Masukแสงเทียนในห้องปรุงยาของจวนอันหยางโหวสั่นไหวตามแรงลมที่ลอดผ่านช่องหน้าต่าง กลิ่นสมุนไพรฉุนจมูกลอยอบอวลผสมปนเปไปกับกลิ่นคาวเลือดจางๆ ที่ยังคงตกค้างอยู่ในอากาศ
เจียงลั่วเสวี่ยนั่งอยู่บนตั่งไม้จันทน์ ในมือถือผ้าขาวสะอาดที่ชุ่มไปด้วยน้ำอุ่น นางกำลังบรรจงเช็ดคราบโลหิตรอบปากแผลบนต้นแขนซ้ายของหลิ่วเฉินอย่างระมัดระวัง แม้ปากนางจะเพิ่งประกาศว่าจะชำระบุญคุณความแค้น แต่ยามลงมือทำแผลจริงๆ สองมือของนางกลับแผ่วเบาราวกับกลัวว่าบุรุษตรงหน้าจะบุบสลาย หลิ่วเฉินนั่งเปลือยท่อนบนเผยให้เห็นมัดกล้ามที่สมส่วนและรอยแผลเป็นจางๆ ตามร่างกายที่บ่งบอกถึงการผ่านศึกสงครามและการฝึกฝนมาอย่างโชกโชน เขาหลุบตามองศีรษะทุยๆ ของสตรีที่กำลังง่วนอยู่กับการทำแผลให้เขา เส้นผมดำขลับของนางส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ คล้ายดอกโมลี่ยามเช้า ทำให้จิตใจที่เคยว้าวุ่นของเขาสงบลงอย่างน่าประหลาด "จวิ้นจู่" หลิ่วเฉินเอ่ยทำลายความเงียบ "หากท่านยังจ้องแผลข้าด้วยสายตาเช่นนั้น ข้าคงนึกว่าท่านกำลังวางแผนจะแล่เนื้อข้าไปทำยากระมัง" เจียงลั่วเสวี่ยเงยหน้าขึ้นขวับ ค้อนวงใหญ่วงหนึ่งถูกส่งไปให้คนปากดี "ท่านโหวช่างมีจินตนาการล้ำเลิศ ข้าเพียงแต่กำลังพิจารณาว่า แผลลึกเพียงนี้ เหตุใดท่านถึงไม่ร้องออกมาสักคำ หรือว่าหนังหน้าของท่านจะหนาจนลามไปถึงหนังแขนแล้ว" "วาจาคมคายนัก" หลิ่วเฉินกระตุกยิ้มมุมปาก "เจ็บเพียงเท่านี้ นับเป็นเรื่องเล็กน้อยเมื่อเทียบกับการต้องมานั่งฟังท่านบ่น" "ท่าน..." เจียงลั่วเสวี่ยถลึงตาใส่ นางจงใจกดผ้าลงบนแผลแรงขึ้นเล็กน้อยด้วยความหมั่นไส้ หลิ่วเฉินเพียงแค่ขมวดคิ้วเล็กน้อย ไม่ส่งเสียงร้องออกมาแม้แต่นิดเดียว "เอาเถิด ข้าไม่อยากถือสาคนเจ็บ" นางหยิบขวดกระเบื้องเคลือบสีขาวออกมาจากกล่องยา เทผงยาสีเหลืองนวลลงบนแผล "นี่คือผงสมานหยกทองพันชั่ง เป็นสูตรลับของตระกูลเจียง สรรพคุณเลิศล้ำกว่ายาของหมอหลวงในวังเสียอีก รับรองว่าแผลของท่านจะหายในเร็ววัน ไม่ทิ้งรอยแผลเป็นให้ระคายตา" "ขอบใจ" หลิ่วเฉินกล่าวเสียงทุ้ม เจียงลั่วเสวี่ยชะงักมือไปครู่หนึ่งเมื่อได้ยินคำขอบคุณที่ดูจริงใจผิดปกติจากปากเขา นางกระแอมไอแก้เก้อ ก่อนจะลงมือพันผ้าพันแผลให้เขาอย่างคล่องแคล่ว "เสร็จแล้ว" นางผูกปมผ้าพันแผลที่สวยงาม "ท่านกลับไปได้แล้ว พรุ่งนี้เช้ายามเหม่า มารับข้าที่หน้าจวน เราจะเข้าวังไปเข้าเฝ้าเสด็จป้า" หลิ่วเฉินหยิบเสื้อคลุมขึ้นมาสวม ปกปิดร่างกายกำยำ "อย่าลืมเตรียมลูกประคำนั่นไปด้วย ข้าสังหรณ์ใจว่าพรุ่งนี้เราจะได้พบเจ้าของของมัน" เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายสูงใหญ่ทอดเงาทาบทับร่างบางของเจียงลั่วเสวี่ย "และอีกเรื่อง... พรุ่งนี้ท่านต้องแสดงละครให้แนบเนียนกว่าวันนี้ อย่าให้ผู้ใดจับได้ว่าความสัมพันธ์ของเราเป็นเพียงเรื่องจอมปลอม" เจียงลั่วเสวี่ยเชิดหน้าขึ้น "เรื่องการแสดง ท่านไม่ต้องห่วง ห่วงแต่ตัวท่านเองเถิด ท่านโหวหน้าตาย หากท่านทำสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกต่อหน้าเสด็จป้า ระวังจะถูกจับได้" "ข้าจะพยายาม" หลิ่วเฉินทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้น ก่อนจะใช้วิชาตัวเบากระโดดออกทางหน้าต่างหายไปในความมืด ทิ้งให้เจียงลั่วเสวี่ยยืนมองตามด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก นางยกมือขึ้นทาบหน้าอกตัวเอง หัวใจดวงน้อยเต้นผิดจังหวะไปเล็กน้อย "บ้าจริง เจียงลั่วเสวี่ย เจ้าจะมาใจเต้นกับบุรุษปากร้ายผู้นั้นไม่ได้นะ เขาเป็นคู่ปรับของเจ้า... เป็นเพียงคู่ค้าชั่วคราวเท่านั้น" นางพึมพำเตือนสติตัวเอง ก่อนจะรีบดับเทียนแล้วเข้านอน รุ่งอรุณวันใหม่มาเยือนพร้อมกับแสงแดดอ่อนละมุนและเสียงนกร้องเจื้อยแจ้ว หน้าประตูวังหลวงอันโอ่อ่า รถม้าคันหรูของจวนฉางหนิงโหวจอดเทียบท่า ทหารยามหน้าประตูวังต่างก้มศีรษะทำความเคารพเมื่อเห็นป้ายหยกประจำตัวของหลิ่วเฉิน เจียงลั่วเสวี่ยก้าวลงจากรถม้าในชุดเต็มยศของตวนอี้จวิ้นจู่ อาภรณ์สีม่วงอ่อนปักลายดอกตังกุยด้วยไหมทองระยิบระยับ ชายกระโปรงยาวลากพื้นดูสง่างาม ผมยาวสลวยถูกเกล้าขึ้นเป็นมวยสูงประดับด้วยปิ่นหยกขาวระย้า ใบหน้าที่แต่งแต้มเครื่องประทินโฉมอย่างประณีตขับเน้นความงดงามให้โดดเด่นสะดุดตา หลิ่วเฉินในชุดขุนนางเต็มยศสีน้ำเงินเข้มปักลายกิเลน ยืนรอรับนางอยู่ เขาดูภูมิฐานและน่าเกรงขามสมตำแหน่งหัวหน้าศาลต้าหลี่ "วันนี้ท่านดู... พอดูได้" เจียงลั่วเสวี่ยกระซิบเย้าแหย่ขณะวางมือลงบนฝ่ามือหนาที่ยื่นมารับ "ท่านเองก็ดู... เหมือนสตรีในห้องหอขึ้นมาบ้างแล้ว" หลิ่วเฉินตอบกลับด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่แววตามีประกายขบขันเจือจาง ทั้งสองเดินเคียงคู่กันผ่านประตูวังชั้นใน ท่ามกลางสายตาของเหล่าขันทีและนางกำนัลที่ลอบมองด้วยความชื่นชมระคนอิจฉา ภาพของตุลาการหนุ่มผู้หล่อเหลากับท่านหญิงผู้เลอโฉมช่างดูเหมาะสมกันราวกิ่งทองใบหยก ข่าวลือเรื่องความรักของทั้งคู่ดูท่าจะมีมูลความจริงเสียแล้ว ตำหนักคุนหนิงของฮองเฮาตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางสวนดอกไม้ที่ได้รับการดูแลอย่างดี หลังคาสีเหลืองทองส่องประกายเจิดจ้าตัดกับท้องฟ้าสีคราม เมื่อขันทีหน้าตำหนักขานชื่อ ทั้งสองก็ก้าวเท้าเข้าไปในโถงรับรอง กลิ่นหอมของไม้จันทน์และดอกไม้นานาพันธุ์ลอยอบอวล บนบัลลังก์หงส์กลางห้องโถง สตรีวัยกลางคนผู้เปี่ยมไปด้วยบารมีนั่งสงบนิ่ง นางสวมชุดพิธีการสีแดงสดปักลายหงส์เพลิง แม้ริ้วรอยแห่งวัยจะปรากฏบ้างตามกาลเวลา แต่ความงดงามและความสง่างามของฮองเฮามิได้ลดน้อยลง "ถวายบังคมฮองเฮา ขอจงทรงพระเจริญพันปี พันพันปี" หลิ่วเฉินและเจียงลั่วเสวี่ยคุกเข่าถวายความเคารพอย่างพร้อมเพรียง "ลุกขึ้นเถิด" สุรเสียงของฮองเฮาเปี่ยมไปด้วยความเมตตา "เสวี่ยเอ๋อร์ มาหาข้าใกล้ๆ สิ" เจียงลั่วเสวี่ยรีบลุกขึ้นเดินเข้าไปนั่งลงบนตั่งข้างกายผู้เป็นป้า นางสวมบทบาทหลานสาวขี้อ้อนทันที "เสด็จป้าเพคะ หลานคิดถึงเสด็จป้าเหลือเกิน ไม่ได้เข้าวังมาหลายวัน เสด็จป้ายังคงงดงามมิเสื่อมคลายเลยเพคะ" ฮองเฮาหัวเราะร่า เอื้อมมือมาลูบศีรษะหลานสาวอย่างเอ็นดู "ปากหวานนัก หายหน้าไปหลายวัน ข้านึกว่าเจ้ามัวแต่ยุ่งอยู่กับ... เรื่องรักใคร่เสียอีก" ฮองเฮาปรายตามองไปทางหลิ่วเฉินที่ยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องล่าง "ฉางหนิงโหว ข่าวลือที่ว่าเจ้ากับเสวี่ยเอ๋อร์กำลังคบหากัน เป็นความจริงหรือ" บรรยากาศในห้องโถงพลันตึงเครียดขึ้นมาทันที หลิ่วเฉินประสานมือคารวะ ก้มหน้าลงเล็กน้อย "ทูลฮองเฮา เรื่องนี้... กระหม่อมมิอาจปฏิเสธพ่ะย่ะค่ะ" เจียงลั่วเสวี่ยลอบกำมือแน่น กลัวว่าเขาจะพูดจาขวานผ่าซากจนเสียเรื่อง "กระหม่อมชื่นชมในความเฉลียวฉลาดและจิตใจที่งดงามของจวิ้นจู่มานานแล้ว เพียงแต่ที่ผ่านมากระหม่อมเจียมเนื้อเจียมตัว มิกล้าอาจเอื้อม จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ที่จวิ้นจู่ต้องเข้ามาพัวพันกับคดี กระหม่อมจึงถือโอกาสนี้... ดูแลและปกป้องนางพ่ะย่ะค่ะ" คำตอบของเขาไหลลื่นและดูจริงใจเสียจนเจียงลั่วเสวี่ยแทบจะหลุดขำออกมา หากนางไม่รู้จักเขาดี นางคงหลงเชื่อไปแล้วว่าเขารักนางจริงๆกาลเวลาล่วงเลยผ่านไปสี่หนาว จวนฉางหนิงโหวที่เคยเงียบสงบและเต็มไปด้วยบรรยากาศเคร่งขรึมของขุนนางฝ่ายตุลาการ บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นสถานที่ที่เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาและเสียงหัวเราะหลิ่วจื่อเฉิน หรือ อาเฉิน คุณชายน้อยแห่งจวนฉางหนิงโหวเติบโตขึ้นเป็นเด็กชายวัยสี่หนาว รูปร่างหน้าตาของเขาเหมือนบิดา คิ้วเข้มพาดเฉียง นัยน์ตาคมเข้ม ทว่ากลับมีริมฝีปากบางและรอยยิ้มซุกซนที่ถอดแบบมาจากเจียงลั่วเสวี่ยผู้เป็นมารดา สติปัญญาของเด็กน้อยเฉียบแหลมเกินวัย ซึมซับเอาความเด็ดขาดของบิดาและความเจ้าเล่ห์เพทุบายของมารดามาอย่างครบถ้วนยามเว่ย แสงแดดอบอุ่นสาดส่องลงมายังลานกว้างหน้าห้องหนังสือ เฟยอวี่และฮั่นถง องครักษ์ฝีมือฉกาจแห่งศาลต้าหลี่ กำลังยืนหอบหายใจ เหงื่อเม็ดโตผุดพรายเต็มหน้าผาก พวกเขามิได้เพิ่งกลับจากการต่อสู้กับโจรผู้ร้าย ทว่าเพิ่งเสร็จสิ้นภารกิจวิ่งไล่จับคุณชายน้อยที่แอบนำตำราพิชัยสงครามของบิดามาพับเป็นเรือกระดาษ"ท่านอาเฟยอวี่ ท่านอาฮั่นถง พวกท่านเชื่องช้าปานเต่าคลาน ข้าวิ่งวนรอบศาลาตั้งสามรอบ พวกท่านยังตามข้าไม่ทันเลย" เสียงใสแจ๋วของหลิ่วจื่อเฉินดังกังวาน เด็กน้อยยืนกอดอกอยู่บนโขดหินจำลอง เชิดหน้าขึ้นอย่าง
ณ เมืองหลวงหยุนจิง สายลมพัดโชยนำพาความอบอุ่นและกลิ่นหอมของดอกท้อที่เบ่งบานสะพรั่งไปทั่วทุกมุมเมือง ทว่าสำหรับศาลต้าหลี่อันเป็นสถานที่ชำระความและรักษากฎหมาย บรรยากาศกลับมิได้ผ่อนคลายตามฤดูกาล ซ้ำยังดูตึงเครียดขึ้นกว่าเดิมหลายส่วนสาเหตุหลักมิใช่เพราะมีคดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญอันใด ทว่าเป็นเพราะรังสีอำมหิตแฝงความร้อนรนที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของอัครเสนาบดีฝ่ายซ้าย ผู้ซึ่งนั่งหน้าดำคร่ำเครียดอยู่หลังโต๊ะทำงานกองโตเฟยอวี่และฮั่นถงยืนลอบสบตากันอยู่หน้าประตูห้องทำงาน องครักษ์ทั้งสองต่างรู้ดีว่าเหตุใดนายเหนือหัวของตนจึงมีท่าทีผุดลุกผุดนั่งและคอยมองดูเวลาอยู่ทุกครึ่งชั่วยาม“เจ้าดูสิ ท่านโหวอ่านฎีกาม้วนเดิมมาสามรอบแล้ว ข้าเห็นสายตาของท่านจับจ้องอยู่แต่ที่หน้าต่าง ราวกับจะโบยบินกลับจวนเสียให้ได้” เฟยอวี่กระซิบเสียงแผ่วเบาฮั่นถงพยักหน้าเห็นด้วย “จะมิให้ร้อนใจได้อย่างไร ฮูหยินตั้งครรภ์ล่วงเข้าเดือนที่เก้าแล้ว หมอหลวงย้ำว่าอาจจะคลอดได้ทุกเมื่อ ท่านโหวผู้ไม่เคยเกรงกลัวคมดาบ บัดนี้กลับหวาดกลัวการทิ้งให้ฮูหยินอยู่จวนเพียงลำพังยิ่งกว่าสิ่งใด”คำกล่าวของฮั่นถงมิได้เกินจริงแม้แต่น้อย นับตั้งแต่เจียงลั่วเส
เวลาผ่านไปกว่าสองเดือนท่ามกลางความสงบสุขของจวนริมทะเลสาบ บ่ายวันหนึ่ง สายลมพัดโชยเอากลิ่นหอมของดอกกล้วยไม้ป่าล่องลอยมาตามลม หลิ่วเฉินนั่งอยู่บนระเบียงศาลากลางน้ำ ในมือของเขากำลังประคองกู่ฉินตัวโปรด ปลายนิ้วเรียวยาวตวัดลงบนสายพิณ บรรเลงท่วงทำนองอันแสนหวานและผ่อนคลาย ต่างจากเพลงพิณสังหารที่เขาเคยใช้ในลานหอบูชาฟ้าดินอย่างสิ้นเชิงเจียงลั่วเสวี่ยในชุดผ้าไหมสีฟ้าอ่อนบางเบา กำลังจัดเตรียมป้านชาและขนมกุ้ยฮวาอยู่ที่โต๊ะหินอ่อน ทว่าจู่ๆ นางก็รู้สึกอาการวิงเวียนศีรษะอย่างรุนแรง ภาพเบื้องหน้าเริ่มพร่ามัว กลิ่นหอมหวานของขนมกุ้ยฮวาที่นางเคยโปรดปรานกลับทำให้รู้สึกพะอืดพะอมจนแทบทนไม่ไหวสตรีร่างบางยกมือขึ้นทาบอก นางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อข่มอาการ ทว่าเรี่ยวแรงกลับหดหาย ร่างของนางโอนเอนและทรุดลงไปปะทะกับขอบโต๊ะหินอ่อน ถ้วยชาแกะสลักร่วงหล่นลงพื้นจนเกิดเสียงดังเสียงกระเบื้องแตกทำลายท่วงทำนองเพลงพิณ หลิ่วเฉินชะงักมือทันที เมื่อเงยหน้าขึ้นและเห็นร่างของภรรยากำลังจะล้มลง หัวใจของเขากระตุกวูบ ชายหนุ่มทิ้งกู่ฉินล้ำค่าลงบนพื้นอย่างไม่ไยดี พุ่งทะยานร่างเข้าไปคว้าร่างบอบบางของนางไว้ในอ้อมแขนได้อย่างเฉียดฉิว"ล
เมืองหลวงหยุนจิงในยามเช้าตรู่กลับมามีชีวิตชีวาอีกครา ท้องพระโรงอันกว้างใหญ่และโอ่อ่าตระการตาเนืองแน่นไปด้วยเหล่าขุนนางบุ๋นบู๊ที่ยืนเรียงแถวตามลำดับขั้นอย่างเป็นระเบียบ บรรยากาศที่เคยตึงเครียดและเต็มไปด้วยความหวาดระแวงในอดีต บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยความสงบสุขและความศรัทธาต่อราชบัลลังก์ที่กลับมามั่นคงอีกครั้งเบื้องหน้าบัลลังก์มังกร หีบไม้หุ้มเหล็กจำนวนหลายสิบใบถูกเปิดออก เผยให้เห็นทองคำแท่ง เหรียญเงิน และอัญมณีล้ำค่า ทรัพย์สินมหาศาลที่ถูกยักยอกไปซุกซ่อนไว้ใต้อารามเหลียนฮวา บัดนี้ได้ถูกนำกลับคืนสู่ท้องพระคลังแล้วฮ่องเต้ประทับนั่งอยู่บนบัลลังก์ พระพักตร์ที่เคยหมองคล้ำด้วยความกังวลบัดนี้เปี่ยมไปด้วยความเบิกบาน พระองค์ทอดพระเนตรขุมทรัพย์เบื้องหน้าสลับกับร่างสูงใหญ่ของฉางหนิงโหว หลิ่วเฉิน ที่ยืนประสานมืออยู่อย่างนอบน้อม"หลิ่วเฉิน ความดีความชอบของเจ้าในครานี้ ยิ่งใหญ่จนข้ามิรู้จะหาถ้อยคำใดมาสรรเสริญ ทรัพย์สินเหล่านี้มิเพียงแต่เติมเต็มท้องพระคลัง ทว่ายังสามารถนำไปช่วยเหลือราษฎรที่ยากไร้และบำรุงกองทัพได้อีกหลายสิบปี ข้าขอแต่งตั้งให้เจ้าเป็นอัครเสนาบดีฝ่ายซ้าย ควบตำแหน่งหัวหน้าศาลต้าหลี่ มีอำนาจตร
สตรีร่างบางนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง นางเดินไปเปิดหีบไม้ใบเล็กที่นางนำติดตัวมาจากจวนอันหยางโหว ภายในนั้นมีสมุดบันทึกปกดำที่บันทึกอักษรลับของพวกกบฏ ซึ่งนางเคยช่วยเขาถอดไขความในคืนก่อนเกิดเหตุการณ์วุ่นวายนางนำสมุดบัญชีลับนั้นมากางลงบนโต๊ะ พลิกหน้ากระดาษไปยังส่วนที่บันทึกการเบิกจ่าย "ท่านโหว ท่านจำได้หรือไม่ว่าในบันทึกนี้ มีการอ้างถึงการขนส่งสมุนไพรต้านหนานซิงจำนวนมากไปยังทิศอุดร ทว่าเรามุ่งความสนใจไปที่ผาดวนหุนซึ่งเป็นโรงตีเหล็ก จนละเลยรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ไป"หลิ่วเฉินขยับตัวเข้ามาดูใกล้ๆ เขามองตามปลายนิ้วเรียวของนางที่ชี้ไปยังกลุ่มสัญลักษณ์รูปภูเขาและแม่น้ำที่ถูกสลับตำแหน่งกันอย่างซับซ้อน"ในทางการค้าของพ่อค้าเผ่าตงหู สัญลักษณ์รูปน้ำที่หันเหไปทางทิศตะวันออก มิได้หมายถึงแม่น้ำเสมอไป ทว่ามันยังหมายถึงสถานที่ที่เคยเป็นเส้นทางน้ำทว่าเหือดแห้งไปแล้ว" เจียงลั่วเสวี่ยอธิบายด้วยความเชี่ยวชาญ นางลากเส้นเชื่อมโยงสัญลักษณ์เหล่านั้นเข้าด้วยกัน "และสัญลักษณ์รูปดอกไม้นี้ หากอ่านตามตำราอักษรภาพโบราณ มันคือดอกบัวที่เหี่ยวเฉา""สระบัวแห้งทางทิศตะวันออกของเมืองอุดร" หลิ่วเฉินดวงตาเบิกกว้างขึ้นเมื่อสามารถปะต
แสงตะวันยามเช้าตรู่สาดส่องลอดผ่านหน้าต่างที่ประดับด้วยลวดลายมงคลสีแดงคู่ แสงสีทองอ่อนจางทาบลงบนพื้นไม้กระดานขัดเงา ภายในห้องหอยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของกำยานดอกกุ้ยฮวาผสมผสานกับกลิ่นสุรามงคลที่หลงเหลือจากค่ำคืนอันแสนหวาน เทียนมงคลเล่มใหญ่บนโต๊ะไม้จันทน์มอดดับลงเหลือเพียงน้ำตาเทียนสีแดงสดที่อาบไล้เชิงเทียนทองเหลืองบนเตียงไม้สลักลวดลายพยัคฆ์คู่มังกร ม่านมุ้งสีแดงถูกปล่อยทิ้งตัวลงมาปิดบังความอบอุ่นภายใน ร่างสูงใหญ่ของหลิ่วเฉินนอนตระกองกอดสตรีอันเป็นที่รักไว้แนบอก ลมหายใจเข้าออกเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เขาตื่นขึ้นมาได้สักพักแล้ว ชายหนุ่มทอดสายตามองดวงหน้างดงามที่ซบอยู่กับแผงอกของตนเองแพขนตางอนยาวของเจียงลั่วเสวี่ยทาบทับลงบนผิวแก้มเนียนละเอียด ริมฝีปากบางเผยอขึ้นเล็กน้อยตามจังหวะการหายใจ หลิ่วเฉินมิกล้าขยับเขยื้อนกายด้วยเกรงว่าจะทำให้สตรีในอ้อมกอดต้องตื่นจากการหลับใหล เขาเพียงแต่ใช้ปลายนิ้วสากกร้านเกลี่ยปอยผมที่ปรกหน้าผากมนของนางออกอย่างเบามือที่สุดสัมผัสแผ่บเบานั้นทำให้นางรู้สึกตัว เจียงลั่วเสวี่ยขยับตัวเล็กน้อย คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันก่อนที่ดวงตากลมโตจะค่อยๆ ปรือขึ้น สิ่งแรกที่ปรากฏแก่สายตา
ณ จวนแม่ทัพหลี่ ซึ่งตั้งอยู่อีกฟากหนึ่งของเมืองหลวงรถม้าคันเรียบง่ายประทับตราจวนอันหยางโหวเคลื่อนตัวมาจอดเทียบหน้าประตูจวนอันใหญ่โต พ่อบ้านเฉิน ชายชราผู้มีใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความซื่อสัตย์และภักดีต่อตระกูลเจียง ก้าวลงจากรถม้าพร้อมด้วยกล่องไม้แกะสลักลวดลายวิจิตรบรรจง ในมือของเขาคือของขวัญตามธรรมเนียม
ภายในห้องนอนของจวนอันหยางโหว เจียงลั่วเสวี่ยขยับตัวตื่น ความเหนื่อยล้าจากการหลบหนีการตามล่าเมื่อคืนบรรเทาลงไปมาก นางยันตัวลุกขึ้นนั่งพิงพนักเตียง ปล่อยให้ผมยาวสลวยทิ้งตัวสยายเต็มแผ่นหลังอิงเกอและลู่จูเดินถืออ่างน้ำทองเหลืองและผ้าเข้ามาปรนนิบัติเจ้านาย สีหน้าของสาวใช้ทั้งสองดูตื่นเต้นผิดปกติ"ท่านห
เจียงลั่วเสวี่ยหันขวับมามองเขา แววตาแปรเปลี่ยนเป็นความดื้อรั้น "ท่านพูดเช่นนี้คิดจะทิ้งข้ากลางทางงั้นหรือ ข้าบอกแล้วว่าเราลงเรือลำเดียวกันแล้ว ข้าเจียงลั่วเสวี่ยมิใช่คนขี้ขลาดที่เห็นแก่ตัวเอาตัวรอดเพียงลำพัง ในเมื่อข้ารู้ความลับของหมิงอ๋องแล้ว ต่อให้ข้ากลับไปหลบซ่อนตัว เขาก็ไม่มีวันปล่อยข้าไปอยู่ดี
"ส่งยาถอนพิษนั่นมาซะ หากไม่อยากตายแบบไร้ที่ฝัง" ชายชุดดำผู้เป็นหัวหน้าตวาดกร้าวขณะตวัดดาบเข้าใส่"เกรงว่าพวกเจ้าคงไม่มีฝีมือพอจะเอาไปได้" หลิ่วเฉินตอบเสียงเย็นชา นัยน์ตาคมกวาดมองประเมินสถานการณ์รอบด้าน "จวิ้นจู่ เกาะข้าไว้ให้แน่น อย่าห่างจากตัวข้าแม้แต่ก้าวเดียว""ข้ารู้แล้ว ท่านระวังด้านขวาด้วย" เ







