LOGIN“ตื่นสายกะสิว่า ตื่นเช้ากะสิย่อง (ชม) เด้อนี่... มา ๆ ฟ้าวล้างหน้ามาปั้นข้าวรอพระ” ย่ากวักมือเรียก
หลังจากใส่บาตรเสร็จเรียบร้อย ทั้งคู่ก็นั่งล้อมวงกินข้าวเช้ากันบนแคร่ไม้ใต้ถุนบ้าน เมนูวันนี้เรียบง่ายตามสไตล์คนบ้านป่า น้ำพริกแจ่วปลาร้า รสจัดจ้าน ผักลวก สด ๆ จากหลังบ้าน และ ปลาทูทอด ที่หอมฟุ้งไปสามบ้านแปดบ้าน
“ย่าครับ แจ่วอันนี้มันเผ็ดน้อยกว่าเมื่อวานไหมครับ หรือว่าลิ้นผมมันเริ่มชินแล้วก็ไม่รู้” กริชเอ่ยพลางปั้นข้าวเหนียวจิ้มแจ่วส่งเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย
“มันบ่ได้เผ็ดน้อยลงดอกหลานเอ๊ย ใจเจ้าของมันเปิดรับแล้วรสชาติมันกะนัวเองล่ะ” ย่าบุญมาหัวเราะพลางคัดเลือกเนื้อปลาทูวางบนก้อนข้าวเหนียวให้หลาน
“กินหลาย ๆ มื้อนี่สิไปเฮ็ดอิหยังล่ะ เห็นเตรียมไม้กวาดเตรียมผ้าขนหนูไว้พู้น”
“ผมตั้งใจว่าจะไปจัดการเถียงนาที่พ่อเคยอยู่ครับย่า ผมอยากทำความสะอาดให้มันน่าอยู่ จะเปลี่ยนให้เป็นสตูดิโอทำงานออกแบบของผมด้วย ผมยากปรับโครงสร้าง ถ้าขัดสีฉวีวรรณหน่อยน่าจะดูเท่สุด ๆ ไปเลยครับ” กริชตอบด้วยแววตาเป็นประกายแบบนักออกแบบ ย่าบุญมานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ
“สิไปล้างเถียงนาเบาะ ระวังเด้อ... ของเก่ามันมีเจ้าของ พ่อเจ้าเพิ่นฮักเถียงนานั่นหลาย เพิ่นเก็บของไว้รกกะจริงแต่มันมีระเบียบในแบบของเพิ่น เจ้าสิไปรื้อไปถอนกะบอกกล่าวเพิ่นแนล่ะหลานเอ๊ย”
“ผมจะแค่ทำความสะอาดครับย่า ไม่รื้อของสำคัญของพ่อออกแน่นอน ผมเริ่มเข้าใจที่ย่าพูดแล้วล่ะครับ ว่าดินมีหัวใจ บ้านก็น่าจะมีเหมือนกัน” ย่าบุญมายิ้มอย่างพอใจ ท่านลูบหัวกริชเบา ๆ
“เออ... เว้าได้จั่งซี่ กระสมเป็นลูกหลานบ้านเฮา ไปเถอะ บ่าย ๆ ย่าพาวัวลงทุ่งแล้วสิแวะไปเบิ่งเด้อ”
10.00 น. ณ เถียงนามหาภัย
กริชมาถึงเถียงนาพร้อมอุปกรณ์ครบมือ ทั้งไม้กวาดหยากไย่ แปรงขัด และน้ำยาทำความสะอาดที่เขาแอบไปซื้อจากร้านค้าในหมู่บ้าน เขาถอดเสื้อเชิ้ตออกเหลือเพียงเสื้อกล้ามสีขาว เผยให้เห็นกล้ามเนื้อที่เริ่มกระชับจากการออกแรงพาวัวเมื่อวันก่อน
“เอาล่ะ... กริช สตูดิโอไทยโมเดิร์นกลางทุ่งจะเริ่มต้นที่นี่” เขาเริ่มจากการกวาดหยากไย่ที่โยงใยอยู่บนขื่อ ฝุ่นหนาเตอะฟุ้งกระจายจนเขาต้องไอค่อกแค่ก กริชพยายามย้ายกระสอบปุ๋ยไปวางรวมกันไว้ที่มุมหนึ่งเพื่อให้พื้นที่ตรงกลางโล่งขึ้น แต่ในขณะที่เขากำลังเอื้อมมือไปคว้าคานไม้เพื่อจะขัดเช็ดนั้นเอง...
“ตุ๊บ!”
บางอย่างที่มีน้ำหนักตกลงมาที่บนไหล่ของเขา กริชชะงักนิ่ง ลมหายใจติดขัด เขาค่อย ๆ ชำเลืองมองไปที่ไหล่ขวา... มันคือ แมงมุมขยุ้มหลังคา ตัวโตเท่าฝ่ามือที่มีขนรุงรังและขากางยาวเหยียด
“เฮ้ย!!!” กริชสะบัดตัวอย่างแรง แมงมุมกระเด็นไปตกที่ฝาบ้าน แต่นั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะแรงสั่นสะเทือนทำให้ ‘แขกไม่ได้รับเชิญ’ อีกตัวโผล่ออกมาจากรูไม้เหนือหัว
“ตับแก! ตับแก!”
เสียงก้องกังวานนั้นไม่ได้มาจากที่ไกล ๆ แต่มันดังสะท้อนอยู่ในโสตประสาทของกริชในระยะประชิดเพียงไม่กี่คืบ! ตุ๊กแกตัวลายพร้อย ขนาดลำตัวหนาเกือบเท่าลำแขนเด็ก โผล่หัวทรงสามเหลี่ยมออกมาจากซอกคานไม้เก่า ดวงตาสีเหลืองอำพันเบิกโพลงจ้องเขม็งมาที่เขา มันอ้าปากกว้างจนเห็นเพดานปากสีชมพูแดงระเรื่อ พร้อมกับเสียงขู่ “ฟู่... ฟู่...” ราวกับมังกรพ่นไฟในร่างสัตว์เลื้อยคลาน
กริชตัวแข็งทื่อ ขนลุกซู่ไปทั้งตัวตั้งแต่ต้นคอไปจนถึงปลายเท้า มือที่ถือไม้กวาดหยากไย่สั่นพะเยิบพะยาบ
“ใจเย็นนะเจ้าที่... ผมแค่มาทำความสะอาด ไม่ได้มาแย่งบ้าน...”
แต่ดูเหมือนคำขอร้องจะไม่ได้ผล เพราะทันทีที่กริชขยับตัวจะถอยหลัง สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นบางอย่างที่ "สยอง" ยิ่งกว่าเดิม!ตรงมุมมืดของฝาบ้านที่แสงแดดส่องไปไม่ถึง มีกลุ่มก้อนสีขาวนวลลักษณะเหมือนเปลือกไข่เล็กๆ นับสิบใบเกาะติดอยู่กับเนื้อไม้ และรอบๆ ไข่เหล่านั้น... มีกองทัพ "ลูกตุ๊กแก" ตัวจ้อย ลายพร้อยเหมือนแม่ไม่มีผิดเพี้ยน นับสิบตัวกำลังไต่ยั้วเยี้ยออกมาจากเงามืด บ้างก็เกาะอยู่บนกระสอบปุ๋ย บ้างก็เกาะอยู่บนผนังไม้เตรียมจะพุ่งตัวหาเป้าหมาย
“อ๊ากกกกกก! มันมาเป็นกองทัพเลย! ช่วยด้วยยยยย!”
กริชแหกปากร้องลั่นทุ่งนาจนนกกระยางที่หากินอยู่แถวนั้นบินพรึ่บขึ้นฟ้าด้วยความตกใจ สถาปนิกหนุ่มผู้เคยคุมงานก่อสร้างตึกสูงระฟ้า บัดนี้ลืมสิ้นความสุขุมและมาดหนุ่มเมืองกรุง เขาโกยแน่บกระโดดลงจากเถียงนาด้วยความเร็วสูงยิ่งกว่านักวิ่งทีมชาติ โสร่งไหมมัดหมี่ที่เคยนุ่งไว้อย่างประณีตเริ่มหลุดลุ่ยจนเขาต้องใช้มือหนึ่งหอบผ้าไว้ อีกมือหนึ่งกวัดแกว่งไปมากลางอากาศเพื่อไล่ความหลอนที่ยังติดตา
เขาไม่สนแม้แต่อุปกรณ์ทำความสะอาดราคาสูงที่วางทิ้งไว้ กริชวิ่งหน้าตั้งลุยทุ่งนาลัดเลาะไปตามคันดินที่แคบและขรุขระ ก้าวพลาดตกลงไปในเลนบ้างแต่ก็รีบดีดตัวขึ้นมาใหม่ด้วยสัญชาตญาณการเอาตัวรอด มุ่งหน้าตรงไปสู่บ้านผู้ใหญ่บ้านที่เป็นที่พึ่งสุดท้ายในใจตอนนี้!
ณ บ้านผู้ใหญ่บ้าน
อิปิ๊ที่กำลังนั่งเหลาไม้ไผ่อยู่บนแคร่ไม้ไผ่อย่างเพลิดเพลิน ถึงกับหยุดมือแล้วมองไปทางทุ่งนาด้วยสายตาฉงน เธอเห็นเงาร่างขาวๆ วิ่งตะบึงมาพร้อมฝุ่นตลบ
“ปาดดดด! นั่นอ้ายกริชเบาะ คือวิ่งไวแท้ หรือว่าบักจ่อยมันหลุดคอกไปขวิดเพิ่น” อิปิ๊ตะโกนคุยกับพ่อผู้ใหญ่ที่กำลังเช็กแหอยู่อีกด้านหนึ่ง
กริชวิ่งมาถึงหน้าบ้านผู้ใหญ่บ้านในสภาพหมดรูป ผมเผ้ายุ่งเหยิง มีเศษหญ้าและโคลนติดอยู่ที่ขาโสร่ง ใบหน้าหล่อเหลาบัดนี้ซีดเผือดและเต็มไปด้วยเหงื่อ เขาหอบจนตัวโยนจนแทบจะพูดไม่ออก
“ปิ๊... ปิ๊ ช่วยผมด้วย... มัน... มันมาทั้งตระกูลเลย” กริชพยายามสื่อสารขณะที่มือยังกำปมโสร่งไว้แน่น อิปิ๊เดินเข้ามาใกล้พลางกลั้นขำจนไหล่สั่น
“อิหยังอ้าย ไผมาทั้งตระกูล ผีโพงมาเบาะ”
“ตุ๊กแก ตัวใหญ่เท่าแขนเลย แล้วยังมีลูกมันอีกเป็นโหล ไต่เต็มฝาบ้านไปหมด ไข่มันก็น่ากลัว... ผมทำงานไม่ได้แล้วปิ๊ ผมจะจ้างคนมาจัดการจริง ๆ คราวนี้ย่าจะดุก็ยอม” อิปิ๊ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่นบ้าน จนผู้ใหญ่บ้านต้องเดินมาดู
“ฮ่าๆๆๆๆ อ้ายกริชเอ๊ย! ตุ๊กแกบ้านนอกมันกะคือคนบ้านนอกนั่นล่ะ เพิ่นกะอยากอยู่ใกล้ ๆ คนหน้าตาดีคืออ้าย สงสัยเพิ่นสิมาต้อนรับสมาชิกใหม่ล่ะมั้ง”
“มันไม่ใช่เรื่องตลกนะปิ๊ ! มันอ้าปากใส่ผมด้วย ” กริชหน้ามุ่ย พยายามจัดแจงโสร่งที่เกือบจะหลุดแหล่ไม่หลุดแหล่ให้เข้าที่
“มานี่มา... เดี๋ยวข่อยพาส่งร้านค้า ไปซื้อสมุนไพรไล่ตุ๊กแก แต่อย่าไปฆ่าเพิ่นเด้อ เพิ่นเป็นเจ้าบ้านเก่า” อิปิ๊ยิ้มอย่างมีเลศนัยพลางกวักมือเรียก
“แต่อ้ายต้องยอมให้ข่อยแกล้งคืนเด่ะ... โทษฐานที่ทำตัวเป็นเด็กน้อยขี้แย วิ่งหนีตุ๊กแกจนโสร่งเกือบหลุดให้ชาวบ้านเขาเห็นเบิดหมู่บ้านแล้วนี่!”
กริชได้แต่ยืนหน้าแดงซ่าน ทั้งอายทั้งกลัว แต่ในใจก็เริ่มคิดแล้วว่า... มรดกของย่าบุญมานี่มัน "โหด" กว่าที่เขาคิดไว้ทุกขั้นตอนจริงๆ!
ตอนที่ 53: รอยไหม้ที่ปลายทุ่ง เปลวเพลิงสีส้มที่โหมกระหน่ำท่ามกลางความมืดมิดของโคกอีแหลว ไม่ได้แผดเผาเพียงแค่ความฝันในโรงเรือนจิ้งหรีดของกริชเท่านั้น แต่มันกำลังจะกลายเป็นโศกนาฏกรรมของทั้งหมู่บ้าน ลมทุ่งที่พัดแรงในช่วงรุ่งหอบเอาลูกไฟปลิวว่อนไปทางแปลงนาข้างเคียงที่ชาวบ้านเพิ่งจะลงฟางเตรียมดินไว้ กลิ่นควันไฟฉุนกะทัดรัดปลุกให้หัวใจของคนในตำบลตื่นตระหนก"ไฟไหม้ ช่วยด้วย ไอ้รุ่งมันเผานา" เสียงตะโกนของอิปิ๊ดังก้องไปทั่วคุ้งน้ำเพียงไม่กี่อึดใจ แสงไฟฉายจากบ้านเรือนรอบๆ ก็สว่างขึ้นมาดั่งหิ่งห้อยนับร้อยดวง ชาวบ้านทั้งชายและหญิงต่างหิ้วถังน้ำ ถือจอบ ถือเสียม วิ่งกรูมายังพิกัดที่เกิดเหตุด้วยความโกรธแค้น เพราะพวกเขารู้ดีว่าหากไฟลามเข้าป่าข้าวหรือฟางนาในฤดูแล้งแบบนี้ ความฉิบหายจะไม่ได้หยุดแค่ที่นาของกริช แต่มันจะเผาผลาญปากท้องของคนทั้งหมู่บ้านให้วอดวายไปด้วยในขณะที่กริชและอิปิ๊กำลังง่วนกับการดับไฟที่โรงเรือน บักรุ่งที่นอนมอมแมมอยู่ในร่องน้ำพยายามจะตะเกียกตะกายหนี แต่มันกลับหนีไม่พ้นศาลเตี้ยของชาวบ้านที่มาถึงก่อนตำรวจ"มึงสิหนีไปไสไอ้รุ่ง มึงมันหนักแผ่นดิน" ลุงหวังที่วิ่งมาถึงคนแรกตะโกนลั่นพร้อมก
ตอนที่ 52: ตามใจผู้จัดการส่วนตัวสองสัปดาห์ผ่านไป... บรรยากาศในที่นาของพ่อไกรเปลี่ยนจากพื้นที่ขัดแย้งกลายเป็นพื้นที่แห่งชีวิตใหม่ แผลที่สีข้างของกริชสมานตัวจนเกือบสนิททิ้งไว้เพียงแผลเป็นแห่งเกียรติยศที่เขาภูมิใจ สถาปนิกหนุ่มในชุดเสื้อเชิ้ตแขนสั้นพับแขนและกางเกงเล บัดนี้ไม่ได้ถือเพียงตลับเมตร แต่เขายังสะพายย่ามที่เต็มไปด้วยสมุดสเก็ตช์ภาพและดินสอไม้ ที่ชานเรือนใหม่กริชกางกระดาษไขแผ่นใหญ่ลงบนโต๊ะไม้ ผัง "นาสีทองตัวอย่าง" ถูกร่างขึ้นอย่างประณีต"ปิ๊ มาดูนี่สิ อ้ายแบ่งโซนเสร็จแล้วนะ" กริชตะโกนเรียกหญิงสาวที่กำลังง่วนอยู่หลังบ้านอิปิ๊ วิ่งร่าเข้ามาในสภาพที่เนื้อตัวมอมแมมไปด้วยดิน แต่มันคือดินที่เธอภูมิใจเสนอที่สุด เธอยกถังใส่ดินดำขลับที่มีกลิ่นหอมของใบไม้หมักขึ้นมาวางโชว์"นี่ไงอ้ายกริชดินปลูกสูตรนางสิงห์ ปิ๊หมักตามธรรมชาติ ใช้ทั้งรำละเอียด แกลบเผา แล้วก็มูลควายจากคอกพ่อผู้ใหญ่ผสมกับน้ำหมักชีวภาพที่ปิ๊บ่มไว้ในโอ่ง รับรองว่าปลูกอะไรก็งาม พืชผลสิอวบอัดปานคนเลี้ยงเลยล่ะ" อิปิ๊หัวเราะร่วนพลางปาดเหงื่อที่ปลายจมูกจนเลอะดินเป็นปื้น กริชยิ้มอย่างเอ็นดู เขาหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับรอยเลอะบนหน้าให้เธออย่
ตอนที่ 51 พระจันทร์ยิ้มบนชานเรือนที่ปูสาดสีสวย สำรับอาหารมื้อเย็นถูกล้อมรอบด้วยคนสำคัญในชีวิตของกริช พ่อผู้ใหญ่บ้าน ลุงหวัง ย่าบุญมา และอิปิ๊ กริชนั่งพิงเสาเรือนเพราะยังเจ็บแผลอยู่เล็กน้อย โดยมีอิปิ๊คอยตักอ่อมไก่ใส่ถ้วยให้ไม่ขาด"กริช... เรื่องนายทุนมันจบลงแล้วกะจริง" พ่อผู้ใหญ่บ้านเอ่ยเสียงเข้มขึ้น"แต่ข่อยมีเรื่องหนึ่งสิถามเจ้าในฐานะคนที่เป็นพ่อ... เจ้าสิรับมือจั่งใด๋กับความรู้สึกของชาวบ้านบางคนที่เขายังเสียดายเงินของนายทุนอยู่ถึงมื้อนี้เขาเห็นความจริง แต่ความจนมันกะยังค้ำคอเขาอยู่เด้อ" กริชวางช้อนลง เขาไม่ได้ตอบทันทีแต่มองออกไปที่ผืนนาสีดำขลับในยามโพล้เพล้ "นั่นคือเหตุผลที่ผมไม่กลับไปทำงานที่กรุงเทพฯ ครับพ่อผู้ใหญ่ ผมจะพิสูจน์ให้เขาเห็นว่าที่ดินมันงอกเงยเป็นเงินได้มากกว่าเงินฟาดหัวของนายทุน ผมจะเริ่มทำนาสีทองให้เป็นต้นแบบ ใครอยากมีรายได้ผมจะสอนให้ทำโฮมสเตย์สอนให้แปรรูปข้าวและผมจะหาตลาดรองรับให้เองด้วยคอนเนกชันที่ผมมี""อ้ายกริชสิทำจริง ๆ บ่จ้ะ" อิปิ๊ถาม แววตาเต็มไปด้วยความหวัง "ปิ๊สิเป็นคนแรกที่ลงแรงช่วยอ้ายเอง""อ้ายทำจริงแน่ปิ๊... แต่อ้ายทำคนเดียวไม่ได้" กริชหันมาสบตาอิปิ๊กลาง
ตอนที่ 50 กฎเหล็กของปิ๊ภายในห้องพักฟื้นที่เคยเงียบเหงา บัดนี้กลับอบอวลไปด้วยมวลความสุขที่แผ่ออกมาผ่านเสียงหัวเราะและบทสนทนาที่หยอกล้อกันอย่างไม่ลดละ กริชที่นอนอยู่บนเตียงคนไข้เริ่มมีสีเลือดฝาดบนใบหน้ามากขึ้น เขาใช้สายตาเจ้าเล่ห์นิด ๆ มองจ้องไปที่หญิงสาวที่กำลังขะมักเขม้นกับการปอกแอปเปิลให้เขาอย่างตั้งใจ"โถ่ปิ๊... นี่อ้ายเป็นถึงสถาปนิกเกียรตินิยมนะ จะไม่ให้รางวัลคนทำงานเหนื่อย ๆ ด้วยวิสกี้สักเป๊กสองเป๊กเลยเหรอ" กริชแกล้งทำเสียงออดอ้อนพลางยื่นมือไปสะกิดแขนเสื้อของเธอ"บ่ได้จ้ะอ้ายกริช" อิปิ๊ตอบเสียงแข็งแต่แววตาระยิบระยับด้วยความสนุก "เป็นสถาปนิกเกียรตินิยมกะต้องรักษาสุขภาพเแมะ อีกอย่าง... เงินน่ะ ปิ๊สิเอาไปซื้อแม่พันธุ์วัว ซื้อปุ๋ยคอกมาใส่ที่นาเฮาเบิด อ้ายอยากดื่มกะดื่มน้ำมะพร้าวเผาฝีมือปิ๊ไปก่อนแล้วกันเด้อ""โห... นี่ขนาดยังไม่ได้แต่งนะเนี่ย กฎเหล็กมาเป็นชุดเลย" กริชหัวเราะเบา ๆ จนต้องเอามือกุมแผล "โอ๊ย... เจ็บนะเนี่ย ปิ๊แกล้งให้อ้ายหัวเราะจนแผลสะเทือนใช่ไหม""สมน้ำหน้าจ้ะ ใครใช้ให้หัวเราะล่ะ" อิปิ๊ค้อนวงใหญ่แต่ก็รีบวางจานผลไม้แล้วขยับเข้าไปใกล้เตียงเพื่อเช็คดูอาการ "ไหน... เจ็บมา
ตอนที่ 49: คำสารภาพริมเตียงแสงแดดยามเช้าลอดผ่านม่านสีขาวของโรงพยาบาลอำเภอ กลิ่นยาฆ่าเชื้อจาง ๆ อบอวลอยู่ในห้องพักฟื้นที่เงียบสงบ บนเตียงคนไข้ กริช ค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างช้า ๆ ความเจ็บปลาบที่สีข้างยังคงอยู่ แต่มันเบาบางลงมากเมื่อเทียบกับความรู้สึกหนักอึ้งเมื่อคืนสายตาของเขาปะทะเข้ากับใบหน้าจิ้มลิ้มของ อิปิ๊ ที่นั่งสัปหงกอยู่ข้างเตียง ผมเผ้ายุ่งเหยิงเล็กน้อยและยังมีคราบฝุ่นจางๆ ตามเสื้อผ้า ส่วน ย่าบุญมา นั่งเคี้ยวหมากอยู่อีกฝั่ง พอเห็นหลานชายขยับตัว ย่าก็อุทานออกมาด้วยความดีใจ"กริช ฟื้นแล้วบ่หลาน ย่าอยู่นี่เด้อ" อิปิ๊สะดุ้งตื่นตาเบิกโพลงพอเห็นกริชลืมตาเธอก็ลุกลี้ลุกลนทันที "อ้ายกริช อ้ายฟื้นแล้วเจ็บหม่องใด๋บ่ ปิ๊สิไปตามหมอ""ปิ๊..." กริชเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า เขาแกล้งทำหน้าเหยเกเหมือนเจ็บปวดแสนสาหัส "อย่าเพิ่งไป... อ้ายหิวน้ำ... เจ็บแผลเหลือเกิน ลุกไม่ไหวเลย"อิปิ๊ที่เคยเป็นนางสิงห์ถือเสียมไล่ทุบรถนายทุน บัดนี้กลับกลายเป็นลูกแมวเชื่อง ๆ เธอรีบรินน้ำใส่แก้วแล้วประคองหลอดให้กริชดื่มอย่างระมัดระวัง"ค่อย ๆ จิบเด้ออ้าย ปิ๊บอกแล้วว่าอย่าซ่า เห็นบ่... เกือบได้ไปเฝ้ายมบาลแล้ว" เธอพ
ตอนที่ 48 เอาผิดนายทุนความชุลมุนกลางลานวัดเริ่มคลี่คลายลงเมื่อรถกระบะของลุงหวังเบรกดังสนั่นที่ข้างเวที พ่อผู้ใหญ่บ้านและชายฉกรรจ์อีกสองสามคนรีบช่วยกันประคองร่างที่ชุ่มเลือดของกริชขึ้นหลังรถ อิปิ๊กระโดดขึ้นไปนั่งประคองศีรษะของเขาไว้บนตักทันที มือเล็กๆ ยังคงกดผ้าขาวม้าที่เริ่มชุ่มเลือดไว้แน่นที่หน้าท้องของกริช"อ้ายกริช... อดทนเด้ออ้าย อย่าหลับเด้อ!" อิปิ๊ร้องเรียกเสียงหลง ร่างกายเธอสั่นเทาไปหมด"ปิ๊... ใจเย็น ๆ ลูก เบิ่งแผลอ้ายดี ๆ" พ่อผู้ใหญ่บ้านที่รีบตามขึ้นมาดูสำรวจรอยกระสุนอย่างละเอียดภายใต้แสงไฟฉาย "กระสุนมันถากเข้าแฉลบสีข้างไปหน่อยเดียว แผลดูน่ากลัวเพราะเลือดออกเยอะ แต่น่าจะบ่เข้าจุดสำคัญ... กริช มึงยังมีสติอยู่บ่" กริชพยักหน้าเล็กน้อย ลมหายใจยังติดขัดแต่แววตาเริ่มกลับมามีความรู้สึก "ผม... ยังไหวครับพ่อผู้ใหญ่..."เมื่อรู้ว่ากริชพ้นขีดอันตรายในเบื้องต้น พ่อผู้ใหญ่บ้านและย่าบุญมาที่ตามขึ้นมาสมทบก็ถอนหายใจออกมาอย่างสุดตัว ย่าบุญมาทรุดลงกอดเข่ากริชพลางลูบหัวหลานชายด้วยน้ำตา "เทวดาคุ้มครองหลานย่าแท้ๆ ... พ่อไกรคุ้มครองเจ้าแล้ว"ในขณะที่ทุกคนกำลังโล่งใจ แต่อิปิ๊กลับไม่ได้คิดแค่นั้น







