Masukเจียงลั่วเสวี่ยหันขวับมามองเขา แววตาแปรเปลี่ยนเป็นความดื้อรั้น "ท่านพูดเช่นนี้คิดจะทิ้งข้ากลางทางงั้นหรือ ข้าบอกแล้วว่าเราลงเรือลำเดียวกันแล้ว ข้าเจียงลั่วเสวี่ยมิใช่คนขี้ขลาดที่เห็นแก่ตัวเอาตัวรอดเพียงลำพัง ในเมื่อข้ารู้ความลับของหมิงอ๋องแล้ว ต่อให้ข้ากลับไปหลบซ่อนตัว เขาก็ไม่มีวันปล่อยข้าไปอยู่ดี สู้เราร่วมมือกันเปิดโปงความจริงไม่ดีกว่าหรือ"
หลิ่วเฉินขมวดคิ้ว "มันอันตรายเกินไป โทษกบฏคือการประหารเจ็ดชั่วโคตร ข้าตัวคนเดียวไม่มีครอบครัวให้พะวง หน้าพะวงหลัง แต่เจ้ายังมีบิดามารดาและฮองเฮา เจ้าจะเอาชีวิตตระกูลเจียงมาร่วมเสี่ยงด้วยไม่ได้" "แต่หากปล่อยให้หมิงอ๋องก่อกบฏสำเร็จ แผ่นดินนี้จะต้องลุกเป็นไฟ ถึงเวลานั้นตระกูลเจียงของข้าก็ไม่อาจหลีกหนีความพินาศพ้นอยู่ดี" เจียงลั่วเสวี่ยโต้แย้งอย่างมีเหตุผล "หากท่านเกรงว่าข้าจะเป็นอันตราย เช่นนั้นท่านก็จงปกป้องข้าให้ดี อย่าให้คนพวกนั้นทำอันตรายข้าได้ ตุลาการแห่งศาลต้าหลี่ผู้เก่งกาจเช่นท่าน คงไม่ไร้ความสามารถถึงเพียงนั้นกระมัง" ถ้อยคำท้าทายที่แฝงไปด้วยความเชื่อมั่นของนาง ทำให้หลิ่วเฉินนิ่งอึ้งไป เขาจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตากระจ่างใสของสตรีตรงหน้า ในที่สุดเขาก็ระบายยิ้มบางๆ ออกมา "เจ้าช่างเป็นสตรีที่ดื้อดึงและรับมือยากยิ่งนัก" "ข้าจะถือว่านั่นเป็นคำชมก็แล้วกัน" เจียงลั่วเสวี่ยเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย นางนึกบางอย่างขึ้นได้ รีบล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ นำกล่องไม้เล็กๆ ที่ซื้อมาจากตลาดภูตพรายออกมาส่งให้เขา "นี่คือยาถอนพิษสลายวิญญาณ ท่านเก็บไว้ให้ดี สิ่งนี้อาจเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยคลี่คลายคดีทั้งหมด" หลิ่วเฉินรับกล่องไม้มาเปิดดู ภายในบรรจุเม็ดยาสีขาวนวลขนาดเท่าปลายนิ้วก้อย ส่งกลิ่นหอมเย็นอบอวลไปทั่ว เขาพยักหน้าอย่างพอใจ ก่อนจะเก็บมันเข้าไว้ในอกเสื้ออย่างมิดชิด "พ่อค้าพิษผู้นั้นบอกว่า หมิงอ๋องสั่งซื้อยาถอนพิษนี้ไปเพื่อรักษาตนเองที่ถูกพิษย้อนกลับ แสดงว่าในคืนเกิดเหตุที่จวนอัครเสนาบดี หมิงอ๋องต้องแฝงตัวอยู่ในงานเลี้ยง และเป็นผู้ลงมือวางยาพิษอวิ๋นเซียงด้วยตนเอง ทว่าเกิดข้อผิดพลาดบางอย่างทำให้เขาได้รับพิษนั้นเข้าไปด้วยเล็กน้อย" หลิ่วเฉินวิเคราะห์ตามหลักฐาน เจียงลั่วเสวี่ยปะติดปะต่อเรื่องราว "หากเป็นเช่นนั้น ตอนที่เราพบเขาในสวนไผ่ที่วังหลวง เขาต้องกำลังใช้ลมปราณสะกดพิษไว้แน่ และรอยเลือดบนประคำไม้จันทน์หอมก็คงเป็นเลือดที่เกิดจากการอาการบาดเจ็บภายในของเขา" "ถูกต้อง เรามีทั้งแรงจูงใจและหลักฐานเชื่อมโยง ขาดเพียงโอกาสที่จะเปิดโปงเขาต่อหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้ โดยที่เขาไม่สามารถพลิกลิ้นปฏิเสธได้" หลิ่วเฉินกล่าวเสียงหนักแน่น ทั้งสองหารือแผนการขั้นต่อไปจนกระทั่งแสงเงินแสงทองเริ่มจับขอบฟ้า เสียงระฆังจากอารามหลวงทางทิศตะวันออกดังกังวานแว่วมาตามสายลม เป็นสัญญาณบ่งบอกการเริ่มต้นของวันใหม่ หลิ่วเฉินยันตัวลุกขึ้นยืน แม้ร่างกายจะอ่อนล้าและบาดแผลยังคงตึงรั้ง แต่ท่าทีของเขากลับมาองอาจและเคร่งขรึมดังเดิม เขาเปลี่ยนกลับมาสวมหน้ากากตุลาการหน้าตายผู้เย็นชาอีกครั้ง "ฟ้าสางแล้ว ข้าจะไปส่งเจ้าที่ริมกำแพงจวนโหว เฟยอวี่คงรอรับเจ้าอยู่ที่นั่น จากนั้นข้าจะกลับไปจัดการเรื่องที่ศาลต้าหลี่" เจียงลั่วเสวี่ยปัดฝุ่นออกจากชุดบุรุษสีดำของตนเอง นางลอบมองใบหน้าด้านข้างของเขา ความประทับใจเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความหมั่นไส้เล็กน้อยที่เขากลับมาทำตัวห่างเหินอีกแล้ว "ทราบแล้ว ท่านหัวหน้า" นางตอบสั้นๆ ก่อนจะเดินนำหน้าเขาออกไปจากอารามร้าง ในขณะเดียวกัน ณ ตำหนักของหมิงอ๋อง ภายในเขตพระราชฐาน เสียงกระเบื้องแตกกระจายดังลั่นห้องทรงอักษร ถ้วยชาชั้นดีถูกกวาดตกลงมาจากโต๊ะด้วยโทสะอันคุกรุ่นของบุรุษผู้เป็นเจ้าของตำหนัก หมิงอ๋องประทับอยู่หน้าหน้าต่าง พระพักตร์ที่เคยหล่อเหลาและเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มละมุนละไม บัดนี้บิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยว นัยน์ตาดอกท้อทอประกายเหี้ยมเกรียมดุจสัตว์ร้ายที่ถูกท้าทาย เบื้องหน้าพระองค์ คือหัวหน้านักฆ่ากลุ่มกุ่ยเมี่ยนคุกเข่าตัวสั่นอยู่บนเศษกระเบื้องแตก เลือดสีสดไหลซึมออกมาจากบาดแผลตามร่างกาย บ่งบอกถึงความล้มเหลวจากภารกิจเมื่อคืน "สวะ ช่างไร้ประโยชน์ยิ่งนัก คนของศาลต้าหลี่เพียงไม่กี่คน พวกเจ้าก็จัดการไม่ได้ ปล่อยให้พวกมันหนีรอดแถมยังแย่งชิงยาถอนพิษเม็ดสุดท้ายไปได้อีก" น้ำเสียงของหมิงอ๋องเยือกเย็นทว่าเชือดเฉือน "ทูลท่านอ๋อง หลิ่วเฉินผู้นั้นวรยุทธ์ล้ำเลิศนัก เพลงกระบี่ของมันรวดเร็วและเด็ดขาดจนพวกกระหม่อมตั้งตัวไม่ทัน อีกทั้งมันยังมีผู้ช่วยฝีมือดีตามมาสมทบ กระหม่อมไร้ความสามารถ ขอท่านอ๋องโปรดลงทัณฑ์" หัวหน้านักฆ่าก้มหน้ายอมรับผิด โขกศีรษะลงกับพื้นจนเลือดสาด หมิงอ๋องแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ ทรงก้าวเดินเข้าไปใกล้ชายผู้นั้นอย่างเชื่องช้า ก่อนจะใช้พัดจีบในมือเชยคางอีกฝ่ายขึ้นมาสบตา "ลงทัณฑ์หรือ โทษของความพ่ายแพ้ในพรรคกุ่ยเมี่ยนมีเพียงสถานเดียว เจ้าควรรู้ดี" สิ้นวาจา หมิงอ๋องทรงสะบัดพัดจีบเพียงครั้งเดียว ใบพัดที่ซ่อนคมมีดอาบยาพิษก็กรีดผ่านลำคอของหัวหน้านักฆ่าอย่างรวดเร็ว เลือดสีแดงฉานพุ่งออกมา ร่างของชายฉกรรจ์ล้มลงสิ้นใจตายในพริบตาโดยมิได้ส่งเสียงร้อง หมิงอ๋องเช็ดคราบเลือดที่ติดอยู่บนขอบพัดด้วยผ้าเช็ดหน้าสีขาวอย่างใจเย็น ก่อนจะโยนผ้าผืนนั้นทิ้งไปบนศพไร้วิญญาณ ทรงหยิบแหวนปานจื่อหยกเลือดนกที่นิ้วหัวแม่มือขึ้นมาลูบคลำแผ่วเบา "หลิ่วเฉิน เจียงลั่วเสวี่ย พวกเจ้าคิดว่าได้ยาถอนพิษไปแล้วจะรอดพ้นเงื้อมมือข้าไปได้หรือ ข้าจะทำให้พวกเจ้าได้รู้ว่า การเป็นศัตรูกับข้า ผลลัพธ์มันน่าสะพรึงกลัวเพียงใด" ทรงเรียกข้ารับใช้คนสนิทที่ยืนรออยู่หน้าประตูให้เข้ามาจัดการเก็บกวาดซากศพ จากนั้นจึงทรงเปลี่ยนฉลองพระองค์เป็นชุดผ้าไหมสีขาวบริสุทธิ์ดังเดิม เตรียมพร้อมสำหรับการเสด็จไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้ในท้องพระโรงยามเช้า กระดานหมากแห่งอำนาจและการนองเลือดเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นอย่างแท้จริง ม่านหมอกที่ปกคลุมเมืองหลวงหยุนจิงกำลังทวีความหนาทึบและแฝงไปด้วยภัยอันตรายที่พร้อมจะกลืนกินทุกคนที่ก้าวล้ำเข้ามา เจียงลั่วเสวี่ยเดินกลับเข้าจวนอันหยางโหวทางประตูเล็กด้านหลังอย่างเงียบเชียบ โดยมีเฟยอวี่คอยคุ้มกันอยู่ห่างๆ เมื่อนางก้าวเข้าไปในเรือนพักของตนเอง สาวใช้ทั้งสองที่ตื่นขึ้นมาเตรียมน้ำล้างหน้าก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจกับสภาพของเจ้านาย ชุดสีดำเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบฝุ่นและรอยเลือดจางๆ เส้นผมยุ่งเหยิง ใบหน้าอิดโรย ทว่าแววตาของนางกลับมีความเด็ดเดี่ยวยิ่งกว่าทุกวัน "จวิ้นจู่ ไปทำอันใดมาเจ้าคะ ไฉนสภาพจึงเป็นเช่นนี้ แล้วเมื่อคืนบ่าวจำได้ว่าท่านหญิงพักผ่อนอยู่บนเตียงมิใช่หรือเจ้าคะ" ลู่จูละล่ำละลักถาม พลางรีบเข้ามาช่วยถอดเสื้อคลุมเปื้อนฝุ่นออก เจียงลั่วเสวี่ยยกนิ้วชี้แตะริมฝีปากเป็นสัญญาณให้เงียบ "อย่าเสียงดังไปลู่จู เมื่อคืนข้ามีธุระสำคัญต้องออกไปสะสาง รีบเตรียมน้ำอุ่นให้ข้าอาบเถิด ข้าต้องการพักผ่อนสักหน่อย ก่อนจะต้องเตรียมตัวรับมือกับเรื่องวุ่นวายที่กำลังจะตามมา" อิงเกอและลู่จูมองหน้ากันด้วยความงุนงง แต่ก็รีบแยกย้ายไปทำตามคำสั่งเจ้านายโดยไม่กล้าซักไซ้ต่อกาลเวลาล่วงเลยผ่านไปสี่หนาว จวนฉางหนิงโหวที่เคยเงียบสงบและเต็มไปด้วยบรรยากาศเคร่งขรึมของขุนนางฝ่ายตุลาการ บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นสถานที่ที่เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาและเสียงหัวเราะหลิ่วจื่อเฉิน หรือ อาเฉิน คุณชายน้อยแห่งจวนฉางหนิงโหวเติบโตขึ้นเป็นเด็กชายวัยสี่หนาว รูปร่างหน้าตาของเขาเหมือนบิดา คิ้วเข้มพาดเฉียง นัยน์ตาคมเข้ม ทว่ากลับมีริมฝีปากบางและรอยยิ้มซุกซนที่ถอดแบบมาจากเจียงลั่วเสวี่ยผู้เป็นมารดา สติปัญญาของเด็กน้อยเฉียบแหลมเกินวัย ซึมซับเอาความเด็ดขาดของบิดาและความเจ้าเล่ห์เพทุบายของมารดามาอย่างครบถ้วนยามเว่ย แสงแดดอบอุ่นสาดส่องลงมายังลานกว้างหน้าห้องหนังสือ เฟยอวี่และฮั่นถง องครักษ์ฝีมือฉกาจแห่งศาลต้าหลี่ กำลังยืนหอบหายใจ เหงื่อเม็ดโตผุดพรายเต็มหน้าผาก พวกเขามิได้เพิ่งกลับจากการต่อสู้กับโจรผู้ร้าย ทว่าเพิ่งเสร็จสิ้นภารกิจวิ่งไล่จับคุณชายน้อยที่แอบนำตำราพิชัยสงครามของบิดามาพับเป็นเรือกระดาษ"ท่านอาเฟยอวี่ ท่านอาฮั่นถง พวกท่านเชื่องช้าปานเต่าคลาน ข้าวิ่งวนรอบศาลาตั้งสามรอบ พวกท่านยังตามข้าไม่ทันเลย" เสียงใสแจ๋วของหลิ่วจื่อเฉินดังกังวาน เด็กน้อยยืนกอดอกอยู่บนโขดหินจำลอง เชิดหน้าขึ้นอย่าง
ณ เมืองหลวงหยุนจิง สายลมพัดโชยนำพาความอบอุ่นและกลิ่นหอมของดอกท้อที่เบ่งบานสะพรั่งไปทั่วทุกมุมเมือง ทว่าสำหรับศาลต้าหลี่อันเป็นสถานที่ชำระความและรักษากฎหมาย บรรยากาศกลับมิได้ผ่อนคลายตามฤดูกาล ซ้ำยังดูตึงเครียดขึ้นกว่าเดิมหลายส่วนสาเหตุหลักมิใช่เพราะมีคดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญอันใด ทว่าเป็นเพราะรังสีอำมหิตแฝงความร้อนรนที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของอัครเสนาบดีฝ่ายซ้าย ผู้ซึ่งนั่งหน้าดำคร่ำเครียดอยู่หลังโต๊ะทำงานกองโตเฟยอวี่และฮั่นถงยืนลอบสบตากันอยู่หน้าประตูห้องทำงาน องครักษ์ทั้งสองต่างรู้ดีว่าเหตุใดนายเหนือหัวของตนจึงมีท่าทีผุดลุกผุดนั่งและคอยมองดูเวลาอยู่ทุกครึ่งชั่วยาม“เจ้าดูสิ ท่านโหวอ่านฎีกาม้วนเดิมมาสามรอบแล้ว ข้าเห็นสายตาของท่านจับจ้องอยู่แต่ที่หน้าต่าง ราวกับจะโบยบินกลับจวนเสียให้ได้” เฟยอวี่กระซิบเสียงแผ่วเบาฮั่นถงพยักหน้าเห็นด้วย “จะมิให้ร้อนใจได้อย่างไร ฮูหยินตั้งครรภ์ล่วงเข้าเดือนที่เก้าแล้ว หมอหลวงย้ำว่าอาจจะคลอดได้ทุกเมื่อ ท่านโหวผู้ไม่เคยเกรงกลัวคมดาบ บัดนี้กลับหวาดกลัวการทิ้งให้ฮูหยินอยู่จวนเพียงลำพังยิ่งกว่าสิ่งใด”คำกล่าวของฮั่นถงมิได้เกินจริงแม้แต่น้อย นับตั้งแต่เจียงลั่วเส
เวลาผ่านไปกว่าสองเดือนท่ามกลางความสงบสุขของจวนริมทะเลสาบ บ่ายวันหนึ่ง สายลมพัดโชยเอากลิ่นหอมของดอกกล้วยไม้ป่าล่องลอยมาตามลม หลิ่วเฉินนั่งอยู่บนระเบียงศาลากลางน้ำ ในมือของเขากำลังประคองกู่ฉินตัวโปรด ปลายนิ้วเรียวยาวตวัดลงบนสายพิณ บรรเลงท่วงทำนองอันแสนหวานและผ่อนคลาย ต่างจากเพลงพิณสังหารที่เขาเคยใช้ในลานหอบูชาฟ้าดินอย่างสิ้นเชิงเจียงลั่วเสวี่ยในชุดผ้าไหมสีฟ้าอ่อนบางเบา กำลังจัดเตรียมป้านชาและขนมกุ้ยฮวาอยู่ที่โต๊ะหินอ่อน ทว่าจู่ๆ นางก็รู้สึกอาการวิงเวียนศีรษะอย่างรุนแรง ภาพเบื้องหน้าเริ่มพร่ามัว กลิ่นหอมหวานของขนมกุ้ยฮวาที่นางเคยโปรดปรานกลับทำให้รู้สึกพะอืดพะอมจนแทบทนไม่ไหวสตรีร่างบางยกมือขึ้นทาบอก นางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อข่มอาการ ทว่าเรี่ยวแรงกลับหดหาย ร่างของนางโอนเอนและทรุดลงไปปะทะกับขอบโต๊ะหินอ่อน ถ้วยชาแกะสลักร่วงหล่นลงพื้นจนเกิดเสียงดังเสียงกระเบื้องแตกทำลายท่วงทำนองเพลงพิณ หลิ่วเฉินชะงักมือทันที เมื่อเงยหน้าขึ้นและเห็นร่างของภรรยากำลังจะล้มลง หัวใจของเขากระตุกวูบ ชายหนุ่มทิ้งกู่ฉินล้ำค่าลงบนพื้นอย่างไม่ไยดี พุ่งทะยานร่างเข้าไปคว้าร่างบอบบางของนางไว้ในอ้อมแขนได้อย่างเฉียดฉิว"ล
เมืองหลวงหยุนจิงในยามเช้าตรู่กลับมามีชีวิตชีวาอีกครา ท้องพระโรงอันกว้างใหญ่และโอ่อ่าตระการตาเนืองแน่นไปด้วยเหล่าขุนนางบุ๋นบู๊ที่ยืนเรียงแถวตามลำดับขั้นอย่างเป็นระเบียบ บรรยากาศที่เคยตึงเครียดและเต็มไปด้วยความหวาดระแวงในอดีต บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยความสงบสุขและความศรัทธาต่อราชบัลลังก์ที่กลับมามั่นคงอีกครั้งเบื้องหน้าบัลลังก์มังกร หีบไม้หุ้มเหล็กจำนวนหลายสิบใบถูกเปิดออก เผยให้เห็นทองคำแท่ง เหรียญเงิน และอัญมณีล้ำค่า ทรัพย์สินมหาศาลที่ถูกยักยอกไปซุกซ่อนไว้ใต้อารามเหลียนฮวา บัดนี้ได้ถูกนำกลับคืนสู่ท้องพระคลังแล้วฮ่องเต้ประทับนั่งอยู่บนบัลลังก์ พระพักตร์ที่เคยหมองคล้ำด้วยความกังวลบัดนี้เปี่ยมไปด้วยความเบิกบาน พระองค์ทอดพระเนตรขุมทรัพย์เบื้องหน้าสลับกับร่างสูงใหญ่ของฉางหนิงโหว หลิ่วเฉิน ที่ยืนประสานมืออยู่อย่างนอบน้อม"หลิ่วเฉิน ความดีความชอบของเจ้าในครานี้ ยิ่งใหญ่จนข้ามิรู้จะหาถ้อยคำใดมาสรรเสริญ ทรัพย์สินเหล่านี้มิเพียงแต่เติมเต็มท้องพระคลัง ทว่ายังสามารถนำไปช่วยเหลือราษฎรที่ยากไร้และบำรุงกองทัพได้อีกหลายสิบปี ข้าขอแต่งตั้งให้เจ้าเป็นอัครเสนาบดีฝ่ายซ้าย ควบตำแหน่งหัวหน้าศาลต้าหลี่ มีอำนาจตร
สตรีร่างบางนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง นางเดินไปเปิดหีบไม้ใบเล็กที่นางนำติดตัวมาจากจวนอันหยางโหว ภายในนั้นมีสมุดบันทึกปกดำที่บันทึกอักษรลับของพวกกบฏ ซึ่งนางเคยช่วยเขาถอดไขความในคืนก่อนเกิดเหตุการณ์วุ่นวายนางนำสมุดบัญชีลับนั้นมากางลงบนโต๊ะ พลิกหน้ากระดาษไปยังส่วนที่บันทึกการเบิกจ่าย "ท่านโหว ท่านจำได้หรือไม่ว่าในบันทึกนี้ มีการอ้างถึงการขนส่งสมุนไพรต้านหนานซิงจำนวนมากไปยังทิศอุดร ทว่าเรามุ่งความสนใจไปที่ผาดวนหุนซึ่งเป็นโรงตีเหล็ก จนละเลยรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ไป"หลิ่วเฉินขยับตัวเข้ามาดูใกล้ๆ เขามองตามปลายนิ้วเรียวของนางที่ชี้ไปยังกลุ่มสัญลักษณ์รูปภูเขาและแม่น้ำที่ถูกสลับตำแหน่งกันอย่างซับซ้อน"ในทางการค้าของพ่อค้าเผ่าตงหู สัญลักษณ์รูปน้ำที่หันเหไปทางทิศตะวันออก มิได้หมายถึงแม่น้ำเสมอไป ทว่ามันยังหมายถึงสถานที่ที่เคยเป็นเส้นทางน้ำทว่าเหือดแห้งไปแล้ว" เจียงลั่วเสวี่ยอธิบายด้วยความเชี่ยวชาญ นางลากเส้นเชื่อมโยงสัญลักษณ์เหล่านั้นเข้าด้วยกัน "และสัญลักษณ์รูปดอกไม้นี้ หากอ่านตามตำราอักษรภาพโบราณ มันคือดอกบัวที่เหี่ยวเฉา""สระบัวแห้งทางทิศตะวันออกของเมืองอุดร" หลิ่วเฉินดวงตาเบิกกว้างขึ้นเมื่อสามารถปะต
แสงตะวันยามเช้าตรู่สาดส่องลอดผ่านหน้าต่างที่ประดับด้วยลวดลายมงคลสีแดงคู่ แสงสีทองอ่อนจางทาบลงบนพื้นไม้กระดานขัดเงา ภายในห้องหอยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของกำยานดอกกุ้ยฮวาผสมผสานกับกลิ่นสุรามงคลที่หลงเหลือจากค่ำคืนอันแสนหวาน เทียนมงคลเล่มใหญ่บนโต๊ะไม้จันทน์มอดดับลงเหลือเพียงน้ำตาเทียนสีแดงสดที่อาบไล้เชิงเทียนทองเหลืองบนเตียงไม้สลักลวดลายพยัคฆ์คู่มังกร ม่านมุ้งสีแดงถูกปล่อยทิ้งตัวลงมาปิดบังความอบอุ่นภายใน ร่างสูงใหญ่ของหลิ่วเฉินนอนตระกองกอดสตรีอันเป็นที่รักไว้แนบอก ลมหายใจเข้าออกเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เขาตื่นขึ้นมาได้สักพักแล้ว ชายหนุ่มทอดสายตามองดวงหน้างดงามที่ซบอยู่กับแผงอกของตนเองแพขนตางอนยาวของเจียงลั่วเสวี่ยทาบทับลงบนผิวแก้มเนียนละเอียด ริมฝีปากบางเผยอขึ้นเล็กน้อยตามจังหวะการหายใจ หลิ่วเฉินมิกล้าขยับเขยื้อนกายด้วยเกรงว่าจะทำให้สตรีในอ้อมกอดต้องตื่นจากการหลับใหล เขาเพียงแต่ใช้ปลายนิ้วสากกร้านเกลี่ยปอยผมที่ปรกหน้าผากมนของนางออกอย่างเบามือที่สุดสัมผัสแผ่บเบานั้นทำให้นางรู้สึกตัว เจียงลั่วเสวี่ยขยับตัวเล็กน้อย คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันก่อนที่ดวงตากลมโตจะค่อยๆ ปรือขึ้น สิ่งแรกที่ปรากฏแก่สายตา
แสงตะวันยามสายสาดส่องกระทบยอดไม้ในสวนจวนอันหยางโหว ขับไล่น้ำค้างแข็งที่เกาะพราวอยู่บนยอดหญ้าให้ระเหยกลายเป็นไอหมอกจางๆ บรรยากาศภายในเรือนของตวนอี้จวิ้นจู่เต็มไปด้วยความวุ่นวายโกลาหลยิ่งกว่าตลาดสดยามเช้าเสียงรื้อค้นหีบผ้าดังตึงตัง ผสมกับเสียงอุทานของสาวใช้คนสนิท“จวิ้นจู่ ชุดนี้ไม่ได้หรือเจ้าคะ สีช
"ข้าจะปล่อยเจ้ากลับจวน แต่มีข้อแม้ว่าเจ้าต้องให้ความร่วมมือในการสืบสวนทุกขั้นตอน เจ้าต้องช่วยข้าหาเบาะแสในที่ที่ข้าเข้าไม่ถึง โดยเฉพาะในแวดวงสตรีชั้นสูงที่เจ้าถนัด"เจียงลั่วเสวี่ยหรี่ตามองเขา สมองอันชาญฉลาดเริ่มประมวลผล นางเป็นคนไม่ยอมเสียเปรียบใคร "ข้าช่วยท่านได้ แต่ท่านต้องตอบแทนข้าด้วย""เจ้าต้
บรรยากาศภายในศาลต้าหลี่นั้นเย็นเยียบและวังเวง คบเพลิงที่ปักอยู่ตามระเบียงทางเดินส่องแสงวูบวาบกระทบรูปปั้นกิเลนหน้าตาดุร้ายที่เฝ้าอยู่หน้าประตูใหญ่ กลิ่นอายของความตายและความหวาดกลัวดูเหมือนจะแทรกซึมอยู่ในทุกที่ของสถานที่แห่งนี้ทว่าสำหรับเจียงลั่วเสวี่ย สถานที่แห่งนี้กลับมิได้น่าสะพรึงกลัวอย่างที่ใค
เจียงลั่วเสวี่ยผุดลุกขึ้นยืน นางมิได้กรีดร้องเหมือนสตรีอื่น แต่ดวงตาจ้องเขม็งไปยังร่างไร้วิญญาณบนเวที สมองประมวลผลอย่างรวดเร็ว นี่คือการวางยาพิษ และต้องเป็นพิษที่ร้ายแรงมาก“อิงเกอ ลู่จู ระวังตัว” นางสั่งการเสียงเฉียบขาด พลางกวาดตามองหาบุรุษลึกลับที่นางเห็นหลังเวทีเมื่อครู่ แต่ท่ามกลางฝูงชนที่แตกตื







