LOGIN...วันนี้วิททำงานถึงตอนเที่ยงแล้วไม่ขอเข้าออฟฟิศในช่วงบ่ายโดยให้อีฟช่วยดูแลงานต่อให้และบอกอีฟว่ามีแขกมาที่บ้านเลยต้องไปเตรียมตัวรับแขก
...ส่วนวินขอแลกเวรกับเพื่อนโดยบอกว่าที่บ้านมีธุระสำคัญจึงเป็นอันฝากงานได้ลงตัว
ส่วนนายพลตฤณกับคุณปรียาและพรแม่บ้านที่จ้างมาช่วยงานอยู่บ่อยครั้งกำลังง่วนกับการทำกับข้าวและขนมต่างๆ หลายอย่าง...เมื่อลูกชายทั้งสองกลับถึงบ้าน ทุกคนก็ช่วยกันจัดการโน่นนี่นั่นตามที่ตัวเองจะทำได้
ทุกคนตื่นเต้นดีใจเพราะบ่ายสามโมงครึ่งของวันนี้มีเครื่องบินไฟล์ทพิเศษที่จะนำบุคคลสำคัญของครอบครัวกลับมาให้ชื่นชมและยินดีกับความสำเร็จสมกับที่รอคอยกันตั้งแปดเดือน “เออๆ แขวนตรงนั้นแหละแล้วแกไปเอาฟ็อกกี้ใส่น้ำมาฉีดให้มันดูฉ่ำๆ หน่อย” ...วิทบอกวินน้องชายหลังจากย้ายกระถางกล้วยไม้แบบแขวนที่คุณโอมนำมาฝาก นำมาแขวนโชว์ยังกิ่งไม้ใกล้ๆ โต๊ะอาหารซึ่งถูกจัดขึ้นเป็นพิเศษตรงลานหลังบ้าน “ดอกกล้วยไม้นี่โคตรทนเลยนะพี่วิท ดูสิจะสองอาทิตย์แล้วนะเนี่ยที่คุณโอมเอามาให้ แต่ดอกยังสวยสดเต่งตึงอยู่เลย” ...วินฉีดฟ็อกกี้ไปพูดไปแล้วมองกล้วยไม้แต่ละกระถางแบบไม่อยากละสายตา “ใช่แล้ว!! เพราะมันบานทนทานอย่างงี้ไงพี่ถึงชอบมากและคิดว่าตลาดที่เราจะส่งไปต้องชอบมากด้วย คุณโอมนี่เก่งจริงๆ นะนี่เขาชวนพี่ขึ้นไปพักที่ฟาร์มกล้วยไม้เขาด้วยนะบอกว่าบรรยากาศดีมาก บ้านเขาตั้งอยู่ริมหน้าผามีระเบียงมองออกไปเห็นภูเขาสลับซับซ้อน โอ๊ยแค่นึกภาพก็รู้แล้วว่าต้องสวยมาก!!” “ว้าวววว!!! จริงเหรอพี่!! นี่ๆๆ ถ้าพี่จะไปเมื่อไหร่ต้องมีผมไปด้วยนะ ห้ามไปคนเดียวหรือไปสองต่อสองกับสาวอีฟคนสวยนั่นเด็ดขาด พี่ต้องบอกผมล่วงหน้านะผมจะได้ลางานถูก โอ้โหแค่นึกภาพตามก็เห็นความสวยมาเลย ฮ่าๆๆๆ นั่งจิบเบียร์วุ้นเย็นๆ ตรงระเบียงแล้วได้ชมวิวที่มองได้ไกลสุดหูสุดตา อั้ยยะ!!! แค่คิดก็เคลิ้มแล้วตกลงให้เค้าไปด้วยนะตัวเอง!! นะนะนะ!!”“ฮ่าๆๆๆๆ”
...วินแสร้งทำเสียงอ้อนเป็นสาวประเภทสองจนวิทพี่ชายถึงกับหัวเราะก้ากออกมา ...เมื่อเวลาสี่โมงกว่ามาถึง เสียงกริ่งจากประตูรั้วหน้าบ้านดังขึ้น สองพี่น้องหันมามองหน้าตาเบิกกว้างแล้วรีบวางข้าวของทุกอย่างที่ถืออยู่เพื่อจะวิ่งแข่งกันไปยังประตู้รั้วหน้าบ้านซึ่งมีรถแท็กซี่มาจอดอยู่หน้าประตู...สองพี่น้องใจเต้นโครมครามและตื่นเต้นที่จะได้จับมือและกอดคอกับบุคคลสำคัญที่เพิ่งผ่านการฝึกหน่วยรบพิเศษจากประเทศอังกฤษ
“พ่อค้าบบ!! แม่ค้าบบบ!! ไอ้เบลมาแล้วค้าบบบ!!” ...วิทตะโกนบอกพ่อกับแม่ในระหว่างทางที่วิ่งออกไป ...นายพลกับคุณปรียาได้ยินเสียงตะโกนบอกของลูกชายก็รีบวางทุกอย่างลงทันทีแล้วรีบเดินออกจากครัวแล้วเดินอย่างเร่งรีบตรงไปยังประตูรั้วบ้านเช่นกัน ...และด้วยความตื่นเต้นดีใจเกินเหตุนั่นทำให้คุณปรียาเดินไปได้แค่ครึ่งทางก็เกิดอาการแข้งขาอ่อนแรงจนต้องพาตัวเองมาทรุดนั่งลงบนเก้าอี้โซฟากลางบ้าน เพราะความดีใจที่ล้นออกมาจนทำให้ก้าวขาไม่ออก น้ำตาซึมออกมาเพราะคนที่เป็นห่วงสุดในชีวิตได้กลับมาบ้านแล้ว .................... ...ร่างโปร่งบางด้วยความสูง 170 เซนติเมตร ในชุดวอร์มสีน้ำเงินดูซูบผิดหูผิดตายืนสวมแว่นกันแดดสีดำสวมหมวกแก็บสีดำสะพายกระเป๋าเป้ใบใหญ่เทอะทะอยู่หน้าประตูรั้วด้านนอกนั้น กำลังรอคนมาเปิดประตูรั้วให้หลังจากลงจากรถแท็กซี่ซึ่งนั่งมาจากสนามบิน...เพราะคำสั่งตามกฎของผู้ฝึกหน่วยรบพิเศษรุ่นนี้ต้องทำตัวไม่ให้เป็นเป้าสายตาและไม่ต้องการให้สื่อมวลชนทราบว่าวันนี้มีบุคคลเก่งกาจถึงหกคนที่กลับมาจากการฝึกรบที่ประเทศอังกฤษ จึงให้ทำตัวเป็นปกติเหมือนบุคคลทั่วไปและห้ามญาติไปรอรับที่สนามบินเด็ดขาด
“พี่วิท!!! พี่วิน!!!” ...เบญรดาเรียกชื่อพี่ชายทั้งสองตั้งแต่สองคนนั้นยังกึ่งวิ่งกึ่งเดินไปได้ครึ่งทาง และเมื่อวินเลื่อนประตูรั้วบานใหญ่ออก “ไอ้เบล!!!! เฮ้ยยยย!!! โหหห!!! นี่แกเหรอเนี่ยยยย!! มาๆ กอดเว้ย!!” ...วินร้องทักน้องสาวได้แค่นั้นแล้วต่างคนต่างพุ่งเข้าสวมกอดกันประหนึ่งว่าไม่ได้เจอกันเป็นสิบปี ...วิทพี่ชายคนโตยืนมองเบญรดาแล้วตกใจจนปากอ้าตาโตเพราะสภาพที่เปลี่ยนไปอย่างแปลกตาที่แม้ว่าแม่จะบอกให้ทำใจไว้ก่อนแล้ว แต่เมื่อเห็นสภาพจริงๆ ของน้องสาวก็ถึงกับตะลึงอึ้งสตั๊นไปเลย เพราะไม่เหลือเค้าความสวยคมคายอยู่เลย “พี่วิท!!! ทำไมมองหนูแบบนั้นล่ะ!! ฮืออๆๆๆ กอดหน่อยจิคิดถึงอ่า!!” ...เบลทักทายด้วยเสียงออดอ้อนกับพี่ชายคนโตแล้วทำท่ากระทืบเท้าเหมือนตอนเป็นเด็กเพราะไม่พอใจสายตาที่พี่คนโตมองมาเหมือนเธอเป็นตัวประหลาด ...เสียงกระเง้ากระงอดของน้องสาวทำให้วิทรีบอ้าแขนกอดรับคนที่พุ่งเข้ามาทันที “โอ๊ยยย!! ตายๆ ไม่อยากเชื่อเลยว่ะว่าเป็นไอ้เบลสาวห้าวเมื่อวันก่อน ทำไมดำเขรอะแบบนี้ล่ะวะ!! ใช่ตัวจริงหรือเปล่าเนี่ย!! หรือใครปลอมตัวมาป่ะวะ!!” ...วิทแกล้งพูดเหย้าน้องสาวแต่อ้อมแขนของเขาก็เต็มไปด้วยความอบอุ่นและความคิดถึงและความรักที่ยังคงมีให้น้องคนนี้อย่างสุดหัวใจ “เบลเอ้ย!! มาแล้วเหรอลูก!!” ...เสียงนายพลตฤณผู้เป็นพ่อร้องทักมาจากด้านหลังของวิน “ป๊า!!!! ฮืออออๆๆๆๆๆๆ ป๊า!!!!” ...เบญรดาร้องเรียกผู้เป็นพ่อพร้อมกับรีบปลดเป้ออกจากแผ่นหลังแล้วปรี่เข้าไปกอดนายพลผู้เป็นพ่อทันที ความดีใจไหลล้นเอ่อออกมาเป็นน้ำตา “เก่งมากลูกป๊า เยี่ยมที่สุด!!” ...นายพลชมลูกสาวพร้อมกับกอดแล้วลูบศีรษะด้วยความคิดถึง “ม๊าล่ะป๊า!!” ...เบลรีบถามหาผู้เป็นแม่เมื่อไม่เห็นว่าออกมา “โอ๊ยขานั้นน่ะแฟนคลับเลยนะปลื้มหนักมากจนเดินไม่ไหว โน่น!! นั่งรออยู่ในบ้านโน่น ไปๆ เข้าบ้านกัน” ...นายพลบอกลูกสาวแล้วโอบไหล่พากันเดินไปยังตัวบ้านซึ่งเป็นตึกสองชั้น ...แต่จังหวะที่ท่านนายพลผู้เป็นพ่อยกมือขึ้นจะลูบหัวอีกทีก็พลาดไปปัดปีกหมวกแก็บที่เบญรดาสวมศีรษะอยู่จึงทำให้หมวกร่วงหล่นลงพื้น “เฮ้ยยยยย!!!! ไอ้เบล!!!” ...พี่ชายทั้งสองอุทานเรียกชื่อน้องสาวพร้อมกันด้วยอาการตะลึง แล้วจ้องเขม็งไปยังศีรษะของน้องสาว “นี่เอ็งกลับจากอังกฤษหรือกลับจากเส้าหลินวะเนี่ยยยย!! ฮ่าๆๆๆ” ...วิทพี่ชายคนโตพูดแซวน้องสาวเมื่อเห็นทรงผมสกินเฮดที่สั้นกุดนั่น “เออเฮ่ยยย!! นี่มันไอ้โล้นจากสำนักไหนวะ!! ก้ากกกก!!!” ...วินพี่ชายคนรองขยี้มาอีกนั่นเลยทำให้เกิดเสียงหัวเราะดังลั่นไปทั่วบริเวณ ...เบญรดาหน้างอทันทีแล้วค้อนพี่ชายทั้งสองก่อนจะก้มลงเก็บหมวกขึ้นมาสวมศีรษะตัวเองเหมือนเดิม และยิ่งเมื่อหันไปเห็นนายพลผู้เป็นพ่อยืนขำไปกับพี่ชายด้วยก็ยิ่งเกิดอาการงอนแจกค้อนวงใหญ่ให้ทุกคนแล้วยัดเป้ใบใหญ่ให้วินพี่ชายคนรองเป็นคนอุ้มถือตามหลังมา .......................สายอีกวันรถยนต์ส่วนบุคคลเจ็ดที่นั่งของโอมก็มาจอดตรงหน้าอาคารราชการในเมือง โอมในชุดสไตล์การแต่งกายที่คุ้นเคยยืนอยู่กับเบญรดาในชุดเสื้อยืดสีขาวสะอาดกางเกงยีนส์สีเข้ม โอมมองหน้าเบญรดาแล้วยิ้ม“พร้อมยัง!!”“มาขนาดนี้แล้วถ้าไม่พร้อมนี่เสียฟอร์มแย่สิ หึหึ”“ดีมาก งั้นไป”...ว่าแล้วโอมก็จูงมือเบญรดาเดินเข้าไปยังสำนักงานราชการเพื่อทำการจดทะเบียนสมรสตามที่ได้ตกลงกันไว้เมื่อคืน และเขาก็โทรไปคุยกับท่านนายพลและคุณปรียารวมทั้งวิทเรียบร้อยแล้วด้วย หลังจากคุยกับฝั่งเบญรดาแล้วเขาก็โทรบอกพ่อกับแม่เขาเองด้วยแล้วเล่าทุกอย่างให้ฟังคร่าวๆ เมื่อผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายไม่มีปัญหาเขาก็พาเธอมาจดทะเบียนเลยในวันนี้...ทุกอย่างเป็นไปตามข้อตกลงและยินยอมของเธอกับเขาและผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย นั่นคือจะไม่มีการจัดงานแต่งงานหรืองานเลี้ยงใดๆ เพราะให้เกียรติตำแหน่งและหน้าที่ของเบญรดาที่ยังคงอยู่แบบไร้ตัวตนตามที่เธอร้องขอ...โอมที่วันนี้สีหน้าเปลี่ยนเป็นคนละคนกับวันก่อนๆ หัวใจเขาได้รับการซ่อมแซมแล้วตั้งแต่เมื่อคืนซึ่งถือว่าเขายังโชคดีที่เบญรดากลับมาทันเวลา เพราะไม่อย่างนั้นเขาอาจหลับไม่ตื่นไปแล้วจากการรอเธออย่างไม่มีจุดหมาย...
“มีวันนึงพี่วิทไปทำงานแล้วโดนตามค่ะ พี่วินก็โดนตาม ดีที่ไหวตัวทันเลยย้ายกันไปอยู่บ้านอีกหลังแล้วทำงานอยู่ที่บ้านค่ะ แล้วก็เปลี่ยนซิมใหม่กันหมดเพราะป๊ายื่นเรื่องไปที่ตำรวจไซเบอร์จนได้รู้ว่ามันตามจากเบอร์โทรค่ะ ส่วนที่พี่วิทไม่ติดต่อกลับหาคุณเพราะ เอ่อ...”“เพราะอะไร!!”“เอ่อ..คือ เพราะป๊าถามฉันว่าถ้ายังเสี่ยงอยู่แบบนี้แล้วจะยังอยากกลับมาหาคุณไหม ตอนนั้นฉันนอนหยอดข้าวต้มอยู่แล้วคิดว่าถ้าฉันเลือกเส้นทางนี้แล้วและตอนนี้ก็เจ็บสาหัสยิ่งอนาคตก็ยิ่งบอกไม่ได้ว่าจะตายหรือจะรอด ฉันเลยบอกป๊าว่าไม่ขอไปต่อกับคุณแล้วค่ะ ป๊าเลยบอกพี่วิทว่าถ้าฉันเลือกแบบนั้นก็ให้พี่วิทหยุดคุยเรื่องฉันกับคุณไปเลย แค่ให้คนที่บริษัทดำเนินการเรื่องงานไปตามปกติ และรอดูสถานการณ์ดีขึ้นเมื่อไหร่พี่วิทค่อยกลับมาคุยงานกับคุณเหมือนเดิม ป๊าบอกว่าให้ความเงียบค่อยๆ บอกคุณเอง เอ่อคุณอย่าโกรธป๊านะคะ ถ้าจะโกรธก็โกรธฉันนี่” ...โอมยิ่งฟังก็ยิ่งคิดว่านี่คือรายละเอียดสำคัญทั้งนั้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเขาตอนนี้คือนี่ไม่ใช่หรือคือปาฏิหาริย์ที่เขาร้องขอทุกวันทุกคืนทั้งๆ ที่เธอตัดเขาไปแล้ว แต่แล้วเธอก็กลับมา เขาค่อยๆ เลื่อนมือข้างหนึ่งไป
...เขาหลับลึกจนฝันเห็นเบญรดาอยู่บ่อยครับ และครั้งนี้ก็เช่นกันที่เขากำลังฝันว่าเธอมาหามาดูแลเขา มาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบโดยเธอมานั่งตรงริมขอบที่นอนแล้วยกฝ่ามือขึ้นแตะหน้าผากเขาเพื่อจะดูว่าความร้อนจากอาการไข้ได้ลงลงหรือยัง...ในฝันนั้นเขาเห็นว่าขณะเธอกำลังใช้มืออังหน้าผากเขาอยู่นั้น และเขาก็กลัวว่าเธอจะดึงมือกลับเขาเลยรีบคว้ามือนั้นเอาไว้เพราะไม่อยากให้เธอจากเขาไปอีก“น้องเบล!!!”...โอมเผลอเรียกชื่อนั้นออกมาพร้อมร่างที่สะท้านตัวขึ้นตามความกลัวว่าเธอจะหายไป จนเมื่อลืมตาขึ้นถึงได้รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นแค่ความฝัน...แต่ความฝันทำไมเหมือนจริงเสียเหลือเกิน เพราะขนาดรู้สึกตัวแล้วก็ยังรู้สึกว่ามือเขากำลังกุมมือใครอยู่“เป็นอย่างไรบ้างคะ!! พี่แสงดาวบอกว่าคุณไม่สบายเลยกินยาแล้วนอน ตอนนี้ดีขึ้นหรือยัง!!”...น้ำเสียงที่คุ้นเคยนั้นถามเขา แต่เพราะโอมยังตกอยู่ในความงุนงงว่านี่คือความฝันหรือความจริง เขามองผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างเขาตอนนี้ เธอสวมเสื้อเชิ้ดรัดรูปสีฟ้าอ่อนและกางเกงผ้าสีดำ และหน้าตาท่าทางเธอคนนี้ก็เหมือนคนที่จากเขาไปแล้วทุกกระเบียดนิ้ว...โอมรู้สึกลำคอตีบตันขึ้นมาอีกแล้วเพราะคิดว่ามีแต่คนใจ
...จากหนึ่งวันเป็นสามวัน จากสามวันเป็นอาทิตย์ จากอาทิตย์ก็ผ่านไปเป็นเดือน จนวันเวลาล่วงเลยเข้าเดือนที่สาม...ชายหนุ่มที่ชื่ออภิภัทร์หรือโอมยังคงใช้ชีวิตปกติกับธุรกิจฟาร์มกล้วยไม้กลางดอยแม่แจ่ม และนับวันก็ยิ่งมีหน่วยงานต่างๆ ได้ติดต่อเข้ามายังบริษัทขนาดกลางของเขาเพื่อขอเป็นคู่ค้าบ้างและสั่งจองดอกกล้วยไม้จากฟาร์มเพื่อประดับตกแต่งรองรับงานต่างๆ มากมายจนแต่ละเดือนมียอดขายพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ายินดี...และแม้ว่ากิจการจะเติบโตและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนได้มากมาย แต่ผู้เป็นเจ้าของกิจการกลับไม่มีความสุขจากธุรกิจที่เติบโตขึ้นเลย จากชายหนุ่มบุคลิกดีหน้าตาดีจนเป็นที่แอบถูกใจของสาวๆ มากมายและจิตใจที่เคยแข็งแกร่งแต่โอบอ้อมอารี ...กลายเป็นตอนนี้ผู้ชายที่ชื่อโอมซูบผอมลงมาก หน้าตาก็ดูเคร่งเครียดตลอดเวลาไม่ค่อยพูดค่อยจาเหมือนเมื่อก่อน และน้อยครั้งมากที่เขาจะแสดงตัวต่อสังคมหรือที่ไหนๆ ก็ตาม เพราะงานทุกอย่างสามารถสั่งการผ่านผู้จัดการและอินตาได้ เขาจึงมีโลกส่วนตัวที่ส่วนใหญ่จะอยู่แค่บ้านพักริมหน้าผากับกระท่อมปีกไม้กลางสวนกล้วยไม้เท่านั้น...แม้แต่อัญชิกาเองเขาก็เลือกที่บล็อคเบอร์เธอและบอกให้ผู้จัดการในบริษัท
...และแล้วเวลาก็ผ่านไปอีกหนึ่งวันเต็มๆ ที่โอมไม่สามารถทำอะไรได้เลย เขาอยากจะติดต่อคนโน้นคนนี้เพื่อตะล่อมถามก็เกรงว่าจะเป็นการเปิดเผยสถานะของเบญรดาออกไป เขาจึงตกอยู่ในภาวะเครียดอย่างหนัก...ขณะที่เขานั่งเคร่งเครียดอยู่ในห้องนั่งเล่นซึ่งแยกส่วนมาจากห้องโถงนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เขารีบหยิบมาดูก็เห็นว่าเป็นเบอร์ที่ไม่คุ้นเคยแต่ก็รีบกดรับเพราะหวังว่าจะมีข่าวเบญรดา“ฮัลโหล สวัสดีครับคุณโอม ผมชื่อศิรวัฒน์นะครับ”“ฮัลโหล ครับสวัสดีครับ”“คือคุณวีรวิทย์เจ้านายของผมมอบหมายให้ผมเป็นคนติดต่อประสานงานเรื่องกล้วยไม้กับคุณตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปนะครับ”...คำพูดจากคนที่โทรมาทำให้โอมแปลกใจ“อ้าวแล้วคุณวิทล่ะครับ ผมพยายามโทรติดต่อ แต่ติดต่อไม่ได้เลย ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าครับ”...โอมรีบถามกลับอย่างร้อนใจ เพราะนี่คงเป็นความหวังเดียวที่เขาจะได้รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น“คุณวีรวิทย์ลางานยาวเลยครับ ลาแบบไม่มีกำหนดและไม่ได้บอกไว้ครับว่าลาทำไม ลาไปไหน บอกอย่างเดียวว่าลาแบบไม่มีกำหนดเพราะมีเรื่องสำคัญมากต้องจัดการ และฝากบอกคุณว่าช่วงนี้ยังไม่ต้องไปที่บ้านนะครับเพราะตอนนี้ไม่มีใครอยู่เลย เลยเกรง
...โอมขับรถมาตามถนนสายหลักจนมาถึงทางแยกเข้าสู่ถนนเป้าหมายเพื่อไปยังโกดังพ่อเลี้ยงทรงพล แต่ข้างหน้าเขาเห็นตำรวจจราจรหลายนายคอยโบกมือส่งสัญญาณห้ามรถเลี้ยวเข้าถนนเส้นนั้น และทำการโบกมือส่งสัญญาณให้รถเบี่ยงไปทางอื่น...นี่คือช่วงเวลาเคลียร์พื้นที่ เจ้าหน้าที่จึงต้องคอยกันไม่ให้ประชาชนเข้าไปใกล้พื้นที่ที่เกิดเหตุ...โอมหักพวงมาลัยเข้าซ้ายมือเพื่อจอดรถตรงข้างทางก่อนจะถึงทางแยกที่มีตำรวจจราจรยืนอยู่นั่น เพราะต่อให้เขาไปต่อเขาก็คงเข้าไปไม่ได้อยู่ดี เขาลงมายืนดูสถานการณ์ว่าพอจะมีทางได้เข้าไปเส้นทางนั้นได้หรือไม่...รถราเริ่มหนาตาขึ้นและชะลอเป็นคอขวดอยู่เต็มถนนเส้นหลัก เพราะข้างหน้ามีเจ้าหน้าที่คอยเปิดทางให้รถวิ่งผ่านเป็นระยะๆ...แล้วเสียงเฮลิคอปเตอร์ก็ดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง เขาเงยหน้ามองตามใบพัดยักษ์ที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวสูงขึ้นๆ นั่น ใจโอมเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะและมีแต่ความสงสัยว่าจะมีใครอยู่บนเฮลิคอปเตอร์นั่นบ้าง จะมีเบญรดาอยู่ด้วยไหม!! ถ้าเธออยู่ด้วยเธอปลอดภัยดีใช่ไหม!!...แต่แล้วโอมก็ทำได้แค่ยืนแหงนมองเฮลิคอปเตอร์ที่ดังสะท้านไปทั้งน่านฟ้าเมืองเชียงใหม่ ก่อนจะค่อยๆ หายลับไปสุดปลายฟ้านั่น แต่







