LOGIN“มันเอาคักอีหลีเนาะบักอันนี่” พ่อผู้ใหญ่ส่ายหน้าพลางถอนหายใจ
“กริชเอ๊ย... ลุงขอโทษแทนบักรุ่งมันนำเด้อ มันเป็นเด็กน้อยใจร้อน มักเอาชนะจนลืมหูลืมตาบ่ขึ้น แต่มึงกะคือไปรับคำท้ามันหลาน การดำนาหน้าแล้งในดินนาสีทองมันบ่แม่นเรื่องเล่นๆ เด้ ดินมันเหนียวสิปักลงกะยาก สิถอนเท้าขึ้นกะลำบาก” กริชยิ้มให้พ่อผู้ใหญ่ด้วยแววตาที่ยังคงความมุ่งมั่น
“ไม่เป็นไรครับลุง ผมถือว่ามันเป็นบททดสอบ ถ้าผมจะอยู่ที่นี่และพัฒนาที่นี่จริง ๆ ผมก็ต้องทำให้เห็นว่าผมไม่ได้มาแค่สั่งงานหรือขีดเขียนในไอแพด แต่ผมพร้อมจะลงไปคลุกโคลนกับทุกคน” ย่าบุญมาเดินเข้ามาตบบ่าหลานชายเบาๆ แววตาของหญิงชราที่เคยกังวลบัดนี้เปลี่ยนเป็นประกายแห่งความเชื่อมั่น
“ย่าเห็นดีนำเจ้า ในเมื่อมันดูถูกคนเมืองกรุงว่าหยิบโหย่ง เจ้ากะต้องแสดงให้มันเห็นว่าสมองคนเฮามันกะช่วยทุ่นแรงกายได้ คือดั่งประตูน้ำที่เจ้าเฮ็ดนั่นล่ะ” ย่าหันไปหาอิปิ๊ที่ยืนกำมือแน่นอยู่ข้างๆ
“ปิ๊... ย่าฝากหลานชายย่านำเด้อ อาทิตย์ที่สิฮอดนี่ เคี่ยวเข็ญมันให้หนัก อย่าให้มันเสียชื่อสถาปนิกบ้านนาเฮาเด้อ”
“บ่ต้องห่วงเลยจ้าย่า” อิปิ๊ตอบเสียงดังฟังชัดพลางหันมามองกริชด้วยสายตาเจ้าเล่ห์
“อ้ายกริชเตรียมตัวไว้เลยเด้อ ปิ๊สิบ่ให้พักจนกว่าสิปักดำตรงแถวปานไม้บรรทัด พรุ่งนี้ตีห้า... ปิ๊สิไปปลุกอ้ายที่บ้านห้ามสายแม้แต่นาทีเดียว”
หลังจากส่งย่าบุญมากลับบ้าน กริชและอิปิ๊ก็กลับมาที่นาสีทองเพื่อสำรวจแปลงนาที่จะใช้แข่งขัน แสงแดดยามเย็นทอดเงายาวลงบนพื้นน้ำที่ขังเต็มเปี่ยม กริชนั่งลงบนขอบคันนาพนมมือไหว้เจ้าที่เจ้าทางตามความเชื่อที่ย่าเคยสอน กริชหลับตาลงกึ่งหนึ่งริมฝีปากขยับร่ายมนตร์บอกกล่าวเจ้าที่เจ้าทางด้วยเสียงพึมพำแต่หนักแน่น
"สาธุ... ลูกชื่อกริช เป็นหลานของย่าบุญมา ลูกชายพ่อไกรเจ้าของผืนแผ่นดินแปลงนี้ วันนี้ได้มาเหยียบย่ำที่ดินตรงนี้ ขอขมาลาโทษหากทำอะไรล่วงเกินไปโดยไม่รู้ตัว และขออนุญาตเจ้าที่เจ้าทาง เจ้าทุ่งเจ้าท่า ช่วยคุ้มครองปกป้องกันภัย ให้ลูกทำงานได้ราบรื่น ปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวงด้วยเถิด"
แรงอธิษฐานนั้นดูจะส่งผลให้บรรยากาศรอบตัวเริ่มขลังขึ้นอย่างประหลาด เขาโน้มตัวลงใช้มือขวาแตะพื้นดินเบาๆ ก่อนจะหยิบเศษดินขึ้นมาเพียงปลายนิ้วแล้วนำมาเจิมที่หน้าผาก เป็นการฝากตัวเป็นลูกหลานพระแม่ธรณี เพื่อขอให้แผ่นดินนี้หนุนนำพละกำลังและคุ้มครองดวงชะตาในการศึกที่กำลังจะมาถึง
“อ้าย... ยังสิเบิ่งไอแพดอีกเบาะ ในตมมันไม่มีไวไฟเด้ออ้าย” อิปิ๊เอ่ยแซวพลางนั่งลงข้างๆ
“ผมไม่ได้จะเล่นเน็ตหรอกปิ๊” กริชหันหน้าจอที่เต็มไปด้วยกราฟและตัวเลขให้อิปิ๊ดู
“ผมกำลังคำนวณ 'ความเร็วในการปัก' กับ 'มุมการถอย' ถ้าบักรุ่งมันเน้นความไว มันจะเสียแรงเปล่าในช่วงท้ายเพราะความเหนื่อยล้า แต่ถ้าผมใช้ระบบที่คงที่ ผมจะแซงมันได้ในครึ่งหลัง” อิปิ๊มองหน้ากริชแล้วหลุดหัวเราะออกมา
“อ้ายกริช... อ้ายนี่มันคนบ้าวิศวกรรมอีหลีเนาะ แต่ปิ๊จะบอกอะไรให้อย่างหนึ่ง การดำนามันบ่ใช่แค่คณิตศาสตร์"
"แต่มันคือการคุยกับดิน คุยกับต้นกล้า ถ้าอ้ายเครียดเกินไป ต้นข้าวอ้ายมันสิบ่โตเด้” อิปิ๊ขยับเข้ามาใกล้ พลางหยิบต้นกล้าที่วางอยู่ใกล้ๆ มาส่งให้กริช
“พรุ่งนี้ปิ๊สิสอนอ้ายเรื่อง 'จังหวะหัวใจ' การปักดำที่ไวที่สุดคือการปักตามจังหวะหายใจ อ้ายต้องลืมไอแพดไปบ้าง แล้วฟังเสียงดินดูดเท้าอ้าย... ถ้าอ้ายทำได้ บักรุ่งกะสู้ไม่ได้หรอก”
กริชมองสบตาอิปิ๊ ท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบของทุ่งนายามโพล้เพล้ เขาเริ่มรู้สึกว่าการท้าทายครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการแข่งเพื่อเอาชนะคนกวนประสาทอย่างบักรุ่ง แต่มันคือการเรียนรู้ที่จะเชื่อมโยงตัวเองเข้ากับจิตวิญญาณของบ้านเกิด
“ปิ๊... ขอบคุณนะที่อยู่ข้างผมเสมอ ถ้าไม่มีปิ๊ ผมคงหน้าหักไปตั้งแต่วันแรกที่เจอประตูน้ำแล้ว” กริชพูดด้วยน้ำเสียงจริงใจ อิปิ๊หน้าแดงซ่านท่ามกลางแสงสลัว เธอรีบลุกขึ้นยืนแล้วปัดฝุ่นที่ผ้าซิ่น
“โอ๊ย! อย่าฟ้าวขอบใจ ปิ๊สิเขี้ยวอ้ายจนหลังเดาะแน่ ๆ ไปเถอะอ้าย กลับไปพักผ่อน พรุ่งนี้ นรกของอ้าย สิเริ่มต้นขึ้นแล้ว”
กริชหัวเราะร่าพลางเดินตามหลังสาวไทบ้านคนเก่งไปบนคันนา ในใจของเขาเต็มไปด้วยแผนการ และในมือของเขาเริ่มมีรอยหยาบกร้านจากการทำงานหนัก รอยเหล่านี้เองที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์ศักดิ์ศรีของเขาในวันแข่งที่กำลังจะมาถึง
หลังจบบทสนทนาที่ริมคันนา กริชและอิปิ๊เดินกลับมาที่รถกระบะคู่ใจ กริชอาสาขับรถไปส่งอิปิ๊ที่บ้านผู้ใหญ่บ้านตามระเบียบ แต่ก่อนจะถึงทางเข้าหมู่บ้านรถต้องอ้อมออกไปอีกทาง สายตาของกริชก็ไปสะดุดเข้ากับแสงไฟวับแวมจากตะเกียงและหลอดนีออนหน้ารถเข็นที่ตั้งเรียงรายอยู่สองข้างทางถนนลูกรัง
“ปิ๊... แวะตลาดนัดเย็นตรงนั้นหน่อยได้ไหม ผมอยากหาอะไรไปตุนไว้ให้ย่าหน่อย” กริชเอ่ยชวน
“ได้จ้าอ้าย ตลาดแลงบ้านเฮามีของดีหลายเด้อ แต่อ้ายกริชสิกินเป็นเบาะ” อิปิ๊หัวเราะร่าขณะที่รถจอดสนิท
บรรยากาศตลาดแลง (ตลาดเย็น) ของหมู่บ้านโคกอีแหลวคึกคักไปด้วยชาวบ้านที่เลิกงานจากนา กลิ่นควันไฟจากเตาถ่านที่ย่างปลาดุกและหมูพวงลอยอบอวล กริชเดินตามอิปิ๊เข้าไปด้วยความตื่นตาตื่นใจ สิ่งของที่วางเรียงรายอยู่บนแผงไม้ไผ่หลายอย่างทำให้สถาปนิกหนุ่มต้องหยุดมองด้วยความฉงน
“ปิ๊... นั่นคืออะไร ทำไมมันดูเหมือนแมลงปีกแข็งสีดำๆ เต็มถาดเลย” กริชชี้ไปที่ถาดสังกะสีใบใหญ่
“โอ๊ย! นั่น ‘แมงคาม’ จ้าอ้าย เพิ่นเอาไว้ให้เด็กน้อยเล่นชนกัน หรือบางคนกะเอาไปคั่วกิน แซ่บเด้อ” อิปิ๊อธิบายพลางยิ้มขำเมื่อเห็นกริชขยับตัวถอยห่างเล็กน้อย กริชเดินต่อไปยังแผงข้างๆ เห็นก้อนสีขาวๆ กลมๆ บรรจุอยู่ในห่อใบตอง
“แล้วนี่ล่ะ ขนมไทยเหรอ”
“บ่แม่นขนมจ้าอ้าย นั่นมัน ‘ไข่มดแดง’ ของหายากปานทองคำพู้นล่ะ เอาไปแกงใส่ผักหวานหรือหมกใส่ไข่ แซ่บลืมบ้านเลขที่เลยล่ะอ้ายกริช อยากลองเบาะ” อิปิ๊ทำท่าจะหยิบให้ แต่กริชรีบโบกมือพัลวัน
“เอาไว้ก่อนปิ๊... ผมยังไม่พร้อมสำหรับทองคำชนิดนี้” กริชยิ้มแห้ง ๆ ก่อนจะหันไปสนใจตะกร้าใบหนึ่งที่วางอยู่บนพื้น มีพืชรูปร่างประหลาด ผิวมันๆ สีเขียวเข้ม
“อันนี้ล่ะปิ๊ เหมือนฝักถั่วแต่มันดูใหญ่และเบี้ยว ๆ”
“อันนั้น ‘บักบ้า’ หรือฝักสะบ้าจ้า เอาไว้เล่นสะบ้างานบุญ หรือเอามาสระผมกะได้เด้อ”
กริชเดินสำรวจต่อไปเรื่อยๆ เขาพบกับ ‘ปลาจ่อม’ ที่ส่งกลิ่นแรงจนเขาต้องขยับจมูกหนี และ ‘หน่อไม้ไร่’ ที่เผาจนเปลือกดำกรอบ เขาเริ่มเข้าใจว่าวิถีชีวิตที่นี่ผูกพันกับธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง ทุกอย่างรอบตัวคืออาหารและเครื่องมือเครื่องใช้ กริชตัดสินใจซื้อแค่ปลาดุกย่าง ข้าวจี่ และผลไม้นิดหน่อยพอประทังหิว เมื่อกลับขึ้นรถและขับมาถึงหน้าบ้านผู้ใหญ่บ้าน กริชจอดรถนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ความเงียบของชนบทแผ่ซ่านเข้ามาในรถ
“ปิ๊... ขอบคุณมากนะสำหรับวันนี้ ที่ช่วยปกป้องผมตอนอยู่ที่ศาลา” กริชเอ่ยขึ้นเบา ๆ อิปิ๊ที่กำลังจะเปิดประตูรถชะงักหันมามอง แสงไฟหน้าปัดรถทำให้เห็นดวงตาที่เป็นประกายของเธอ
“บ่เป็นหยังดอกอ้าย คนบ้านเฮาถ้าตั้งใจจริง ปิ๊เชื่อว่าผีปู่ตาเจ้าทุ่งเจ้าท่าเพิ่นสิคอยคุ้มครอง อ้ายกริชกะเป็นคนดี... ปิ๊เบิ่งออก”
“พรุ่งนี้ตีห้า... ผมจะรอนะครับ ครูปิ๊” กริชยิ้มให้
“เตรียมใจไว้อาลัยได้เลยอ้ายกริช นรกโคลนตมรออ้ายอยู่” อิปิ๊ยิ้มกว้างก่อนจะโดดลงจากรถแล้ววิ่งเข้าบ้านไป ทิ้งให้กริชนั่งยิ้มอยู่คนเดียวท่ามกลางความมืด
กริชขับรถกลับบ้านย่าด้วยใจที่พองโต เขาไม่ได้กลัวคำท้าของบักรุ่งอีกต่อไป แต่เขากลับตื่นเต้นที่จะได้ตื่นมาเรียนรู้ "ลมหายใจของต้นกล้า" ในเช้าวันพรุ่งนี้ รอยดินที่หน้าผากยังคงอยู่ราวกับเป็นเครื่องเตือนใจว่า บัดนี้... เขาคือส่วนหนึ่งของแผ่นดินนี้อย่างแท้จริงแล้ว
ตอนที่ 53: รอยไหม้ที่ปลายทุ่ง เปลวเพลิงสีส้มที่โหมกระหน่ำท่ามกลางความมืดมิดของโคกอีแหลว ไม่ได้แผดเผาเพียงแค่ความฝันในโรงเรือนจิ้งหรีดของกริชเท่านั้น แต่มันกำลังจะกลายเป็นโศกนาฏกรรมของทั้งหมู่บ้าน ลมทุ่งที่พัดแรงในช่วงรุ่งหอบเอาลูกไฟปลิวว่อนไปทางแปลงนาข้างเคียงที่ชาวบ้านเพิ่งจะลงฟางเตรียมดินไว้ กลิ่นควันไฟฉุนกะทัดรัดปลุกให้หัวใจของคนในตำบลตื่นตระหนก"ไฟไหม้ ช่วยด้วย ไอ้รุ่งมันเผานา" เสียงตะโกนของอิปิ๊ดังก้องไปทั่วคุ้งน้ำเพียงไม่กี่อึดใจ แสงไฟฉายจากบ้านเรือนรอบๆ ก็สว่างขึ้นมาดั่งหิ่งห้อยนับร้อยดวง ชาวบ้านทั้งชายและหญิงต่างหิ้วถังน้ำ ถือจอบ ถือเสียม วิ่งกรูมายังพิกัดที่เกิดเหตุด้วยความโกรธแค้น เพราะพวกเขารู้ดีว่าหากไฟลามเข้าป่าข้าวหรือฟางนาในฤดูแล้งแบบนี้ ความฉิบหายจะไม่ได้หยุดแค่ที่นาของกริช แต่มันจะเผาผลาญปากท้องของคนทั้งหมู่บ้านให้วอดวายไปด้วยในขณะที่กริชและอิปิ๊กำลังง่วนกับการดับไฟที่โรงเรือน บักรุ่งที่นอนมอมแมมอยู่ในร่องน้ำพยายามจะตะเกียกตะกายหนี แต่มันกลับหนีไม่พ้นศาลเตี้ยของชาวบ้านที่มาถึงก่อนตำรวจ"มึงสิหนีไปไสไอ้รุ่ง มึงมันหนักแผ่นดิน" ลุงหวังที่วิ่งมาถึงคนแรกตะโกนลั่นพร้อมก
ตอนที่ 52: ตามใจผู้จัดการส่วนตัวสองสัปดาห์ผ่านไป... บรรยากาศในที่นาของพ่อไกรเปลี่ยนจากพื้นที่ขัดแย้งกลายเป็นพื้นที่แห่งชีวิตใหม่ แผลที่สีข้างของกริชสมานตัวจนเกือบสนิททิ้งไว้เพียงแผลเป็นแห่งเกียรติยศที่เขาภูมิใจ สถาปนิกหนุ่มในชุดเสื้อเชิ้ตแขนสั้นพับแขนและกางเกงเล บัดนี้ไม่ได้ถือเพียงตลับเมตร แต่เขายังสะพายย่ามที่เต็มไปด้วยสมุดสเก็ตช์ภาพและดินสอไม้ ที่ชานเรือนใหม่กริชกางกระดาษไขแผ่นใหญ่ลงบนโต๊ะไม้ ผัง "นาสีทองตัวอย่าง" ถูกร่างขึ้นอย่างประณีต"ปิ๊ มาดูนี่สิ อ้ายแบ่งโซนเสร็จแล้วนะ" กริชตะโกนเรียกหญิงสาวที่กำลังง่วนอยู่หลังบ้านอิปิ๊ วิ่งร่าเข้ามาในสภาพที่เนื้อตัวมอมแมมไปด้วยดิน แต่มันคือดินที่เธอภูมิใจเสนอที่สุด เธอยกถังใส่ดินดำขลับที่มีกลิ่นหอมของใบไม้หมักขึ้นมาวางโชว์"นี่ไงอ้ายกริชดินปลูกสูตรนางสิงห์ ปิ๊หมักตามธรรมชาติ ใช้ทั้งรำละเอียด แกลบเผา แล้วก็มูลควายจากคอกพ่อผู้ใหญ่ผสมกับน้ำหมักชีวภาพที่ปิ๊บ่มไว้ในโอ่ง รับรองว่าปลูกอะไรก็งาม พืชผลสิอวบอัดปานคนเลี้ยงเลยล่ะ" อิปิ๊หัวเราะร่วนพลางปาดเหงื่อที่ปลายจมูกจนเลอะดินเป็นปื้น กริชยิ้มอย่างเอ็นดู เขาหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับรอยเลอะบนหน้าให้เธออย่
ตอนที่ 51 พระจันทร์ยิ้มบนชานเรือนที่ปูสาดสีสวย สำรับอาหารมื้อเย็นถูกล้อมรอบด้วยคนสำคัญในชีวิตของกริช พ่อผู้ใหญ่บ้าน ลุงหวัง ย่าบุญมา และอิปิ๊ กริชนั่งพิงเสาเรือนเพราะยังเจ็บแผลอยู่เล็กน้อย โดยมีอิปิ๊คอยตักอ่อมไก่ใส่ถ้วยให้ไม่ขาด"กริช... เรื่องนายทุนมันจบลงแล้วกะจริง" พ่อผู้ใหญ่บ้านเอ่ยเสียงเข้มขึ้น"แต่ข่อยมีเรื่องหนึ่งสิถามเจ้าในฐานะคนที่เป็นพ่อ... เจ้าสิรับมือจั่งใด๋กับความรู้สึกของชาวบ้านบางคนที่เขายังเสียดายเงินของนายทุนอยู่ถึงมื้อนี้เขาเห็นความจริง แต่ความจนมันกะยังค้ำคอเขาอยู่เด้อ" กริชวางช้อนลง เขาไม่ได้ตอบทันทีแต่มองออกไปที่ผืนนาสีดำขลับในยามโพล้เพล้ "นั่นคือเหตุผลที่ผมไม่กลับไปทำงานที่กรุงเทพฯ ครับพ่อผู้ใหญ่ ผมจะพิสูจน์ให้เขาเห็นว่าที่ดินมันงอกเงยเป็นเงินได้มากกว่าเงินฟาดหัวของนายทุน ผมจะเริ่มทำนาสีทองให้เป็นต้นแบบ ใครอยากมีรายได้ผมจะสอนให้ทำโฮมสเตย์สอนให้แปรรูปข้าวและผมจะหาตลาดรองรับให้เองด้วยคอนเนกชันที่ผมมี""อ้ายกริชสิทำจริง ๆ บ่จ้ะ" อิปิ๊ถาม แววตาเต็มไปด้วยความหวัง "ปิ๊สิเป็นคนแรกที่ลงแรงช่วยอ้ายเอง""อ้ายทำจริงแน่ปิ๊... แต่อ้ายทำคนเดียวไม่ได้" กริชหันมาสบตาอิปิ๊กลาง
ตอนที่ 50 กฎเหล็กของปิ๊ภายในห้องพักฟื้นที่เคยเงียบเหงา บัดนี้กลับอบอวลไปด้วยมวลความสุขที่แผ่ออกมาผ่านเสียงหัวเราะและบทสนทนาที่หยอกล้อกันอย่างไม่ลดละ กริชที่นอนอยู่บนเตียงคนไข้เริ่มมีสีเลือดฝาดบนใบหน้ามากขึ้น เขาใช้สายตาเจ้าเล่ห์นิด ๆ มองจ้องไปที่หญิงสาวที่กำลังขะมักเขม้นกับการปอกแอปเปิลให้เขาอย่างตั้งใจ"โถ่ปิ๊... นี่อ้ายเป็นถึงสถาปนิกเกียรตินิยมนะ จะไม่ให้รางวัลคนทำงานเหนื่อย ๆ ด้วยวิสกี้สักเป๊กสองเป๊กเลยเหรอ" กริชแกล้งทำเสียงออดอ้อนพลางยื่นมือไปสะกิดแขนเสื้อของเธอ"บ่ได้จ้ะอ้ายกริช" อิปิ๊ตอบเสียงแข็งแต่แววตาระยิบระยับด้วยความสนุก "เป็นสถาปนิกเกียรตินิยมกะต้องรักษาสุขภาพเแมะ อีกอย่าง... เงินน่ะ ปิ๊สิเอาไปซื้อแม่พันธุ์วัว ซื้อปุ๋ยคอกมาใส่ที่นาเฮาเบิด อ้ายอยากดื่มกะดื่มน้ำมะพร้าวเผาฝีมือปิ๊ไปก่อนแล้วกันเด้อ""โห... นี่ขนาดยังไม่ได้แต่งนะเนี่ย กฎเหล็กมาเป็นชุดเลย" กริชหัวเราะเบา ๆ จนต้องเอามือกุมแผล "โอ๊ย... เจ็บนะเนี่ย ปิ๊แกล้งให้อ้ายหัวเราะจนแผลสะเทือนใช่ไหม""สมน้ำหน้าจ้ะ ใครใช้ให้หัวเราะล่ะ" อิปิ๊ค้อนวงใหญ่แต่ก็รีบวางจานผลไม้แล้วขยับเข้าไปใกล้เตียงเพื่อเช็คดูอาการ "ไหน... เจ็บมา
ตอนที่ 49: คำสารภาพริมเตียงแสงแดดยามเช้าลอดผ่านม่านสีขาวของโรงพยาบาลอำเภอ กลิ่นยาฆ่าเชื้อจาง ๆ อบอวลอยู่ในห้องพักฟื้นที่เงียบสงบ บนเตียงคนไข้ กริช ค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างช้า ๆ ความเจ็บปลาบที่สีข้างยังคงอยู่ แต่มันเบาบางลงมากเมื่อเทียบกับความรู้สึกหนักอึ้งเมื่อคืนสายตาของเขาปะทะเข้ากับใบหน้าจิ้มลิ้มของ อิปิ๊ ที่นั่งสัปหงกอยู่ข้างเตียง ผมเผ้ายุ่งเหยิงเล็กน้อยและยังมีคราบฝุ่นจางๆ ตามเสื้อผ้า ส่วน ย่าบุญมา นั่งเคี้ยวหมากอยู่อีกฝั่ง พอเห็นหลานชายขยับตัว ย่าก็อุทานออกมาด้วยความดีใจ"กริช ฟื้นแล้วบ่หลาน ย่าอยู่นี่เด้อ" อิปิ๊สะดุ้งตื่นตาเบิกโพลงพอเห็นกริชลืมตาเธอก็ลุกลี้ลุกลนทันที "อ้ายกริช อ้ายฟื้นแล้วเจ็บหม่องใด๋บ่ ปิ๊สิไปตามหมอ""ปิ๊..." กริชเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า เขาแกล้งทำหน้าเหยเกเหมือนเจ็บปวดแสนสาหัส "อย่าเพิ่งไป... อ้ายหิวน้ำ... เจ็บแผลเหลือเกิน ลุกไม่ไหวเลย"อิปิ๊ที่เคยเป็นนางสิงห์ถือเสียมไล่ทุบรถนายทุน บัดนี้กลับกลายเป็นลูกแมวเชื่อง ๆ เธอรีบรินน้ำใส่แก้วแล้วประคองหลอดให้กริชดื่มอย่างระมัดระวัง"ค่อย ๆ จิบเด้ออ้าย ปิ๊บอกแล้วว่าอย่าซ่า เห็นบ่... เกือบได้ไปเฝ้ายมบาลแล้ว" เธอพ
ตอนที่ 48 เอาผิดนายทุนความชุลมุนกลางลานวัดเริ่มคลี่คลายลงเมื่อรถกระบะของลุงหวังเบรกดังสนั่นที่ข้างเวที พ่อผู้ใหญ่บ้านและชายฉกรรจ์อีกสองสามคนรีบช่วยกันประคองร่างที่ชุ่มเลือดของกริชขึ้นหลังรถ อิปิ๊กระโดดขึ้นไปนั่งประคองศีรษะของเขาไว้บนตักทันที มือเล็กๆ ยังคงกดผ้าขาวม้าที่เริ่มชุ่มเลือดไว้แน่นที่หน้าท้องของกริช"อ้ายกริช... อดทนเด้ออ้าย อย่าหลับเด้อ!" อิปิ๊ร้องเรียกเสียงหลง ร่างกายเธอสั่นเทาไปหมด"ปิ๊... ใจเย็น ๆ ลูก เบิ่งแผลอ้ายดี ๆ" พ่อผู้ใหญ่บ้านที่รีบตามขึ้นมาดูสำรวจรอยกระสุนอย่างละเอียดภายใต้แสงไฟฉาย "กระสุนมันถากเข้าแฉลบสีข้างไปหน่อยเดียว แผลดูน่ากลัวเพราะเลือดออกเยอะ แต่น่าจะบ่เข้าจุดสำคัญ... กริช มึงยังมีสติอยู่บ่" กริชพยักหน้าเล็กน้อย ลมหายใจยังติดขัดแต่แววตาเริ่มกลับมามีความรู้สึก "ผม... ยังไหวครับพ่อผู้ใหญ่..."เมื่อรู้ว่ากริชพ้นขีดอันตรายในเบื้องต้น พ่อผู้ใหญ่บ้านและย่าบุญมาที่ตามขึ้นมาสมทบก็ถอนหายใจออกมาอย่างสุดตัว ย่าบุญมาทรุดลงกอดเข่ากริชพลางลูบหัวหลานชายด้วยน้ำตา "เทวดาคุ้มครองหลานย่าแท้ๆ ... พ่อไกรคุ้มครองเจ้าแล้ว"ในขณะที่ทุกคนกำลังโล่งใจ แต่อิปิ๊กลับไม่ได้คิดแค่นั้น







