Masukหลังจากกาแฟยกล้อในถุงกระดาษเริ่มหมดฤทธิ์ความหวาน กริชก็นั่งซ้อนท้ายซาเล้งกลับมาที่หน้าบ้านย่าบุญมาด้วยสภาพที่ "สว่าง" จนตาแข็ง อิปิ๊เบรกรถจนฝุ่นสีแดงตลบอีกครั้งก่อนจะหันมาบอกเขา
“เอ้า... ฮอดแล้วอ้ายกริช ลงไปพักผ่อนซะเด้อ ข่อยสิไปเฮ็ดงานในสวนต่อแล้ว มัวแต่มาหยอกอ้าย บักเขือเทศข่อยสิเหี่ยวตายเบิดก่อน”กริชกระโดดลงจากรถพลางจัดโสร่งให้เข้าที่
“งานในสวน คุณไม่ได้แค่ขี่ซาเล้งไปมาแซวชาวบ้านไปวัน ๆ เหรอปิ๊ แล้วที่บอกว่าเป็นนักเกษตรอินทรีย์นี่คือยังไง ปลูกผักกินเองเฉย ๆ น่ะเหรอ”อิปิ๊เลิกคิ้วสูง หัวเราะหึในลำคอ
“ปาดดด... ดูถูกกันคักน้ออ้าย ข่อยเรียนจบเกษตรมาเด้อจ้า บ่ได้ปลูกแค่กินซื่อ ๆ ข่อยเฮ็ดฟาร์มอินทรีย์แบบครบวงจร ส่งขายโรงพยาบาล ส่งร้านอาหารคลีนในเมืองพู้น งานข่อยมันละเอียดกว่าการขีดเส้นในกระดาษอ้ายหลาย!”
กริชขมวดคิ้วด้วยความสงสัย งานเกษตรที่เขาเคยเห็นในข่าวส่วนใหญ่คือการใส่ชุดชาวนาหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน แต่แววตาของอิปิ๊ตอนพูดเรื่องนี้มันดูเชี่ยวชาญและจริงจังจนเขาอดสงสัยไม่ได้
“ส่งโรงพยาบาลเลยเหรอ ผมงงไปหมดแล้ว งานเกษตรอินทรีย์มันต้องทำอะไรขนาดนั้นเลยเหรอปิ๊ ผมขอตามไปดูด้วยได้ไหม ไหน ๆ วันนี้ผมก็พักรบกับเถียงนาแล้ว ขอไปดูออฟฟิศของคุณหน่อยว่ามันจะ 'สมาร์ต' ขนาดไหน”
“สิไปอีหลีเบาะ มันฮ้อนเด้ออ้าย แล้วอย่าไปยืนเกะกะข่อยล่ะ!” อิปิ๊ยักคิ้วให้เป็นเชิงท้าทาย
กริชกระโดดขึ้นซาเล้งอีกครั้ง คราวนี้อิปิ๊พาเขาขับแยกออกไปทางหลังหมู่บ้าน เพียงไม่นานทุ่งนาโล่ง ๆ ก็เปลี่ยนเป็นพื้นที่เขียวชอุ่มที่ถูกจัดสรรอย่างเป็นระเบียบ กริชเบิกตากว้างเมื่อเห็นโรงเรือนพลาสติกสีขาวขนาดใหญ่ตั้งเรียงราย มีระบบท่อน้ำหยดที่พาดผ่านแปลงผักอย่างมีระบบ และที่สำคัญ... มันสะอาดและดูทันสมัยกว่าที่เขาจินตนาการไว้มาก
“นี่เหรอสวนของคุณ” กริชก้าวลงจากรถพลางเดินไปสำรวจแปลงผักสลัดที่กำลังชูคอเขียวเข้ม
“แม่นแล้วจ้า... นี่ล่ะออฟฟิศข่อย” อิปิ๊เริ่มเปลี่ยนโหมด เธอหยิบหมวกปีกกว้างมาสวม สวมถุงมือ แล้วเดินไปตรวจสอบระบบควบคุมน้ำ
“งานเกษตรอินทรีย์มันบ่แม่นแค่บ่ใส่ปุ๋ยเคมีเด้ออ้าย แต่มันคือการบริหารจัดการนิเวศวิทยา ข่อยต้องปรุงดินเองจากจุลินทรีย์ ต้องคุมอุณหภูมิ คุมความชื้น วางแผนการปลูกให้ผักออกตามออเดอร์ทุกอาทิตย์ อ้ายเบิ่งนี่... แปลนการปลูกผักข่อยละเอียดปานพิมพ์เขียวตึกอ้ายพู้นล่ะ!”
กริชเดินตามอิปิ๊เข้าไปในโรงเรือน เขาเห็นเธอหยิบสมุดบันทึกเล่มหนาขึ้นมาจดค่า pH ของน้ำและตรวจเช็กศัตรูพืชด้วยสายตาที่เฉียบคม กริชพยายามทำความเข้าใจกับคำศัพท์ที่เธอพูด ทั้ง
"การทำปุ๋ยหมักแบบพึ่งพาธาตุอาหาร" "การใช้ราไตรโคเดอร์ม่าคุมเชื้อโรค" และ "การจัดการแมลงด้วยสมุนไพรสกัด"
“คุณทำทั้งหมดนี่คนเดียวเหรอ” กริชถามด้วยความทึ่ง สายตาเขาเริ่มมองเห็นความซับซ้อนในสิ่งที่เคยคิดว่าง่าย
“กะมีคนงานช่วยนำจ้า แต่หลัก ๆ ข่อยต้องคุมเอง ผักอินทรีย์มันบ่มีทางลัด ถ้าอ้ายพลาดนิดเดียว แมลงลงแปลงเดียวคือจบ!”
อิปิ๊หันมามองกริชที่กำลังก้ม ๆ เงย ๆ ดูระบบน้ำ
“เป็นจั่งใด๋อ้ายกริช งานเกษตรอินทรีย์ข่อยพอสิเทียบกับงานออกแบบตึกอ้ายได้บ่”
กริชเงียบไปครู่หนึ่ง เขาเริ่มรู้สึกว่าสาวบ้านนาที่เขาเคยคิดว่าแค่ขี่ซาเล้งกวนประสาทไปวัน ๆ กลับมีความรู้และความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่กว่าที่เขาคาดคิดมาก
“ผมยอมรับเลยปิ๊... คุณไม่ใช่แค่เกษตรกรนะ คุณเป็นวิศวกรธรรมชาติชัด ๆ” กริชเอ่ยอย่างจริงใจ
“งานที่นี่ดูเป็นระบบและสะอาดกว่าเถียงนาที่ผมเห็นเมื่อกี้ล้านเท่าเลย ทำไมไม่ช่วยผมจัดระบบเถียงนาให้เป็นแบบนี้บ้างล่ะ?”
“ฮั่นแน่! หลอกใช้งานข่อยอีกแล้ว!” อิปิ๊หัวเราะร่วนพลางสะบัดน้ำใส่กริชจนเขาต้องหลบพัลวัน
“เถียงนาอ้ายมันคือบททดสอบมรดกย่าบุญมา อ้ายต้องใช้ 'แฮง' เจ้าของจัดการก่อน ส่วนเทคโนโลยีพวกนี่... ถ้าอ้ายผ่านโปรพาวัวลงทุ่งได้ ข่อยสิพิจารณาช่วยอีกที!”
กริชได้แต่ยืนมองความคล่องแคล่วของอิปิ๊ท่ามกลางสวนผักอินทรีย์ที่เขียวขจี เขาเริ่มตระหนักว่า ชีวิตที่นี่ไม่ได้ง่ายเหมือนในนิยายที่เขาเคยอ่าน
แต่มันคือศาสตร์และศิลป์ที่เขาต้องเรียนรู้ใหม่ทั้งหมด และ "ครู" ของเขาก็ไม่ใช่ใครที่ไหน... ก็คือสาวบูทส้มจอมแสบที่กำลังยืนสั่งงานคนงานอยู่ตรงหน้านี่เอง!
ท่ามกลางแดดเปรี้ยงยามเที่ยงที่ทำเอาสถาปนิกหนุ่มเกือบจะละลายไปกับแปลงผัก อิปิ๊ที่เห็นสภาพแข้งขาอ่อนแรงของกริชก็อดสงสารไม่ได้ เธอจึงตัดสินใจพักงานในสวนผักอินทรีย์ไว้ชั่วคราว
“ไปอ้ายกริช... มื้อเที่ยงมื้อนี่ ข่อยสิพาไปกินข้าวบ้านข่อย พ่อใหญ่เพิ่นสั่งไว้ว่าถ้าพ้ออ้ายกะให้พาไปกินข้าวด้วยกัน เพิ่นมีแนวอยากคุยนำ”
กริชพยักหน้าเห็นดีเห็นงามทันที อย่างน้อยบ้านผู้ใหญ่บ้านก็น่าจะมีพัดลมหรือที่ร่มให้เขาได้หลบแดดบ้าง ซาเล้งคันเดิมพาเขาแล่นลัดเลาะกลับมายังใจกลางหมู่บ้าน จนมาหยุดอยู่ที่บ้านไม้หลังใหญ่ทรงไทยประยุกต์ ใต้ถุนโล่งกว้างขวาง มีแคร่ไม้ไผ่ตัวยาวตั้งอยู่กลางเรือนรับลมเย็นสบาย
พ่อผู้ใหญ่ นั่งรออยู่ก่อนแล้ว ในมือถือพัดสานโบกไปมา บนแคร่มีสำรับอาหารถูกจัดเตรียมไว้อย่างน่าทาน กลิ่นปลาร้าหอมนัวโชยมาปะทะจมูกกริชจนท้องส่งเสียงร้องประท้วง
“มา ๆ หลานกริช นั่งลงลูก... อีปิ๊มันใช้แรงงานเจ้าหนักเบาะมื้อนี่ หน้าตาแดงก่ำเชียว” พ่อผู้ใหญ่ทักทายด้วยรอยยิ้มเมตตาพลางขยับที่ทางให้
“ขอบคุณครับผู้ใหญ่... ปิ๊เขาสอนงานเก่งครับ แต่แดดที่นี่โหดกว่าที่ผมคิดไว้เยอะเลย” กริชตอบพลางพับเพียบนั่งลงบนแคร่อย่างนอบน้อม (แม้จะยังเก้ ๆ กัง ๆ กับโสร่งอยู่บ้าง)
บนวงสำรับวันนี้มี "จองกิน" (กับข้าว) ที่ดูพิเศษกว่ามื้อไหน ๆ มีทั้ง "ลาบปลาคัง" ที่โรยด้วยสะระแหน่หอมฟุ้ง "อ่อมไก่ใส่ปลี" ร้อน ๆ ควันฉุย และที่สะดุดตากริชที่สุดคือถ้วยน้ำพริกสีเข้มที่มีผักเคียงเป็น "ผักลืมผัว" และ "ยอดมะตูม"
“กินหลาย ๆ เด้อหลาน นี่ล่ะของดีบ้านเฮา” พ่อผู้ใหญ่ปั้นข้าวเหนียวเป็นก้อนกลมส่งให้กริช
“จกนี่ดู๊... ลาบปลาคังฝีมือแม่บ้านข่อย เนื้อปลาสด ๆ จากแม่น้ำโขงพู้นล่ะ”
กริชรับก้อนข้าวมา แล้วลองจิ้มลงในลาบปลา รสชาติเผ็ดร้อนของพริกคั่วและความหอมของข้าวคั่วซึมซาบเข้าไปในลิ้น ความนัวของปลาร้าปรุงสุกทำเอาเขาเผลออุทานออกมา
“อร่อยมากครับ! รสชาติมันมีมิติมากครับผู้ใหญ่”
“มิติอิหยังล่ะอ้ายกริช? แซ่บกะว่าแซ่บโลด!” อิปิ๊หัวเราะร่วนพลางโซ้ยอ่อมไก่อย่างเอร็ดอร่อย
“จองกินมื้อนี่ พ่อข่อยตั้งใจให้แม่เฮ็ดรับขวัญอ้ายเลยเด้อ เห็นว่าสิมาเป็นลูกบ้านโคกอีแหลวเต็มตัวแล้ว”
ขณะที่กำลังล้อมวงกินข้าว บทสนทนาก็เริ่มเปลี่ยนเป็นความจริงจังขึ้น พ่อผู้ใหญ่วางกระติ๊บข้าวลงแล้วมองกริชด้วยสายตาที่เป็นงานเป็นการ
“กริชเอ๊ย... ย่าบุญมาเพิ่นนับถือพ่อไกรมาก และเพิ่นกะหวังในตัวเจ้าสูง ที่ดินห้าสิบไร่นั่นน่ะ มันบ่ใช่แค่ที่นา แต่มันคือลมหายใจของคนแถวนี้ ถ้าเจ้าคิดจะทำแค่ให้ได้โฉนดแล้วเอาไปขายทิ้ง... ข่อยว่าเจ้าคิดใหม่เถอะลูก ดินมันมีหัวใจเด้อ ถ้าเจ้าฮักดิน ดินกะสิเลี้ยงเจ้า”
กริชนิ่งไปครู่หนึ่ง คำพูดภาษากลางที่หนักแน่นของผู้ใหญ่บ้านทำเอาเขาเริ่มฉุกคิด
“ผมเข้าใจครับผู้ใหญ่... ตอนแรกผมก็คิดแบบนั้นจริง ๆ แต่พอเห็นปิ๊ทำงานในสวน เห็นความตั้งใจของทุกคนที่นี่ ผมเริ่มรู้สึกว่าอาชีพสถาปนิกของผมมันก็น่าจะทำประโยชน์ให้ที่นี่ได้มากกว่าแค่สร้างตึกคอนกรีต”
“เว้าดี!” พ่อผู้ใหญ่ตบเข่าฉาด “ถ้าเจ้าคิดได้จั่งซี่ ข่อยกะเบาใจ เอ้า... กินต่อ ๆ มื้อเที่ยงมื้อนี่กินให้เต็มคราบ บ่ายนี้อีปิ๊มันสิพาเจ้าไปบุกเถียงนาต่อแม่นบ่?”
“แม่นจ้าพ่อ! บ่ายนี้สิพาอ้ายกริชไปออกแฮงล้างเถียงนาให้เลี่ยม (เงา) วับเลยล่ะ!” อิปิ๊ตอบพลางยิ้มแฉ่ง จนกริชรู้สึกเสียวสันหลังวาบ
มื้อเที่ยงบ้านพ่อผู้ใหญ่จบลงด้วยความอบอุ่นใจ กริชไม่ได้แค่ได้กินของอร่อยที่เรียกว่า "จองกิน" เท่านั้น แต่เขาเริ่มได้รับ "การยอมรับ" จากผู้ใหญ่ที่นับถือที่สุดคนหนึ่งในหมู่บ้าน ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่เริ่มซึมลึกเข้าไปในใจของสถาปนิกหนุ่ม... แม้ว่าบ่ายนี้เขาจะต้องไปสู้กับฝุ่นและหยากไย่ที่เถียงนาก็ตาม!
ตอนพิเศษ: กำเนิด "ไอ้หนูนาสีทอง" ขวัญใจชาวโคกอีแหลวค่ำคืนกลางฤดูเก็บเกี่ยว กลิ่นรวงข้าวหอมมะลิที่สุกงอมโชยมาตามลมหนาวที่พัดผ่านทุ่งนาสีทอง แสงดาวระยิบระยับเต็มท้องฟ้าที่บ้านโคกอีแหลวดูจะนิ่งสงบผิดปกติ ทว่าในเรือนไม้หลังงามของผู้ใหญ่กริช กลับมีความโกลาหลเล็กๆ เกิดขึ้น"โอ๊ย อ้ายกริช ปิ๊เจ็บท้อง" เสียงร้องของอิปิ๊ดังฝ่าความเงียบ ทำเอาผู้ใหญ่บ้านหนุ่มที่กำลังนั่งตรวจแบบแปลนโรงเรียนดินถึงกับปากกากระเด็น"ปิ๊ เป็นอะไรจ๊ะ หรือว่ามะขามป้อมเมื่อเย็นมันแผลงฤทธิ์" กริชพุ่งตัวไปที่เตียงหน้าตาตื่น"บ่ใช่ มันเจ็บแบบ... แบบสิออกแล้วอ้าย ฮืออออ อ้ายกริช ปิ๊ปวด" อิปิ๊หน้าซีดเผือด มือเรียวจิกหมอนจนแน่น กริชสติกระเจิง ทำอะไรไม่ถูก จะอุ้มเมียก็กลัวจะทำหล่น จะโทรหาหมอก็ลืมรหัสล็อกหน้าจอ"สติจ๊ะกริช... สติ" กริชตบหน้าตัวเองซ้ายทีขวาทีจนแก้มแดงเถือก แต่มันก็ยังระงับอาการมือไม้สั่นไม่ได้"ปิ๊ อ้าย... อ้ายต้องทำยังไงก่อน กระเป๋า ใช่ กระเป๋าเตรียมคลอด" กริชลนลานวิ่งไปที่ตู้เสื้อผ้าแต่แทนที่จะคว้ากระเป๋าผ้าอ้อม เขากลับคว้าเอา ม้วนพิมพ์เขียวกับตลับเมตรคู่ใจออกมากอดไว้แน่น"อ้ายกริช""ฮึ่ย! เอาตลับเมตรมาทำไม
ตอนที่ 60 (ตอนจบ) : นาสีทองที่ถักทอด้วยรัก แสงทองของดวงอาทิตย์ยามเช้าทอดผ่านทุ่งรวงข้าวที่สุกปลั่งส่งกลิ่นหอมละมุนไปทั่วอาณาบริเวณ “นาสีทองโมเดล” ในวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่เกษตรกรรม แต่มันคือสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จของชายหนุ่มสถาปนิกที่เคยเกือบจะทิ้งความฝัน และหญิงสาวสู้ชีวิตที่มี “ซาเล้ง” เป็นอาวุธคู่กายวันนี้คือวันสำคัญที่สุด... วันเปิดตัว “ห้องสมุดดินและศูนย์เรียนรู้เยาวชนนาสีทอง” ผลงานมาสเตอร์พีซที่กริชทุ่มเททั้งความรู้และความรักสร้างขึ้นมาบรรยากาศที่หน้าอาคารดินทรงหอยทากคึกคักไปด้วยผู้คน แต่เจ้าของโครงการอย่าง ผู้ใหญ่กริช กลับอยู่ในสภาพที่ใครเห็นเป็นต้องอมยิ้ม เขาไม่ได้ยืนสง่าผ่าเผยเหมือนสถาปนิกในนิตยสาร แต่กลับนั่งอยู่บนเก้าอี้หวาย มือหนึ่งถือยาดมตราโป๊ยเซียนจ่อจมูก อีกมือกุมพุงตัวเองไว้ราวกับคนท้องเสีย“อึก... ปิ๊จ๋า... ให้ใครเอาไอ้รถโม่ปูนที่จอดอยู่ไปเก็บที อ้ายได้กลิ่นฝุ่นปูนแล้วมันพะอืดพะอมอย่างบอกไม่ถูก” กริชโอดยิ้มๆ หน้าซีดเป็นไก่ต้ม“อดทนเอาเด้ออ้ายกริช” อิปิ๊ในชุดผ้าซิ่นพื้นเมืองสีเขียวน้ำไหล เดินนวยนาดมาตบหลังสามีเบาๆ วันนี้เธอผิวพรรณผุดผ่อง แก้มอมชมพูผิดกับกริชรา
ตอนที่ 59 : ความฮอตของผู้ใหญ่บ้านกริชความฮอตของ "ผู้ใหญ่กริช" เริ่มลามปามไปไกลกว่าที่คิด เมื่อเพจท่องเที่ยวชื่อดังลงรูปผู้ใหญ่บ้านในลุคสถาปนิกมาดเซอร์ ยืนกางพิมพ์เขียวท่ามกลางทุ่งนาสีทอง พร้อมแคปชั่น“ผู้ใหญ่บ้านหล่อบอกต่อด้วย... อยากนอนเถียงนาพ่อผู้ใหญ่ ” ทำเอาสาวน้อยสาวใหญ่จากเมืองกรุงแห่กันจองห้องพักโฮมสเตย์นาสีทองจนเต็มไปถึงปีหน้า!บ่ายวันนั้น ขณะที่อิปิ๊กำลังนั่งเคี้ยวมะยมดองจนหน้าเบี้ยวเพราะอาการแพ้ท้อง เธอก็เหลือบไปเห็นแขกสาวสวยกลุ่มหนึ่งในชุดเดรสสายเดี่ยวสีขาวพลิ้วไหว เดินนวยนาดมาหาผู้ใหญ่กริชที่กำลังนั่งล้างคราบโคลนออกจากขาอยู่ที่ม้านั่งใต้ต้นจามจุรี"อุ๊ย ผู้ใหญ่ขา... รบกวนหน่อยค่ะ" เสียงหวานหยดย้อยแว่วมาถึงหูอิปิ๊"พอดีแอร์ในห้องพักหลังที่ 2 มันมีเสียงแปลก ๆ แถมไม่ค่อยเย็นเลยค่ะ ผู้ใหญ่ช่วยเข้าไปดูให้หน่อยได้ไหมคะ พวกเราเปิดแอร์ไม่เป็นหรือเครื่องมันจะเสียก็ไม่รู้ค่ะ"กริชเงยหน้าขึ้นเช็ดมือ"อ๋อ... แอร์หลังนั้นผมเพิ่งล้างไปเมื่ออาทิตย์ก่อนเองนะ เดี๋ยวผม" ยังไม่ทันที่กริชจะพูดจบ"เคร้ง!" เสียงถาดสเตนเลสที่อิปิ๊ถืออยู่ร่วงลงพื้นเสียงดังสนั่น แขกสาวสะดุ้งโหยง ส่วนกริชหน้าซีดเผ
ตอนที่ 58: ผู้ใหญ่บ้านคนใหม่บรรยากาศการใส่บาตรกรวดน้ำผ่านพ้นไปพร้อมกับเสียงหัวเราะแซวของย่าบุญมา แต่เรื่องราวที่ "เรือนใหม่นาสีทอง" ยังไม่จบลงแค่นั้น เพราะวันนี้ถือเป็นวันมงคลสองต่อ นอกจากจะเป็นวันเริ่มต้นชีวิตคู่ของกริชและอิปิ๊แล้ว ยังเป็นวันที่ชาวบ้านนาสีทองต้องมารวมตัวกันเพื่อหา "ผู้ใหญ่บ้านคนใหม่" มาแทน พ่อผู้ใหญ่(พ่อของอิปิ๊) ที่เพิ่งได้รับความไว้วางใจจากชาวบ้านให้เลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็น กำนันคนใหม่ของตำบลสายวันนั้น ชาวบ้านนับร้อยต่างพากันมานั่งล้อมวงกันที่ลานใต้ถุนเรือนกำนันคนใหม่ กลิ่นหอมของลาบเทาและต้มไก่บ้านโชยมาเป็นระยะ กำนันในชุดกากีเต็มยศยืนยิ้มหน้าบานมองดูลูกเขยคนเก่งที่กำลังเดินจูงมือลูกสาวลงมาหาชาวบ้าน"เอาล่ะ พี่น้องชาวนาสีทอง" กำนันหมายประกาศเสียงก้อง "ตอนนี้ตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านมันว่างลง ข้อยกะเป็นกำนันแล้ว สิให้เบิ่งแยงทั้งตำบลมันกะสิไม่ทั่วถึง วันนี้ข้อยเลยอยากฟังเสียงพวกเจ้าว่า อยากได้ใครมาดูแลหมู่บ้านนาสีทองของเราต่อ"เสียงชาวบ้านซุบซิบกันไปมา จนกระทั่ง ลุงมิ่ง อดีตนักเลงเก่าประจำหมู่บ้านตะโกนขึ้นมา "สิไปหาไกลทำไมล่ะพ่อกำนันก็ไอ้เจ้ากริชลูกเขยพ่อนั่นแหละ มันจบกรุง
บทที่ 57 : ข้าวใหม่ปลามัน(ตอนตีสี่)บรรยากาศรอบเรือนหอยังคงถูกปกคลุมด้วยหมอกบางสีขาวนวล เสียงไก่ป่าเริ่มขยับปีกขันรับกันเป็นทอด ๆ ประสานกับเสียงนกกระแตแต้แว็ดที่บินผ่านท้องนาไป กลิ่นหอมกรุ่นของดินและน้ำค้างยามเช้าลอยลอดผ่านหน้าต่างไม้เข้ามาเบา ๆบนเตียงไม้ที่เมื่อคืนผ่าน "ศึกหนัก" มาจนหมอนกระจัดกระจาย กริชค่อยๆ ลืมตาขึ้นขยับกายเข้าไปสวมกอดร่างบางที่กำลังหลับสนิทจากด้านหลัง เขาฝังจมูกลงบนไหล่เนียนที่โผล่พ้นผ้าห่มผืนหนาออกมา"ปิ๊ เมียอ้าย ตื่นหรือยังจ๊ะ" กริชกระซิบเสียงพร่า พลางกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นจนแผ่นหลังของเธอแนบชิดกับอกแกร่ง"อื้อ... อ้ายกริชปล่อยก่อนจ้ะ ปิ๊จะรีบไปนึ่งข้าวเดี๋ยวตักบาตรไม่ทัน" อิปิ๊งึมงำตอบทั้งที่ยังหลับตาพยายามขยับตัวหนีคนขี้อ้อน"ตักบาตรน่ะทันอยู่แล้ว แต่ตอนนี้อ้ายอยากตักตวงความสุขจากเมียก่อนนี่นา" เขาไม่พูดเปล่า กลับซุกไซ้ปลายจมูกไปตามลำคอระหง ขบเม้มเบาๆ อย่างหยอกเย้า "เมื่อคืนอ้ายยังไม่อิ่มเลย ปิ๊แกะกระดุมให้อ้ายอีกรอบได้ไหมจ๊ะ""อ้ายกริชเสื้อก็ยังไม่ได้ใส่ จะให้แกะอะไรอีกล่ะ" อิปิ๊ลืมตาขึ้นมาค้อนวงใหญ่หน้าแดงระเรื่อเมื่อนึกถึงวีรกรรม "เตียงสั่น" เมื่อคืน"
ตอนที่ 56 ความลับคืนเข้าหอบรรยากาศยามค่ำคืนที่นาสีทองอบอวลไปด้วยกลิ่นดอกมะลิป่าและกลิ่นอายแห่งความสุข หลังจากมื้ออาหาร "งันเฮือน" ที่ครื้นเครงผ่านไป แสงตะเกียงเจ้าพายุบนเรือนไม้พะยูงหลังใหม่ส่องสว่างนำทางเข้าสู่พิธีสุดท้ายที่บ่าวสาวรอคอย (และเกรงกลัว) นั่นคือ "พิธีส่งตัวเข้าหอ"ที่หน้าห้องหอ พ่อผู้ใหญ่บ้าน ย่าบุญมา และบรรดา "นกต่อ" หรือคู่ผัวเมียตัวอย่างที่ครองรักกันมานานจนหัวหงอกหัวขาวอย่าง ลุงหวังกับป้าเนียน นั่งรออยู่บนเสื่อน้ำมันลายสวยด้วยสีหน้ายิ้มกริ่ม มีนัยยะหยิกแกมหยอก"มาแล้ว ๆ บ่าวสาวมาแล้ว" ป้านวลตะโกนบอกคนข้างล่างที่แอบมาจอบฟังภายในห้องหอที่กริชออกแบบให้มีช่องลมรับแสงจันทร์และระบายอากาศได้อย่างดีเยี่ยม เตียงไม้หลังใหญ่ถูกปูด้วยผ้าห่มแพรสีแดงสด ย่าบุญมาเชิญลุงหวังและป้าเนียนขึ้นไปนั่งและนอนบนเตียงเป็นปฐมฤกษ์"เอ้า... ตาหวัง ยายเนียน ลงไปนอนให้เด็กมันดูซิ" ย่าบุญมาสั่งสองสามีภรรยาที่อยู่กินกันมานานลุงหวังแกล้งล้มตัวลงนอนคว่ำแล้วกรนเสียงดัง ครอก... ฟี้ ก่อนจะพลิกตัวมากอดป้าเนียนกลมดิ๊ก "โอ๊ย... เตียงสถาปนิกนี่มันนุ่มดีแท้แม่เนียนเอ๊ย นอนแล้วมันอยากมีลูกอีกสักคนเด้""ลุงนี
ตอนที่ 51 พระจันทร์ยิ้มบนชานเรือนที่ปูสาดสีสวย สำรับอาหารมื้อเย็นถูกล้อมรอบด้วยคนสำคัญในชีวิตของกริช พ่อผู้ใหญ่บ้าน ลุงหวัง ย่าบุญมา และอิปิ๊ กริชนั่งพิงเสาเรือนเพราะยังเจ็บแผลอยู่เล็กน้อย โดยมีอิปิ๊คอยตักอ่อมไก่ใส่ถ้วยให้ไม่ขาด"กริช... เรื่องนายทุนมันจบลงแล้วกะจริง" พ่อผู้ใหญ่บ้านเอ่ยเสียงเข้มขึ
ตอนที่ 49: คำสารภาพริมเตียงแสงแดดยามเช้าลอดผ่านม่านสีขาวของโรงพยาบาลอำเภอ กลิ่นยาฆ่าเชื้อจาง ๆ อบอวลอยู่ในห้องพักฟื้นที่เงียบสงบ บนเตียงคนไข้ กริช ค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างช้า ๆ ความเจ็บปลาบที่สีข้างยังคงอยู่ แต่มันเบาบางลงมากเมื่อเทียบกับความรู้สึกหนักอึ้งเมื่อคืนสายตาของเขาปะทะเข้ากับใบหน้าจิ้มลิ้มข
ตอนที่ 47: กระสุนที่ปิดปากท้องฟ้าเหนือหมู่บ้านโคกอีแหลวในยามเย็นถูกฉาบด้วยสีแดงเพลิงราวกับลางบอกเหตุ กลิ่นธูปจางๆ จากในโบสถ์ลอยมาปะทะกับลมทุ่งที่พัดกระโชกแรง ลานวัดที่เคยใช้จัดงานบุญ บัดนี้ถูกดัดแปลงเป็นลานพิพากษา กริชในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวเรียบง่ายที่ตอนนี้ดูหลวมโพล่งไปเล็กน้อยจากการตรากตรำงาน กำลั
แสงแดดจัดจ้าสะท้อนกระจกตึกระฟ้า กริชก้าวเข้ามาในออฟฟิศด้วยมาดสถาปนิกหนุ่มผู้ทรงพลัง เขาสวมสูทเนี้ยบใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มที่ดูผ่อนคลายจนเชอรี่ถึงกับตายใจ เธอเชื่อสนิทใจว่า "เงินและอำนาจ" ได้ดึงกริชกลับมาสู่โลกของเธอเรียบร้อยแล้ว"กริชคะ วันนี้คุณดูดีจังเลยค่ะ" เชอรี่เกาะแขนกริชพลางพาเดินไปที่ห้อง







