LOGIN“เอ้า... ถึงแล้วอ้ายกริช อย่ามัวแต่ยืนสั่น รีบลงมาช่วยกันจัดที่ทางก่อนสิค่ำไปกว่านี้”
อิปิ๊กระโดดลงจากรถอย่างคล่องแคล่วกริชก้าวลงจากรถด้วยความระแวง สายตามองขึ้นไปบนเถียงนาที่มืดมิด
“ปิ๊... คุณแน่ใจนะว่ายาสมุนไพรนั่นได้ผล ผมยังหลอนท่าทางสะบัดหางของเจ้าบ้านตัวลายไม่หายเลย”
“เชื่อใจข่อยเถอะน่า” อิปิ๊พูดพลางหยิบแผ่นโซลาร์เซลล์ขนาดพกพาสามสี่แผ่นออกมาจากหลังรถ เธอเดินไปติดมันไว้ตามมุมเสาเถียงนาและกิ่งไม้ใกล้ๆ เพียงครู่เดียว แสงไฟสีนวลตาจากหลอด LED เล็กๆ ก็สว่างขึ้นรอบเถียงนา เปลี่ยนบรรยากาศที่น่ากลัวให้ดูอบอุ่นและปลอดภัยขึ้นทันตา
“โอ้โห... คุณมีโซลาร์เซลล์ด้วยเหรอ นึกว่าจะมีแต่ตะเกียงน้ำมันก๊าดซะอีก” กริชอุทานด้วยความทึ่งในความไฮเทคของสาวบ้านนา
“อ้ายกริช... นี่มันปีไหนแล้วจ้า ข่อยกะต้องใช้เทคโนโลยีช่วยคือกันล่ะ” อิปิ๊หัวเราะร่วนก่อนจะสั่งการต่อ
“เอ้า! เอาเปลออกมา ผูกให้สูงๆ หน่อยที่เสาไม้หนา ๆ หน้าเถียงนานั่นล่ะ ผูกให้พ้นทางเดินมดกับแมลง แล้วกะระวังอย่าให้ต่ำเกินไปเดี๋ยวหมาว้อสิมาเลียหน้าเอาเด้อ”
กริชเริ่มลงมือผูกเปลตามที่อิปิ๊สอน เขาใช้ทักษะการผูกเงื่อนที่พอจำได้สมัยเรียนลูกเสือ (บวกกับการชี้นำอย่างเข้มงวดของอิปิ๊) จนได้เปลญวนที่ตึงและมั่นคงอยู่ระหว่างเสาไม้ใหญ่หน้าเถียงนา ในขณะที่กริชกำลังวุ่นอยู่กับการจัดที่หลับที่นอน อิปิ๊ก็ไม่ได้อยู่ว่าง เธอเดินไปรวบรวมเศษไม้และฟางแห้งมากองไว้ที่ลานดินหน้าเถียงนา
ฉึก! เสียงไฟแช็กดังขึ้นเพียงครั้งเดียว เปลวไฟสีส้มก็เริ่มเริงร่าขึ้นมา อิปิ๊โยนสมุนไพรสดและกิ่งขี้เหล็กบางส่วนลงไปในกองไฟ ควันสีจางๆ ที่มีกลิ่นฉุนอ่อนๆ ลอยขึ้นมาปกคลุมบริเวณนั้น
“นี่ล่ะยาไล่ยุงแบบธรรมชาติ ยุงป่าแถวนี่มันย่านควันไฟปานผีปอบย่านใบบริสุทธิ์พู้นล่ะ” อิปิ๊เอ่ยพลางกวักมือเรียก
“มาอ้าย... ที่นอนกะเสร็จแล้ว ยุงกะบ่มีแล้ว ลงมานั่งหม่องกองไฟนี่มา กินข้าวกันหิวจนไส้สิกิ่วแล้วเนี่ย”
กริชเดินลงมานั่งบนขอนไม้ข้างกองไฟ ความอุ่นจากเปลวไฟช่วยให้เขารู้สึกผ่อนคลายลงอย่างประหลาด เขาหยิบห่อข้าวเหนียวอุ่นๆ ของย่าบุญมาออกมาวางกลางวง อิปิ๊เห็นเข้าก็ตาโต
“ปาดดด! ย่าบุญมาทอดไข่ใส่ชะอมให้พร้อมเบาะ มาๆ แบ่งกันกิน ข่อยกะมีแจ่วบองกับเนื้อแห้งที่แม่ทอดไว้ให้เหมือนกัน”
คนสองคนนั่งล้อมวงกินข้าวริมกองไฟท่ามกลางทุ่งนากว้างใหญ่ กริชปั้นข้าวเหนียวจิ้มแจ่วบองรสแซ่บสลับกับไข่เจียวฝีมือย่า ความเรียบง่ายของรสชาติอาหารบวกกับบรรยากาศที่มีแสงดาวนับล้านอยู่เหนือหัว ทำให้เขาลืมความวุ่นวายในเมืองกรุงไปชั่วขณะ
“ปิ๊... ขอบคุณนะที่มาเป็นเพื่อน ผมไม่คิดเลยว่าการนอนเฝ้าเถียงนามันจะ... จะรู้สึกดีแบบนี้” กริชเอ่ยขณะที่มองเปลวไฟเต้นระบำ
“บ่ต้องมาขอบคุณดอกอ้าย ข่อยกะแค่ย่านอ้ายวิ่งหนีตุ๊กแกกลับบ้านไปกวนย่านอนซื่อๆ” อิปิ๊แซวพลางเคี้ยวเนื้อแห้งตุ้ยๆ
“แต่กะดีแล้วล่ะ ที่อ้ายกล้าสู้ความกลัว... มรดกน่ะ มันบ่ได้มีไว้ให้แค่ถือโฉนด แต่มันมีไว้ให้เฮามาสัมผัสกลิ่นดินกลิ่นหญ้าแบบนี่ล่ะ”
กริชพยักหน้าเห็นด้วยอย่างเงียบเชียบ คืนนี้อาจจะเป็นคืนแรกที่เขาได้นอนหลับใต้แสงดาวจริงๆ โดยมีเสียงไฟปะทุ เปรี๊ยะๆ และสาวบ้านนาจอมแสบนั่งเป็นเพื่อนข้างกองไฟ... ค่ำคืนที่เคยน่ากลัว กลับกลายเป็นค่ำคืนที่เขาจะจดจำไปอีกนาน
ความเงียบสงัดของทุ่งนายามดึกสงัดนั้นแตกต่างจากความเงียบในห้องนอนคอนโดหรูอย่างสิ้นเชิง มันไม่ใช่ความเงียบที่ว่างเปล่า แต่เป็นความเงียบที่เต็มไปด้วยเสียงเคลื่อนไหวของธรรมชาติ แสงจากกองไฟมอดลงจนเหลือเพียงถ่านแดงโชน กริชนอนขดตัวอยู่ในเปลญวนที่ผูกไว้สูงลิบ เขาพยายามข่มตาหลับโดยมีแสงสีนวลจางๆ จากโซลาร์เซลล์ของอิปิ๊เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ อิปิ๊นอนอยู่อีกเปลหนึ่งที่ผูกเยื้องไปทางใต้ถุนเถียงนา เธอหลับสนิท (หรืออาจจะแกล้งหลับ) จนส่งเสียงกรนเบาๆ เป็นจังหวะ
กริก... กริก... กอด...
กริชสะดุ้งสุดตัว หูผึ่งขึ้นมาทันที เสียงนั่นดังมาจาก "ใต้พื้นไม้เถียงนา" ตรงจุดที่เขากองอุปกรณ์ทำความสะอาดไว้ มันไม่ใช่เสียงลมพัดสังกะสี และไม่ใช่เสียงตุ๊กแกที่เขาคุ้นเคย แต่มันเหมือนเสียงคนกำลังลากของหนักๆ ผ่านกองฟาง
“ปิ๊... ปิ๊! ได้ยินไหม” กริชกระซิบเรียกเสียงพร่า แต่ไม่มีเสียงตอบรับจากเปลข้างๆ
สวบ... สวบ...
คราวนี้เสียงชัดขึ้น กริชเอื้อมมือไปคว้าไฟฉายคาดหัวที่ย่าบุญมาให้มาสวมไว้ ใจหนึ่งก็กลัว อีกใจก็ห่วงกล้องถ่ายรูปและไอแพดราคาแพงที่ซ่อนไว้ในกระเป๋าเป้ใต้เปล เขาตัดสินใจกลั้นใจกดสวิตช์ไฟฉาย
แสงไฟสีขาวสว่างวาบตัดผ่านความมืดพุ่งตรงไปที่ใต้เถียงนา
สิ่งที่เห็นในคลองจักษุทำให้กริชแทบจะร่วงจากเปล แสงไฟสะท้อนดวงตาสีแดงคู่หนึ่งที่วาววับอยู่หลังกระสอบปุ๋ย มันตัวยาว ผิวหนังขรุขระ และกำลังแลบลิ้นแฉกออกมา
“ปิ๊!!! ตะกวด ตะกวดตัวเท่าจระเข้เลยปิ๊” กริชตะโกนลั่นพลางตะเกียกตะกายจะโดดลงจากเปล แต่ดันเสียหลักจนเปลหมุนเคว้งเป็นดักแด้
“โอ๊ยยย! อีหยังอี๊กกอ้ายกริช” อิปิ๊เด้งตัวขึ้นมาอย่างรวดเร็ว (จนน่าสงสัยว่าเธอหลับจริงหรือเปล่า) เธอกระโดดลงพื้นดินแล้วเดินไปทางใต้เถียงนาหน้าตาเฉย
“ไหน ไสล่ะจระเข้อ้าย” กริชตัวสั่นชี้ไปที่หลังกระสอบ
“นั่นไง! มันมองผมอยู่ มันจะกินไอแพดผมไหมปิ๊!” อิปิ๊ส่องไฟฉายไปดู แล้วก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น
“ฮ่า ๆ อ้ายกริชเอ๊ย นั่นมัน 'พ่อบักแลน' เจ้าบ้านอีกคนหนึ่ง เพิ่นมาหาจับหนูกินซื่อๆ เพิ่นบ่สนใจไอแพดอ้ายดอก เพิ่นเล่นเฟซบุ๊กบ่เป็น!”
“แต่มันตัวใหญ่มากนะปิ๊ ลิ้นมันแฉกด้วย” กริชยังไม่ยอมลงจากเปล อิปิ๊เห็นโอกาสแกล้ง เธอรีบทำหน้าจริงจังทันที
“เอ้อ... แต่ข่อยลืมบอกไปอ้ายกริช คนเฒ่าคนแก่เพิ่นว่า ถ้าเห็นบักแลนมาหาตอนดึกๆ แสดงว่าเพิ่นมี 'ข่าว' มาบอกเด้อ... ข่าวจากเจ้าที่เจ้าทางหั่นน่ะ”
“ข่าวอะไรปิ๊” กริชถามเสียงสั่น อิปิ๊แสร้งทำเป็นเงี่ยหูฟังเสียงลม
“เพิ่นว่า... เพิ่นอยากได้ 'โสร่งไหม' ผืนงามๆ ที่อ้ายนุ่งนั่นล่ะไปทำรัง ถ้าอ้ายบ่แบ่งให้เพิ่น คืนนี้เพิ่นสิปีนขึ้นไปนอนในเปลนำอ้ายเด้อ!”
“เฮ้ย! ไม่เอา!” กริชรีบรวบโสร่งเข้าหาตัว พลางมองซ้ายมองขวาอย่างระแวง
“กริ้วววววว!” ทันใดนั้น เสียงนกแสกก็ร้องดังขึ้นเหนือหลังคาสังกะสีพอดี กริชขวัญกระเจิงจนเกือบจะตกเปลจริงๆ อิปิ๊ที่แกล้งทำเป็นน่ากลัวตอนแรกทนไม่ไหว ระเบิดหัวเราะออกมาจนตัวงอ
“ฮ่าๆๆๆๆ อ้าย! เบิ่งหน้าอ้ายแน ซีดปานไก่ต้ม! ข่อยล้อเล่นจ้า บักแลนมันบ่ขึ่นเปลดอก มันย่านกลิ่นน้ำหอมฉุนๆ ของอ้ายสิตายอยู่แล้วเนี่ย!” กริชถอนหายใจยาวเหยียด รู้ตัวว่าโดนสาวบ้านนาปั่นประสาทเข้าให้อีกแล้ว
“คุณนี่มัน... แสบจริงๆ นะปิ๊ ผมเกือบหัวใจวายตายกลางทุ่งนาแล้วเนี่ย”
“กะอยากให้อ้ายตื่นตัวตลอดเวลาไงจ้า” อิปิ๊เดินกลับไปนั่งข้างกองไฟที่เริ่มมอด
“เอ้า... ลงมาเถาะ เพิ่นไปแล้ว บักแลนหนีไปทางสระน้ำแล้ว ลุกมาเติมฟืนช่วยข่อยแน เดี๋ยวหนาวตายก่อนแจ้ง”
กริชค่อยๆ ปีนลงจากเปลอย่างทุลักทุเล เขาเดินมานั่งข้างกองไฟข้างๆ อิปิ๊ ความเงียบสงบกลับมาอีกครั้ง แต่คราวนี้เขารู้สึกว่าเสียงธรรมชาตินั้นไม่ได้น่ากลัวเท่าเดิม อย่างน้อยเขาก็รู้ว่า "เจ้าบ้านตัวลาย" หรือ "พ่อบักแลน" ก็แค่เพื่อนร่วมโลกที่มาทักทายสมาชิกใหม่
“ปิ๊... พรุ่งนี้พาผมทำความสะอาดจริงๆ นะ ห้ามแกล้งกันแล้วนะ” กริชเอ่ยเสียงเบา
“เออ... ข่อยสิช่วยจ้า แต่อ้ายต้องเลี้ยงกาแฟยกล้อข่อยอีกถุงนะ!” อิปิ๊ยิ้มกว้าง แสงไฟจากกองไฟสะท้อนแววตาซุกซนของเธอที่เป็นประกายยิ่งกว่าดาวบนฟ้าเสียอีก
ค่ำคืน "เสียงกระซิบกลางดึก" จบลงด้วยการที่สถาปนิกหนุ่มนั่งเรียนรู้วิธีการมอง "ตา" สัตว์ป่าจากสาวบ้านนา จนความกลัวเปลี่ยนเป็นความสงสัย และความห่างเหินเริ่มกลายเป็นความผูกพันโดยที่เขาไม่รู้ตัว
ตอนที่ 53: รอยไหม้ที่ปลายทุ่ง เปลวเพลิงสีส้มที่โหมกระหน่ำท่ามกลางความมืดมิดของโคกอีแหลว ไม่ได้แผดเผาเพียงแค่ความฝันในโรงเรือนจิ้งหรีดของกริชเท่านั้น แต่มันกำลังจะกลายเป็นโศกนาฏกรรมของทั้งหมู่บ้าน ลมทุ่งที่พัดแรงในช่วงรุ่งหอบเอาลูกไฟปลิวว่อนไปทางแปลงนาข้างเคียงที่ชาวบ้านเพิ่งจะลงฟางเตรียมดินไว้ กลิ่นควันไฟฉุนกะทัดรัดปลุกให้หัวใจของคนในตำบลตื่นตระหนก"ไฟไหม้ ช่วยด้วย ไอ้รุ่งมันเผานา" เสียงตะโกนของอิปิ๊ดังก้องไปทั่วคุ้งน้ำเพียงไม่กี่อึดใจ แสงไฟฉายจากบ้านเรือนรอบๆ ก็สว่างขึ้นมาดั่งหิ่งห้อยนับร้อยดวง ชาวบ้านทั้งชายและหญิงต่างหิ้วถังน้ำ ถือจอบ ถือเสียม วิ่งกรูมายังพิกัดที่เกิดเหตุด้วยความโกรธแค้น เพราะพวกเขารู้ดีว่าหากไฟลามเข้าป่าข้าวหรือฟางนาในฤดูแล้งแบบนี้ ความฉิบหายจะไม่ได้หยุดแค่ที่นาของกริช แต่มันจะเผาผลาญปากท้องของคนทั้งหมู่บ้านให้วอดวายไปด้วยในขณะที่กริชและอิปิ๊กำลังง่วนกับการดับไฟที่โรงเรือน บักรุ่งที่นอนมอมแมมอยู่ในร่องน้ำพยายามจะตะเกียกตะกายหนี แต่มันกลับหนีไม่พ้นศาลเตี้ยของชาวบ้านที่มาถึงก่อนตำรวจ"มึงสิหนีไปไสไอ้รุ่ง มึงมันหนักแผ่นดิน" ลุงหวังที่วิ่งมาถึงคนแรกตะโกนลั่นพร้อมก
ตอนที่ 52: ตามใจผู้จัดการส่วนตัวสองสัปดาห์ผ่านไป... บรรยากาศในที่นาของพ่อไกรเปลี่ยนจากพื้นที่ขัดแย้งกลายเป็นพื้นที่แห่งชีวิตใหม่ แผลที่สีข้างของกริชสมานตัวจนเกือบสนิททิ้งไว้เพียงแผลเป็นแห่งเกียรติยศที่เขาภูมิใจ สถาปนิกหนุ่มในชุดเสื้อเชิ้ตแขนสั้นพับแขนและกางเกงเล บัดนี้ไม่ได้ถือเพียงตลับเมตร แต่เขายังสะพายย่ามที่เต็มไปด้วยสมุดสเก็ตช์ภาพและดินสอไม้ ที่ชานเรือนใหม่กริชกางกระดาษไขแผ่นใหญ่ลงบนโต๊ะไม้ ผัง "นาสีทองตัวอย่าง" ถูกร่างขึ้นอย่างประณีต"ปิ๊ มาดูนี่สิ อ้ายแบ่งโซนเสร็จแล้วนะ" กริชตะโกนเรียกหญิงสาวที่กำลังง่วนอยู่หลังบ้านอิปิ๊ วิ่งร่าเข้ามาในสภาพที่เนื้อตัวมอมแมมไปด้วยดิน แต่มันคือดินที่เธอภูมิใจเสนอที่สุด เธอยกถังใส่ดินดำขลับที่มีกลิ่นหอมของใบไม้หมักขึ้นมาวางโชว์"นี่ไงอ้ายกริชดินปลูกสูตรนางสิงห์ ปิ๊หมักตามธรรมชาติ ใช้ทั้งรำละเอียด แกลบเผา แล้วก็มูลควายจากคอกพ่อผู้ใหญ่ผสมกับน้ำหมักชีวภาพที่ปิ๊บ่มไว้ในโอ่ง รับรองว่าปลูกอะไรก็งาม พืชผลสิอวบอัดปานคนเลี้ยงเลยล่ะ" อิปิ๊หัวเราะร่วนพลางปาดเหงื่อที่ปลายจมูกจนเลอะดินเป็นปื้น กริชยิ้มอย่างเอ็นดู เขาหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับรอยเลอะบนหน้าให้เธออย่
ตอนที่ 51 พระจันทร์ยิ้มบนชานเรือนที่ปูสาดสีสวย สำรับอาหารมื้อเย็นถูกล้อมรอบด้วยคนสำคัญในชีวิตของกริช พ่อผู้ใหญ่บ้าน ลุงหวัง ย่าบุญมา และอิปิ๊ กริชนั่งพิงเสาเรือนเพราะยังเจ็บแผลอยู่เล็กน้อย โดยมีอิปิ๊คอยตักอ่อมไก่ใส่ถ้วยให้ไม่ขาด"กริช... เรื่องนายทุนมันจบลงแล้วกะจริง" พ่อผู้ใหญ่บ้านเอ่ยเสียงเข้มขึ้น"แต่ข่อยมีเรื่องหนึ่งสิถามเจ้าในฐานะคนที่เป็นพ่อ... เจ้าสิรับมือจั่งใด๋กับความรู้สึกของชาวบ้านบางคนที่เขายังเสียดายเงินของนายทุนอยู่ถึงมื้อนี้เขาเห็นความจริง แต่ความจนมันกะยังค้ำคอเขาอยู่เด้อ" กริชวางช้อนลง เขาไม่ได้ตอบทันทีแต่มองออกไปที่ผืนนาสีดำขลับในยามโพล้เพล้ "นั่นคือเหตุผลที่ผมไม่กลับไปทำงานที่กรุงเทพฯ ครับพ่อผู้ใหญ่ ผมจะพิสูจน์ให้เขาเห็นว่าที่ดินมันงอกเงยเป็นเงินได้มากกว่าเงินฟาดหัวของนายทุน ผมจะเริ่มทำนาสีทองให้เป็นต้นแบบ ใครอยากมีรายได้ผมจะสอนให้ทำโฮมสเตย์สอนให้แปรรูปข้าวและผมจะหาตลาดรองรับให้เองด้วยคอนเนกชันที่ผมมี""อ้ายกริชสิทำจริง ๆ บ่จ้ะ" อิปิ๊ถาม แววตาเต็มไปด้วยความหวัง "ปิ๊สิเป็นคนแรกที่ลงแรงช่วยอ้ายเอง""อ้ายทำจริงแน่ปิ๊... แต่อ้ายทำคนเดียวไม่ได้" กริชหันมาสบตาอิปิ๊กลาง
ตอนที่ 50 กฎเหล็กของปิ๊ภายในห้องพักฟื้นที่เคยเงียบเหงา บัดนี้กลับอบอวลไปด้วยมวลความสุขที่แผ่ออกมาผ่านเสียงหัวเราะและบทสนทนาที่หยอกล้อกันอย่างไม่ลดละ กริชที่นอนอยู่บนเตียงคนไข้เริ่มมีสีเลือดฝาดบนใบหน้ามากขึ้น เขาใช้สายตาเจ้าเล่ห์นิด ๆ มองจ้องไปที่หญิงสาวที่กำลังขะมักเขม้นกับการปอกแอปเปิลให้เขาอย่างตั้งใจ"โถ่ปิ๊... นี่อ้ายเป็นถึงสถาปนิกเกียรตินิยมนะ จะไม่ให้รางวัลคนทำงานเหนื่อย ๆ ด้วยวิสกี้สักเป๊กสองเป๊กเลยเหรอ" กริชแกล้งทำเสียงออดอ้อนพลางยื่นมือไปสะกิดแขนเสื้อของเธอ"บ่ได้จ้ะอ้ายกริช" อิปิ๊ตอบเสียงแข็งแต่แววตาระยิบระยับด้วยความสนุก "เป็นสถาปนิกเกียรตินิยมกะต้องรักษาสุขภาพเแมะ อีกอย่าง... เงินน่ะ ปิ๊สิเอาไปซื้อแม่พันธุ์วัว ซื้อปุ๋ยคอกมาใส่ที่นาเฮาเบิด อ้ายอยากดื่มกะดื่มน้ำมะพร้าวเผาฝีมือปิ๊ไปก่อนแล้วกันเด้อ""โห... นี่ขนาดยังไม่ได้แต่งนะเนี่ย กฎเหล็กมาเป็นชุดเลย" กริชหัวเราะเบา ๆ จนต้องเอามือกุมแผล "โอ๊ย... เจ็บนะเนี่ย ปิ๊แกล้งให้อ้ายหัวเราะจนแผลสะเทือนใช่ไหม""สมน้ำหน้าจ้ะ ใครใช้ให้หัวเราะล่ะ" อิปิ๊ค้อนวงใหญ่แต่ก็รีบวางจานผลไม้แล้วขยับเข้าไปใกล้เตียงเพื่อเช็คดูอาการ "ไหน... เจ็บมา
ตอนที่ 49: คำสารภาพริมเตียงแสงแดดยามเช้าลอดผ่านม่านสีขาวของโรงพยาบาลอำเภอ กลิ่นยาฆ่าเชื้อจาง ๆ อบอวลอยู่ในห้องพักฟื้นที่เงียบสงบ บนเตียงคนไข้ กริช ค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างช้า ๆ ความเจ็บปลาบที่สีข้างยังคงอยู่ แต่มันเบาบางลงมากเมื่อเทียบกับความรู้สึกหนักอึ้งเมื่อคืนสายตาของเขาปะทะเข้ากับใบหน้าจิ้มลิ้มของ อิปิ๊ ที่นั่งสัปหงกอยู่ข้างเตียง ผมเผ้ายุ่งเหยิงเล็กน้อยและยังมีคราบฝุ่นจางๆ ตามเสื้อผ้า ส่วน ย่าบุญมา นั่งเคี้ยวหมากอยู่อีกฝั่ง พอเห็นหลานชายขยับตัว ย่าก็อุทานออกมาด้วยความดีใจ"กริช ฟื้นแล้วบ่หลาน ย่าอยู่นี่เด้อ" อิปิ๊สะดุ้งตื่นตาเบิกโพลงพอเห็นกริชลืมตาเธอก็ลุกลี้ลุกลนทันที "อ้ายกริช อ้ายฟื้นแล้วเจ็บหม่องใด๋บ่ ปิ๊สิไปตามหมอ""ปิ๊..." กริชเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า เขาแกล้งทำหน้าเหยเกเหมือนเจ็บปวดแสนสาหัส "อย่าเพิ่งไป... อ้ายหิวน้ำ... เจ็บแผลเหลือเกิน ลุกไม่ไหวเลย"อิปิ๊ที่เคยเป็นนางสิงห์ถือเสียมไล่ทุบรถนายทุน บัดนี้กลับกลายเป็นลูกแมวเชื่อง ๆ เธอรีบรินน้ำใส่แก้วแล้วประคองหลอดให้กริชดื่มอย่างระมัดระวัง"ค่อย ๆ จิบเด้ออ้าย ปิ๊บอกแล้วว่าอย่าซ่า เห็นบ่... เกือบได้ไปเฝ้ายมบาลแล้ว" เธอพ
ตอนที่ 48 เอาผิดนายทุนความชุลมุนกลางลานวัดเริ่มคลี่คลายลงเมื่อรถกระบะของลุงหวังเบรกดังสนั่นที่ข้างเวที พ่อผู้ใหญ่บ้านและชายฉกรรจ์อีกสองสามคนรีบช่วยกันประคองร่างที่ชุ่มเลือดของกริชขึ้นหลังรถ อิปิ๊กระโดดขึ้นไปนั่งประคองศีรษะของเขาไว้บนตักทันที มือเล็กๆ ยังคงกดผ้าขาวม้าที่เริ่มชุ่มเลือดไว้แน่นที่หน้าท้องของกริช"อ้ายกริช... อดทนเด้ออ้าย อย่าหลับเด้อ!" อิปิ๊ร้องเรียกเสียงหลง ร่างกายเธอสั่นเทาไปหมด"ปิ๊... ใจเย็น ๆ ลูก เบิ่งแผลอ้ายดี ๆ" พ่อผู้ใหญ่บ้านที่รีบตามขึ้นมาดูสำรวจรอยกระสุนอย่างละเอียดภายใต้แสงไฟฉาย "กระสุนมันถากเข้าแฉลบสีข้างไปหน่อยเดียว แผลดูน่ากลัวเพราะเลือดออกเยอะ แต่น่าจะบ่เข้าจุดสำคัญ... กริช มึงยังมีสติอยู่บ่" กริชพยักหน้าเล็กน้อย ลมหายใจยังติดขัดแต่แววตาเริ่มกลับมามีความรู้สึก "ผม... ยังไหวครับพ่อผู้ใหญ่..."เมื่อรู้ว่ากริชพ้นขีดอันตรายในเบื้องต้น พ่อผู้ใหญ่บ้านและย่าบุญมาที่ตามขึ้นมาสมทบก็ถอนหายใจออกมาอย่างสุดตัว ย่าบุญมาทรุดลงกอดเข่ากริชพลางลูบหัวหลานชายด้วยน้ำตา "เทวดาคุ้มครองหลานย่าแท้ๆ ... พ่อไกรคุ้มครองเจ้าแล้ว"ในขณะที่ทุกคนกำลังโล่งใจ แต่อิปิ๊กลับไม่ได้คิดแค่นั้น







