอะไรหรือเปล่าไหนบอกม๊าสิ!!” ...เบญรดาเพิ่งรู้ตัวว่าเมื่อสักครู่มีความตื่นเต้นที่จะปรึกษา แต่พอเอาเข้าจริงๆ แล้วทำไมปากถึงอ้าไม่ออก มันหวั่นๆ สั่นๆ และอายที่จะบอกออกไป ยิ่งตอนนี้เริ่มมีเหงื่อซึมบริเวณไรผมตรงหน้าผากด้วย แถมหัวใจก็เต้นเร็วอีกต่างหาก ทำไมการพูดมันถึงยากกว่าถอดสลักลูกระเบิดอีกนะ “เอ่อหนูอยากรู้ว่าตอนป๊า เอ่อ...จีบม๊าอ่ะค่ะ คือออ...มันเป็นยังไงเหรอคะ!!” ...เบญรดารู้ว่าตัวเองเสียท่าไม่กล้าบอกเลยได้แต่แกล้งถามอ้อมๆ ไปเรื่อย เพราะอยู่ๆ ปากก็หนักเสียเฉยๆ “เอ๊ะ!! อะไรของลูกน่ะเบล!! ทำไมถามแบบนี้ล่ะ!! ทำไมอยู่ๆ ถึงถามเรื่องนี้ล่ะลูก!!” ...ผู้เป็นแม่รู้สึกแปลกใจกับคำถามลูกสาว “อ้อเอ่ออ มะ..ไม่มีอะไรค่ะ!! เบลคงคิดถึงป๊ากับม๊ามากไปหน่อยมั้งคะ เลยนึกถึงตอนป๊ากับม๊าอยู่กับหนู ก็เลยนึกอยากรู้ตอนจีบกันใหม่ๆ น่ะค่ะ แหะๆๆ” ...หนูเบลแถสีข้างถลอกไปเรื่อย หวังจะตั้งหลักใหม่ เพื่อจึงโยงกลับมาประเด็นที่ตัวเองอยากปรึกษา “นี่เบล ม๊าว่าลูกพูดปัดไปแกว่งมาชอบกลๆ นะ หรือว่า...!!! เบล!! อย่าบอกนะว่า....!!” ...ขณะผู้เป็นแม่กำลังจะพูดต่อโดยคาดเดาว่าลูกสาวอาจกำลังมีความรักหรือไม่นั้น ก็มีสายเรียกเข้าจากฝั่งเบญรดาดังแทรกกขึ้นมาเสียก่อน “ม๊า ม๊า...เดี๋ยวค่ะ!! หนูต้องวางสายก่อนนะคะ มีสายซ้อนเข้ามาค่ะ อาจมีเรื่องด่วนค่ะม๊า แล้วหนูจะโทรกลับมาใหม่นะคะ แค่นี้ก่อนนะคะ” ...เธอพูดตัดบทรัวๆ แล้วรีบกดรับสายที่เรียกซ้อนเข้ามาทันที “ฮัลโหลสวัสดีค่ะ ว่าอย่างไรคะพี่!!” “ฮัลโหลหมวดครับ ท่าจะงานเข้าแล้วล่ะครับ เมื่อกี้ผมส่งลูกน้องไปสังเกตการณ์ตอนหมวดเช็คอิน ลูกน้องโทรมาบอกว่าเห็นชายสองคนท่าทางมีพิรุธเดินวนเวียนอยู่หน้าอพาร์ทเม้นท์มันขับรถตามรถคุณผู้ชายที่มาส่งหมวดมาน่ะครับ ผมเลยโทรรายงานท่านผอบอตอรอแล้วครับ ท่านบอกให้หมวดรีบโทรหาท่านตอนนี้เลยครับ” ...เมื่อสายลับของท่าน ผบ.ตร. รายงานกับเธอจบ เบญรดาก็คิดทันทีว่านี่คงจะเป็นผลมาจากการที่ให้เขามาส่ง ....................
...สายอีกวันรถยนต์ส่วนบุคคลเจ็ดที่นั่งของโอมก็มาจอดตรงหน้าอาคารราชการในเมือง โอมในชุดสไตล์การแต่งกายที่คุ้นเคยยืนอยู่กับเบญรดาในชุดเสื้อยืดสีขาวสะอาดกางเกงยีนส์สีเข้ม โอมมองหน้าเบญรดาแล้วยิ้ม“พร้อมยัง!!”“มาขนาดนี้แล้วถ้าไม่พร้อมนี่เสียฟอร์มแย่สิ หึหึ”“ดีมาก งั้นไป”...ว่าแล้วโอมก็จูงมือเบญรดาเดินเข้าไปยังสำนักงานราชการเพื่อทำการจดทะเบียนสมรสตามที่ได้ตกลงกันไว้เมื่อคืน และเขาก็โทรไปคุยกับท่านนายพลและคุณปรียารวมทั้งวิทเรียบร้อยแล้วด้วย หลังจากคุยกับฝั่งเบญรดาแล้วเขาก็โทรบอกพ่อกับแม่เขาเองด้วยแล้วเล่าทุกอย่างให้ฟังคร่าวๆ เมื่อผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายไม่มีปัญหาเขาก็พาเธอมาจดทะเบียนเลยในวันนี้...ทุกอย่างเป็นไปตามข้อตกลงและยินยอมของเธอกับเขาและผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย นั่นคือจะไม่มีการจัดงานแต่งงานหรืองานเลี้ยงใดๆ เพราะให้เกียรติตำแหน่งและหน้าที่ของเบญรดาที่ยังคงอยู่แบบไร้ตัวตนตามที่เธอร้องขอ...โอมที่วันนี้สีหน้าเปลี่ยนเป็นคนละคนกับวันก่อนๆ หัวใจเขาได้รับการซ่อมแซมแล้วตั้งแต่เมื่อคืนซึ่งถือว่าเขายังโชคดีที่เบญรดากลับมาทันเวลา เพราะไม่อย่างนั้นเขาอาจหลับไม่ตื่นไปแล้วจากการรอเธออย่างไม่มีจุดหมาย...
“มีวันนึงพี่วิทไปทำงานแล้วโดนตามค่ะ พี่วินก็โดนตาม ดีที่ไหวตัวทันเลยย้ายกันไปอยู่บ้านอีกหลังแล้วทำงานอยู่ที่บ้านค่ะ แล้วก็เปลี่ยนซิมใหม่กันหมดเพราะป๊ายื่นเรื่องไปที่ตำรวจไซเบอร์จนได้รู้ว่ามันตามจากเบอร์โทรค่ะ ส่วนที่พี่วิทไม่ติดต่อกลับหาคุณเพราะ เอ่อ...”“เพราะอะไร!!”“เอ่อ..คือ เพราะป๊าถามฉันว่าถ้ายังเสี่ยงอยู่แบบนี้แล้วจะยังอยากกลับมาหาคุณไหม ตอนนั้นฉันนอนหยอดข้าวต้มอยู่แล้วคิดว่าถ้าฉันเลือกเส้นทางนี้แล้วและตอนนี้ก็เจ็บสาหัสยิ่งอนาคตก็ยิ่งบอกไม่ได้ว่าจะตายหรือจะรอด ฉันเลยบอกป๊าว่าไม่ขอไปต่อกับคุณแล้วค่ะ ป๊าเลยบอกพี่วิทว่าถ้าฉันเลือกแบบนั้นก็ให้พี่วิทหยุดคุยเรื่องฉันกับคุณไปเลย แค่ให้คนที่บริษัทดำเนินการเรื่องงานไปตามปกติ และรอดูสถานการณ์ดีขึ้นเมื่อไหร่พี่วิทค่อยกลับมาคุยงานกับคุณเหมือนเดิม ป๊าบอกว่าให้ความเงียบค่อยๆ บอกคุณเอง เอ่อคุณอย่าโกรธป๊านะคะ ถ้าจะโกรธก็โกรธฉันนี่” ...โอมยิ่งฟังก็ยิ่งคิดว่านี่คือรายละเอียดสำคัญทั้งนั้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเขาตอนนี้คือนี่ไม่ใช่หรือคือปาฏิหาริย์ที่เขาร้องขอทุกวันทุกคืนทั้งๆ ที่เธอตัดเขาไปแล้ว แต่แล้วเธอก็กลับมา เขาค่อยๆ เลื่อนมือข้างหนึ่งไป
...เขาหลับลึกจนฝันเห็นเบญรดาอยู่บ่อยครับ และครั้งนี้ก็เช่นกันที่เขากำลังฝันว่าเธอมาหามาดูแลเขา มาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบโดยเธอมานั่งตรงริมขอบที่นอนแล้วยกฝ่ามือขึ้นแตะหน้าผากเขาเพื่อจะดูว่าความร้อนจากอาการไข้ได้ลงลงหรือยัง...ในฝันนั้นเขาเห็นว่าขณะเธอกำลังใช้มืออังหน้าผากเขาอยู่นั้น และเขาก็กลัวว่าเธอจะดึงมือกลับเขาเลยรีบคว้ามือนั้นเอาไว้เพราะไม่อยากให้เธอจากเขาไปอีก“น้องเบล!!!”...โอมเผลอเรียกชื่อนั้นออกมาพร้อมร่างที่สะท้านตัวขึ้นตามความกลัวว่าเธอจะหายไป จนเมื่อลืมตาขึ้นถึงได้รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นแค่ความฝัน...แต่ความฝันทำไมเหมือนจริงเสียเหลือเกิน เพราะขนาดรู้สึกตัวแล้วก็ยังรู้สึกว่ามือเขากำลังกุมมือใครอยู่“เป็นอย่างไรบ้างคะ!! พี่แสงดาวบอกว่าคุณไม่สบายเลยกินยาแล้วนอน ตอนนี้ดีขึ้นหรือยัง!!”...น้ำเสียงที่คุ้นเคยนั้นถามเขา แต่เพราะโอมยังตกอยู่ในความงุนงงว่านี่คือความฝันหรือความจริง เขามองผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างเขาตอนนี้ เธอสวมเสื้อเชิ้ดรัดรูปสีฟ้าอ่อนและกางเกงผ้าสีดำ และหน้าตาท่าทางเธอคนนี้ก็เหมือนคนที่จากเขาไปแล้วทุกกระเบียดนิ้ว...โอมรู้สึกลำคอตีบตันขึ้นมาอีกแล้วเพราะคิดว่ามีแต่คนใจ
...จากหนึ่งวันเป็นสามวัน จากสามวันเป็นอาทิตย์ จากอาทิตย์ก็ผ่านไปเป็นเดือน จนวันเวลาล่วงเลยเข้าเดือนที่สาม...ชายหนุ่มที่ชื่ออภิภัทร์หรือโอมยังคงใช้ชีวิตปกติกับธุรกิจฟาร์มกล้วยไม้กลางดอยแม่แจ่ม และนับวันก็ยิ่งมีหน่วยงานต่างๆ ได้ติดต่อเข้ามายังบริษัทขนาดกลางของเขาเพื่อขอเป็นคู่ค้าบ้างและสั่งจองดอกกล้วยไม้จากฟาร์มเพื่อประดับตกแต่งรองรับงานต่างๆ มากมายจนแต่ละเดือนมียอดขายพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ายินดี...และแม้ว่ากิจการจะเติบโตและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนได้มากมาย แต่ผู้เป็นเจ้าของกิจการกลับไม่มีความสุขจากธุรกิจที่เติบโตขึ้นเลย จากชายหนุ่มบุคลิกดีหน้าตาดีจนเป็นที่แอบถูกใจของสาวๆ มากมายและจิตใจที่เคยแข็งแกร่งแต่โอบอ้อมอารี ...กลายเป็นตอนนี้ผู้ชายที่ชื่อโอมซูบผอมลงมาก หน้าตาก็ดูเคร่งเครียดตลอดเวลาไม่ค่อยพูดค่อยจาเหมือนเมื่อก่อน และน้อยครั้งมากที่เขาจะแสดงตัวต่อสังคมหรือที่ไหนๆ ก็ตาม เพราะงานทุกอย่างสามารถสั่งการผ่านผู้จัดการและอินตาได้ เขาจึงมีโลกส่วนตัวที่ส่วนใหญ่จะอยู่แค่บ้านพักริมหน้าผากับกระท่อมปีกไม้กลางสวนกล้วยไม้เท่านั้น...แม้แต่อัญชิกาเองเขาก็เลือกที่บล็อคเบอร์เธอและบอกให้ผู้จัดการในบริษัท
...และแล้วเวลาก็ผ่านไปอีกหนึ่งวันเต็มๆ ที่โอมไม่สามารถทำอะไรได้เลย เขาอยากจะติดต่อคนโน้นคนนี้เพื่อตะล่อมถามก็เกรงว่าจะเป็นการเปิดเผยสถานะของเบญรดาออกไป เขาจึงตกอยู่ในภาวะเครียดอย่างหนัก...ขณะที่เขานั่งเคร่งเครียดอยู่ในห้องนั่งเล่นซึ่งแยกส่วนมาจากห้องโถงนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เขารีบหยิบมาดูก็เห็นว่าเป็นเบอร์ที่ไม่คุ้นเคยแต่ก็รีบกดรับเพราะหวังว่าจะมีข่าวเบญรดา“ฮัลโหล สวัสดีครับคุณโอม ผมชื่อศิรวัฒน์นะครับ”“ฮัลโหล ครับสวัสดีครับ”“คือคุณวีรวิทย์เจ้านายของผมมอบหมายให้ผมเป็นคนติดต่อประสานงานเรื่องกล้วยไม้กับคุณตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปนะครับ”...คำพูดจากคนที่โทรมาทำให้โอมแปลกใจ“อ้าวแล้วคุณวิทล่ะครับ ผมพยายามโทรติดต่อ แต่ติดต่อไม่ได้เลย ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าครับ”...โอมรีบถามกลับอย่างร้อนใจ เพราะนี่คงเป็นความหวังเดียวที่เขาจะได้รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น“คุณวีรวิทย์ลางานยาวเลยครับ ลาแบบไม่มีกำหนดและไม่ได้บอกไว้ครับว่าลาทำไม ลาไปไหน บอกอย่างเดียวว่าลาแบบไม่มีกำหนดเพราะมีเรื่องสำคัญมากต้องจัดการ และฝากบอกคุณว่าช่วงนี้ยังไม่ต้องไปที่บ้านนะครับเพราะตอนนี้ไม่มีใครอยู่เลย เลยเกรง
...โอมขับรถมาตามถนนสายหลักจนมาถึงทางแยกเข้าสู่ถนนเป้าหมายเพื่อไปยังโกดังพ่อเลี้ยงทรงพล แต่ข้างหน้าเขาเห็นตำรวจจราจรหลายนายคอยโบกมือส่งสัญญาณห้ามรถเลี้ยวเข้าถนนเส้นนั้น และทำการโบกมือส่งสัญญาณให้รถเบี่ยงไปทางอื่น...นี่คือช่วงเวลาเคลียร์พื้นที่ เจ้าหน้าที่จึงต้องคอยกันไม่ให้ประชาชนเข้าไปใกล้พื้นที่ที่เกิดเหตุ...โอมหักพวงมาลัยเข้าซ้ายมือเพื่อจอดรถตรงข้างทางก่อนจะถึงทางแยกที่มีตำรวจจราจรยืนอยู่นั่น เพราะต่อให้เขาไปต่อเขาก็คงเข้าไปไม่ได้อยู่ดี เขาลงมายืนดูสถานการณ์ว่าพอจะมีทางได้เข้าไปเส้นทางนั้นได้หรือไม่...รถราเริ่มหนาตาขึ้นและชะลอเป็นคอขวดอยู่เต็มถนนเส้นหลัก เพราะข้างหน้ามีเจ้าหน้าที่คอยเปิดทางให้รถวิ่งผ่านเป็นระยะๆ...แล้วเสียงเฮลิคอปเตอร์ก็ดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง เขาเงยหน้ามองตามใบพัดยักษ์ที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวสูงขึ้นๆ นั่น ใจโอมเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะและมีแต่ความสงสัยว่าจะมีใครอยู่บนเฮลิคอปเตอร์นั่นบ้าง จะมีเบญรดาอยู่ด้วยไหม!! ถ้าเธออยู่ด้วยเธอปลอดภัยดีใช่ไหม!!...แต่แล้วโอมก็ทำได้แค่ยืนแหงนมองเฮลิคอปเตอร์ที่ดังสะท้านไปทั้งน่านฟ้าเมืองเชียงใหม่ ก่อนจะค่อยๆ หายลับไปสุดปลายฟ้านั่น แต่






![พี่รหัสจอมซึนอ้อนรักหวานใจยัยซูเปอร์โมเดล [ nc 20+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)
