Home / วาย / มิติจันทรา เหนือกาลเวลา / คืนจันทร์สีเลือด

Share

มิติจันทรา เหนือกาลเวลา
มิติจันทรา เหนือกาลเวลา
Author: Puifhai85

คืนจันทร์สีเลือด

Author: Puifhai85
last update publish date: 2026-08-03 21:06:05

มิติจันทราเหนือกาลเวลา

ตอนที่ 1 คืนจันทร์สีเลือด

ณ ปี ค.ศ. ๒๕๑๗ ในช่วงที่เทคโนโลยีเข้ามาเติมเต็ม หรืออาจะเรียกได้ว่า เข้ามาทดแทนมนุษย์ซะด้วยซ้ำ เมืองที่แสงไฟไม่เคยดับ และเหมือนไม่เคยมีการหลับไหล ทุกสิ่งดูจะเร่งรีบ วุ่นวาย อยู่ตลอดเวลา

เสียงไซเรนดังสะท้อนอยู่เหนือมหานครนีออนอันแสนวุ่นวาย ฝนสีเทาอันหนักหน่วงพร้อมพายุกระหน่ำ สาดกระทบกระจกของตึกสูงในค่ำคืนนี้ ราวกับโลกทั้งใบกำลังร้องไห้

ภายในรถลอยฟ้าสีดำวาวคันหนึ่ง ชายหนุ่มในเสื้อโค้ตยาวกำลังกดข้อมูลบนหน้าจอโฮโลแกรมอย่างรวดเร็ว ดวงตาเย็นชาสีเข้มของเขาสะท้อนตัวอักษรสีน้ำเงิน ที่ไหลผ่านเหมือนสายน้ำ หากแต่ดวงตานั้น กลับไม่กระพริบแม้เพียงเสี้ยววินาที

“คุณชายจวินเหิงคะ ระบบติดตามของตระกูลหลี่กำลังล๊อกพิกัดของเราอีกครั้งค่ะ”

เสียงเอไอสาว เอลล่า ดังขึ้นจากหูฟังไร้สายของชายหนุ่มอย่างตื่นตระหนก

หลี่จวินเหิง ชายหนุ่มวัย ๒๒ ปี ผู้มีบุคลิกปราดเปรียว ฉลาด สุขุม แต่แฝงด้วยความเย็นชาเล็กน้อย ถอนหายใจเบา ๆ แต่สีหน้าและแววตาเฉยชา เหมือนทุกสิ่งเป็น “เรื่องธรรมดา” จนชินชาไปซะแล้ว

“เอลล่า ฉันได้ยินแล้ว เธอจะตกใจไปทำไม? ทำยังกับเป็นมนุษย์ผู้หญิงจริง ๆ อย่างงั้นแหล่ะ”

เอไอสาว ส่งสายตาค้อนให้เจ้านายเล็กน้อย ก่อนตอบ

“ดิฉันแนะนำให้คุณกลับบ้าน และแต่งงานตามคำสั่งของท่านประธานหลี่นะคะ โอกาสรอดชีวิตสูงถึง ๙๘%”

เอลล่าประมวลผลอย่างรวดเร็ว...แต่ชายหนุ่มกลับตอบกลับรวดเร็วยิ่งกว่า...

“แต่โอกาสตายทั้งเป็น 100%”

เอไอสุดอัจฉริยะเงียบไปสองวินาที ก่อนตอบแบบยอมจำนน “...ประมวลผลแล้ว ดิฉันเห็นด้วยค่ะ”

มุมปากของชายหนุ่มยกขึ้นเล็กน้อย รถลอยฟ้าพุ่งเลี้ยวฉับพลัน หลบโดรนตรวจจับที่ไล่ตามมาจากทางด้านหลังได้อย่างหวุดหวิด

ภาพโฮโลแกรมปรากฎใบหน้าของชายอีกคนขึ้นกลางอากาศ

หลี่จื่อเฟิง พี่ชายของเขานั่นเอง จื่อเฟิงในวัย ๒๕ ปี ใบหน้าหล่อเหลา มีความคล้ายจวินเหิงอยู่มากทีเดียว ถึงแม้เขาจะดูสุภาพ นิ่ง แต่ก็แฝงความเย็นเยียบจนเหมือนงูพิษ ช่างเป็นคนที่มีรังสีแปลก ๆ ที่ชวนให้รู้สึกอึดอัดเมื่อเข้าใกล้

“จวินเหิง” เสียงเรียบนิ่งดังผ่านลำโพง “กลับมาเถอะ นายรู้ ว่าตัวเองหนีไม่ได้หรอก”

“แล้วใครบอกว่า ฉันจะหนี??” ชายหนุ่มกล่าวเสียงเรียบยิ่งกว่า

“นายกำลังทำลายอนาคตของตระกูล” จื่อเฟิ่งเริ่มคุมน้ำเสียงไม่อยู่ เขาแทบจะตะโกนออกมา

“อนาคตที่ต้องเอาฉันไปแต่งงานเพื่อควบธุรกิจเนี่ยนะ??” จวินเหิงหัวเราะในลำคอ ก่อนกล่าวต่อ “พี่ชาย เผื่อพวกพี่กับพ่อแม่ยังไม่รู้...ฉันไม่ใช่หมากในกระดานของตระกูลนะ”

ดวงตาของหลี่จื่อเฟิงราวกับมีเปลวไฟในนั้น

“แต่นายควรเข้าใจ หน้าที่ สำคัญกว่าความรู้สึก”

“พี่พูดเหมือนผม เป็นคนที่ไม่เคยมีความรู้สึกเลยนะ” จวินเหิงกล่าวด้วยเสียงเย็นชา ที่แฝงความน้อยใจไม่มิด แล้วหัวเราะ “ฮึ” ออกมาเบาๆ ในลำคอ

หลี่จื่อเฟิงมองเขานิ่ง ด้วยสายตาที่อ่อนลง ก่อนตัดสัญญาณไป

เอลล่าพูดขึ้นมาเบา ๆ ช้า ๆ หลังจากเธอเงียบไปอยู่นาน

“วิเคราะห์จากน้ำเสียง คุณท่านจื่อเฟิงกำลังโกรธค่ะ”

ชายหนุ่มแค่นยิ้ม พร้อมกล่าว “ดี”

ปัญญาประดิษฐ์คู่ใจแทบจะถอนหายใจรัว ๆ เหมือนอย่างที่มนุษย์ชอบทำกัน

“คุณท่านจวินเหิง คุณนี่ชอบยั่วโมโหคนจริงๆ เลยนะคะ”

จวินเหิงหัวเราะร่า “ก็มันสนุกดีนี่นา”

รถลอยฟ้าทะยานลงสู่เขตเมืองเก่า พื้นที่รกร้างที่แทบไม่มีใครเคยเข้ามา จวินเหิงกระโดดลงจากรถก่อนที่โดรนติดตามจะยิงลำแสงใส่

ตูม!!!

เศษปูนกระจาย ฝุ่นในอากาศลอยอยู่รอบตัวเขา แต่นั่นก็เป็นแค่การ ขู่ เท่านั้น เพื่อหวังจะให้เขาไปในทิศทางที่สามารถจับกุมเขาได้ แต่ชายหนุ่มกลับวิ่งเข้าไปในอาคารเก่าทรุดโทรมแห่งหนึ่ง ซึ่งนอกเหนือจากการคาดการณ์ของผู้ควบคุมโดรนลำนั้น

เขตที่เขาวิ่งเข้าไป อยู่นอกรัศมีเขตเมือง หรือเรียกได้ว่า เป็น รอยต่อของอารยธรรมที่แทบจะไม่มีสัญญาณใดๆ เชื่อมต่อได้ถึง โชคดีที่จวินเหิงพกตัวเชื่อมสัญญาณส่วนตัวมาด้วย เอไอสาวเลยยังทำงานได้เหมือนปกติ

แต่โดรนที่ตามมานั้น ออกนอกรัศมีการควบคุมของเจ้าของแล้ว ทำให้มันไม่สามารถตามเขาเข้ามาในบริเวณนั้นได้ มันมีท่าทีสับสนเล็กน้อยที่จับสัญญาณของชายหนุ่มไม่ได้ เหมือนว่าเขา ได้ละลายหายไปกับอากาศ

พวกมันบินวนรอบๆ สักพัก ก่อนที่จะบินกลับไปยังหน่วยควบคุมกลาง

ทางด้านชายหนุ่มเมื่อวิ่งเข้ามาสักพัก เขาก็เปลี่ยนเป็นเดินช้าๆ จนไปสะดุดตากับอาคารหลังหนึ่ง ที่มีประตูเหล็กสีดำบานใหญ่ดูแข็งแรงอยู่ด้านหน้า เขาเอื้อมมือไปแตะแล้วออกแรงผลัก ประตูเหล็กที่มีสนิมเขรอะเปิดออกช้า ๆ พร้อมเสียง “เอี๊ยด” อันน่าขนลุก

“หืม ยังมีสถานที่แบบนี้เหลือในเมืองอีกเหรอเนี่ย เอลล่า เธอนี่หาที่หนีได้เก่งจริงๆ นะ สมกับที่ฉันพัฒนาโปรแกรมมาเองกับมือ” จวินเหิงกล่าว

เสียงจากเอไอรีบรายงาน “จากฐานข้อมูลที่ดิฉันรวบรวมมา อาคารนี้ถูกลบออกจากทะเบียนรัฐบาลเมื่อ 42 ปีก่อนค่ะ “

สายตาชายหนุ่มเป็นประกายวาบ ยิ้มยิงฟันพร้อมกล่าว “นี่ดีกว่าที่ฉันคิดไว้ซะอีก”

จวินเหิงเดินลึกเข้าไปในอาคาร ที่ภายนอกแทบจะเป็นเศษซากอารยธรรม แต่ภายในกลับสะอาดผิดคาด...ราวกับมีคนดูแลอยู่ตลอดเวลา

“ตรวจสอบแล้วค่ะ...ไม่มีข้อมูลของวัสดุที่สร้างอาคารนี้ในฐานข้อมูลในโลกปัจจุบันเลย”

“น่าสนใจ” ชายหนุ่มยื่นมือแตะประตูไม้ บานที่จะเปิดเชี่อมไปห้องที่เขาคิดว่า เป็น -ห้องนอนใหญ่- ทันใดนั้น...

บนฟ้าที่ยังมีฝนกระหน่ำเมื่อสักครู่ กลับสงบแทบจะในทันที ฟ้าที่เคยมีเมฆหนาปกคลุม พลันเปิดโล่ง เผยให้เห็นพระจันทร์ที่เป็นสีแดง ทำให้ท้องฟ้าบริเวณนั้นกลายเป็นสีแดงฉานขึ้น

“ตรวจพบพลังงานผิดปกติ!!พระจันทร์ด้านนอกกำลังเปลี่ยนสีค่ะคุณชายจวินเหิง”

จวินเหิงหันไปมองพระจันทร์สีเลือดแขวนอยู่กลางท้องฟ้า แล้วทันใดนั้นทุกอย่างก็ดับวูบ...

อีกฝากหนึ่งของกาลเวลา

แคว้นต้าเฉิง -ยุคราชวงศ์โบราณ สายลมกรรโชกพัดผ่านหน้าต่างไม้วูบใหญ่

เสิ่นจือเหยียน นั่งอ่านตำราอยู่ใต้แสงตะเกียงน้ำมัน

ชายหนุ่มวัย 23 ปี ใบหน้าขาว สะอาดสะอ้าน สวมชุดนักปราชญ์สีฟ้าอ่อน ดวงตาเรียบนิ่ง ผมถูกมวยเรียบร้อย บนศรีษะปักปิ่นไม้ที่คล้ายพู่กัน ดูงดงามราวภาพวาด

บนตั่งไม้เตี้ย ๆ ข้าง ๆ เขา มีเสี่ยวอวี้ บ่าวรับใช้ อายุ 16 ปี เด็กหนุ่มตัวเล็ก หุ่นบาง กำลังง่วงจนเผลอสัปหงก ได้สะดุ้งตื่นมาถามด้วยความงัวเงีย

“คุณชายขอรับ...เวลานี้แล้ว ท่านยังอ่านหนังสืออยู่อีกหรือ” เขาถามพลางฝนหมึกให้ผู้เป็นนายต่อ

“อีกสามเดือนจะสอบจอหงวน หากไม่อ่านตอนนี้ เจ้าจะให้ข้าอ่านจะอ่านเมื่อใด?”

เสี่ยวอวี้ครางเบา ๆ “แต่ท่านอ่านตำราในห้องนี้ มิได้ออกกไปข้างนอกเลยมาสามวันแล้วนะขอรับ”

“คนโง่อย่างเจ้า คงไม่มีวันเข้าใจความสำคัญของเวลา” เสิ่นจือเหยียนกล่าวเสียงเรียบ ๆ สายตายังไม่ละจากตัวอักษรแม้เพียงนิด

“โธ่!! คุณชาย—“ บ่าวคนสนิทสีหน้าหงอยเล็กน้อย “ข้าก็แค่ เป็น ห่ว—“

แต่ยังไม่ทันพูดจบ

พรึ่บ!!!

เปลวไฟจากตะเกียงในห้องกระพือดับลงพร้อมกัน เสี่ยวอวี้ร้องลั่น

“ผะ ผี!!”

“เงียบก่อน” เสิ่นจือเหยียนขมวดคิ้ว ลมเย็นประหลาดพัดผ่านกลางห้อง พร้อมฝุ่นผงที่ไม่ทราบที่มา ทำให้ทั้งเสี่ยวอวี้ และชายหนุ่มต้องเอามือยกมาป้องหน้า หลังจากสายลมสงบ ทั้งสองค่อย ๆ เอาแขนเสื้อที่ใช้ปิดหน้าปิดตาลง เผยให้ให้กำแพงด้านหน้าเริ่มบิดเบี้ยวเหมือนผิวน้ำ

“นะ...นั่นอะไรขอรับ...” เสี่ยวอวี้เกาะแขนเจ้านายแน่น แทบจะร้องไห้ด้วยความหวาดกลัว

เงาร่างของคนผู้หนึ่งปรากฎขึ้นอีกด้าน ค่อยๆ ชัดเจนขึ้น ชายแปลกหน้าในชุดสีดำ เสื้อผ้าดูแปลกประหลาด มีผมสั้น รูปร่างสูงโปร่ง หน้าตาหล่อเหลาคมคายอย่างที่ไม่เคยพบเห็นในเมืองหลวง

ทั้งสองฝ่ายชะงักงัน...จ้องกันผ่าน “กำแพงน้ำ” โปร่งใส

คนหนึ่งจากอนาคต อีกคนจากอดีต

ต่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง

หลี่จวินเหิงเป็นฝ่ายพูดก่อน “...นี่...ฉันตายแล้วเหรอ?? สวรรค์นี่ เทวดาแต่งตัวโบราณจัง เหมือนในซีรี่ย์เลยแฮะ”

เสี่ยวอวี้ที่หน้าขาวซีดยิ่งกว่ากระดาษ เผลอกรี๊ดออกมา “ผีจริง ๆ ด้วยขอรับ”

“หุบปาก!!” เสิ่นจือเหยียนปรามบ่าวน้อยของตน ก่อนหรี่ตามองอีกฝ่ายอย่างระแวดระวัง

“เจ้าเป็นผู้ใด มาที่นี่ได้อย่างไร แล้วสถานที่นั้นมันคือที่ใด ข้ามิเคยเห็นมาก่อน” เขากล่าวเสียงดัง แม้ปลายเสียงจะแอบหวั่นเล็กน้อย

จวินเหิงเลิกคิ้ว “ประโยคนั้น ฉันควรเป็นคนถามมากกว่ามั้ง”

“ที่นี่คือ จวนเสิ่น และนี่คือห้องส่วนตัวของข้า” เสิ่นจือเหยียนกล่าวพร้อมยืดหลังตรง

“แล้วที่นี่มันคือ –เดี๋ยวนะ!!” เขาหันไปมองรอบตัวเองอีกครั้งอย่างช้า ๆ

ห้องเดียวกัน ประตูบานเดียวกัน โต๊ะใหญ่กลางห้องตำแหน่งเดียวกัน แต่คนละยุค!!!

เอลล่าปรากฎกายเป็นโฮโลแกรมขนาดเล็ก ที่ข้างไหล่

“วิเคราะห์เรียบร้อยแล้วค่ะคุณชายจวินเหิง เราอาจะเกิดปรากฏการณ์เชื่อมต่อข้ามเวลา”

เสี่ยวอวี้ยิ่งหน้าซีดลงไปอีกเมื่อเห็นภาพนี้ “ปีศาจออกมาจากอากาศแล้ววววว!!!”

บ่าวน้อยร้องลั่นก่อนเป็นลมไปเพราะความกลัวสุดขีด

เสิ่นจือเหยียนเองก็ตกใจจนเผลอถอย “สิ่งใดนั่น??”

เอลล่าหันไปมองเขา พร้อมค้อมคำนับกล่าวอย่างอารมณ์ดี “สวัสดีค่ะ มนุษย์โบราณ”

เสิ่นจือเหยียนชะงักค้าง ตาเบิกกว้าง ร่างกายแทบจะกลายเป็นน้ำแข็ง ภาพนั้นทำให้จวินเหิงหลุดหัวเราะออกมาเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน

เสิ่นจือเหยียนมองเขานิ่ง อย่างพิจารณา

เสียงหัวเราะทุ้มต่ำก้องอยู่ในห้อง แต่เขาไม่เข้าใจเลยว่า เหตุใดแววตาของคนผู้นี้ ถึงดูโดดเดี่ยวเหลือเกิน แม้กำลังหัวเราะอยู่ก็ตาม

ด้านนอกพระจันทร์สีเลือดยังคงแขวนอยู่เหนือฟากฟ้า ราวกับชะตากรรมของสองคนเพิ่งเริ่มต้นขึ้น

คืนนั้น ทั้งสองฝ่ายต่างนั่งเงียบอยู่คนละฝั่งของมิติ ไม่มีใครกล้านอน เสี่ยวอวี้หลังจากฟื้น ก็ยังเอาผ้าห่มคลุมหัวตัวเอง แล้วพึมพำสวดมนต์ไม่หยุด

ส่วนเอลล่ากำลังสแกนโครงสร้างมิติอย่างจริงจัง ตัวอักษรสีฟ้าเรืองแรง หมุนรอบตัว เอไอสาวกำลังประมวลผลอย่างเงียบๆ

หลี่จวินเหิงลากเก้าอี้มานั่งที่โต๊ะอีกฝั่งที่อยู่ในส่วนของมิติเขา เสิ่นจือเหยียน นั่งอยู่บนขอบเตียงไกลออกไป ชายหนุ่มตัดสินใจทำลายความเงียบ

“นายชี่ออะไร”

ชายหนุ่มอีกฝั่งนั่งเงียบครู่หนึ่ง ก่อนตอบ

“ข้ามีนามว่า เสิ่นจือเหยียน บุตรชายคนเดียวของตระกูลเสิ่น”

“อายุเท่าไหร่เหรอ” จวินเหิงถามต่อ น้ำเสียงแสดงความสนใจในอีกฝ่ายอย่างชัดเจน

“ยี่สิบสาม” จือเหยียนกล่าวตอบ สายตายังจ้องอีกฝ่ายอย่างไม่ลดละเช่นกัน แต่เป็นสายตาแห่งความหวาดระแวงเสียมากกว่าฃ

จวินเหิงพยักหน้าน้อย ๆ ก่อนตอบ “อืม...แก่กว่าฉันนิดหน่อย แต่นายยังดูเด็กมากเลยนะ”

“เสียมารยาท พูดกับผู้อาวุโสกว่าอย่างนี้ได้เยี่ยงไร” เสิ่นจือเหยียนหลุดปาก

“เฮ้ ฉันชมนายอยู่นะ แต่ฉันขอไม่เรียกนายว่าพี่ก็แล้วกัน ในฐานะที่นายหน้าเด็กกว่าฉันซะอีก” จวินเหิงกล่าวกลั้วหัวเราะ ตามแบบฉบับของเขา

“ลืมแนะนำตัวไป ฉันชื่อ หลี่จวินเหิง เรียกฉันว่า จวินเหิงก็ได้นะ ฉันไม่อยากให้นายเรียกฉันว่า คุณชายหลี่ เหมือนในซีรี่ย์โบราณอะไรแบบนั้น”

เสิ่นจือเหยียนเม้มปาก แต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา เขาคิดในใจ

คนผู้นี้พูดจาแปลกประหลาดนัก แต่แปลก...กลับไม่ได้ทำให้น่ารังเรียจ กลับช่างดูน่าสนทนาด้วยยิ่ง

เขามองจอกสุราบนโต๊ะ ก่อนยกขึ้นมาจีบเบา ๆ จากนั้นจึงเอ่ยเสียงแผ่วเบา ราวกับต้องการพูดกับตัวเอง

“ในชีวิตนี้...ถึงแม้จะไม่มีใคร ก็อยู่ลำพังได้”

“人生虽孤,清风自伴”

จวินเหิงได้ยินชัดเจนทุกถ้อยคำ เขานิ่งไป...สายลมกลางคืนพัดผ่านหน้าต่างบานเก่าเข้ามา เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่า

ความเงียบ อาจไม่ได้ว่างเปล่าเสมอไป

“สำนวนแปลก แต่เพราะดีนะ” เขากล่าวอย่างชื่นชม

“เจ้าไม่เคยได้ยินหรือ?” เสิ่นจือเหยียนถามด้วยความสงสัย เพราะบทกวีนี้ ใครต่อใครก็มักจะกล่าวกันเมื่อยามร่ำสุรา

จวินเหิงช้อนแขนไว้ที่หลังศรีษะ พิงพนักเก้าอี้ แล้วกล่าวด้วยเสียงเรียบ ๆ ราวกับไร้อารมณ์

“โลกของฉัน ไม่ใครพูดอะไรแบบนี้แล้วล่ะ”

จือเหยียนมองข้ามไปยังอีกฝั่งของกำแพงน้ำ ที่เห็นแสงสว่างไสวจากที่ไกลๆ ครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยถามเบา ๆ

“โลกของเจ้า เป็นสถานที่แบบใด”

จวินเหิงมองพระจันทร์สีเลือดนอกหน้าต่าง ถอนหายใจทีหนึ่ง ก่อนตอบช้า ๆ

“เป็นแบบที่ เรียกได้ว่ามันคือโลกที่ผู้คนลืมวิธีอยู่กับหัวใจตัวเอง”

เสิ่นจือเหยียนเงียบไป สายตายละจากแสงที่ส่องมาจากหน้าต่างของอีกฝั่งมิติ เขามองเสี้ยวหน้าของชายหนุ่มฝ่ายตรงข้ามนิ่งนาน พลางคิดในใจว่า...ชายผู้นี้และอีกฝั่งของกำแพงช่างดูประหลาดนัก เป็นเมืองที่ผู้คนใช้ชีวิตแบบใดกันนะ ทั้งที่มีแสงสว่างมากมายเพียงนี้ กลับยิ่งทำให้รู้สึกหนาว และโดดเดี่ยวมากขึ้น

และนั่นคือคืนแรก ที่คนสองคน จากคนละกาลเวลา

เริ่มแบ่งปัน “ความโดดเดี่ยว” ของกันและกัน

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • มิติจันทรา เหนือกาลเวลา   NC ตอนพิเศษ: คืนแรกแห่งรัก

    NC ตอนพิเศษ : คืนแรกแห่งรัก หลังจากที่หลี่จวินเหิง ขอร้องแกมบังคับเอลล่า เอไอสาวคู่ใจให้ยอมปิดระบบตัวเองในคืนนี้ ด้วยเหตุผลง่าย ๆ ตรง ๆ ที่เจ้าตัวยืนยันหนักแน่นว่า เขาอยาก “อยู่ลำพัง” กับเสิ่นจือเหยียนคนรักของตนเองสำเร็จ เอลล่าก็ยิ้มยิงฟันพร้อมพยักหน้า และปิดระบบของตนเองไปตามคำขอนั้นพร้อมเสียงหัวเราะคิก ๆ ทางฝั่งเสิ่นจือเหยียนเองก็กำลังจะบอกเสี่ยวอวี้ บ่าวชายของตนเองเช่นกัน “เอ่อ...เสี่ยวอวี้...คืนนี้เจ้าไม่ต้องอยู่รับใช้ข้าก็ได้นะ” เสิ่นจือเหยียนกล่าวเบา ๆ หลังจากที่เขาดับตะเกียงใบใหญ่ในห้องไปแล้ว เหลือเพียงตะเกียงน้อยที่อยู่ตรงหัวเตียง ส่องแสงเหลืองนวลตา พร้อมแสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่าง “เหตุใดกันขอรับ” เสี่ยวอวี้ที่กำลังจะปูที่นอนข้างเตียง ที่ประจำของเขา “ข้าแค่....อยากจะ...” เจ้านายของเขาอึกอัก แต่สีหน้าเริ่มขึ้นสีชมพูเรื่ออย่างเห็นได้ชัด จนเสี่ยวอวี้อดถามด้วยความห่วงใยไม่ได้ว่า “คุณชายไม่สบายหรือขอรับ งั้นให้บ่าวไปตามหมอดีหรือไม่?” น้ำเสียงของบ่าวหนุ่มน้อยร้อนรนเต็มไปด้วยความห่วงใย “มะ...ไม่ต้อง...ข้าแค่...แค่อยากอยู่กับจวินเหิงเพียงลำพัง” พูดจบชายหนุ่มก็หน

  • มิติจันทรา เหนือกาลเวลา   ตอนพิเศษ: คืนหิมะแรก

    ตอนพิเศษ 1 “คืนหิมะแรก” หิมะแรกของปีถัดมา ตกลงมาอย่างเงียบงัน นอกหน้าต่างของห้องพักมิติโลกอนาคตถูกปกคลุมด้วยแสงสีออนส่วนโลกอดีตมีแต่เกล็ดหิมะสีขาวเสิ่นจือเหยียนยืนมองภาพของอีกฝั่งนิ่ง ๆ แม้กลับมาเชื่อมต่อกันได้อีกครั้ง แต่เขาก็ยังไม่ชินกับโลกของจวินเหิงเสียทีเดียวโดยเฉพาะ “ในฤดูหนาว” ของโลกอนาคต“หนาวมั้ย?” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นจากทางด้านหลังก่อนผ้าคลุมตัวหนาผืนหนึ่งจะถูกพาดลงบนไหล่เสิ่นจือเหยียนหันกลับมา พบจวินเหิงในชุดลำลองสีเข้ม กำลังมองเขาด้วยสายตาอ่อนโอน“โลกของเจ้าประหลาดจริง”“ตรงไหน”“แสงไม่เคยดับเลย”จวินเหิงหัวเราะเบา ๆ ก่อนเดินมายืนข้างเขา “แล้วชอบไหม”เสิ่นจือเหยียนเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนตอบเสียงเบา “หากที่นั่นมีเจ้า...มีหรือที่ข้าจะไม่ชอบ”จวินเหิงชะงัก ก่อนยกยิ้มช้า ๆ “เดี๋ยวนี้พูดเก่งขึ้นนะ”“ข้าเพียงพูดความจริง” เสิ่นจือเหยียนตอบ ในขณะที่สายตายังไม่ละจากใบหน้าเขา“อันตรายชะมัด” จวินเหิงเอามือมาจับที่หน้าอกของตัวเอง“?”“นายทำฉันหัวใจเต้นแรงเกินไปแล้ว” ยังไม่ทันตั้งตัว จวินเหิงก็โน้มตัวเข้ามาใกล้ จนปลายจมูกแทบแตะกันลมหายใจอุ่นปะทะใบหน้าเบา ๆเสิ่นจือเหยียนชะงักทันที

  • มิติจันทรา เหนือกาลเวลา   เหนือกาลเวลา

    ตอนที่ 35 (บทสรุป) : “เหนือกาลเวลา” ทุกอย่างขาวโพลน ไร้เสียง ไร้แรงโน้มถ่วง เหมือนโลกทั้งใบถูกฉีกออกเป็นชิ้น ๆ หลี่จวินเหิงรู้สึกได้เพียง ความเย็นเยียบ ที่ค่อย ๆ กลืนร่างกาย และสัมผัสจากมือของเสิ่นจือเหยียน...ที่กำลังหลุดหายไปทีละน้อย... “เสิ่นจือเหยียน!!!” เขาพยายามคว้าไว้สุดแรง แต่ปลายนิ้วกลับแตะได้เพียงแสงสีทอง ก่อนทุกอย่างจะดับวูบลง ติ๊ด... ติ๊ด... ติ๊ด... เสียงเครื่องมือแพทย์ดังแว่วมา เปลือกตาของจวินเหิงขยับช้า ๆ ก่อนลืมขึ้นอย่างยากลำบาก แสงสีขาวของห้องพยาบาลทำให้เขาตาพร่าไปชั่วครู่ จากนั้น...เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นทันที “ในที่สุดคุณก็ฟื้นค่ะ คุณชายหลี่” เอลล่า เอไอสาวผู้ชายของเขานั่นเอง จวินเหิงรีบลุกพรวด “เสิ่นจือเหยียนล่ะ!?” “เดี๋ยวก่อนค่ะ...คุณเพิ่งฟื้น—“ “เขาอยู่ไหน!!” ห้องเงียบลงทันที เอลล่าชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเบา ๆ “...ประตูเวลาปิดแล้วค่ะ” หัวใจของจวินเหิงร่วงวูบทันที เขานิ่งค้างอยู่แบบนั้น เหมือนทุกเสียงรอบตัวหายไปหมดในพริบตา “ไม่พบสัญญาณเชื่อมต่ออีกแล้ว” เอลล่ากล่าวแผ่วเบา “สถานีวิจัยหยุดทำงานทั้งหมด...” เอไอสาว กลั้นเสียงสั่นก่อนกล่าวต่อ “และเส้นเว

  • มิติจันทรา เหนือกาลเวลา   ห้านาทีก่อนจากลา

    ตอนที่ 34 : “ห้านาทีก่อนจากลา” [ระบบจะปิดลงใน 240 วินาที] เสียงแจ้งเตือนยังดังต่อเนื่องในห้องใต้ดินที่กำลังพังทลาย ฝุ่นควันลอยคลุ้ง เศษหินตกลงมาไม่หยุด แต่หลี่จวินเหิง กับเสิ่นจือเหยียนกลับยังยืนนิ่ง มองกันอยู่ตรงนั้น ราวกับไม่ได้ยินเสียงอื่นอีกแล้ว เสี่ยวอวี้มองซ้ายมองขวาอย่างลนลาน “พวกเราควรหนีก่อน หรือควรร่ำลาก่อนดีขอรับ!?” เอลล่าตอบเรียบ ๆ พยายามทำเสียงให้สงบ ถึงแม้จะปิดความสั่นในนั้นไม่ได้เลยสักนิด “ทำสองอย่างพร้อมกันเลยก็ได้นะคะ” จวินเหิงหัวเราะเบา ๆทั้งที่ใบหน้าซีดจากการเสียเลือด และบาดแผลที่มี “ตอนนี้พวกนายยังมีอารมณ์เล่นมุกกันอีกหรือ” ก่อนเดินเข้าไปหาเสิ่นจือเหยียนช้า ๆ ยิ่งใกล้...หัวใจยิ่งเจ็บ เพราะนี่อาจเป็นครั้งสุดท้ายแล้วจริง ๆ เสิ่นจือเหยียนมองเลือดบนใบหน้าและร่างกายอีกฝ่าย ดวงตาสั่นไหวอย่างปิดไม่มิด “เจ้าบาดเจ็บหนัก” “ยังไม่ตาย” ชายหนุ่มตรงหน้าพยายามฝืนยิ้ม “เจ้ายังจะพูดเล่นอีก...” น้ำเสียงนั้นเบาลง จนแทบฟังไม่ออก จวินเหิงหยุดยืนตรงหน้าเขา ก่อนยกมือแตะแก้มอีกฝ่ายเบา ๆ เหมือนเคย สัมผัสนั้นอ่อนโยนจนน่าใจหาย “นายร้องไห้เหรอ” เสิ่นจือเหยีย

  • มิติจันทรา เหนือกาลเวลา   เดิมพันด้วยชีวิต

    ตอนที่ 33 : “เดิมพันด้วยชีวิต” เสียงเครื่องจักรดังกึกก้องไม่หยุด ห้องใต้ดินเริ่มพังลงที่ละส่วน เศษหินร่วงล่นรอบด้าน ราววันสิ้นโลก แต่สายตาของหลี่จวินเหิงยังคงจับอยู่ที่อ๋องห้าเพียงคนเดียวอีกฝ่าย ยืนอยู่กลางแสงสีทอง พลังงานมหาศาลหมุนรอบกาย ดวงตาเต็มไปด้วยความคลุ้มคลั่ง และเสียสติ“ข้า...คือผู้ถูกเลือก” อ๋องห้าหัวเราะลั่น “พลังแห่งสวรรค์กำลังตอบรับข้า!!!”เอลล่าถึงกับพึมพำ “ตอบรับบ้านคุณสิคะ...มันกำลังจะระเบิดต่างหาก...”เสี่ยวอวี้พยักหน้ารัว ๆ “ข้าเห็นด้วย!!จวินเหิงสูดลมหายใจลึก ก่อนเปิดใช้งานอุปกรณ์ในมือทันที ติ๊ด— แท่งโลหะสีเงิน เริ่มกางออกช้า ๆ วงแหวนพลังสีฟ้าหมุนรอบตัวมันเอลล่ารายงานทันที “เครื่องตัดคลื่นมิติเริ่มทำงานค่ะ”“เสถียรภาพ???”“ต่ำมากค่ะ!!!”“ดี...”“ดีตรงไหนคะ!?” ชายหนุ่มไม่ตอบ เพราะตอนนี้ เขากำลังคำนวณทุกอย่างในหัวอย่างรวดเร็ว เพราะหากพลาดนิดเดียว...ประตูเวลาอาจจะระเบิดพร้อมกัน ทั้งสองยุคและทุกคนจะตายหมด เสิ่นจือเหยียนมองแผ่นหลังของเขานิ่ง ก่อนกำมือแน่น ปลายเล็กจิกเข้าไปในเนื้อเขาเกลียดความรู้สึกนี้ ความรู้สึกที่ช่วยอะไรไม่ได้ ทั้งที่อีกฝ่ายกำลังเสี่ยงชีวิตอย

  • มิติจันทรา เหนือกาลเวลา   เส้นเวลาที่กำลังพังทลาย

    ตอนที่ 32 : “เส้นเวลาที่กำลังพังทลาย” ครืดดด....!!! เสียงเครื่องจักรดังก้องไปทั่วห้องใต้ดิน แสงสีทองจากแกนพลังงานสว่างขึ้นเรื่อย ๆ จนน่าแสบตาพื้นเริ่มแตกร้าว เศษหินร่วงหล่นต่อเนื่อง ราวกับสถานที่แห่งนี้ พร้อมจะพังลงได้ทุกเมื่อเอลล่ารายงานเสียงรัวว เร็ว และตื่นตะหนกเล็กน้อย“ค่าความเสถียรกำลังลดลงอย่างต่อเนื่องค่ะ!! ประตูเวลากำลังเชื่อมสองยุคเข้าหากันโดยตรง”จวินเหิงกัดกราม สีหน้าฉายแววกังวลอย่างชัดเจน “หยุดระบบได้ไหม”“ต้องปิดแกนพลังงานค่ะ”“แล้วทำไมยังไม่ปิด!!!”“เพราะมีคนกำลังจะเอามันไปค่ะ” ทุกคนหันขวับทันที และพบว่า อ๋องห้า กำลังเอื้อมมือยังผลึกสีทอง ดวงตาเต็มไปด้วยความคลุ้มคลั่ง แววตาแดงก่ำ“พลังนี้...ต้องเป็นของข้า...เป็นของข้าเท่านั้น!!!”เสิ่นจือเหยียนพุ่งเข้าไปทันที “หยุดนะ!!” แต่จังหวะนั้น--- ฟึ่บ!! พลังงานสีทองพลันระเบิดออกจากผลึกตู้มมมมมม!!! แรงกระแทกมหาศาลซัดทุกคนปลิวกระเด็น เสี่ยวอวี้ร้องลั่น “พวกเรากำลังจะตายแล้วขอรับบบบ”จวินเหิงรีบคว้าตัวเสิ่นจือเหยียนไว้ ก่อนอีกฝ่ายจะกระแทกกำแพง ทั้งคู่ล้มลมพร้อมกัน เสียงหัวใจดังชัดจนแยกไม่ออกว่าเป็นของใครเสิ่นจือเหยียนเงยหน

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status