تسجيل الدخول...บ่ายวันนี้ที่ห้องทำงานบนตึกสูงชั้นบนสุดของโรงแรมใหญ่แห่งหนึ่งกลางเมืองเชียงใหม่ ที่นี่เป็นอีกหนึ่งธุรกิจฟอกเงินของพ่อเลี้ยงทรงพล ขณะนี้กำลังมีการพูดคุยกันถึงเรื่องงานที่เคยทำมาแล้วหลายครั้ง นั่นคือการกำจัดตัดตอนกับบุคคลที่ทำงานพลาดจนทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมการลักลอบขนส่งยาเสพติดได้
...แล้วครั้งนี้พ่อเลี้ยงทรงพลจะตัดตอนใครเพื่อไม่ให้ตำรวจสาวมาถึงต้นทางของยานรกเหล่านั้น
“ที่จริงอั๊วะก็ไม่อยากจะใจดำหรอกนะ แต่ดูทรงแล้วถ้าจะยาวว่ะเดี๋ยวก็จะมีนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่คนนั้นคนนี้เรียกไปพบ อั๊วะรำคาญว่ะเงินที่จ่ายไปก็มากมายก่ายกองแต่มันเสียเวลาที่ต้องแกล้งทำเป็นไปเข้าพบทั้งที่รู้อยู่ว่าไม่เกิดประโยชน์อะไร น่าเบื่อเว้ย!! เอาล่ะก็ตามนั้นแหละ ไปวางแผนหานักโทษหญิงจัดการมันเสียจะได้จบๆ เฮ่ออออ!!! จะว่าไปก็ไม่อยากให้ถึงตายหรอกนะ เพราะตอนอยู่ด้วยกันก็ปรนนิบัติอั๊วะอย่างดีทุกอย่าง” ...พ่อเลี้ยงทรงพลสาธยายด้วยความหงุดหงิดให้ลูกน้องที่นั่งคุยอยู่ด้วยกันอีกสามคนฟัง “อย่าเชียวนะครับพ่อเลี้ยง เราเจองูเห่าที่แว้งฉกมานับไม่ถ้วนแล้ว ถ้าพ่อเลี้ยงใจอ่อนแบบนี้เดี๋ยวเรื่องจะยิ่งใหญ่และยาวจนปวดหัวนะผมว่า” ...หนึ่งในสามแสดงความคิดเห็นออกมา ...พ่อเลี้ยงทรงพลนั่งครุ่นคิดไม่ถึงยี่สิบวินาทีก็ตัดสินใจเด็ดขาด “เอา!!! งั้นก็จัดการตามนั้น!! ปิดปากมันซะก่อนความยุ่งยากจะตามมา พวกเอ็งไปจัดการให้เรียบร้อยล่ะ ไปๆ!! ออกไปได้แล้ว อั๊วะจะพักสายตาสักงีบ” ...จบคำสั่งของพ่อเลี้ยงลูกน้องก็ลุกขึ้นเดินออกจากห้องไป พ่อเลี้ยงทรงพลเดินไปยังเตียงใหญ่หนานุ่มที่วางไว้นอนเล่นพักผ่อน สีหน้าโหดเหี้ยมนั้นปราศจากสำนึกใดๆ ทั้งสิ้น ..................... ...โอมโทรติดต่อทนายความซึ่งเป็นพี่ชายของเทพเพื่อนสนิทและคุยนัดแนะวันเวลาที่จะพาคุณทนายและผู้ช่วยเฉพาะกิจคือนายพลตฤณที่จะเดินทางมาจากกรุงเทพเพื่อพบกับออมพี่สาวของเขาซึ่งอยู่ในเรือนจำเพื่อคุยข้อมูลสำคัญที่จะเป็นเบาะแสนำไปสู่การทลายแก๊งค้ายาเสพติดรังใหญ่ในอีกไม่ช้า ...ถึงอย่างนั้นโอมก็ยังไม่มั่นใจว่าสิ่งที่พี่สาวเขาจะบอกออกมาสามารถทำลายพ่อเลี้ยงทรงพลได้หรือไม่ แม้เขาจะไปใช้ชีวิตเป็นนักศึกษาอยู่เมืองนอกก็ใช่ว่าจะไม่รับรู้ข่าวสารที่บ้านเกิดเสียเลยและเพราะเคยได้ยินข่าวมีคนถูกฆ่าตัดตอนเพราะเรื่องยาเสพติดมานักต่อนักแล้ว จุดนี้ทำให้โอมหวั่นๆ ว่าจะเกิดอันตรายกับพี่สาวของตัวเอง ...คำพูดของเพื่อนสนิทบอกว่าพี่ชายที่เป็นทนายความค่อนข้างเลือกงาน และเพราะมีชื่อเสียงด้านการว่าความให้กับคนที่มักตกเป็นเหยื่อหรือไม่สมควรได้รับโทษได้รับความยุติธรรม จึงถือว่าเป็นทนายความที่โด่งดังเรื่องเรียกร้องสิทธิให้กับคนที่ต้องตกเป็นจำเลยทั้งที่ไม่มีความผิดโอมจึงฝากความหวังไว้กับทนายความพี่ชายของเพื่อนในการจะทำให้พี่สาวหลุดพ้นจากวงจรอุบาทว์นั้นเสีย .................... “ป๊าจะขึ้นไปเชียงใหม่เพื่อเก็บข้อมูลของผู้มีอิทธิพลรายหนึ่งซึ่งทำธุรกิจทั้งเถื่อนและไม่เถื่อนมากมายเพื่อฟอกเงิน รวมถึงยาเสพติดด้วยแล้วป๊าจะขอเข้าพบกับท่านผู้บังคับบัญชาการตำรวจแห่งชาติด้วยเพื่อปรึกษาหาทางจับกุมคนคนนี้ให้ได้ คิดว่าลูกสาวป๊าคงจะได้โชว์ฝีมือครั้งนี้แหละ ช่วงนี้ก็พักผ่อนฟื้นฟูร่างกายให้เต็มที่ พร้อมเมื่อไหร่ป๊าจะเดินเรื่องโดยตรงกับท่านให้เบลกับทีมไปเก็บกวาดพวกหนักแผ่นดินพวกนี้กันนะ” ...นายพลตฤณนั่งคุยกับลูกสาวตรงโต๊ะนั่งเล่นหลังบ้าน และเพราะเรื่องนี้เกี่ยวกับยาเสพติดด้วยจึงทำให้เบญรดาถึงกับหูผึ่งเพราะเหมือนเป็นการสะกิดแผลที่อยู่ในใจมาตลอด ...เบญรดาพยักหน้าเข้าใจในสิ่งที่ผู้เป็นพ่อพูดแล้วทอดสายตามองไปเรื่อยเปื่อยจนสะดุดเข้ากับสิ่งหนึ่ง “เอ๊ะกล้วยไม้นี่พันธุ์อะไรเหรอป๊าทำไมสีสดสวยงามขนาดนี้ พี่วิทไปเอามาจากไหนเหรอคะ!!” ...เบลเปลี่ยนประเด็นทันทีเมื่อเห็นว่าดอกกล้วยไม้ที่เห็นตั้งแต่วันกลับมาถึงบ้านยังคงแข่งกันอวดสีสันและไม่มีทีท่าจะเหี่ยวเฉาเลย “อ๋อนี่น่ะเหรอ!! เป็นกล้วยไม้ที่เจ้าของฟาร์มที่เชียงใหม่เขาทดลองเพาะพันธุ์ใหม่น่ะและเลี้ยงดูเองจนสุดท้ายได้เป็นผลงานที่สวยมากและเขากำลังจะส่งกล้วยไม้ชนิดนี้ให้กับบริษัทตาวิทเพื่อส่งขายนอกอีกทีน่ะ” ...นายพลอธิบายให้ลูกสาวฟังพร้อมมองดอกกล้วยไม้อย่างชื่นชอบ ...สายตาเบญรดายังคงจ้องมองดอกกล้วยไม้หลากสีสันเหล่านั้น วันแรกที่มาถึงได้มองแค่ผ่านๆ เพราะมัวดีใจกับการได้กลับมา แต่ตอนนี้เมื่อได้มองอย่างพินิจก็ยิ่งเห็นความงดงามและเสน่ห์ในตัวของมัน กระถางละหนึ่งสี แต่ละสีมีกลีบดอกใหญ่หนาทนทานเมื่อนำมาแขวนเรียงรายใกล้ๆ กันทั้งสีแดง สีส้ม สีเหลือง สีชมพู สีม่วงเข้มและม่วงอ่อน และสีขาว ก็ยิ่งทำให้เห็นความสวยที่น่าเกรงขามทีเดียว “เก่งจังค่ะป๊า!! ตั้งแต่เกิดมาหนูไม่เคยเห็นกล้วยไม้สวยแปลกตาขนาดนี้ คนที่เพาะพันธุ์ออกมาได้นี่ต้องฝีมือเลยนะป๊า” “หึ หึ!! คุณโอมเขาเก่งมากเรื่องกล้วยไม้ วันที่เขาเอากล้วยไม้เหล่านี้มาให้นะเราเชิญเขาทานข้าวที่นี่ด้วย ป๊าเห็นแล้วรู้สึกถูกชะตากับพ่อหนุ่มคนนี้ทีเดียวทั้งเก่ง ดูดี อ่อนน้อมถ่อมตนพูดจาสุภาพน่าฟังแต่น่าเห็นใจเรื่องพี่สาวนี่แหละ” ...นายพลตฤณพูดถึงโอมเจ้าของกล้วยไม้ให้เบลฟังและทำให้ต้องวกเข้าเรื่องงานจนได้เพราะคนเพาะกล้วยไม้เป็นน้องชายของคนที่นายพลกำลังจะเดินทางไปรวบรวมข้อมูลของเจ้าพ่อค้ายาเสพติดในอีกห้าวันข้างหน้า ...เบญรดามองหน้าผู้เป็นพ่ออย่างสงสัยและใช้สายตาตั้งคำถาม ...นายพลจึงเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ลูกสาวฟังจนเบญรดาเข้าใจและรับรู้ที่มาที่ไปของเรื่องทั้งหมดว่าเป็นอย่างไร ...สายตาที่แน่วแน่และสุขุมของเบญรดายังคงจ้องมองดอกกล้วยไม้ไม่กระพริบ ในหัวสมองตอนนี้มีแผนงานให้ขบคิดแต่มันจะถูกขบคิดและวางแผนอย่างรอบคอบก็ต้องหลังจากผู้เป็นพ่อได้ข้อมูลบุคคลนั้นมาแล้ว“คุณเบลคะคุณผู้หญิงเรียกแล้วค่ะ!!”
...เสียงน้าพรแม่บ้านร้องบอกมาเบาๆ จากด้านหลัง
...เบญรดาจึงขอตัวกับผู้เป็นพ่อแล้วเข้าบ้านไปหาผู้เป็นแม่ซึ่งเตรียมคอร์สฟื้นฟูร่างกายตามที่ผู้เป็นแม่ขอร้องไว้เพราะทนไม่ไหวที่เห็นลูกสาวพารูปร่างขี้ริ้วกลับมาฝาก เลยมีการขอร้องให้ฟื้นฟูผิวพรรณกันยกใหญ่และเบญรดาก็ไม่กล้าขัดใจผู้เป็นแม่เพราะเข้าใจดีถึงความหวังดีและความรักที่ผู้เป็นแม่มอบให้ “เรื่องหน้าที่การงานม๊าจะไม่ขัด แต่ขอเถอะเรื่องผู้หญิงๆ น่ะให้ม๊าได้ทำให้ลูกสาวของม๊าเป็นเด็กสาวน่ารักเหมือนเดิมได้ไหม!! แล้วปีหน้าจะเข้าเบญจเพสแล้วยังไงก็ต้องระวังตัวให้มากๆ เพราะม๊าถือและเชื่อเรื่องพวกนี้ และให้จำไว้ว่าจะทำอะไรก็แล้วแต่ต้องรอบคอบให้มากที่สุดเพราะถ้าเบลเป็นอะไรไปม๊าจะฆ่าตัวตายตามนะเออ...บอกไว้ก่อน!!” ...คำพูดทีเล่นทีจริงของผู้เป็นแม่ตรึงเข้าไปในหัวใจขณะเธอกำลังเดินขึ้นไปยังห้องนอนเพื่อเตรียมตัวเป็นตุ๊กตาให้น้าพรได้ขัดสีฉวีวรรณต่อไป .......................สายอีกวันรถยนต์ส่วนบุคคลเจ็ดที่นั่งของโอมก็มาจอดตรงหน้าอาคารราชการในเมือง โอมในชุดสไตล์การแต่งกายที่คุ้นเคยยืนอยู่กับเบญรดาในชุดเสื้อยืดสีขาวสะอาดกางเกงยีนส์สีเข้ม โอมมองหน้าเบญรดาแล้วยิ้ม“พร้อมยัง!!”“มาขนาดนี้แล้วถ้าไม่พร้อมนี่เสียฟอร์มแย่สิ หึหึ”“ดีมาก งั้นไป”...ว่าแล้วโอมก็จูงมือเบญรดาเดินเข้าไปยังสำนักงานราชการเพื่อทำการจดทะเบียนสมรสตามที่ได้ตกลงกันไว้เมื่อคืน และเขาก็โทรไปคุยกับท่านนายพลและคุณปรียารวมทั้งวิทเรียบร้อยแล้วด้วย หลังจากคุยกับฝั่งเบญรดาแล้วเขาก็โทรบอกพ่อกับแม่เขาเองด้วยแล้วเล่าทุกอย่างให้ฟังคร่าวๆ เมื่อผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายไม่มีปัญหาเขาก็พาเธอมาจดทะเบียนเลยในวันนี้...ทุกอย่างเป็นไปตามข้อตกลงและยินยอมของเธอกับเขาและผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย นั่นคือจะไม่มีการจัดงานแต่งงานหรืองานเลี้ยงใดๆ เพราะให้เกียรติตำแหน่งและหน้าที่ของเบญรดาที่ยังคงอยู่แบบไร้ตัวตนตามที่เธอร้องขอ...โอมที่วันนี้สีหน้าเปลี่ยนเป็นคนละคนกับวันก่อนๆ หัวใจเขาได้รับการซ่อมแซมแล้วตั้งแต่เมื่อคืนซึ่งถือว่าเขายังโชคดีที่เบญรดากลับมาทันเวลา เพราะไม่อย่างนั้นเขาอาจหลับไม่ตื่นไปแล้วจากการรอเธออย่างไม่มีจุดหมาย...
“มีวันนึงพี่วิทไปทำงานแล้วโดนตามค่ะ พี่วินก็โดนตาม ดีที่ไหวตัวทันเลยย้ายกันไปอยู่บ้านอีกหลังแล้วทำงานอยู่ที่บ้านค่ะ แล้วก็เปลี่ยนซิมใหม่กันหมดเพราะป๊ายื่นเรื่องไปที่ตำรวจไซเบอร์จนได้รู้ว่ามันตามจากเบอร์โทรค่ะ ส่วนที่พี่วิทไม่ติดต่อกลับหาคุณเพราะ เอ่อ...”“เพราะอะไร!!”“เอ่อ..คือ เพราะป๊าถามฉันว่าถ้ายังเสี่ยงอยู่แบบนี้แล้วจะยังอยากกลับมาหาคุณไหม ตอนนั้นฉันนอนหยอดข้าวต้มอยู่แล้วคิดว่าถ้าฉันเลือกเส้นทางนี้แล้วและตอนนี้ก็เจ็บสาหัสยิ่งอนาคตก็ยิ่งบอกไม่ได้ว่าจะตายหรือจะรอด ฉันเลยบอกป๊าว่าไม่ขอไปต่อกับคุณแล้วค่ะ ป๊าเลยบอกพี่วิทว่าถ้าฉันเลือกแบบนั้นก็ให้พี่วิทหยุดคุยเรื่องฉันกับคุณไปเลย แค่ให้คนที่บริษัทดำเนินการเรื่องงานไปตามปกติ และรอดูสถานการณ์ดีขึ้นเมื่อไหร่พี่วิทค่อยกลับมาคุยงานกับคุณเหมือนเดิม ป๊าบอกว่าให้ความเงียบค่อยๆ บอกคุณเอง เอ่อคุณอย่าโกรธป๊านะคะ ถ้าจะโกรธก็โกรธฉันนี่” ...โอมยิ่งฟังก็ยิ่งคิดว่านี่คือรายละเอียดสำคัญทั้งนั้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเขาตอนนี้คือนี่ไม่ใช่หรือคือปาฏิหาริย์ที่เขาร้องขอทุกวันทุกคืนทั้งๆ ที่เธอตัดเขาไปแล้ว แต่แล้วเธอก็กลับมา เขาค่อยๆ เลื่อนมือข้างหนึ่งไป
...เขาหลับลึกจนฝันเห็นเบญรดาอยู่บ่อยครับ และครั้งนี้ก็เช่นกันที่เขากำลังฝันว่าเธอมาหามาดูแลเขา มาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบโดยเธอมานั่งตรงริมขอบที่นอนแล้วยกฝ่ามือขึ้นแตะหน้าผากเขาเพื่อจะดูว่าความร้อนจากอาการไข้ได้ลงลงหรือยัง...ในฝันนั้นเขาเห็นว่าขณะเธอกำลังใช้มืออังหน้าผากเขาอยู่นั้น และเขาก็กลัวว่าเธอจะดึงมือกลับเขาเลยรีบคว้ามือนั้นเอาไว้เพราะไม่อยากให้เธอจากเขาไปอีก“น้องเบล!!!”...โอมเผลอเรียกชื่อนั้นออกมาพร้อมร่างที่สะท้านตัวขึ้นตามความกลัวว่าเธอจะหายไป จนเมื่อลืมตาขึ้นถึงได้รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นแค่ความฝัน...แต่ความฝันทำไมเหมือนจริงเสียเหลือเกิน เพราะขนาดรู้สึกตัวแล้วก็ยังรู้สึกว่ามือเขากำลังกุมมือใครอยู่“เป็นอย่างไรบ้างคะ!! พี่แสงดาวบอกว่าคุณไม่สบายเลยกินยาแล้วนอน ตอนนี้ดีขึ้นหรือยัง!!”...น้ำเสียงที่คุ้นเคยนั้นถามเขา แต่เพราะโอมยังตกอยู่ในความงุนงงว่านี่คือความฝันหรือความจริง เขามองผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างเขาตอนนี้ เธอสวมเสื้อเชิ้ดรัดรูปสีฟ้าอ่อนและกางเกงผ้าสีดำ และหน้าตาท่าทางเธอคนนี้ก็เหมือนคนที่จากเขาไปแล้วทุกกระเบียดนิ้ว...โอมรู้สึกลำคอตีบตันขึ้นมาอีกแล้วเพราะคิดว่ามีแต่คนใจ
...จากหนึ่งวันเป็นสามวัน จากสามวันเป็นอาทิตย์ จากอาทิตย์ก็ผ่านไปเป็นเดือน จนวันเวลาล่วงเลยเข้าเดือนที่สาม...ชายหนุ่มที่ชื่ออภิภัทร์หรือโอมยังคงใช้ชีวิตปกติกับธุรกิจฟาร์มกล้วยไม้กลางดอยแม่แจ่ม และนับวันก็ยิ่งมีหน่วยงานต่างๆ ได้ติดต่อเข้ามายังบริษัทขนาดกลางของเขาเพื่อขอเป็นคู่ค้าบ้างและสั่งจองดอกกล้วยไม้จากฟาร์มเพื่อประดับตกแต่งรองรับงานต่างๆ มากมายจนแต่ละเดือนมียอดขายพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ายินดี...และแม้ว่ากิจการจะเติบโตและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนได้มากมาย แต่ผู้เป็นเจ้าของกิจการกลับไม่มีความสุขจากธุรกิจที่เติบโตขึ้นเลย จากชายหนุ่มบุคลิกดีหน้าตาดีจนเป็นที่แอบถูกใจของสาวๆ มากมายและจิตใจที่เคยแข็งแกร่งแต่โอบอ้อมอารี ...กลายเป็นตอนนี้ผู้ชายที่ชื่อโอมซูบผอมลงมาก หน้าตาก็ดูเคร่งเครียดตลอดเวลาไม่ค่อยพูดค่อยจาเหมือนเมื่อก่อน และน้อยครั้งมากที่เขาจะแสดงตัวต่อสังคมหรือที่ไหนๆ ก็ตาม เพราะงานทุกอย่างสามารถสั่งการผ่านผู้จัดการและอินตาได้ เขาจึงมีโลกส่วนตัวที่ส่วนใหญ่จะอยู่แค่บ้านพักริมหน้าผากับกระท่อมปีกไม้กลางสวนกล้วยไม้เท่านั้น...แม้แต่อัญชิกาเองเขาก็เลือกที่บล็อคเบอร์เธอและบอกให้ผู้จัดการในบริษัท
...และแล้วเวลาก็ผ่านไปอีกหนึ่งวันเต็มๆ ที่โอมไม่สามารถทำอะไรได้เลย เขาอยากจะติดต่อคนโน้นคนนี้เพื่อตะล่อมถามก็เกรงว่าจะเป็นการเปิดเผยสถานะของเบญรดาออกไป เขาจึงตกอยู่ในภาวะเครียดอย่างหนัก...ขณะที่เขานั่งเคร่งเครียดอยู่ในห้องนั่งเล่นซึ่งแยกส่วนมาจากห้องโถงนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เขารีบหยิบมาดูก็เห็นว่าเป็นเบอร์ที่ไม่คุ้นเคยแต่ก็รีบกดรับเพราะหวังว่าจะมีข่าวเบญรดา“ฮัลโหล สวัสดีครับคุณโอม ผมชื่อศิรวัฒน์นะครับ”“ฮัลโหล ครับสวัสดีครับ”“คือคุณวีรวิทย์เจ้านายของผมมอบหมายให้ผมเป็นคนติดต่อประสานงานเรื่องกล้วยไม้กับคุณตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปนะครับ”...คำพูดจากคนที่โทรมาทำให้โอมแปลกใจ“อ้าวแล้วคุณวิทล่ะครับ ผมพยายามโทรติดต่อ แต่ติดต่อไม่ได้เลย ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าครับ”...โอมรีบถามกลับอย่างร้อนใจ เพราะนี่คงเป็นความหวังเดียวที่เขาจะได้รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น“คุณวีรวิทย์ลางานยาวเลยครับ ลาแบบไม่มีกำหนดและไม่ได้บอกไว้ครับว่าลาทำไม ลาไปไหน บอกอย่างเดียวว่าลาแบบไม่มีกำหนดเพราะมีเรื่องสำคัญมากต้องจัดการ และฝากบอกคุณว่าช่วงนี้ยังไม่ต้องไปที่บ้านนะครับเพราะตอนนี้ไม่มีใครอยู่เลย เลยเกรง
...โอมขับรถมาตามถนนสายหลักจนมาถึงทางแยกเข้าสู่ถนนเป้าหมายเพื่อไปยังโกดังพ่อเลี้ยงทรงพล แต่ข้างหน้าเขาเห็นตำรวจจราจรหลายนายคอยโบกมือส่งสัญญาณห้ามรถเลี้ยวเข้าถนนเส้นนั้น และทำการโบกมือส่งสัญญาณให้รถเบี่ยงไปทางอื่น...นี่คือช่วงเวลาเคลียร์พื้นที่ เจ้าหน้าที่จึงต้องคอยกันไม่ให้ประชาชนเข้าไปใกล้พื้นที่ที่เกิดเหตุ...โอมหักพวงมาลัยเข้าซ้ายมือเพื่อจอดรถตรงข้างทางก่อนจะถึงทางแยกที่มีตำรวจจราจรยืนอยู่นั่น เพราะต่อให้เขาไปต่อเขาก็คงเข้าไปไม่ได้อยู่ดี เขาลงมายืนดูสถานการณ์ว่าพอจะมีทางได้เข้าไปเส้นทางนั้นได้หรือไม่...รถราเริ่มหนาตาขึ้นและชะลอเป็นคอขวดอยู่เต็มถนนเส้นหลัก เพราะข้างหน้ามีเจ้าหน้าที่คอยเปิดทางให้รถวิ่งผ่านเป็นระยะๆ...แล้วเสียงเฮลิคอปเตอร์ก็ดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง เขาเงยหน้ามองตามใบพัดยักษ์ที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวสูงขึ้นๆ นั่น ใจโอมเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะและมีแต่ความสงสัยว่าจะมีใครอยู่บนเฮลิคอปเตอร์นั่นบ้าง จะมีเบญรดาอยู่ด้วยไหม!! ถ้าเธออยู่ด้วยเธอปลอดภัยดีใช่ไหม!!...แต่แล้วโอมก็ทำได้แค่ยืนแหงนมองเฮลิคอปเตอร์ที่ดังสะท้านไปทั้งน่านฟ้าเมืองเชียงใหม่ ก่อนจะค่อยๆ หายลับไปสุดปลายฟ้านั่น แต่







