Masukตอนที่ 24: การอ่านจังหวะธรรมชาติ
ความเงียบสงบในยามบ่ายแผ่ซ่านไปทั่วท้องทุ่งนาสีทอง ลมเอื่อย ๆ พัดเอาความร้อนชื้นจากไอดินขึ้นมาปะทะกับความเย็นใต้ร่มเงาหนาทึบของต้นหูกวางใหญ่ เสียงใบไม้ที่เสียดสีกันดังเป็นจังหวะราวกับเสียงดนตรีกล่อมขวัญ กริชทอดกายลงบนแคร่ไม้ไผ่ที่ขัดจนมันปลาบ ความปวดร้าวที่แผ่นหลังเริ่มทุเลาลงเมื่อได้รับการพักผ่อนที่พอเหมาะ พัดใบตาลในมือของอิปิ๊ยังคงทำหน้าที่ส่งลมเย็น ๆ มาให้ไม่ขาดสาย กริชเอนหลังพิงเสาแคร่ มองออกไปยังทุ่งนาที่สะท้อนแสงแดดยามบ่ายจนระยิบระยับราวกับเกล็ดปลา พื้นน้ำที่เพิ่งถูกรถไถนวดจนเนียนเริ่มนิ่งสงบ
“เบิ่งหยังปิ๊” กริชถามอย่างสงสัย เมื่อเห็นครูฝึกสาวจ้องมองไปยังผืนนาด้วยสายตาที่วิเคราะห์อย่างถี่ถ้วน
“เบิ่งลม เบิ่งเงาไม้ และเบิ่งจังหวะของนกจ้า” อิปิ๊ชี้ไปที่ฝูงนกกระยางขาวสะอาดยี่สิบสามสิบตัวที่เริ่มบินร่อนลงมาเกาะตามแปลงนาที่เพิ่งไถเสร็จใหม่ ๆ
“อ้ายเห็นเบาะ นกมันสิลงหม่องที่ดินนิ่มที่สุด เพราะมันหาปลาหาหอยกินง่าย ถ้ามื้อแข่งอ้ายเห็นดินหม่องใด๋นกชอบลง แสดงว่าดินหม่องนั้นสิปักง่าย แต่อย่าไปปักซ้ำรอยเท้าควายเด้อดินมันสิแน่นปักบ่ลง”
กริชนิ่งฟังพลางมองตามนิ้วของอิปิ๊อย่างพินิจพิจารณา เขาเพิ่งตระหนักในวินาทีนั้นเองว่า เทคโนโลยีพิกัด GPS หรือการคำนวณในไอแพดที่เขาพกมา อาจช่วยเรื่องความแม่นยำของแถวข้าวได้จริง แต่ความสังเกตที่ถ่ายทอดผ่านภูมิปัญญาพื้นบ้านต่างหาก ที่จะช่วยเรื่องความรวดเร็ว ผ่อนแรง และความอยู่รอดในสถานการณ์จริง
“อ้ายกริช...” อิปิ๊ลดพัดลง แววตาที่เคยขี้เล่นกลับดูจริงจังขึ้นจนกริชรู้สึกได้
“บักรุ่งมันร้ายกว่าที่อ้ายคิดเด้อ ปิ๊ได้ยินคนในหมู่บ้านเว้ากันว่า มันแอบไปสั่งซื้อ ‘ปุ๋ยเคมี’ สูตรเข้มข้นมาเตรียมไว้ ปิ๊ย่านว่ามันสิแอบเอามาโรยในลู่วิ่งของอ้าย เพื่อให้ดินมันร้อน หรือทำให้ขาอ้ายคันจนดำนาบ่ได้” กริชขมวดคิ้วแน่นความรู้สึกขุ่นเคืองแล่นริ้วขึ้นมา
“ทำแบบนั้นเลยเหรอปิ๊ นั่นมันโกงกันชัด ๆ ”
“คนอย่างบักรุ่งมันบ่สนคำว่าโกงหรอกอ้าย มันสนแค่คำว่าชนะ” อิปิ๊ถอนหายใจยาว
“เพราะงั้นช่วงบ่ายที่อ้ายพัก อ้ายต้องวางแผนในหัวให้ดี ว่าถ้าเจออุปสรรคใต้โคลน อ้ายสิจัดการจั่งใด๋”
กริชหลับตาลงช้า ๆ ปล่อยให้ลมทุ่งลูบไล้ผิวหน้า ความเหนื่อยล้าทางกายค่อย ๆ จางไป แทนที่ด้วยการใช้ความคิดที่เฉียบคมและนิ่งสงบ เขาไม่ได้กลัวแผนสกปรกของบักรุ่ง แต่เขากำลังคิดหาวิธีที่จะเปลี่ยนอุปสรรคเหล่านั้นให้กลายเป็นบทพิสูจน์ศักดิ์ศรีของเขาเอง
“ปิ๊... ไม่ว่าวันแข่งจะเกิดอะไรขึ้น หรือบักรุ่งจะทำอะไร ผมขอบอกไว้ตรงนี้เลยนะ...” กริชลืมตาขึ้นมองหน้าสาวบ้านนาที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ด้วยแววตามุ่งมั่น
“ผมจะไม่มีวันยอมแพ้ และผมจะไม่ยอมให้ที่ดินของย่าต้องเปื้อนด้วยการโกงของคนอย่างมัน ผมจะเอาชนะมันด้วยมือสองข้างและวิชาที่ปิ๊สอนผมนี่แหละ” อิปิ๊ยิ้มออกมา เป็นยิ้มที่เต็มไปด้วยความเชื่อมั่นและชื่นชม
“ปิ๊เชื่อใจอ้ายจ้า... เอ้า พักผ่อนซะอ้าย อีกงีบเดียวแดดกะสิร่มแล้ว ปิ๊สิพาไปดูมัดกล้าสูตรพิเศษที่จะทำให้อ้ายปักได้ไวกว่าเดิมสองเท่า”
กริชพยักหน้าแล้วเอนกายลงนอนบนแคร่ไม้ไผ่ เสียงลมพัดใบหูกวางดังสม่ำเสมอสลับกับเสียงจิ้งหรีดเรไรที่ร้องเบา ๆ ในช่วงบ่ายที่เงียบสงบ เขาหลับตาลงเพื่อเก็บออมพลังงาน เขารู้ดีว่านี่คือความสงบก่อนพายุครั้งใหญ่จะมาถึง และเขาก็พร้อมแล้วที่จะเผชิญหน้ากับมัน ไม่ใช่ในฐานะสถาปนิกผู้มาเยือน แต่ในฐานะคนทำงานที่พร้อมจะปกป้องแผ่นดินนาสีทองด้วยศักดิ์ศรี
อีกฟากหนึ่งของหมู่บ้านโคกอีแหลว ณ กระท่อมท้ายสวนข้างคอกควายของกำนันพงษ์ บรรยากาศกลับเต็มไปด้วยความตึงเครียดและกลิ่นคาวของแผนร้าย บักรุ่ง นั่งยอง ๆ อยู่บนขอนไม้ สองมือของเขาไม่ได้จับมัดกล้าขึ้นมาฝึกซ้อมเหมือนอย่างที่กริชทำ แต่เขากำลังขะมักเขม้นอยู่กับการผสม "สูตรโกง" ลงในถังพลาสติกใบใหญ่
“ลูกพี่... เอาอีหลีเบาะ ถ้าผู้ใหญ่บ้านจับได้เฮาสิซวยเด้อ” สมุนมือขวาของบักรุ่งเอ่ยถามเสียงสั่น พลางมองดูน้ำสีคล้ำ ๆ ในถังที่ส่งกลิ่นฉุนกึก
“มึงสิกลัวอีหยัน ถ้าขืนปล่อยให้ไอ้หน้าขาวนั่นมันดำนาชนะ มันกะสิได้หน้า ได้ใจคนในหมู่บ้าน และที่สำคัญ... มันสิแย่งปิ๊ไปจากกู” บักรุ่งสบถเสียงต่ำ แววตาเต็มไปด้วยความริษยา
“กูสิเฮ็ดให้มันฮู้ว่า ทุ่งนาสีทองหม่องนี้ มันบ่แม่นที่สำหรับคนสำอางแบบมัน”
บักรุ่งไม่ได้สนใจการฝึกซ้อม เพราะเขามั่นใจในความไวของตัวเองที่ทำมาตั้งแต่เด็ก แต่สิ่งที่เขากลัวคือ "หัวใจ" ของอิปิ๊ที่ดูจะเอนเอียงไปทางกริชมากขึ้นทุกวัน แผนการของเขาจึงไม่ใช่แค่การชนะดำนา แต่คือการ "ทำลาย" กริชให้เสียหน้าจนอยู่ต่อไม่ได้ ในถังใบนั้นบักรุ่งผสมทั้ง ปุ๋ยเคมีสูตรเข้มข้น ที่มีฤทธิ์กัดผิวหากสัมผัสนาน ๆ และ ผงหมามุ่ย ที่เขาแอบไปเก็บมาจากป่าละเมาะท้ายหมู่บ้าน
“มื้อวันแข่งเช้ามืด ก่อนที่พวกมันสิมาถึงนา กูสิเอาไอ้พวกนี้ไปโรยไว้ในเลนฝั่งที่มันต้องแข่ง” บักรุ่งแสยะยิ้มเจ้าเล่ห์
“พอเท้ามันเหยียบลงไป โคลนมันสิเริ่มร้อน และความคันสิแล่นเข้าสู่เส้นเลือด มันสิดำนาบ่ได้แม้แต่กอเดียว ยิ่งมันดิ้นมันกะยิ่งคัน ยิ่งมันเกามันกะยิ่งเสียเวลา... ฮ่า ๆ”
“แล้วถ้าปิ๊ลงไปโดนด้วยล่ะพี่” สมุนอีกคนถามด้วยความกังวล
“กูคำนวณไว้แล้ว ลู่แข่งมันแยกกันชัดเจน กูสิโรยเฉพาะฝั่งไอ้กริชเท่านั้น ฝั่งปิ๊กูสิให้ลุงหวังไถดินใหม่ ๆ ให้ปักง่าย ๆ เลยล่ะ” บักรุ่งหัวเราะร่วนอย่างย่ามใจในแผนการ
ทางด้านนาสีทอง ลุงหวังที่กำลังเดินเช็กความเรียบร้อยของเครื่องยนต์รถไถอยู่ใกล้ ๆ เถียงนา สังเกตเห็นเงาวับ ๆ แวม ๆ ของไฟมอเตอร์ไซค์บักรุ่งที่ขับวนเวียนอยู่แถวทางเข้าป่าท้ายนา แกเป็นคนแก่ที่ผ่านโลกมามาก จึงเริ่มสะกิดใจในความเงียบผิดปกติของขาโจ๋ประจำหมู่บ้าน
“หลานกริช... หลานปิ๊...” ลุงหวังเดินเข้ามาหาทั้งสองที่แคร่ใต้ต้นหูกวาง “เมื่อกี้ลุงเห็นบักรุ่งมันขับรถวนไปวนมาแถวนี้ แววตามันบ่แม่นคนสิมาเบิ่งนาธรรมดาเด้อ ลุงว่าคืนนี้เฮาต้องระวังตัวกันหน่อยแล้วล่ะ” กริชลุกขึ้นนั่ง แววตาที่เคยอ่อนล้ากลับมาตื่นตัวทันที
“มันคงเริ่มลงมือแล้วสินะครับลุง...”
“อ้ายกริชบ่ต้องห่วง” อิปิ๊กำหมัดแน่น “ถ้ามันกล้ามาเล่นสกปรกในที่นาของย่าบุญมา ปิ๊สิสั่งสอนให้มันฮู้สำนึกเอง”
กริชมองออกไปในความมืดที่เริ่มปกคลุมท้องทุ่ง เขาไม่ได้หวาดกลัว แต่ในสมองของสถาปนิกเริ่มวางแผน "ซ้อนกล" เพื่อรับมือกับสิ่งที่มองไม่เห็นใต้โคลนตม คืนนี้จะเป็นคืนที่ยาวนานที่สุดก่อนที่ศึกแห่งศักดิ์ศรีจะเริ่มต้นขึ้นในวันรุ่งขึ้น
ตอนที่ 53: รอยไหม้ที่ปลายทุ่ง เปลวเพลิงสีส้มที่โหมกระหน่ำท่ามกลางความมืดมิดของโคกอีแหลว ไม่ได้แผดเผาเพียงแค่ความฝันในโรงเรือนจิ้งหรีดของกริชเท่านั้น แต่มันกำลังจะกลายเป็นโศกนาฏกรรมของทั้งหมู่บ้าน ลมทุ่งที่พัดแรงในช่วงรุ่งหอบเอาลูกไฟปลิวว่อนไปทางแปลงนาข้างเคียงที่ชาวบ้านเพิ่งจะลงฟางเตรียมดินไว้ กลิ่นควันไฟฉุนกะทัดรัดปลุกให้หัวใจของคนในตำบลตื่นตระหนก"ไฟไหม้ ช่วยด้วย ไอ้รุ่งมันเผานา" เสียงตะโกนของอิปิ๊ดังก้องไปทั่วคุ้งน้ำเพียงไม่กี่อึดใจ แสงไฟฉายจากบ้านเรือนรอบๆ ก็สว่างขึ้นมาดั่งหิ่งห้อยนับร้อยดวง ชาวบ้านทั้งชายและหญิงต่างหิ้วถังน้ำ ถือจอบ ถือเสียม วิ่งกรูมายังพิกัดที่เกิดเหตุด้วยความโกรธแค้น เพราะพวกเขารู้ดีว่าหากไฟลามเข้าป่าข้าวหรือฟางนาในฤดูแล้งแบบนี้ ความฉิบหายจะไม่ได้หยุดแค่ที่นาของกริช แต่มันจะเผาผลาญปากท้องของคนทั้งหมู่บ้านให้วอดวายไปด้วยในขณะที่กริชและอิปิ๊กำลังง่วนกับการดับไฟที่โรงเรือน บักรุ่งที่นอนมอมแมมอยู่ในร่องน้ำพยายามจะตะเกียกตะกายหนี แต่มันกลับหนีไม่พ้นศาลเตี้ยของชาวบ้านที่มาถึงก่อนตำรวจ"มึงสิหนีไปไสไอ้รุ่ง มึงมันหนักแผ่นดิน" ลุงหวังที่วิ่งมาถึงคนแรกตะโกนลั่นพร้อมก
ตอนที่ 52: ตามใจผู้จัดการส่วนตัวสองสัปดาห์ผ่านไป... บรรยากาศในที่นาของพ่อไกรเปลี่ยนจากพื้นที่ขัดแย้งกลายเป็นพื้นที่แห่งชีวิตใหม่ แผลที่สีข้างของกริชสมานตัวจนเกือบสนิททิ้งไว้เพียงแผลเป็นแห่งเกียรติยศที่เขาภูมิใจ สถาปนิกหนุ่มในชุดเสื้อเชิ้ตแขนสั้นพับแขนและกางเกงเล บัดนี้ไม่ได้ถือเพียงตลับเมตร แต่เขายังสะพายย่ามที่เต็มไปด้วยสมุดสเก็ตช์ภาพและดินสอไม้ ที่ชานเรือนใหม่กริชกางกระดาษไขแผ่นใหญ่ลงบนโต๊ะไม้ ผัง "นาสีทองตัวอย่าง" ถูกร่างขึ้นอย่างประณีต"ปิ๊ มาดูนี่สิ อ้ายแบ่งโซนเสร็จแล้วนะ" กริชตะโกนเรียกหญิงสาวที่กำลังง่วนอยู่หลังบ้านอิปิ๊ วิ่งร่าเข้ามาในสภาพที่เนื้อตัวมอมแมมไปด้วยดิน แต่มันคือดินที่เธอภูมิใจเสนอที่สุด เธอยกถังใส่ดินดำขลับที่มีกลิ่นหอมของใบไม้หมักขึ้นมาวางโชว์"นี่ไงอ้ายกริชดินปลูกสูตรนางสิงห์ ปิ๊หมักตามธรรมชาติ ใช้ทั้งรำละเอียด แกลบเผา แล้วก็มูลควายจากคอกพ่อผู้ใหญ่ผสมกับน้ำหมักชีวภาพที่ปิ๊บ่มไว้ในโอ่ง รับรองว่าปลูกอะไรก็งาม พืชผลสิอวบอัดปานคนเลี้ยงเลยล่ะ" อิปิ๊หัวเราะร่วนพลางปาดเหงื่อที่ปลายจมูกจนเลอะดินเป็นปื้น กริชยิ้มอย่างเอ็นดู เขาหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับรอยเลอะบนหน้าให้เธออย่
ตอนที่ 51 พระจันทร์ยิ้มบนชานเรือนที่ปูสาดสีสวย สำรับอาหารมื้อเย็นถูกล้อมรอบด้วยคนสำคัญในชีวิตของกริช พ่อผู้ใหญ่บ้าน ลุงหวัง ย่าบุญมา และอิปิ๊ กริชนั่งพิงเสาเรือนเพราะยังเจ็บแผลอยู่เล็กน้อย โดยมีอิปิ๊คอยตักอ่อมไก่ใส่ถ้วยให้ไม่ขาด"กริช... เรื่องนายทุนมันจบลงแล้วกะจริง" พ่อผู้ใหญ่บ้านเอ่ยเสียงเข้มขึ้น"แต่ข่อยมีเรื่องหนึ่งสิถามเจ้าในฐานะคนที่เป็นพ่อ... เจ้าสิรับมือจั่งใด๋กับความรู้สึกของชาวบ้านบางคนที่เขายังเสียดายเงินของนายทุนอยู่ถึงมื้อนี้เขาเห็นความจริง แต่ความจนมันกะยังค้ำคอเขาอยู่เด้อ" กริชวางช้อนลง เขาไม่ได้ตอบทันทีแต่มองออกไปที่ผืนนาสีดำขลับในยามโพล้เพล้ "นั่นคือเหตุผลที่ผมไม่กลับไปทำงานที่กรุงเทพฯ ครับพ่อผู้ใหญ่ ผมจะพิสูจน์ให้เขาเห็นว่าที่ดินมันงอกเงยเป็นเงินได้มากกว่าเงินฟาดหัวของนายทุน ผมจะเริ่มทำนาสีทองให้เป็นต้นแบบ ใครอยากมีรายได้ผมจะสอนให้ทำโฮมสเตย์สอนให้แปรรูปข้าวและผมจะหาตลาดรองรับให้เองด้วยคอนเนกชันที่ผมมี""อ้ายกริชสิทำจริง ๆ บ่จ้ะ" อิปิ๊ถาม แววตาเต็มไปด้วยความหวัง "ปิ๊สิเป็นคนแรกที่ลงแรงช่วยอ้ายเอง""อ้ายทำจริงแน่ปิ๊... แต่อ้ายทำคนเดียวไม่ได้" กริชหันมาสบตาอิปิ๊กลาง
ตอนที่ 50 กฎเหล็กของปิ๊ภายในห้องพักฟื้นที่เคยเงียบเหงา บัดนี้กลับอบอวลไปด้วยมวลความสุขที่แผ่ออกมาผ่านเสียงหัวเราะและบทสนทนาที่หยอกล้อกันอย่างไม่ลดละ กริชที่นอนอยู่บนเตียงคนไข้เริ่มมีสีเลือดฝาดบนใบหน้ามากขึ้น เขาใช้สายตาเจ้าเล่ห์นิด ๆ มองจ้องไปที่หญิงสาวที่กำลังขะมักเขม้นกับการปอกแอปเปิลให้เขาอย่างตั้งใจ"โถ่ปิ๊... นี่อ้ายเป็นถึงสถาปนิกเกียรตินิยมนะ จะไม่ให้รางวัลคนทำงานเหนื่อย ๆ ด้วยวิสกี้สักเป๊กสองเป๊กเลยเหรอ" กริชแกล้งทำเสียงออดอ้อนพลางยื่นมือไปสะกิดแขนเสื้อของเธอ"บ่ได้จ้ะอ้ายกริช" อิปิ๊ตอบเสียงแข็งแต่แววตาระยิบระยับด้วยความสนุก "เป็นสถาปนิกเกียรตินิยมกะต้องรักษาสุขภาพเแมะ อีกอย่าง... เงินน่ะ ปิ๊สิเอาไปซื้อแม่พันธุ์วัว ซื้อปุ๋ยคอกมาใส่ที่นาเฮาเบิด อ้ายอยากดื่มกะดื่มน้ำมะพร้าวเผาฝีมือปิ๊ไปก่อนแล้วกันเด้อ""โห... นี่ขนาดยังไม่ได้แต่งนะเนี่ย กฎเหล็กมาเป็นชุดเลย" กริชหัวเราะเบา ๆ จนต้องเอามือกุมแผล "โอ๊ย... เจ็บนะเนี่ย ปิ๊แกล้งให้อ้ายหัวเราะจนแผลสะเทือนใช่ไหม""สมน้ำหน้าจ้ะ ใครใช้ให้หัวเราะล่ะ" อิปิ๊ค้อนวงใหญ่แต่ก็รีบวางจานผลไม้แล้วขยับเข้าไปใกล้เตียงเพื่อเช็คดูอาการ "ไหน... เจ็บมา
ตอนที่ 49: คำสารภาพริมเตียงแสงแดดยามเช้าลอดผ่านม่านสีขาวของโรงพยาบาลอำเภอ กลิ่นยาฆ่าเชื้อจาง ๆ อบอวลอยู่ในห้องพักฟื้นที่เงียบสงบ บนเตียงคนไข้ กริช ค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างช้า ๆ ความเจ็บปลาบที่สีข้างยังคงอยู่ แต่มันเบาบางลงมากเมื่อเทียบกับความรู้สึกหนักอึ้งเมื่อคืนสายตาของเขาปะทะเข้ากับใบหน้าจิ้มลิ้มของ อิปิ๊ ที่นั่งสัปหงกอยู่ข้างเตียง ผมเผ้ายุ่งเหยิงเล็กน้อยและยังมีคราบฝุ่นจางๆ ตามเสื้อผ้า ส่วน ย่าบุญมา นั่งเคี้ยวหมากอยู่อีกฝั่ง พอเห็นหลานชายขยับตัว ย่าก็อุทานออกมาด้วยความดีใจ"กริช ฟื้นแล้วบ่หลาน ย่าอยู่นี่เด้อ" อิปิ๊สะดุ้งตื่นตาเบิกโพลงพอเห็นกริชลืมตาเธอก็ลุกลี้ลุกลนทันที "อ้ายกริช อ้ายฟื้นแล้วเจ็บหม่องใด๋บ่ ปิ๊สิไปตามหมอ""ปิ๊..." กริชเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า เขาแกล้งทำหน้าเหยเกเหมือนเจ็บปวดแสนสาหัส "อย่าเพิ่งไป... อ้ายหิวน้ำ... เจ็บแผลเหลือเกิน ลุกไม่ไหวเลย"อิปิ๊ที่เคยเป็นนางสิงห์ถือเสียมไล่ทุบรถนายทุน บัดนี้กลับกลายเป็นลูกแมวเชื่อง ๆ เธอรีบรินน้ำใส่แก้วแล้วประคองหลอดให้กริชดื่มอย่างระมัดระวัง"ค่อย ๆ จิบเด้ออ้าย ปิ๊บอกแล้วว่าอย่าซ่า เห็นบ่... เกือบได้ไปเฝ้ายมบาลแล้ว" เธอพ
ตอนที่ 48 เอาผิดนายทุนความชุลมุนกลางลานวัดเริ่มคลี่คลายลงเมื่อรถกระบะของลุงหวังเบรกดังสนั่นที่ข้างเวที พ่อผู้ใหญ่บ้านและชายฉกรรจ์อีกสองสามคนรีบช่วยกันประคองร่างที่ชุ่มเลือดของกริชขึ้นหลังรถ อิปิ๊กระโดดขึ้นไปนั่งประคองศีรษะของเขาไว้บนตักทันที มือเล็กๆ ยังคงกดผ้าขาวม้าที่เริ่มชุ่มเลือดไว้แน่นที่หน้าท้องของกริช"อ้ายกริช... อดทนเด้ออ้าย อย่าหลับเด้อ!" อิปิ๊ร้องเรียกเสียงหลง ร่างกายเธอสั่นเทาไปหมด"ปิ๊... ใจเย็น ๆ ลูก เบิ่งแผลอ้ายดี ๆ" พ่อผู้ใหญ่บ้านที่รีบตามขึ้นมาดูสำรวจรอยกระสุนอย่างละเอียดภายใต้แสงไฟฉาย "กระสุนมันถากเข้าแฉลบสีข้างไปหน่อยเดียว แผลดูน่ากลัวเพราะเลือดออกเยอะ แต่น่าจะบ่เข้าจุดสำคัญ... กริช มึงยังมีสติอยู่บ่" กริชพยักหน้าเล็กน้อย ลมหายใจยังติดขัดแต่แววตาเริ่มกลับมามีความรู้สึก "ผม... ยังไหวครับพ่อผู้ใหญ่..."เมื่อรู้ว่ากริชพ้นขีดอันตรายในเบื้องต้น พ่อผู้ใหญ่บ้านและย่าบุญมาที่ตามขึ้นมาสมทบก็ถอนหายใจออกมาอย่างสุดตัว ย่าบุญมาทรุดลงกอดเข่ากริชพลางลูบหัวหลานชายด้วยน้ำตา "เทวดาคุ้มครองหลานย่าแท้ๆ ... พ่อไกรคุ้มครองเจ้าแล้ว"ในขณะที่ทุกคนกำลังโล่งใจ แต่อิปิ๊กลับไม่ได้คิดแค่นั้น







