LOGIN“เอ้า... นี่ล่ะอ้ายกริช สมุนไพรไล่ตุ๊กแกสูตรเด็ด” อิปิ๊ยื่นก้อนถุงผ้าเล็ก ๆ ที่ส่งก
“เอาไปแขวนไว้ตามมุมมืดๆ หม่องที่เห็นไข่มันนั่นล่ะ กลิ่นนี่สิเฮ็ดให้พวกเพิ่นแสบจมูกแล้วย้ายสำมะโนครัวออกไปเองแบบสันติวิธี”
เมื่อกลับมาถึงเถียงนา กริชยังคงยืนกล้า ๆ กลัว ๆ อยู่ที่โคนบันได จนอิปิ๊ต้องเดินนำขึ้นไปแขวนถุงสมุนไพรตามจุดต่าง ๆ อย่างคล่องแคล่ว พร้อมกับหันมาสอนเขาใช้สเปรย์สมุนไพรฉีดพ่นไล่สัตว์เลื้อยคลานอื่น ๆ ทั้งตะขาบและแมงมุมที่อาจซ่อนตัวอยู่ตามซอกไม้
“จำไว้อ้าย... เฮาบ่ได้มาฆ่าเพิ่น เฮาแค่มาขอแบ่งที่อยู่ เพิ่นแสบเพิ่นกะไปเอง” อิปิ๊เอ่ยเสียงใสขณะฉีดฟึ่ดๆ เข้าไปในรูไม้ที่แม่ตุ๊กแกเคยโผล่หน้าออกมา
แต่ปัญหาใหม่ที่กริชเพิ่งนึกได้ก็คือ ของที่เขาอุตส่าห์แบกออกมาวางไว้กลางเถียงนาเพื่อเตรียมทำความสะอาด ทั้งอุปกรณ์ทำนาของย่า อุปกรณ์เขียนแบบราคาแพง และเครื่องมือช่างสารพัดอย่าง ตอนนี้มันถูกกองไว้แบบไร้การป้องกัน หากเขาทิ้งไว้แล้วกลับไปนอนบ้านย่าคืนนี้ มีหวังวันพรุ่งนี้ของอาจจะหาย หรือไม่ก็โดนฝนหลงฤดูซัดจนพังหมด
“ปิ๊... ผมว่าผมกลับบ้านไม่ได้แล้วล่ะ ของพวกนี้ทิ้งไว้ไม่ได้เลย” กริชเอ่ยพลางมองกองสมบัติด้วยความกังวล
“แม่นแล้วอ้าย ขืนทิ้งไว้นี่ ถ้าบ่แม่นคนลัก กะแม่นปลวกสิมาจองกินก่อน” อิปิ๊ยักคิ้ว
“อ้ายต้องนอนเฝ้าแล้วล่ะมั้งคืนนี่”
18.30 น. ณ บ้านย่าบุญมา
กริชรีบขี่จักรยานกลับมาที่บ้านย่าในสภาพรีบร้อน เขาตรงดิ่งไปที่ตุ่มน้ำหลังบ้าน ตักน้ำราดตัวโครมๆ เพื่อล้างคราบเหงื่อและคราบโคลน ก่อนจะนุ่งผ้าขาวม้าผืนใหม่ลงมากินข้าวกับย่าบุญมาอย่างรวดเร็ว
“ย่าครับ... คืนนี้ผมขอไฟฉายคาดหัว ยาจุดกันยุง ยาทากันยุง แล้วก็เปลญวนหน่อยครับ ผมจะไปนอนเฝ้าของที่เถียงนา” กริชบอกขณะที่มือยังตักแจ่วเข้าปาก ย่าบุญมาชะงักช้อน ขมวดคิ้วมองหลานชายจากเมืองกรุง
“หือ สิไปนอนเถียงนาอีหลีเบาะหลาน มันบ่คือห้องแอร์ที่กรุงเทพฯ เด้อ ลมพัดตึง ๆ เสียงสัตว์เสียงป่ามันสิเฮ็ดให้เจ้าขวัญเสียอีกบ่ล่ะ”
“ผมกลัวของหายครับย่า ของของย่าทั้งนั้นเลย อีกอย่างผมอยากพิสูจน์ตัวเองด้วยครับว่าผมอยู่ได้” กริชตอบเสียงหนักแน่น แม้ในใจจะยังนึกถึงดวงตาตุ๊กแกตัวนั้นอยู่ก็ตาม
“โอ๊ยยย... ย่าล่ะย่านแต่เจ้าสิวิ่งกลับมาบ้านตอนเที่ยงคืนซั่นดอก” ย่าหัวเราะหึ ๆ แต่ก็เดินไปหยิบไฟฉายคาดหัวดวงใหญ่และยาเส้นมาให้
“เอาไปจุดไฟไล่ยุงนำเด้อ ยุงนาหนังกะหนา ต่อยเจ็บปานมดตะนอยพู้น"
กริชจัดแจงแพ็คของใส่กระเป๋าเป้ใบใหญ่ ทั้งน้ำดื่ม ขนมปังที่ซื้อตุนไว้ และคลังแสงอุปกรณ์ป้องกันตัวซึ่งส่วนใหญ่เป็นยากันยุงหลากยี่ห้อและสเปรย์ฆ่าเชื้อ เขาแบกเป้ขึ้นบ่าเตรียมตัวจะออกเดินทางมุ่งหน้าสู่เถียงนาที่กลายเป็น "ออฟฟิศชั่วคราว" แต่ความกังวลเรื่องของหายทำให้เขาลนลานจนลืมแม้กระทั่งมื้อเย็น
“บักกริช! มากินข้าวก่อนลูก ฟ้าวไปไสแท้!” ย่าบุญมาตะโกนเรียกมาจากบนบ้าน เมื่อเห็นหลานชายกำลังสวมรองเท้าผ้าใบเตรียมเผ่น
“ไม่ทันแล้วครับย่า ผมต้องรีบไปของวางกองไว้หน้าเถียงนาแบบนั้น ผมกลัวคนมาแอบขนไป หรือไม่ก็พวกมดปลวกจะมารุมเอา ย่าไม่ต้องรอผมนะคืนนี้” กริชตะโกนตอบพลางหันซ้ายหันขวาหาทางจะออกไปให้เร็วที่สุด ย่าบุญมาส่ายหัวพลางบ่นพึมพำ
“โอ๊ยยย... ขยันผิดเวลาน้อหลานข่อย กองไว้หั่นล่ะบ่มีไผลักดอก บ้านเฮามันบ่ใช่กรุงเทพฯ” แต่ถึงจะบ่น มือเหี่ยวๆ ของย่าก็รีบคว้ากระติ๊บข้าวเหนียวขนาดเล็ก จัดแจงเอาข้าวเหนียวร้อนๆ ยัดใส่ลงไปจนแน่น ตามด้วยการเจียวไข่ใส่ชะอมหอมๆ สองฟองรีบตักใส่ถุง และไม่ลืมตักแจ่วพริกป่นถ้วยเล็กยัดใส่ถุงพลาสติกมัดยางวงอย่างคล่องแคล่ว
“เอ้า เอาไปกินหั่น หิวมาสิแสบท้อง” ย่าเดินลงบันไดมาส่งถึงที่ พร้อมยัดห่อข้าวอุ่นๆ ใส่มือหลาน
“ในนี่มีข้าวเหนียว ไข่ทอด แล้วกะแจ่ว บ่อยากกินกะต้องกินเด้อ ร่างกายบ่มีแฮงมันสิสู้ตุ๊กแกบ่ไหว”
กริชรับห่อข้าวมาด้วยความรู้สึกอุ่นวาบในใจ กลิ่นไข่เจียวหอม ๆ ผสมกลิ่นข้าวเหนียวใหม่ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ออกไปรบอย่างโดดเดี่ยว
“บรืนนนนนน... ปังๆ!”
ยังไม่ทันที่กริชจะก้าวเท้าออกจากเขตรั้วบ้าน เสียงซาเล้งเจ้าเก่าก็ดังระเบิดเถิดเทิงมาแต่ไกล อิปิ๊ขี่รถมาจอดเทียบท่าหน้าบ้านพอดีเป๊ะ เธออยู่ในชุดพร้อมลุย เสื้อเชิ้ตแขนยาวคลุมทับด้วยเสื้อกั๊กที่มีกระเป๋าเยอะแยะ และที่สำคัญคือเธอมี ‘เปลญวน’ สีเขียวทหารมัดติดมากับราวเหล็กข้างรถด้วย เปลของเธอหนามีมุ้งกันยุงพร้อม
“ปาดดด สัมภาระอ้ายคือจั่งสิไปออกรบแท้” อิปิ๊ตะโกนแซวพลางดับเครื่องยนต์
“ย่าจ๋า ปิ๊มารับอาสาสมัครไปเฝ้าชายแดนแล้วจ้า” ย่าบุญมาหัวเราะร่วน
“ฝากเบิ่งอ้ายเขาแนเด้ออีปิ๊ ย่านเพิ่นตื่นเสียงหนูวิ่งชนสังกะสีจนช็อกตายก่อนแจ้ง”
“บ่ต้องห่วงจร้าย่า ปิ๊เตรียมอุปกรณ์มาพร้อม มื้อนี่ปิ๊สิอยู่เป็นเพื่อนอ้ายเขาเอง ข่อยกะอยากฮู้เหมือนกันว่าสถาปนิกเมืองกรุงเวลาเจอยุงป่ารุมกินโต๊ะสิยังรักษามาดได้ยุเบาะ” อิปิ๊หันมาขยิบตาให้กริชที่ยืนอึ้งอยู่
“คุณจะไปนอนที่นั่นจริง ๆ เหรอปิ๊ มันลำบากนะ ผมเกรงใจ...”
“เซาเกรงใจได้แล้วอ้าย ขึ้นรถเถาะ ถ้าช้ากว่านี่ผีตากผ้าอ้อมสิหายไปก่อน (แสงสุดท้ายจะหมด) แล้วเฮาสิปูเปลลำบาก” อิปิ๊ตบเบาะรถเรียกให้เขาขึ้นซ้อนท้าย
“ลำบากสำหรับอ้าย แต่มันคือเรื่องปกติสำหรับข่อยจ้า ฟ้าวขึ้นรถเถาะ เดี๋ยวค่ำกว่านี่ยุงสิหามอ้ายไปกินก่อนฮอดนา” กริชจำใจก้าวขึ้นซาเล้ง ในมือยังกำกระติ๊บข้าวเหนียวไข่เจียวของย่าไว้แน่น
ซาเล้งพาคนสองคนมุ่งหน้าสู่ทุ่งนาที่เริ่มถูกปกคลุมด้วยความมืดและเสียงแมลงกลางคืนที่เริ่มบรรเลงเพลง ค่ำคืนนี้จะเป็นบททดสอบครั้งใหญ่ของกริช ว่าเขาจะเป็นแค่สถาปนิกที่มาพักร้อน หรือจะเป็นลูกหลานบ้านโคกอีแหลวที่พร้อมจะปกป้องมรดกของบรรพบุรุษจริง
ขณะที่รถค่อยๆ เคลื่อนตัวมุ่งหน้าสู่ทุ่งนาอันมืดมิดที่มีเพียงแสงไฟหน้าซาเล้งสลัวๆ นำทาง ความกลัวเรื่องตุ๊กแกและความลำบากในใจของกริชเริ่มจางลงไปนิดหน่อย เมื่อรู้ว่าคืนนี้เขาจะมี "ไกด์สาวจอมแสบ" นั่งอยู่ข้างๆ บนเถียงนาไม้เก่านั่นด้วยกัน
ตอนที่ 53: รอยไหม้ที่ปลายทุ่ง เปลวเพลิงสีส้มที่โหมกระหน่ำท่ามกลางความมืดมิดของโคกอีแหลว ไม่ได้แผดเผาเพียงแค่ความฝันในโรงเรือนจิ้งหรีดของกริชเท่านั้น แต่มันกำลังจะกลายเป็นโศกนาฏกรรมของทั้งหมู่บ้าน ลมทุ่งที่พัดแรงในช่วงรุ่งหอบเอาลูกไฟปลิวว่อนไปทางแปลงนาข้างเคียงที่ชาวบ้านเพิ่งจะลงฟางเตรียมดินไว้ กลิ่นควันไฟฉุนกะทัดรัดปลุกให้หัวใจของคนในตำบลตื่นตระหนก"ไฟไหม้ ช่วยด้วย ไอ้รุ่งมันเผานา" เสียงตะโกนของอิปิ๊ดังก้องไปทั่วคุ้งน้ำเพียงไม่กี่อึดใจ แสงไฟฉายจากบ้านเรือนรอบๆ ก็สว่างขึ้นมาดั่งหิ่งห้อยนับร้อยดวง ชาวบ้านทั้งชายและหญิงต่างหิ้วถังน้ำ ถือจอบ ถือเสียม วิ่งกรูมายังพิกัดที่เกิดเหตุด้วยความโกรธแค้น เพราะพวกเขารู้ดีว่าหากไฟลามเข้าป่าข้าวหรือฟางนาในฤดูแล้งแบบนี้ ความฉิบหายจะไม่ได้หยุดแค่ที่นาของกริช แต่มันจะเผาผลาญปากท้องของคนทั้งหมู่บ้านให้วอดวายไปด้วยในขณะที่กริชและอิปิ๊กำลังง่วนกับการดับไฟที่โรงเรือน บักรุ่งที่นอนมอมแมมอยู่ในร่องน้ำพยายามจะตะเกียกตะกายหนี แต่มันกลับหนีไม่พ้นศาลเตี้ยของชาวบ้านที่มาถึงก่อนตำรวจ"มึงสิหนีไปไสไอ้รุ่ง มึงมันหนักแผ่นดิน" ลุงหวังที่วิ่งมาถึงคนแรกตะโกนลั่นพร้อมก
ตอนที่ 52: ตามใจผู้จัดการส่วนตัวสองสัปดาห์ผ่านไป... บรรยากาศในที่นาของพ่อไกรเปลี่ยนจากพื้นที่ขัดแย้งกลายเป็นพื้นที่แห่งชีวิตใหม่ แผลที่สีข้างของกริชสมานตัวจนเกือบสนิททิ้งไว้เพียงแผลเป็นแห่งเกียรติยศที่เขาภูมิใจ สถาปนิกหนุ่มในชุดเสื้อเชิ้ตแขนสั้นพับแขนและกางเกงเล บัดนี้ไม่ได้ถือเพียงตลับเมตร แต่เขายังสะพายย่ามที่เต็มไปด้วยสมุดสเก็ตช์ภาพและดินสอไม้ ที่ชานเรือนใหม่กริชกางกระดาษไขแผ่นใหญ่ลงบนโต๊ะไม้ ผัง "นาสีทองตัวอย่าง" ถูกร่างขึ้นอย่างประณีต"ปิ๊ มาดูนี่สิ อ้ายแบ่งโซนเสร็จแล้วนะ" กริชตะโกนเรียกหญิงสาวที่กำลังง่วนอยู่หลังบ้านอิปิ๊ วิ่งร่าเข้ามาในสภาพที่เนื้อตัวมอมแมมไปด้วยดิน แต่มันคือดินที่เธอภูมิใจเสนอที่สุด เธอยกถังใส่ดินดำขลับที่มีกลิ่นหอมของใบไม้หมักขึ้นมาวางโชว์"นี่ไงอ้ายกริชดินปลูกสูตรนางสิงห์ ปิ๊หมักตามธรรมชาติ ใช้ทั้งรำละเอียด แกลบเผา แล้วก็มูลควายจากคอกพ่อผู้ใหญ่ผสมกับน้ำหมักชีวภาพที่ปิ๊บ่มไว้ในโอ่ง รับรองว่าปลูกอะไรก็งาม พืชผลสิอวบอัดปานคนเลี้ยงเลยล่ะ" อิปิ๊หัวเราะร่วนพลางปาดเหงื่อที่ปลายจมูกจนเลอะดินเป็นปื้น กริชยิ้มอย่างเอ็นดู เขาหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับรอยเลอะบนหน้าให้เธออย่
ตอนที่ 51 พระจันทร์ยิ้มบนชานเรือนที่ปูสาดสีสวย สำรับอาหารมื้อเย็นถูกล้อมรอบด้วยคนสำคัญในชีวิตของกริช พ่อผู้ใหญ่บ้าน ลุงหวัง ย่าบุญมา และอิปิ๊ กริชนั่งพิงเสาเรือนเพราะยังเจ็บแผลอยู่เล็กน้อย โดยมีอิปิ๊คอยตักอ่อมไก่ใส่ถ้วยให้ไม่ขาด"กริช... เรื่องนายทุนมันจบลงแล้วกะจริง" พ่อผู้ใหญ่บ้านเอ่ยเสียงเข้มขึ้น"แต่ข่อยมีเรื่องหนึ่งสิถามเจ้าในฐานะคนที่เป็นพ่อ... เจ้าสิรับมือจั่งใด๋กับความรู้สึกของชาวบ้านบางคนที่เขายังเสียดายเงินของนายทุนอยู่ถึงมื้อนี้เขาเห็นความจริง แต่ความจนมันกะยังค้ำคอเขาอยู่เด้อ" กริชวางช้อนลง เขาไม่ได้ตอบทันทีแต่มองออกไปที่ผืนนาสีดำขลับในยามโพล้เพล้ "นั่นคือเหตุผลที่ผมไม่กลับไปทำงานที่กรุงเทพฯ ครับพ่อผู้ใหญ่ ผมจะพิสูจน์ให้เขาเห็นว่าที่ดินมันงอกเงยเป็นเงินได้มากกว่าเงินฟาดหัวของนายทุน ผมจะเริ่มทำนาสีทองให้เป็นต้นแบบ ใครอยากมีรายได้ผมจะสอนให้ทำโฮมสเตย์สอนให้แปรรูปข้าวและผมจะหาตลาดรองรับให้เองด้วยคอนเนกชันที่ผมมี""อ้ายกริชสิทำจริง ๆ บ่จ้ะ" อิปิ๊ถาม แววตาเต็มไปด้วยความหวัง "ปิ๊สิเป็นคนแรกที่ลงแรงช่วยอ้ายเอง""อ้ายทำจริงแน่ปิ๊... แต่อ้ายทำคนเดียวไม่ได้" กริชหันมาสบตาอิปิ๊กลาง
ตอนที่ 50 กฎเหล็กของปิ๊ภายในห้องพักฟื้นที่เคยเงียบเหงา บัดนี้กลับอบอวลไปด้วยมวลความสุขที่แผ่ออกมาผ่านเสียงหัวเราะและบทสนทนาที่หยอกล้อกันอย่างไม่ลดละ กริชที่นอนอยู่บนเตียงคนไข้เริ่มมีสีเลือดฝาดบนใบหน้ามากขึ้น เขาใช้สายตาเจ้าเล่ห์นิด ๆ มองจ้องไปที่หญิงสาวที่กำลังขะมักเขม้นกับการปอกแอปเปิลให้เขาอย่างตั้งใจ"โถ่ปิ๊... นี่อ้ายเป็นถึงสถาปนิกเกียรตินิยมนะ จะไม่ให้รางวัลคนทำงานเหนื่อย ๆ ด้วยวิสกี้สักเป๊กสองเป๊กเลยเหรอ" กริชแกล้งทำเสียงออดอ้อนพลางยื่นมือไปสะกิดแขนเสื้อของเธอ"บ่ได้จ้ะอ้ายกริช" อิปิ๊ตอบเสียงแข็งแต่แววตาระยิบระยับด้วยความสนุก "เป็นสถาปนิกเกียรตินิยมกะต้องรักษาสุขภาพเแมะ อีกอย่าง... เงินน่ะ ปิ๊สิเอาไปซื้อแม่พันธุ์วัว ซื้อปุ๋ยคอกมาใส่ที่นาเฮาเบิด อ้ายอยากดื่มกะดื่มน้ำมะพร้าวเผาฝีมือปิ๊ไปก่อนแล้วกันเด้อ""โห... นี่ขนาดยังไม่ได้แต่งนะเนี่ย กฎเหล็กมาเป็นชุดเลย" กริชหัวเราะเบา ๆ จนต้องเอามือกุมแผล "โอ๊ย... เจ็บนะเนี่ย ปิ๊แกล้งให้อ้ายหัวเราะจนแผลสะเทือนใช่ไหม""สมน้ำหน้าจ้ะ ใครใช้ให้หัวเราะล่ะ" อิปิ๊ค้อนวงใหญ่แต่ก็รีบวางจานผลไม้แล้วขยับเข้าไปใกล้เตียงเพื่อเช็คดูอาการ "ไหน... เจ็บมา
ตอนที่ 49: คำสารภาพริมเตียงแสงแดดยามเช้าลอดผ่านม่านสีขาวของโรงพยาบาลอำเภอ กลิ่นยาฆ่าเชื้อจาง ๆ อบอวลอยู่ในห้องพักฟื้นที่เงียบสงบ บนเตียงคนไข้ กริช ค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างช้า ๆ ความเจ็บปลาบที่สีข้างยังคงอยู่ แต่มันเบาบางลงมากเมื่อเทียบกับความรู้สึกหนักอึ้งเมื่อคืนสายตาของเขาปะทะเข้ากับใบหน้าจิ้มลิ้มของ อิปิ๊ ที่นั่งสัปหงกอยู่ข้างเตียง ผมเผ้ายุ่งเหยิงเล็กน้อยและยังมีคราบฝุ่นจางๆ ตามเสื้อผ้า ส่วน ย่าบุญมา นั่งเคี้ยวหมากอยู่อีกฝั่ง พอเห็นหลานชายขยับตัว ย่าก็อุทานออกมาด้วยความดีใจ"กริช ฟื้นแล้วบ่หลาน ย่าอยู่นี่เด้อ" อิปิ๊สะดุ้งตื่นตาเบิกโพลงพอเห็นกริชลืมตาเธอก็ลุกลี้ลุกลนทันที "อ้ายกริช อ้ายฟื้นแล้วเจ็บหม่องใด๋บ่ ปิ๊สิไปตามหมอ""ปิ๊..." กริชเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า เขาแกล้งทำหน้าเหยเกเหมือนเจ็บปวดแสนสาหัส "อย่าเพิ่งไป... อ้ายหิวน้ำ... เจ็บแผลเหลือเกิน ลุกไม่ไหวเลย"อิปิ๊ที่เคยเป็นนางสิงห์ถือเสียมไล่ทุบรถนายทุน บัดนี้กลับกลายเป็นลูกแมวเชื่อง ๆ เธอรีบรินน้ำใส่แก้วแล้วประคองหลอดให้กริชดื่มอย่างระมัดระวัง"ค่อย ๆ จิบเด้ออ้าย ปิ๊บอกแล้วว่าอย่าซ่า เห็นบ่... เกือบได้ไปเฝ้ายมบาลแล้ว" เธอพ
ตอนที่ 48 เอาผิดนายทุนความชุลมุนกลางลานวัดเริ่มคลี่คลายลงเมื่อรถกระบะของลุงหวังเบรกดังสนั่นที่ข้างเวที พ่อผู้ใหญ่บ้านและชายฉกรรจ์อีกสองสามคนรีบช่วยกันประคองร่างที่ชุ่มเลือดของกริชขึ้นหลังรถ อิปิ๊กระโดดขึ้นไปนั่งประคองศีรษะของเขาไว้บนตักทันที มือเล็กๆ ยังคงกดผ้าขาวม้าที่เริ่มชุ่มเลือดไว้แน่นที่หน้าท้องของกริช"อ้ายกริช... อดทนเด้ออ้าย อย่าหลับเด้อ!" อิปิ๊ร้องเรียกเสียงหลง ร่างกายเธอสั่นเทาไปหมด"ปิ๊... ใจเย็น ๆ ลูก เบิ่งแผลอ้ายดี ๆ" พ่อผู้ใหญ่บ้านที่รีบตามขึ้นมาดูสำรวจรอยกระสุนอย่างละเอียดภายใต้แสงไฟฉาย "กระสุนมันถากเข้าแฉลบสีข้างไปหน่อยเดียว แผลดูน่ากลัวเพราะเลือดออกเยอะ แต่น่าจะบ่เข้าจุดสำคัญ... กริช มึงยังมีสติอยู่บ่" กริชพยักหน้าเล็กน้อย ลมหายใจยังติดขัดแต่แววตาเริ่มกลับมามีความรู้สึก "ผม... ยังไหวครับพ่อผู้ใหญ่..."เมื่อรู้ว่ากริชพ้นขีดอันตรายในเบื้องต้น พ่อผู้ใหญ่บ้านและย่าบุญมาที่ตามขึ้นมาสมทบก็ถอนหายใจออกมาอย่างสุดตัว ย่าบุญมาทรุดลงกอดเข่ากริชพลางลูบหัวหลานชายด้วยน้ำตา "เทวดาคุ้มครองหลานย่าแท้ๆ ... พ่อไกรคุ้มครองเจ้าแล้ว"ในขณะที่ทุกคนกำลังโล่งใจ แต่อิปิ๊กลับไม่ได้คิดแค่นั้น







