LOGIN...บ่ายวันต่อมา โอมขับรถกระบะมาส่งเบญรดาที่อพาร์ตเม้นท์ใหม่อยู่ใจกลางเมืองซึ่งถือว่าสะดวกในหลายๆ อย่าง
...ห้องพักเธออยู่ชั้นสองถูกตระเตรียมไว้หมดทุกอย่างแล้วจนเบญรดาไม่ต้องจัดการอะไรเพิ่ม ยิ่งเธอเป็นคนเรียบง่าย ข้าวของเครื่องใช้ไม่เคยยึดติดเพราะถูกฝึกให้มีความพร้อมในการเคลื่อนย้ายตลอดเวลา ในห้องพักจึงมีแค่ตู้เสื้อผ้า เตียงนอน และโต๊ะเก้าที่มีประจำอยู่แล้ว กับตู้เย็นขนาดเล็ก “เดี๋ยวพี่จะเข้าไปเซ็นเอกสารที่ออฟฟิศเสียหน่อย ไปกับพี่มั๊ย!!” ...โอมถามเบ็ญรดา ขณะที่เธอรื้อกระเป๋าเป้เพื่อนำเสื้อผ้าและคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คออกมา “ไม่ดีกว่าค่ะ ขอดูงานก่อนนะคะ ขอบคุณมากจริงๆ สำหรับการช่วยเหลือทุกๆ อย่าง ถ้ามีอะไรที่คิดว่าฉันพอช่วยได้ล่ะก็ บอกมาได้เลยนะคะ ฉันยินดีค่ะ” ...เธอนั่งพูดอยู่บนทีนอนซึ่งเป็นเตียงขนาดกลาง โอมฟังก็รู้ว่าน้ำเสียงที่พูดนั้นจริงใจแค่ไหน “มีสิ เรื่องที่จะให้เบลช่วยมีแน่นอน” ...โอมพูดแล้วก้มมองคนที่กำลังลังหยิบโน่นหยิบนี่ออกจากกระเป๋าเป้ จนเบญรดาเงยหน้าขึ้นมองเพื่อจะฟังต่อ “ช่วยเป็นเจ้าสาวให้พี่ไง อาทิตย์หน้าพี่จะลงกรุงเทพ และว่าจะไปแสดงตัวกับว่าที่พ่อตาแม่ยายเสียหน่อยด้วย หึหึ” ...เขาพูดพร้อมกับส่งสายตาที่มีความหมายลึกซึ้งจนคนฟังอึ้งทำหน้าไม่ถูก “อึ้งไปเลยเหรอ ก็ตามที่อึ้งนั่นล่ะ หึหึ โอเค..พี่จะรีบดูงานให้เสร็จแล้วจะกลับมารับไปทานข้าวกันที่บ้านพ่อกับแม่พี่นะ” ...พูดจบโอมโน้มตัวลงจุมพิตหน้าผากเนียนๆ ของเบญดราที่ยังเงยหน้าและอึ้งค้างอยู่หนึ่งจูบเต็มๆ ...เขาเดินออกไปแล้ว แต่เธอยังนิ่งอยู่ในท่าเดิมไม่ไหวติง ในหัวสมองเหมือนจะมีเรื่องเข้ามาให้คิดเพิ่มจากสิ่งที่เขาพูด ...เธอคิดว่าถ้าหากป๊ากับม๊ารู้เรื่องระหว่างเธอกับเขาแล้ว แล้วป๊ากับม๊าจะว่าอย่างไร ป๊าจะยอมมั้ยเพราะเธอเพิ่งจะกลับจากการฝึกรบพิเศษ และนี่ก็เป็นงานแรกที่ได้แสดงฝีมือ และกับอายุในวัยเบญจเพสที่รู้สึกยังน้อยไปกับการคิดเรื่องแบบนี้ ที่สำคัญคำปณิธานในพิธีรับตราเกียรติยศตอนฝึกจบมันค้ำคออยู่ จนรู้สึกตื้อๆ ตันๆ อย่างไรชอบกล ...แม้เธอเองจะรู้สึกดีกับเขาหลังจากได้เรียนรู้บทรักที่เขามอบให้เพราะไม่เคยมีใครทำให้รู้สึกแบบนี้มาก่อน แต่หากต้องเบียดกับหน้าที่และทำให้ป๊าต้องผิดหวัง แล้วจะเลือกอะไร!!...เบญรดายังคงนั่งนิ่งไม่เคลื่อนไหว แต่ภายในใจกลับสับสับวุ่นวายเมื่อกลายเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
.......................สายอีกวันรถยนต์ส่วนบุคคลเจ็ดที่นั่งของโอมก็มาจอดตรงหน้าอาคารราชการในเมือง โอมในชุดสไตล์การแต่งกายที่คุ้นเคยยืนอยู่กับเบญรดาในชุดเสื้อยืดสีขาวสะอาดกางเกงยีนส์สีเข้ม โอมมองหน้าเบญรดาแล้วยิ้ม“พร้อมยัง!!”“มาขนาดนี้แล้วถ้าไม่พร้อมนี่เสียฟอร์มแย่สิ หึหึ”“ดีมาก งั้นไป”...ว่าแล้วโอมก็จูงมือเบญรดาเดินเข้าไปยังสำนักงานราชการเพื่อทำการจดทะเบียนสมรสตามที่ได้ตกลงกันไว้เมื่อคืน และเขาก็โทรไปคุยกับท่านนายพลและคุณปรียารวมทั้งวิทเรียบร้อยแล้วด้วย หลังจากคุยกับฝั่งเบญรดาแล้วเขาก็โทรบอกพ่อกับแม่เขาเองด้วยแล้วเล่าทุกอย่างให้ฟังคร่าวๆ เมื่อผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายไม่มีปัญหาเขาก็พาเธอมาจดทะเบียนเลยในวันนี้...ทุกอย่างเป็นไปตามข้อตกลงและยินยอมของเธอกับเขาและผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย นั่นคือจะไม่มีการจัดงานแต่งงานหรืองานเลี้ยงใดๆ เพราะให้เกียรติตำแหน่งและหน้าที่ของเบญรดาที่ยังคงอยู่แบบไร้ตัวตนตามที่เธอร้องขอ...โอมที่วันนี้สีหน้าเปลี่ยนเป็นคนละคนกับวันก่อนๆ หัวใจเขาได้รับการซ่อมแซมแล้วตั้งแต่เมื่อคืนซึ่งถือว่าเขายังโชคดีที่เบญรดากลับมาทันเวลา เพราะไม่อย่างนั้นเขาอาจหลับไม่ตื่นไปแล้วจากการรอเธออย่างไม่มีจุดหมาย...
“มีวันนึงพี่วิทไปทำงานแล้วโดนตามค่ะ พี่วินก็โดนตาม ดีที่ไหวตัวทันเลยย้ายกันไปอยู่บ้านอีกหลังแล้วทำงานอยู่ที่บ้านค่ะ แล้วก็เปลี่ยนซิมใหม่กันหมดเพราะป๊ายื่นเรื่องไปที่ตำรวจไซเบอร์จนได้รู้ว่ามันตามจากเบอร์โทรค่ะ ส่วนที่พี่วิทไม่ติดต่อกลับหาคุณเพราะ เอ่อ...”“เพราะอะไร!!”“เอ่อ..คือ เพราะป๊าถามฉันว่าถ้ายังเสี่ยงอยู่แบบนี้แล้วจะยังอยากกลับมาหาคุณไหม ตอนนั้นฉันนอนหยอดข้าวต้มอยู่แล้วคิดว่าถ้าฉันเลือกเส้นทางนี้แล้วและตอนนี้ก็เจ็บสาหัสยิ่งอนาคตก็ยิ่งบอกไม่ได้ว่าจะตายหรือจะรอด ฉันเลยบอกป๊าว่าไม่ขอไปต่อกับคุณแล้วค่ะ ป๊าเลยบอกพี่วิทว่าถ้าฉันเลือกแบบนั้นก็ให้พี่วิทหยุดคุยเรื่องฉันกับคุณไปเลย แค่ให้คนที่บริษัทดำเนินการเรื่องงานไปตามปกติ และรอดูสถานการณ์ดีขึ้นเมื่อไหร่พี่วิทค่อยกลับมาคุยงานกับคุณเหมือนเดิม ป๊าบอกว่าให้ความเงียบค่อยๆ บอกคุณเอง เอ่อคุณอย่าโกรธป๊านะคะ ถ้าจะโกรธก็โกรธฉันนี่” ...โอมยิ่งฟังก็ยิ่งคิดว่านี่คือรายละเอียดสำคัญทั้งนั้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเขาตอนนี้คือนี่ไม่ใช่หรือคือปาฏิหาริย์ที่เขาร้องขอทุกวันทุกคืนทั้งๆ ที่เธอตัดเขาไปแล้ว แต่แล้วเธอก็กลับมา เขาค่อยๆ เลื่อนมือข้างหนึ่งไป
...เขาหลับลึกจนฝันเห็นเบญรดาอยู่บ่อยครับ และครั้งนี้ก็เช่นกันที่เขากำลังฝันว่าเธอมาหามาดูแลเขา มาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบโดยเธอมานั่งตรงริมขอบที่นอนแล้วยกฝ่ามือขึ้นแตะหน้าผากเขาเพื่อจะดูว่าความร้อนจากอาการไข้ได้ลงลงหรือยัง...ในฝันนั้นเขาเห็นว่าขณะเธอกำลังใช้มืออังหน้าผากเขาอยู่นั้น และเขาก็กลัวว่าเธอจะดึงมือกลับเขาเลยรีบคว้ามือนั้นเอาไว้เพราะไม่อยากให้เธอจากเขาไปอีก“น้องเบล!!!”...โอมเผลอเรียกชื่อนั้นออกมาพร้อมร่างที่สะท้านตัวขึ้นตามความกลัวว่าเธอจะหายไป จนเมื่อลืมตาขึ้นถึงได้รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นแค่ความฝัน...แต่ความฝันทำไมเหมือนจริงเสียเหลือเกิน เพราะขนาดรู้สึกตัวแล้วก็ยังรู้สึกว่ามือเขากำลังกุมมือใครอยู่“เป็นอย่างไรบ้างคะ!! พี่แสงดาวบอกว่าคุณไม่สบายเลยกินยาแล้วนอน ตอนนี้ดีขึ้นหรือยัง!!”...น้ำเสียงที่คุ้นเคยนั้นถามเขา แต่เพราะโอมยังตกอยู่ในความงุนงงว่านี่คือความฝันหรือความจริง เขามองผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างเขาตอนนี้ เธอสวมเสื้อเชิ้ดรัดรูปสีฟ้าอ่อนและกางเกงผ้าสีดำ และหน้าตาท่าทางเธอคนนี้ก็เหมือนคนที่จากเขาไปแล้วทุกกระเบียดนิ้ว...โอมรู้สึกลำคอตีบตันขึ้นมาอีกแล้วเพราะคิดว่ามีแต่คนใจ
...จากหนึ่งวันเป็นสามวัน จากสามวันเป็นอาทิตย์ จากอาทิตย์ก็ผ่านไปเป็นเดือน จนวันเวลาล่วงเลยเข้าเดือนที่สาม...ชายหนุ่มที่ชื่ออภิภัทร์หรือโอมยังคงใช้ชีวิตปกติกับธุรกิจฟาร์มกล้วยไม้กลางดอยแม่แจ่ม และนับวันก็ยิ่งมีหน่วยงานต่างๆ ได้ติดต่อเข้ามายังบริษัทขนาดกลางของเขาเพื่อขอเป็นคู่ค้าบ้างและสั่งจองดอกกล้วยไม้จากฟาร์มเพื่อประดับตกแต่งรองรับงานต่างๆ มากมายจนแต่ละเดือนมียอดขายพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ายินดี...และแม้ว่ากิจการจะเติบโตและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนได้มากมาย แต่ผู้เป็นเจ้าของกิจการกลับไม่มีความสุขจากธุรกิจที่เติบโตขึ้นเลย จากชายหนุ่มบุคลิกดีหน้าตาดีจนเป็นที่แอบถูกใจของสาวๆ มากมายและจิตใจที่เคยแข็งแกร่งแต่โอบอ้อมอารี ...กลายเป็นตอนนี้ผู้ชายที่ชื่อโอมซูบผอมลงมาก หน้าตาก็ดูเคร่งเครียดตลอดเวลาไม่ค่อยพูดค่อยจาเหมือนเมื่อก่อน และน้อยครั้งมากที่เขาจะแสดงตัวต่อสังคมหรือที่ไหนๆ ก็ตาม เพราะงานทุกอย่างสามารถสั่งการผ่านผู้จัดการและอินตาได้ เขาจึงมีโลกส่วนตัวที่ส่วนใหญ่จะอยู่แค่บ้านพักริมหน้าผากับกระท่อมปีกไม้กลางสวนกล้วยไม้เท่านั้น...แม้แต่อัญชิกาเองเขาก็เลือกที่บล็อคเบอร์เธอและบอกให้ผู้จัดการในบริษัท
...และแล้วเวลาก็ผ่านไปอีกหนึ่งวันเต็มๆ ที่โอมไม่สามารถทำอะไรได้เลย เขาอยากจะติดต่อคนโน้นคนนี้เพื่อตะล่อมถามก็เกรงว่าจะเป็นการเปิดเผยสถานะของเบญรดาออกไป เขาจึงตกอยู่ในภาวะเครียดอย่างหนัก...ขณะที่เขานั่งเคร่งเครียดอยู่ในห้องนั่งเล่นซึ่งแยกส่วนมาจากห้องโถงนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เขารีบหยิบมาดูก็เห็นว่าเป็นเบอร์ที่ไม่คุ้นเคยแต่ก็รีบกดรับเพราะหวังว่าจะมีข่าวเบญรดา“ฮัลโหล สวัสดีครับคุณโอม ผมชื่อศิรวัฒน์นะครับ”“ฮัลโหล ครับสวัสดีครับ”“คือคุณวีรวิทย์เจ้านายของผมมอบหมายให้ผมเป็นคนติดต่อประสานงานเรื่องกล้วยไม้กับคุณตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปนะครับ”...คำพูดจากคนที่โทรมาทำให้โอมแปลกใจ“อ้าวแล้วคุณวิทล่ะครับ ผมพยายามโทรติดต่อ แต่ติดต่อไม่ได้เลย ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าครับ”...โอมรีบถามกลับอย่างร้อนใจ เพราะนี่คงเป็นความหวังเดียวที่เขาจะได้รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น“คุณวีรวิทย์ลางานยาวเลยครับ ลาแบบไม่มีกำหนดและไม่ได้บอกไว้ครับว่าลาทำไม ลาไปไหน บอกอย่างเดียวว่าลาแบบไม่มีกำหนดเพราะมีเรื่องสำคัญมากต้องจัดการ และฝากบอกคุณว่าช่วงนี้ยังไม่ต้องไปที่บ้านนะครับเพราะตอนนี้ไม่มีใครอยู่เลย เลยเกรง
...โอมขับรถมาตามถนนสายหลักจนมาถึงทางแยกเข้าสู่ถนนเป้าหมายเพื่อไปยังโกดังพ่อเลี้ยงทรงพล แต่ข้างหน้าเขาเห็นตำรวจจราจรหลายนายคอยโบกมือส่งสัญญาณห้ามรถเลี้ยวเข้าถนนเส้นนั้น และทำการโบกมือส่งสัญญาณให้รถเบี่ยงไปทางอื่น...นี่คือช่วงเวลาเคลียร์พื้นที่ เจ้าหน้าที่จึงต้องคอยกันไม่ให้ประชาชนเข้าไปใกล้พื้นที่ที่เกิดเหตุ...โอมหักพวงมาลัยเข้าซ้ายมือเพื่อจอดรถตรงข้างทางก่อนจะถึงทางแยกที่มีตำรวจจราจรยืนอยู่นั่น เพราะต่อให้เขาไปต่อเขาก็คงเข้าไปไม่ได้อยู่ดี เขาลงมายืนดูสถานการณ์ว่าพอจะมีทางได้เข้าไปเส้นทางนั้นได้หรือไม่...รถราเริ่มหนาตาขึ้นและชะลอเป็นคอขวดอยู่เต็มถนนเส้นหลัก เพราะข้างหน้ามีเจ้าหน้าที่คอยเปิดทางให้รถวิ่งผ่านเป็นระยะๆ...แล้วเสียงเฮลิคอปเตอร์ก็ดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง เขาเงยหน้ามองตามใบพัดยักษ์ที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวสูงขึ้นๆ นั่น ใจโอมเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะและมีแต่ความสงสัยว่าจะมีใครอยู่บนเฮลิคอปเตอร์นั่นบ้าง จะมีเบญรดาอยู่ด้วยไหม!! ถ้าเธออยู่ด้วยเธอปลอดภัยดีใช่ไหม!!...แต่แล้วโอมก็ทำได้แค่ยืนแหงนมองเฮลิคอปเตอร์ที่ดังสะท้านไปทั้งน่านฟ้าเมืองเชียงใหม่ ก่อนจะค่อยๆ หายลับไปสุดปลายฟ้านั่น แต่







