เข้าสู่ระบบหลังจากกาแฟยกล้อในถุงกระดาษเริ่มหมดฤทธิ์ความหวาน กริชก็นั่งซ้อนท้ายซาเล้งกลับมาที่หน้าบ้านย่าบุญมาด้วยสภาพที่ "สว่าง" จนตาแข็ง อิปิ๊เบรกรถจนฝุ่นสีแดงตลบอีกครั้งก่อนจะหันมาบอกเขา
“เอ้า... ฮอดแล้วอ้ายกริช ลงไปพักผ่อนซะเด้อ ข่อยสิไปเฮ็ดงานในสวนต่อแล้ว มัวแต่มาหยอกอ้าย บักเขือเทศข่อยสิเหี่ยวตายเบิดก่อน”กริชกระโดดลงจากรถพลางจัดโสร่งให้เข้าที่
“งานในสวน คุณไม่ได้แค่ขี่ซาเล้งไปมาแซวชาวบ้านไปวัน ๆ เหรอปิ๊ แล้วที่บอกว่าเป็นนักเกษตรอินทรีย์นี่คือยังไง ปลูกผักกินเองเฉย ๆ น่ะเหรอ”อิปิ๊เลิกคิ้วสูง หัวเราะหึในลำคอ
“ปาดดด... ดูถูกกันคักน้ออ้าย ข่อยเรียนจบเกษตรมาเด้อจ้า บ่ได้ปลูกแค่กินซื่อ ๆ ข่อยเฮ็ดฟาร์มอินทรีย์แบบครบวงจร ส่งขายโรงพยาบาล ส่งร้านอาหารคลีนในเมืองพู้น งานข่อยมันละเอียดกว่าการขีดเส้นในกระดาษอ้ายหลาย!”
กริชขมวดคิ้วด้วยความสงสัย งานเกษตรที่เขาเคยเห็นในข่าวส่วนใหญ่คือการใส่ชุดชาวนาหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน แต่แววตาของอิปิ๊ตอนพูดเรื่องนี้มันดูเชี่ยวชาญและจริงจังจนเขาอดสงสัยไม่ได้
“ส่งโรงพยาบาลเลยเหรอ ผมงงไปหมดแล้ว งานเกษตรอินทรีย์มันต้องทำอะไรขนาดนั้นเลยเหรอปิ๊ ผมขอตามไปดูด้วยได้ไหม ไหน ๆ วันนี้ผมก็พักรบกับเถียงนาแล้ว ขอไปดูออฟฟิศของคุณหน่อยว่ามันจะ 'สมาร์ต' ขนาดไหน”
“สิไปอีหลีเบาะ มันฮ้อนเด้ออ้าย แล้วอย่าไปยืนเกะกะข่อยล่ะ!” อิปิ๊ยักคิ้วให้เป็นเชิงท้าทาย
กริชกระโดดขึ้นซาเล้งอีกครั้ง คราวนี้อิปิ๊พาเขาขับแยกออกไปทางหลังหมู่บ้าน เพียงไม่นานทุ่งนาโล่ง ๆ ก็เปลี่ยนเป็นพื้นที่เขียวชอุ่มที่ถูกจัดสรรอย่างเป็นระเบียบ กริชเบิกตากว้างเมื่อเห็นโรงเรือนพลาสติกสีขาวขนาดใหญ่ตั้งเรียงราย มีระบบท่อน้ำหยดที่พาดผ่านแปลงผักอย่างมีระบบ และที่สำคัญ... มันสะอาดและดูทันสมัยกว่าที่เขาจินตนาการไว้มาก
“นี่เหรอสวนของคุณ” กริชก้าวลงจากรถพลางเดินไปสำรวจแปลงผักสลัดที่กำลังชูคอเขียวเข้ม
“แม่นแล้วจ้า... นี่ล่ะออฟฟิศข่อย” อิปิ๊เริ่มเปลี่ยนโหมด เธอหยิบหมวกปีกกว้างมาสวม สวมถุงมือ แล้วเดินไปตรวจสอบระบบควบคุมน้ำ
“งานเกษตรอินทรีย์มันบ่แม่นแค่บ่ใส่ปุ๋ยเคมีเด้ออ้าย แต่มันคือการบริหารจัดการนิเวศวิทยา ข่อยต้องปรุงดินเองจากจุลินทรีย์ ต้องคุมอุณหภูมิ คุมความชื้น วางแผนการปลูกให้ผักออกตามออเดอร์ทุกอาทิตย์ อ้ายเบิ่งนี่... แปลนการปลูกผักข่อยละเอียดปานพิมพ์เขียวตึกอ้ายพู้นล่ะ!”
กริชเดินตามอิปิ๊เข้าไปในโรงเรือน เขาเห็นเธอหยิบสมุดบันทึกเล่มหนาขึ้นมาจดค่า pH ของน้ำและตรวจเช็กศัตรูพืชด้วยสายตาที่เฉียบคม กริชพยายามทำความเข้าใจกับคำศัพท์ที่เธอพูด ทั้ง
"การทำปุ๋ยหมักแบบพึ่งพาธาตุอาหาร" "การใช้ราไตรโคเดอร์ม่าคุมเชื้อโรค" และ "การจัดการแมลงด้วยสมุนไพรสกัด"
“คุณทำทั้งหมดนี่คนเดียวเหรอ” กริชถามด้วยความทึ่ง สายตาเขาเริ่มมองเห็นความซับซ้อนในสิ่งที่เคยคิดว่าง่าย
“กะมีคนงานช่วยนำจ้า แต่หลัก ๆ ข่อยต้องคุมเอง ผักอินทรีย์มันบ่มีทางลัด ถ้าอ้ายพลาดนิดเดียว แมลงลงแปลงเดียวคือจบ!”
อิปิ๊หันมามองกริชที่กำลังก้ม ๆ เงย ๆ ดูระบบน้ำ
“เป็นจั่งใด๋อ้ายกริช งานเกษตรอินทรีย์ข่อยพอสิเทียบกับงานออกแบบตึกอ้ายได้บ่”
กริชเงียบไปครู่หนึ่ง เขาเริ่มรู้สึกว่าสาวบ้านนาที่เขาเคยคิดว่าแค่ขี่ซาเล้งกวนประสาทไปวัน ๆ กลับมีความรู้และความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่กว่าที่เขาคาดคิดมาก
“ผมยอมรับเลยปิ๊... คุณไม่ใช่แค่เกษตรกรนะ คุณเป็นวิศวกรธรรมชาติชัด ๆ” กริชเอ่ยอย่างจริงใจ
“งานที่นี่ดูเป็นระบบและสะอาดกว่าเถียงนาที่ผมเห็นเมื่อกี้ล้านเท่าเลย ทำไมไม่ช่วยผมจัดระบบเถียงนาให้เป็นแบบนี้บ้างล่ะ?”
“ฮั่นแน่! หลอกใช้งานข่อยอีกแล้ว!” อิปิ๊หัวเราะร่วนพลางสะบัดน้ำใส่กริชจนเขาต้องหลบพัลวัน
“เถียงนาอ้ายมันคือบททดสอบมรดกย่าบุญมา อ้ายต้องใช้ 'แฮง' เจ้าของจัดการก่อน ส่วนเทคโนโลยีพวกนี่... ถ้าอ้ายผ่านโปรพาวัวลงทุ่งได้ ข่อยสิพิจารณาช่วยอีกที!”
กริชได้แต่ยืนมองความคล่องแคล่วของอิปิ๊ท่ามกลางสวนผักอินทรีย์ที่เขียวขจี เขาเริ่มตระหนักว่า ชีวิตที่นี่ไม่ได้ง่ายเหมือนในนิยายที่เขาเคยอ่าน
แต่มันคือศาสตร์และศิลป์ที่เขาต้องเรียนรู้ใหม่ทั้งหมด และ "ครู" ของเขาก็ไม่ใช่ใครที่ไหน... ก็คือสาวบูทส้มจอมแสบที่กำลังยืนสั่งงานคนงานอยู่ตรงหน้านี่เอง!
ท่ามกลางแดดเปรี้ยงยามเที่ยงที่ทำเอาสถาปนิกหนุ่มเกือบจะละลายไปกับแปลงผัก อิปิ๊ที่เห็นสภาพแข้งขาอ่อนแรงของกริชก็อดสงสารไม่ได้ เธอจึงตัดสินใจพักงานในสวนผักอินทรีย์ไว้ชั่วคราว
“ไปอ้ายกริช... มื้อเที่ยงมื้อนี่ ข่อยสิพาไปกินข้าวบ้านข่อย พ่อใหญ่เพิ่นสั่งไว้ว่าถ้าพ้ออ้ายกะให้พาไปกินข้าวด้วยกัน เพิ่นมีแนวอยากคุยนำ”
กริชพยักหน้าเห็นดีเห็นงามทันที อย่างน้อยบ้านผู้ใหญ่บ้านก็น่าจะมีพัดลมหรือที่ร่มให้เขาได้หลบแดดบ้าง ซาเล้งคันเดิมพาเขาแล่นลัดเลาะกลับมายังใจกลางหมู่บ้าน จนมาหยุดอยู่ที่บ้านไม้หลังใหญ่ทรงไทยประยุกต์ ใต้ถุนโล่งกว้างขวาง มีแคร่ไม้ไผ่ตัวยาวตั้งอยู่กลางเรือนรับลมเย็นสบาย
พ่อผู้ใหญ่ นั่งรออยู่ก่อนแล้ว ในมือถือพัดสานโบกไปมา บนแคร่มีสำรับอาหารถูกจัดเตรียมไว้อย่างน่าทาน กลิ่นปลาร้าหอมนัวโชยมาปะทะจมูกกริชจนท้องส่งเสียงร้องประท้วง
“มา ๆ หลานกริช นั่งลงลูก... อีปิ๊มันใช้แรงงานเจ้าหนักเบาะมื้อนี่ หน้าตาแดงก่ำเชียว” พ่อผู้ใหญ่ทักทายด้วยรอยยิ้มเมตตาพลางขยับที่ทางให้
“ขอบคุณครับผู้ใหญ่... ปิ๊เขาสอนงานเก่งครับ แต่แดดที่นี่โหดกว่าที่ผมคิดไว้เยอะเลย” กริชตอบพลางพับเพียบนั่งลงบนแคร่อย่างนอบน้อม (แม้จะยังเก้ ๆ กัง ๆ กับโสร่งอยู่บ้าง)
บนวงสำรับวันนี้มี "จองกิน" (กับข้าว) ที่ดูพิเศษกว่ามื้อไหน ๆ มีทั้ง "ลาบปลาคัง" ที่โรยด้วยสะระแหน่หอมฟุ้ง "อ่อมไก่ใส่ปลี" ร้อน ๆ ควันฉุย และที่สะดุดตากริชที่สุดคือถ้วยน้ำพริกสีเข้มที่มีผักเคียงเป็น "ผักลืมผัว" และ "ยอดมะตูม"
“กินหลาย ๆ เด้อหลาน นี่ล่ะของดีบ้านเฮา” พ่อผู้ใหญ่ปั้นข้าวเหนียวเป็นก้อนกลมส่งให้กริช
“จกนี่ดู๊... ลาบปลาคังฝีมือแม่บ้านข่อย เนื้อปลาสด ๆ จากแม่น้ำโขงพู้นล่ะ”
กริชรับก้อนข้าวมา แล้วลองจิ้มลงในลาบปลา รสชาติเผ็ดร้อนของพริกคั่วและความหอมของข้าวคั่วซึมซาบเข้าไปในลิ้น ความนัวของปลาร้าปรุงสุกทำเอาเขาเผลออุทานออกมา
“อร่อยมากครับ! รสชาติมันมีมิติมากครับผู้ใหญ่”
“มิติอิหยังล่ะอ้ายกริช? แซ่บกะว่าแซ่บโลด!” อิปิ๊หัวเราะร่วนพลางโซ้ยอ่อมไก่อย่างเอร็ดอร่อย
“จองกินมื้อนี่ พ่อข่อยตั้งใจให้แม่เฮ็ดรับขวัญอ้ายเลยเด้อ เห็นว่าสิมาเป็นลูกบ้านโคกอีแหลวเต็มตัวแล้ว”
ขณะที่กำลังล้อมวงกินข้าว บทสนทนาก็เริ่มเปลี่ยนเป็นความจริงจังขึ้น พ่อผู้ใหญ่วางกระติ๊บข้าวลงแล้วมองกริชด้วยสายตาที่เป็นงานเป็นการ
“กริชเอ๊ย... ย่าบุญมาเพิ่นนับถือพ่อไกรมาก และเพิ่นกะหวังในตัวเจ้าสูง ที่ดินห้าสิบไร่นั่นน่ะ มันบ่ใช่แค่ที่นา แต่มันคือลมหายใจของคนแถวนี้ ถ้าเจ้าคิดจะทำแค่ให้ได้โฉนดแล้วเอาไปขายทิ้ง... ข่อยว่าเจ้าคิดใหม่เถอะลูก ดินมันมีหัวใจเด้อ ถ้าเจ้าฮักดิน ดินกะสิเลี้ยงเจ้า”
กริชนิ่งไปครู่หนึ่ง คำพูดภาษากลางที่หนักแน่นของผู้ใหญ่บ้านทำเอาเขาเริ่มฉุกคิด
“ผมเข้าใจครับผู้ใหญ่... ตอนแรกผมก็คิดแบบนั้นจริง ๆ แต่พอเห็นปิ๊ทำงานในสวน เห็นความตั้งใจของทุกคนที่นี่ ผมเริ่มรู้สึกว่าอาชีพสถาปนิกของผมมันก็น่าจะทำประโยชน์ให้ที่นี่ได้มากกว่าแค่สร้างตึกคอนกรีต”
“เว้าดี!” พ่อผู้ใหญ่ตบเข่าฉาด “ถ้าเจ้าคิดได้จั่งซี่ ข่อยกะเบาใจ เอ้า... กินต่อ ๆ มื้อเที่ยงมื้อนี่กินให้เต็มคราบ บ่ายนี้อีปิ๊มันสิพาเจ้าไปบุกเถียงนาต่อแม่นบ่?”
“แม่นจ้าพ่อ! บ่ายนี้สิพาอ้ายกริชไปออกแฮงล้างเถียงนาให้เลี่ยม (เงา) วับเลยล่ะ!” อิปิ๊ตอบพลางยิ้มแฉ่ง จนกริชรู้สึกเสียวสันหลังวาบ
มื้อเที่ยงบ้านพ่อผู้ใหญ่จบลงด้วยความอบอุ่นใจ กริชไม่ได้แค่ได้กินของอร่อยที่เรียกว่า "จองกิน" เท่านั้น แต่เขาเริ่มได้รับ "การยอมรับ" จากผู้ใหญ่ที่นับถือที่สุดคนหนึ่งในหมู่บ้าน ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่เริ่มซึมลึกเข้าไปในใจของสถาปนิกหนุ่ม... แม้ว่าบ่ายนี้เขาจะต้องไปสู้กับฝุ่นและหยากไย่ที่เถียงนาก็ตาม!
ตอนที่ 53: รอยไหม้ที่ปลายทุ่ง เปลวเพลิงสีส้มที่โหมกระหน่ำท่ามกลางความมืดมิดของโคกอีแหลว ไม่ได้แผดเผาเพียงแค่ความฝันในโรงเรือนจิ้งหรีดของกริชเท่านั้น แต่มันกำลังจะกลายเป็นโศกนาฏกรรมของทั้งหมู่บ้าน ลมทุ่งที่พัดแรงในช่วงรุ่งหอบเอาลูกไฟปลิวว่อนไปทางแปลงนาข้างเคียงที่ชาวบ้านเพิ่งจะลงฟางเตรียมดินไว้ กลิ่นควันไฟฉุนกะทัดรัดปลุกให้หัวใจของคนในตำบลตื่นตระหนก"ไฟไหม้ ช่วยด้วย ไอ้รุ่งมันเผานา" เสียงตะโกนของอิปิ๊ดังก้องไปทั่วคุ้งน้ำเพียงไม่กี่อึดใจ แสงไฟฉายจากบ้านเรือนรอบๆ ก็สว่างขึ้นมาดั่งหิ่งห้อยนับร้อยดวง ชาวบ้านทั้งชายและหญิงต่างหิ้วถังน้ำ ถือจอบ ถือเสียม วิ่งกรูมายังพิกัดที่เกิดเหตุด้วยความโกรธแค้น เพราะพวกเขารู้ดีว่าหากไฟลามเข้าป่าข้าวหรือฟางนาในฤดูแล้งแบบนี้ ความฉิบหายจะไม่ได้หยุดแค่ที่นาของกริช แต่มันจะเผาผลาญปากท้องของคนทั้งหมู่บ้านให้วอดวายไปด้วยในขณะที่กริชและอิปิ๊กำลังง่วนกับการดับไฟที่โรงเรือน บักรุ่งที่นอนมอมแมมอยู่ในร่องน้ำพยายามจะตะเกียกตะกายหนี แต่มันกลับหนีไม่พ้นศาลเตี้ยของชาวบ้านที่มาถึงก่อนตำรวจ"มึงสิหนีไปไสไอ้รุ่ง มึงมันหนักแผ่นดิน" ลุงหวังที่วิ่งมาถึงคนแรกตะโกนลั่นพร้อมก
ตอนที่ 52: ตามใจผู้จัดการส่วนตัวสองสัปดาห์ผ่านไป... บรรยากาศในที่นาของพ่อไกรเปลี่ยนจากพื้นที่ขัดแย้งกลายเป็นพื้นที่แห่งชีวิตใหม่ แผลที่สีข้างของกริชสมานตัวจนเกือบสนิททิ้งไว้เพียงแผลเป็นแห่งเกียรติยศที่เขาภูมิใจ สถาปนิกหนุ่มในชุดเสื้อเชิ้ตแขนสั้นพับแขนและกางเกงเล บัดนี้ไม่ได้ถือเพียงตลับเมตร แต่เขายังสะพายย่ามที่เต็มไปด้วยสมุดสเก็ตช์ภาพและดินสอไม้ ที่ชานเรือนใหม่กริชกางกระดาษไขแผ่นใหญ่ลงบนโต๊ะไม้ ผัง "นาสีทองตัวอย่าง" ถูกร่างขึ้นอย่างประณีต"ปิ๊ มาดูนี่สิ อ้ายแบ่งโซนเสร็จแล้วนะ" กริชตะโกนเรียกหญิงสาวที่กำลังง่วนอยู่หลังบ้านอิปิ๊ วิ่งร่าเข้ามาในสภาพที่เนื้อตัวมอมแมมไปด้วยดิน แต่มันคือดินที่เธอภูมิใจเสนอที่สุด เธอยกถังใส่ดินดำขลับที่มีกลิ่นหอมของใบไม้หมักขึ้นมาวางโชว์"นี่ไงอ้ายกริชดินปลูกสูตรนางสิงห์ ปิ๊หมักตามธรรมชาติ ใช้ทั้งรำละเอียด แกลบเผา แล้วก็มูลควายจากคอกพ่อผู้ใหญ่ผสมกับน้ำหมักชีวภาพที่ปิ๊บ่มไว้ในโอ่ง รับรองว่าปลูกอะไรก็งาม พืชผลสิอวบอัดปานคนเลี้ยงเลยล่ะ" อิปิ๊หัวเราะร่วนพลางปาดเหงื่อที่ปลายจมูกจนเลอะดินเป็นปื้น กริชยิ้มอย่างเอ็นดู เขาหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับรอยเลอะบนหน้าให้เธออย่
ตอนที่ 51 พระจันทร์ยิ้มบนชานเรือนที่ปูสาดสีสวย สำรับอาหารมื้อเย็นถูกล้อมรอบด้วยคนสำคัญในชีวิตของกริช พ่อผู้ใหญ่บ้าน ลุงหวัง ย่าบุญมา และอิปิ๊ กริชนั่งพิงเสาเรือนเพราะยังเจ็บแผลอยู่เล็กน้อย โดยมีอิปิ๊คอยตักอ่อมไก่ใส่ถ้วยให้ไม่ขาด"กริช... เรื่องนายทุนมันจบลงแล้วกะจริง" พ่อผู้ใหญ่บ้านเอ่ยเสียงเข้มขึ้น"แต่ข่อยมีเรื่องหนึ่งสิถามเจ้าในฐานะคนที่เป็นพ่อ... เจ้าสิรับมือจั่งใด๋กับความรู้สึกของชาวบ้านบางคนที่เขายังเสียดายเงินของนายทุนอยู่ถึงมื้อนี้เขาเห็นความจริง แต่ความจนมันกะยังค้ำคอเขาอยู่เด้อ" กริชวางช้อนลง เขาไม่ได้ตอบทันทีแต่มองออกไปที่ผืนนาสีดำขลับในยามโพล้เพล้ "นั่นคือเหตุผลที่ผมไม่กลับไปทำงานที่กรุงเทพฯ ครับพ่อผู้ใหญ่ ผมจะพิสูจน์ให้เขาเห็นว่าที่ดินมันงอกเงยเป็นเงินได้มากกว่าเงินฟาดหัวของนายทุน ผมจะเริ่มทำนาสีทองให้เป็นต้นแบบ ใครอยากมีรายได้ผมจะสอนให้ทำโฮมสเตย์สอนให้แปรรูปข้าวและผมจะหาตลาดรองรับให้เองด้วยคอนเนกชันที่ผมมี""อ้ายกริชสิทำจริง ๆ บ่จ้ะ" อิปิ๊ถาม แววตาเต็มไปด้วยความหวัง "ปิ๊สิเป็นคนแรกที่ลงแรงช่วยอ้ายเอง""อ้ายทำจริงแน่ปิ๊... แต่อ้ายทำคนเดียวไม่ได้" กริชหันมาสบตาอิปิ๊กลาง
ตอนที่ 50 กฎเหล็กของปิ๊ภายในห้องพักฟื้นที่เคยเงียบเหงา บัดนี้กลับอบอวลไปด้วยมวลความสุขที่แผ่ออกมาผ่านเสียงหัวเราะและบทสนทนาที่หยอกล้อกันอย่างไม่ลดละ กริชที่นอนอยู่บนเตียงคนไข้เริ่มมีสีเลือดฝาดบนใบหน้ามากขึ้น เขาใช้สายตาเจ้าเล่ห์นิด ๆ มองจ้องไปที่หญิงสาวที่กำลังขะมักเขม้นกับการปอกแอปเปิลให้เขาอย่างตั้งใจ"โถ่ปิ๊... นี่อ้ายเป็นถึงสถาปนิกเกียรตินิยมนะ จะไม่ให้รางวัลคนทำงานเหนื่อย ๆ ด้วยวิสกี้สักเป๊กสองเป๊กเลยเหรอ" กริชแกล้งทำเสียงออดอ้อนพลางยื่นมือไปสะกิดแขนเสื้อของเธอ"บ่ได้จ้ะอ้ายกริช" อิปิ๊ตอบเสียงแข็งแต่แววตาระยิบระยับด้วยความสนุก "เป็นสถาปนิกเกียรตินิยมกะต้องรักษาสุขภาพเแมะ อีกอย่าง... เงินน่ะ ปิ๊สิเอาไปซื้อแม่พันธุ์วัว ซื้อปุ๋ยคอกมาใส่ที่นาเฮาเบิด อ้ายอยากดื่มกะดื่มน้ำมะพร้าวเผาฝีมือปิ๊ไปก่อนแล้วกันเด้อ""โห... นี่ขนาดยังไม่ได้แต่งนะเนี่ย กฎเหล็กมาเป็นชุดเลย" กริชหัวเราะเบา ๆ จนต้องเอามือกุมแผล "โอ๊ย... เจ็บนะเนี่ย ปิ๊แกล้งให้อ้ายหัวเราะจนแผลสะเทือนใช่ไหม""สมน้ำหน้าจ้ะ ใครใช้ให้หัวเราะล่ะ" อิปิ๊ค้อนวงใหญ่แต่ก็รีบวางจานผลไม้แล้วขยับเข้าไปใกล้เตียงเพื่อเช็คดูอาการ "ไหน... เจ็บมา
ตอนที่ 49: คำสารภาพริมเตียงแสงแดดยามเช้าลอดผ่านม่านสีขาวของโรงพยาบาลอำเภอ กลิ่นยาฆ่าเชื้อจาง ๆ อบอวลอยู่ในห้องพักฟื้นที่เงียบสงบ บนเตียงคนไข้ กริช ค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างช้า ๆ ความเจ็บปลาบที่สีข้างยังคงอยู่ แต่มันเบาบางลงมากเมื่อเทียบกับความรู้สึกหนักอึ้งเมื่อคืนสายตาของเขาปะทะเข้ากับใบหน้าจิ้มลิ้มของ อิปิ๊ ที่นั่งสัปหงกอยู่ข้างเตียง ผมเผ้ายุ่งเหยิงเล็กน้อยและยังมีคราบฝุ่นจางๆ ตามเสื้อผ้า ส่วน ย่าบุญมา นั่งเคี้ยวหมากอยู่อีกฝั่ง พอเห็นหลานชายขยับตัว ย่าก็อุทานออกมาด้วยความดีใจ"กริช ฟื้นแล้วบ่หลาน ย่าอยู่นี่เด้อ" อิปิ๊สะดุ้งตื่นตาเบิกโพลงพอเห็นกริชลืมตาเธอก็ลุกลี้ลุกลนทันที "อ้ายกริช อ้ายฟื้นแล้วเจ็บหม่องใด๋บ่ ปิ๊สิไปตามหมอ""ปิ๊..." กริชเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า เขาแกล้งทำหน้าเหยเกเหมือนเจ็บปวดแสนสาหัส "อย่าเพิ่งไป... อ้ายหิวน้ำ... เจ็บแผลเหลือเกิน ลุกไม่ไหวเลย"อิปิ๊ที่เคยเป็นนางสิงห์ถือเสียมไล่ทุบรถนายทุน บัดนี้กลับกลายเป็นลูกแมวเชื่อง ๆ เธอรีบรินน้ำใส่แก้วแล้วประคองหลอดให้กริชดื่มอย่างระมัดระวัง"ค่อย ๆ จิบเด้ออ้าย ปิ๊บอกแล้วว่าอย่าซ่า เห็นบ่... เกือบได้ไปเฝ้ายมบาลแล้ว" เธอพ
ตอนที่ 48 เอาผิดนายทุนความชุลมุนกลางลานวัดเริ่มคลี่คลายลงเมื่อรถกระบะของลุงหวังเบรกดังสนั่นที่ข้างเวที พ่อผู้ใหญ่บ้านและชายฉกรรจ์อีกสองสามคนรีบช่วยกันประคองร่างที่ชุ่มเลือดของกริชขึ้นหลังรถ อิปิ๊กระโดดขึ้นไปนั่งประคองศีรษะของเขาไว้บนตักทันที มือเล็กๆ ยังคงกดผ้าขาวม้าที่เริ่มชุ่มเลือดไว้แน่นที่หน้าท้องของกริช"อ้ายกริช... อดทนเด้ออ้าย อย่าหลับเด้อ!" อิปิ๊ร้องเรียกเสียงหลง ร่างกายเธอสั่นเทาไปหมด"ปิ๊... ใจเย็น ๆ ลูก เบิ่งแผลอ้ายดี ๆ" พ่อผู้ใหญ่บ้านที่รีบตามขึ้นมาดูสำรวจรอยกระสุนอย่างละเอียดภายใต้แสงไฟฉาย "กระสุนมันถากเข้าแฉลบสีข้างไปหน่อยเดียว แผลดูน่ากลัวเพราะเลือดออกเยอะ แต่น่าจะบ่เข้าจุดสำคัญ... กริช มึงยังมีสติอยู่บ่" กริชพยักหน้าเล็กน้อย ลมหายใจยังติดขัดแต่แววตาเริ่มกลับมามีความรู้สึก "ผม... ยังไหวครับพ่อผู้ใหญ่..."เมื่อรู้ว่ากริชพ้นขีดอันตรายในเบื้องต้น พ่อผู้ใหญ่บ้านและย่าบุญมาที่ตามขึ้นมาสมทบก็ถอนหายใจออกมาอย่างสุดตัว ย่าบุญมาทรุดลงกอดเข่ากริชพลางลูบหัวหลานชายด้วยน้ำตา "เทวดาคุ้มครองหลานย่าแท้ๆ ... พ่อไกรคุ้มครองเจ้าแล้ว"ในขณะที่ทุกคนกำลังโล่งใจ แต่อิปิ๊กลับไม่ได้คิดแค่นั้น







