Masukแก๊ง... แก๊ง... แก๊ง...
เสียงระฆังจากวัดเคาะตีบอกเวลาเช้ามืดดังแว่วมาตามลม ตัดสลับกับความเงียบสงัดของท้องทุ่ง แต่ในจังหวะที่กริชกำลังจะพลิกตัวเพื่อเคลิ้มหลับต่ออีกนิด เสียงประหลาดที่คุ้นเคยก็แทรกซึมผ่านม่านหมอกเข้ามา
“โชก... เชก... ปัง ปัง ปัง”
มันคือเสียงเหล็กกระทบกันของรถซาเล้งคู่ใจของ "อิปิ๊" ที่ดังสะเทือนเลื่อนลั่นมาแต่ไกล เครื่องยนต์เก่ากะทัดรัดส่งเสียงสำลักเป็นระยะๆ พร้อมกับเสียงโครงเหล็กที่เขย่ากุกกักไปตามคันนาที่ขรุขระ
“แปร๊นนนนนน”
เสียงแตรลมแบบบีบมือที่ติดอยู่กับแฮนด์รถถูกกดรัวๆ เป็นสัญญาณปลุกชั้นดีที่ทำเอากริชถึงกับสะดุ้งสุดตัวจนเกือบตกแคร่ หมดกัน... นิทราอันแสนหวานที่ถูกแทนที่ด้วยเสียงโวยวายของเครื่องยนต์และกลิ่นควันจางๆ จากรถซาเล้งที่กำลังมุ่งหน้าตรงมายังเถียงนาของเขา
“ตื่น ตื่นได้แล้วอ้ายกริช ตีห้าตรงเป๊ะ วินัยต้องมาก่อนสิไปสู้กับบักรุ่งเด้อ”
เสียงตะโกนดั่งฟ้าผ่าพุ่งตรงเข้าแก้วหู พร้อมกับเสียงเคาะหลังคาตรงห้องนอนจนกริชสะดุ้งสุดตัว เขาแทบจะกลิ้งตกเตียง ควานหามือถือและไอแพดด้วยความมึนงง แสงจากไฟฉายคาดศีรษะของอิปิ๊ส่องวาบเข้ามาจนเขาต้องหรี่ตา
“ปิ๊... นี่มันเพิ่งตีห้าเองนะ พระยังไม่ทันออกบิณฑบาตเลย” กริชพึมพำเสียงพร่า
“พระเพิ่นบ่ได้ไปท้าแข่งดำนากับไผ่นี่จ้า แต่อ้ายน่ะท้าเขาไว้” อิปิ๊ยืนเท้าสะเอวอยู่ข้างล่าง ในมือข้างหนึ่งถือคานหาบไม้ไผ่ที่แขวนตะกร้าใส่กล้าข้าวไว้จนเต็มทั้งสองข้าง
“ลงมาเร็วๆ ปิ๊เตรียมอุปกรณ์มาพร้อมแล้ว มื้อนี้เฮาสิซ้อมการทรงตัวกับ ‘คานหาบมรณะ’ นี่ล่ะ”
เสียงไก่ขันระงมรับรุ่งอรุณ กริชวักน้ำในตุ่มดินเผาขึ้นล้างหน้า ความเย็นจัดของน้ำค้างที่แทรกซึมอยู่ในตุ่มทำให้เขาพ่นลมหายใจออกมาเป็นไอจางๆ ความง่วงงุนมลายหายไปในพริบตา เขาก้าวเดินลงจากเรือนไม้หลังใหญ่ในชุดเสื้อยืดสีเข้มมัดกล้ามที่เริ่มชัดขึ้นจากการตรากตรำงานหนักในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ขากางเกงขาก๊วยถูกม้วนขึ้นจนถึงเหนือเข่า พร้อมลุยสนามรบสีดำที่เรียกว่า "ขี้ตม"
“กริชเอ๊ย... ปิ๊เอ๊ย... มากินข้าวกันก่อนหลาน อย่าฟ้าวใจร้อนออกไปตากแดดตากลมตอนท้องกิ่ว” เสียงย่าบุญมาดังมาจากชานเรือน
บนโตกไม้ไผ่มีข้าวเหนียวร้อน ๆ ควันฉุย พร้อมกับแจ่วบองรสจัดจ้านและไข่ต้มยางมะตูม ย่าบุญมาปั้นข้าวเหนียวใส่กระติ๊บมาส่งให้หลานทั้งสอง
“กินเยอะ ๆ เด้อศึกมื้อนี้มันใหญ่หลวงนัก แฮงกายสิบ่มีถ้าท้องมันไม่อิ่ม”
กริชและอิปิ๊นั่งล้อมวงจ้ำแจ่วบองกันอย่างรวดเร็ว กลิ่นปลาร้าสับสมุนไพรช่วยปลุกอะดรีนาลีนในร่างกายให้พลุ่งพล่าน กริชรู้สึกถึงพลังงานที่ซึมซาบเข้าสู่ร่างกาย มันไม่ใช่แค่พลังงานจากคาร์โบไฮเดรต แต่มันคือพลังจากความเมตตาของย่าที่ส่งผ่านอาหารมื้อเช้า เมื่ออิ่มหนำ อิปิ๊ก็ไม่ปล่อยเวลาให้เสียเปล่า เธอเดินนำกริชไปที่กองกล้าข้าวที่ถอนเตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อวาน
เมื่อมาถึงแปลงนาที่ย่าบุญมาให้คนมาสูบน้ำใส่เตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อคืน กริชถึงกับยืนนิ่ง ภาพตรงหน้าคือผืนนาที่น้ำปริ่มดินจนกลายเป็นสีช็อกโกแลตเข้ม เสียงเครื่องยนต์รถไถเดินตามดังสนั่น ตึกๆๆๆๆ ลุงหวังกำลังบังคับรถไถตลบดินจนเละกลายเป็นเลนละเอียด เพื่อให้พร้อมสำหรับการฝึกปักกล้าในเช้าวันนี้
“นี่ล่ะอ้ายกริช ‘ห้องเรียนมรณะ’ ของอ้าย!” อิปิ๊ประกาศก้องท่ามกลางเสียงรถไถ
“ลุงหวังเพิ่นนวดดินให้จนนิ่มพ้อมปักแล้ว แต่อ้ายต้องข้ามคันนานี่ไปให้ได้ก่อน”
“เบิ่งปิ๊เด้ออ้ายกริช เดินตามรอยเท้าปิ๊ ห้ามว่อกแว่ก ห้ามมองอย่างอื่น”
อิปิ๊ก้าวเดินบนคันนาที่ทั้งแคบและลื่นจากน้ำค้างอย่างคล่องแคล่ว คานหาบของเธอแกว่งไกวไปตามจังหวะเดินอย่างเป็นธรรมชาติ กริชพยายามก้าวตามแต่ทว่า...
แฉลบ!
“เฮ้ย!” กริชเสียหลักเพราะดินริมคันนาอ่อนตัว คานหาบเอียงกระเท่เร่ทำให้เขาสูญเสียการควบคุม ร่างของสถาปนิกหนุ่มเกือบจะไถลลงไปในร่องน้ำข้างคันนา
“วิดพื้น 5 ที ปฏิบัติ!” อิปิ๊สั่งเสียงเข้ม
“บอกแล้วไงว่าห้ามฝืนแรงไม้คาน อ้ายต้องใช้ 'เอว' รับแรงเหวี่ยง ไม่ใช่ใช้แค่ไหล่”
กริชวางคานหาบลงอย่างระมัดระวัง แล้วก้มลงวิดพื้นบนคันนาที่เปื้อนฝุ่นดิน 1... 2... 3... 4... 5... เขาเงยหน้าขึ้นปาดเหงื่อที่เริ่มซึม แววตาไม่ได้โกรธเคือง แต่กลับเต็มไปด้วยความท้าทาย
“เอาใหม่ปิ๊... ผมเริ่มจับจังหวะมันได้แล้ว” กริชยกคานหาบขึ้นบ่าอีกครั้ง คราวนี้เขาไม่มองแค่พื้นดิน แต่เขาใช้ประสาทสัมผัสรับน้ำหนักที่ถ่ายเทไปมา เขาเริ่มเดินได้นิ่งขึ้น ความนิ่งที่เกิดจากการ 'ยอมรับ' น้ำหนักของแผ่นดิน ไม่ใช่การฝืนสู้
เมื่อมาถึงจุดที่ลุงหวังไถดินจนเนียน อิปิ๊กระโดดลงไปในโคลนที่ลุงหวังเพิ่งนวดเสร็จใหม่ๆ ดัง จ๋อม! กลิ่นโคลนสาบควายผสมกลิ่นไอดินลอยแตะจมูก
“มาอ้าย... ลงมาเรียนรู้วิธีการปักชีวิตลงดิน”
กริชก้าวลงไปในโคลนดูดที่นุ่มและเหนียว เขาคว้ากำกล้าขึ้นมาหนึ่งมัดตามที่อิปิ๊สอน “แบ่งกล้าออกมาแค่ 3-4 ต้น ต่อกอเด้ออ้าย อย่าโลภเอาเยอะ เดี๋ยวข้าวมันสิแย่งธาตุอาหารกัน” อิปิ๊เริ่มสาธิต จังหวะของเธอคือการ
“จิก-ปัก-ถอย” ที่รวดเร็วและแม่นยำ ปลายเท้าถอยหลังเป็นเส้นตรง มือซ้ายถือมัดกล้า มือขวาหยิบและปักลงสู่โคลนอย่างนุ่มนวลแต่แน่นหนา
“ลองดูอ้ายกริช... นึกว่ากำลังปักหมุดในแบบแปลนของอ้ายนั่นล่ะ แต่คราวนี้กระดาษของอ้ายคือดินและปากกาของอ้ายคือต้นข้าว”
กริชก้มตัวลง หลังของเขาโค้งขนานกับผิวน้ำ เขาพยายามปักต้นกล้าแรกลงไป แต่ดินเหนียวที่เพิ่งถูกไถมาใหม่ๆ กลับดูดนิ้วเขาไว้จนต้นกล้าลอยตุ๊บป่องขึ้นมาเหนือผิวน้ำ
“อ้ายกริช! ข้าวลอยน้ำแบบนั้นมันสิโตได้จั่งใด๋” อิปิ๊ดุพลางหัวเราะ
"เอาใหม่... กดลงไปให้ถึงชั้นดินลึก แต่อย่าลึกจนมิดยอด”
กริชสูดหายใจลึก เขาเริ่มมองเห็นจังหวะที่อิปิ๊สอน เขาใช้ความนิ่งแบบสถาปนิกมาประยุกต์ ปรับองศามือให้เอียงเล็กน้อยเพื่อลดแรงต้านของน้ำ ปึด! คราวนี้ต้นกล้าตั้งตรงสง่างามท่ามกลางเลนสีดำ
“ดีมากอ้าย! นั่นล่ะ... เริ่มเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาแน่แล้ว” อิปิ๊ชมพลางยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาว
ทั้งวันนั้น กริชใช้เวลาอยู่กลางแดดที่เริ่มแผดเผา หลังของเขาปวดร้าว มือเริ่มพอง แต่หัวใจเขากลับเต้นแรงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมบักรุ่งถึงกล้าท้าเขา เพราะงานนี้มันคือการใช้ 'ชีวิต' แลกกับ 'ผลผลิต' จริงๆ
เมื่อเข็มนาฬิกาเคลื่อนเข้าสู่ช่วงบ่าย แสงแดดจัดจ้าแผดเผาจนไอน้ำเหนือท้องนาลอยขึ้นมาเป็นริ้วๆ ความร้อนระอุทำเอาแผ่นหลังของกริชแสบพอง และความปวดร้าวจากการก้มโค้งซ้ำๆ เริ่มส่งสัญญาณเตือนไปทั่วกระดูกสันหลัง อิปิ๊ที่มองดูอยู่เห็นจังหวะการปักของกริชเริ่มช้าลง และมือที่เคยนิ่งเริ่มสั่นเทา เธอจึงยกมือขึ้นเหนือหัวแล้วตะโกนบอกลุงหวังให้หยุดรถไถ
“เซา ๆ อ้ายกริช พอก่อนมื้อนี้ ขืนอ้ายปักต่อ มีหวังหน้ามืดจมตมสิบ่คุ้มกัน” อิปิ๊ตะโกนบอกพลางกวักมือเรียก
“ขึ้นมาพักใต้ร่มหูกวางนี่มา ปิ๊เตรียมของดีไว้ถ่าแล้ว”
กริชพยุงร่างที่เต็มไปด้วยโคลนขึ้นมาจากแปลงนาอย่างยากลำบาก ขาของเขาหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยตะกั่ว เขาค่อยๆ เดินไปล้างเนื้อล้างตัวในรางน้ำใสที่ไหลมาจากประตูน้ำไม้แดง ความเย็นของน้ำช่วยบรรเทาความร้อนในร่างกายได้เพียงชั่วครู่ ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งบนแคร่ไม้ไผ่ใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ อิปิ๊เดินยิ้มร่าเข้ามาพร้อมกับกระบอกไม้ไผ่ที่บรรจุน้ำสมุนไพรแช่เย็นเจี๊ยบ และถาดสังกะสีที่มี “แตงโมลูกโต” ผ่าซีกสีแดงสดน่ากิน
“เอ้า จิบน้ำเก๊กฮวยป่าเย็น ๆ นี่ก่อนอ้าย แล้วกะกินแตงโมหวานๆ นี่ซะ มันสิช่วยคลายร้อนข้างใน” อิปิ๊ส่งกระบอกน้ำให้
กริชดื่มน้ำรวดเดียวเกือบหมดกระบอกความหวานเย็นซ่านไปถึงหัวใจ เขาหยิบแตงโมขึ้นมากัดคำโตความฉ่ำของมันทำให้เขารู้สึกเหมือนได้รับพลังชีวิตกลับคืนมาหลังจากที่ล้ามาหลายชั่วโมง
“ขอบคุณนะปิ๊... ผมไม่เคยคิดเลยว่าแตงโมธรรมดาๆ จะอร่อยได้ขนาดนี้”
“กะแม่นตั๊วอ้าย อยู่เมืองกรุงอ้ายกินในห้องแอร์ มันบ่เห็นค่าของความเย็นหรอก” อิปิ๊นั่งลงข้างๆ พลางหยิบพัดใบตาลมาโบกให้เขา
“มื้อบ่ายนี้ปิ๊สิบ่ให้อ้ายลงนาแล้ว แต่อ้ายต้องนั่งเบิ่งแทน”
ตอนที่ 53: รอยไหม้ที่ปลายทุ่ง เปลวเพลิงสีส้มที่โหมกระหน่ำท่ามกลางความมืดมิดของโคกอีแหลว ไม่ได้แผดเผาเพียงแค่ความฝันในโรงเรือนจิ้งหรีดของกริชเท่านั้น แต่มันกำลังจะกลายเป็นโศกนาฏกรรมของทั้งหมู่บ้าน ลมทุ่งที่พัดแรงในช่วงรุ่งหอบเอาลูกไฟปลิวว่อนไปทางแปลงนาข้างเคียงที่ชาวบ้านเพิ่งจะลงฟางเตรียมดินไว้ กลิ่นควันไฟฉุนกะทัดรัดปลุกให้หัวใจของคนในตำบลตื่นตระหนก"ไฟไหม้ ช่วยด้วย ไอ้รุ่งมันเผานา" เสียงตะโกนของอิปิ๊ดังก้องไปทั่วคุ้งน้ำเพียงไม่กี่อึดใจ แสงไฟฉายจากบ้านเรือนรอบๆ ก็สว่างขึ้นมาดั่งหิ่งห้อยนับร้อยดวง ชาวบ้านทั้งชายและหญิงต่างหิ้วถังน้ำ ถือจอบ ถือเสียม วิ่งกรูมายังพิกัดที่เกิดเหตุด้วยความโกรธแค้น เพราะพวกเขารู้ดีว่าหากไฟลามเข้าป่าข้าวหรือฟางนาในฤดูแล้งแบบนี้ ความฉิบหายจะไม่ได้หยุดแค่ที่นาของกริช แต่มันจะเผาผลาญปากท้องของคนทั้งหมู่บ้านให้วอดวายไปด้วยในขณะที่กริชและอิปิ๊กำลังง่วนกับการดับไฟที่โรงเรือน บักรุ่งที่นอนมอมแมมอยู่ในร่องน้ำพยายามจะตะเกียกตะกายหนี แต่มันกลับหนีไม่พ้นศาลเตี้ยของชาวบ้านที่มาถึงก่อนตำรวจ"มึงสิหนีไปไสไอ้รุ่ง มึงมันหนักแผ่นดิน" ลุงหวังที่วิ่งมาถึงคนแรกตะโกนลั่นพร้อมก
ตอนที่ 52: ตามใจผู้จัดการส่วนตัวสองสัปดาห์ผ่านไป... บรรยากาศในที่นาของพ่อไกรเปลี่ยนจากพื้นที่ขัดแย้งกลายเป็นพื้นที่แห่งชีวิตใหม่ แผลที่สีข้างของกริชสมานตัวจนเกือบสนิททิ้งไว้เพียงแผลเป็นแห่งเกียรติยศที่เขาภูมิใจ สถาปนิกหนุ่มในชุดเสื้อเชิ้ตแขนสั้นพับแขนและกางเกงเล บัดนี้ไม่ได้ถือเพียงตลับเมตร แต่เขายังสะพายย่ามที่เต็มไปด้วยสมุดสเก็ตช์ภาพและดินสอไม้ ที่ชานเรือนใหม่กริชกางกระดาษไขแผ่นใหญ่ลงบนโต๊ะไม้ ผัง "นาสีทองตัวอย่าง" ถูกร่างขึ้นอย่างประณีต"ปิ๊ มาดูนี่สิ อ้ายแบ่งโซนเสร็จแล้วนะ" กริชตะโกนเรียกหญิงสาวที่กำลังง่วนอยู่หลังบ้านอิปิ๊ วิ่งร่าเข้ามาในสภาพที่เนื้อตัวมอมแมมไปด้วยดิน แต่มันคือดินที่เธอภูมิใจเสนอที่สุด เธอยกถังใส่ดินดำขลับที่มีกลิ่นหอมของใบไม้หมักขึ้นมาวางโชว์"นี่ไงอ้ายกริชดินปลูกสูตรนางสิงห์ ปิ๊หมักตามธรรมชาติ ใช้ทั้งรำละเอียด แกลบเผา แล้วก็มูลควายจากคอกพ่อผู้ใหญ่ผสมกับน้ำหมักชีวภาพที่ปิ๊บ่มไว้ในโอ่ง รับรองว่าปลูกอะไรก็งาม พืชผลสิอวบอัดปานคนเลี้ยงเลยล่ะ" อิปิ๊หัวเราะร่วนพลางปาดเหงื่อที่ปลายจมูกจนเลอะดินเป็นปื้น กริชยิ้มอย่างเอ็นดู เขาหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับรอยเลอะบนหน้าให้เธออย่
ตอนที่ 51 พระจันทร์ยิ้มบนชานเรือนที่ปูสาดสีสวย สำรับอาหารมื้อเย็นถูกล้อมรอบด้วยคนสำคัญในชีวิตของกริช พ่อผู้ใหญ่บ้าน ลุงหวัง ย่าบุญมา และอิปิ๊ กริชนั่งพิงเสาเรือนเพราะยังเจ็บแผลอยู่เล็กน้อย โดยมีอิปิ๊คอยตักอ่อมไก่ใส่ถ้วยให้ไม่ขาด"กริช... เรื่องนายทุนมันจบลงแล้วกะจริง" พ่อผู้ใหญ่บ้านเอ่ยเสียงเข้มขึ้น"แต่ข่อยมีเรื่องหนึ่งสิถามเจ้าในฐานะคนที่เป็นพ่อ... เจ้าสิรับมือจั่งใด๋กับความรู้สึกของชาวบ้านบางคนที่เขายังเสียดายเงินของนายทุนอยู่ถึงมื้อนี้เขาเห็นความจริง แต่ความจนมันกะยังค้ำคอเขาอยู่เด้อ" กริชวางช้อนลง เขาไม่ได้ตอบทันทีแต่มองออกไปที่ผืนนาสีดำขลับในยามโพล้เพล้ "นั่นคือเหตุผลที่ผมไม่กลับไปทำงานที่กรุงเทพฯ ครับพ่อผู้ใหญ่ ผมจะพิสูจน์ให้เขาเห็นว่าที่ดินมันงอกเงยเป็นเงินได้มากกว่าเงินฟาดหัวของนายทุน ผมจะเริ่มทำนาสีทองให้เป็นต้นแบบ ใครอยากมีรายได้ผมจะสอนให้ทำโฮมสเตย์สอนให้แปรรูปข้าวและผมจะหาตลาดรองรับให้เองด้วยคอนเนกชันที่ผมมี""อ้ายกริชสิทำจริง ๆ บ่จ้ะ" อิปิ๊ถาม แววตาเต็มไปด้วยความหวัง "ปิ๊สิเป็นคนแรกที่ลงแรงช่วยอ้ายเอง""อ้ายทำจริงแน่ปิ๊... แต่อ้ายทำคนเดียวไม่ได้" กริชหันมาสบตาอิปิ๊กลาง
ตอนที่ 50 กฎเหล็กของปิ๊ภายในห้องพักฟื้นที่เคยเงียบเหงา บัดนี้กลับอบอวลไปด้วยมวลความสุขที่แผ่ออกมาผ่านเสียงหัวเราะและบทสนทนาที่หยอกล้อกันอย่างไม่ลดละ กริชที่นอนอยู่บนเตียงคนไข้เริ่มมีสีเลือดฝาดบนใบหน้ามากขึ้น เขาใช้สายตาเจ้าเล่ห์นิด ๆ มองจ้องไปที่หญิงสาวที่กำลังขะมักเขม้นกับการปอกแอปเปิลให้เขาอย่างตั้งใจ"โถ่ปิ๊... นี่อ้ายเป็นถึงสถาปนิกเกียรตินิยมนะ จะไม่ให้รางวัลคนทำงานเหนื่อย ๆ ด้วยวิสกี้สักเป๊กสองเป๊กเลยเหรอ" กริชแกล้งทำเสียงออดอ้อนพลางยื่นมือไปสะกิดแขนเสื้อของเธอ"บ่ได้จ้ะอ้ายกริช" อิปิ๊ตอบเสียงแข็งแต่แววตาระยิบระยับด้วยความสนุก "เป็นสถาปนิกเกียรตินิยมกะต้องรักษาสุขภาพเแมะ อีกอย่าง... เงินน่ะ ปิ๊สิเอาไปซื้อแม่พันธุ์วัว ซื้อปุ๋ยคอกมาใส่ที่นาเฮาเบิด อ้ายอยากดื่มกะดื่มน้ำมะพร้าวเผาฝีมือปิ๊ไปก่อนแล้วกันเด้อ""โห... นี่ขนาดยังไม่ได้แต่งนะเนี่ย กฎเหล็กมาเป็นชุดเลย" กริชหัวเราะเบา ๆ จนต้องเอามือกุมแผล "โอ๊ย... เจ็บนะเนี่ย ปิ๊แกล้งให้อ้ายหัวเราะจนแผลสะเทือนใช่ไหม""สมน้ำหน้าจ้ะ ใครใช้ให้หัวเราะล่ะ" อิปิ๊ค้อนวงใหญ่แต่ก็รีบวางจานผลไม้แล้วขยับเข้าไปใกล้เตียงเพื่อเช็คดูอาการ "ไหน... เจ็บมา
ตอนที่ 49: คำสารภาพริมเตียงแสงแดดยามเช้าลอดผ่านม่านสีขาวของโรงพยาบาลอำเภอ กลิ่นยาฆ่าเชื้อจาง ๆ อบอวลอยู่ในห้องพักฟื้นที่เงียบสงบ บนเตียงคนไข้ กริช ค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างช้า ๆ ความเจ็บปลาบที่สีข้างยังคงอยู่ แต่มันเบาบางลงมากเมื่อเทียบกับความรู้สึกหนักอึ้งเมื่อคืนสายตาของเขาปะทะเข้ากับใบหน้าจิ้มลิ้มของ อิปิ๊ ที่นั่งสัปหงกอยู่ข้างเตียง ผมเผ้ายุ่งเหยิงเล็กน้อยและยังมีคราบฝุ่นจางๆ ตามเสื้อผ้า ส่วน ย่าบุญมา นั่งเคี้ยวหมากอยู่อีกฝั่ง พอเห็นหลานชายขยับตัว ย่าก็อุทานออกมาด้วยความดีใจ"กริช ฟื้นแล้วบ่หลาน ย่าอยู่นี่เด้อ" อิปิ๊สะดุ้งตื่นตาเบิกโพลงพอเห็นกริชลืมตาเธอก็ลุกลี้ลุกลนทันที "อ้ายกริช อ้ายฟื้นแล้วเจ็บหม่องใด๋บ่ ปิ๊สิไปตามหมอ""ปิ๊..." กริชเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า เขาแกล้งทำหน้าเหยเกเหมือนเจ็บปวดแสนสาหัส "อย่าเพิ่งไป... อ้ายหิวน้ำ... เจ็บแผลเหลือเกิน ลุกไม่ไหวเลย"อิปิ๊ที่เคยเป็นนางสิงห์ถือเสียมไล่ทุบรถนายทุน บัดนี้กลับกลายเป็นลูกแมวเชื่อง ๆ เธอรีบรินน้ำใส่แก้วแล้วประคองหลอดให้กริชดื่มอย่างระมัดระวัง"ค่อย ๆ จิบเด้ออ้าย ปิ๊บอกแล้วว่าอย่าซ่า เห็นบ่... เกือบได้ไปเฝ้ายมบาลแล้ว" เธอพ
ตอนที่ 48 เอาผิดนายทุนความชุลมุนกลางลานวัดเริ่มคลี่คลายลงเมื่อรถกระบะของลุงหวังเบรกดังสนั่นที่ข้างเวที พ่อผู้ใหญ่บ้านและชายฉกรรจ์อีกสองสามคนรีบช่วยกันประคองร่างที่ชุ่มเลือดของกริชขึ้นหลังรถ อิปิ๊กระโดดขึ้นไปนั่งประคองศีรษะของเขาไว้บนตักทันที มือเล็กๆ ยังคงกดผ้าขาวม้าที่เริ่มชุ่มเลือดไว้แน่นที่หน้าท้องของกริช"อ้ายกริช... อดทนเด้ออ้าย อย่าหลับเด้อ!" อิปิ๊ร้องเรียกเสียงหลง ร่างกายเธอสั่นเทาไปหมด"ปิ๊... ใจเย็น ๆ ลูก เบิ่งแผลอ้ายดี ๆ" พ่อผู้ใหญ่บ้านที่รีบตามขึ้นมาดูสำรวจรอยกระสุนอย่างละเอียดภายใต้แสงไฟฉาย "กระสุนมันถากเข้าแฉลบสีข้างไปหน่อยเดียว แผลดูน่ากลัวเพราะเลือดออกเยอะ แต่น่าจะบ่เข้าจุดสำคัญ... กริช มึงยังมีสติอยู่บ่" กริชพยักหน้าเล็กน้อย ลมหายใจยังติดขัดแต่แววตาเริ่มกลับมามีความรู้สึก "ผม... ยังไหวครับพ่อผู้ใหญ่..."เมื่อรู้ว่ากริชพ้นขีดอันตรายในเบื้องต้น พ่อผู้ใหญ่บ้านและย่าบุญมาที่ตามขึ้นมาสมทบก็ถอนหายใจออกมาอย่างสุดตัว ย่าบุญมาทรุดลงกอดเข่ากริชพลางลูบหัวหลานชายด้วยน้ำตา "เทวดาคุ้มครองหลานย่าแท้ๆ ... พ่อไกรคุ้มครองเจ้าแล้ว"ในขณะที่ทุกคนกำลังโล่งใจ แต่อิปิ๊กลับไม่ได้คิดแค่นั้น







