เข้าสู่ระบบฮองเฮาพยักหน้าอย่างพึงพอใจ "ดี... ฉางหนิงโหว ท่านเป็นขุนนางตงฉิน มีความสามารถ อายุก็ยังน้อย หากท่านจริงใจต่อเสวี่ยเอ๋อร์ ข้าก็วางใจ เรื่องการดูตัวกับบุตรแม่ทัพแดนเหนือ ข้าจะชะลอไว้ก่อน"
"ขอบพระทัยเพคะ เสด็จป้า" เจียงลั่วเสวี่ยยิ้มแก้มปริ แผนการสำเร็จไปหนึ่งขั้น "แต่ว่า..." ฮองเฮาเอ่ยต่อ สีหน้าเปลี่ยนเป็นจริงจัง "เรื่องคดีนางละครที่ตายในจวนอัครเสนาบดี ข้าได้ยินมาว่ามีความซับซ้อนมาก เจ้าต้องระวังตัวให้ดีนะเสวี่ยเอ๋อร์ อย่าเอาตัวเองไปเสี่ยงอันตราย" "หลานทราบแล้วเพคะ" เจียงลั่วเสวี่ยรับคำ ก่อนจะแสร้งทำเป็นนึกขึ้นได้ "จริงสิเพคะ เสด็จป้า... ระยะนี้ยังทรงเชิญไต้ซือจากวัดต้าฉือเอินเข้ามาสนทนาธรรมอยู่หรือไม่เพคะ" "ย่อมต้องเชิญมา" ฮองเฮาตรัสตอบด้วยรอยยิ้ม "ทุกวันขึ้นสิบห้าค่ำ เจ้าอารามจะส่งไต้ซือเข้ามาสนทนาธรรมกับข้า เมื่อครู่นี้ข้าก็เพิ่งจะฟังธรรมเสร็จ วันนี้เป็นหน้าที่ของไต้ซือหยวนคง" "ไต้ซือหยวนคง?" เจียงลั่วเสวี่ยทวนชื่อ นางลอบสบตากับหลิ่วเฉินแวบหนึ่ง "ใช่ ท่านเป็นไต้ซือผู้ทรงศีล ปฏิบัติธรรมเคร่งครัด วันนี้ท่านนำสร้อยประคำไม้จันทน์หอมมาให้ข้าด้วย กลิ่นหอมเย็นชื่นใจนัก" เจียงลั่วเสวี่ยใจเต้นระรัว ไม้จันทน์หอม... กลิ่นเดียวกับลูกปัดที่นางเก็บได้ และกลิ่นเดียวกับชายชุดดำ "เสด็จป้าเพคะ หลานอยากจะขอพบไต้ซือสักครั้ง เผื่อจะขอเครื่องรางมาคุ้มครองความปลอดภัย ท่านยังอยู่ในวังหรือไม่เพคะ" "น่าจะยังอยู่ที่อุทยานหลวง" ฮองเฮาชี้มือไปทางหน้าต่าง "ท่านมักจะชอบไปเดินที่สวนไผ่ก่อนกลับวัด" "เช่นนั้น หลานทูลลาพาฉางหนิงโหวไปชมอุทยานนะเพคะ" เมื่อได้รับอนุญาต เจียงลั่วเสวี่ยและหลิ่วเฉินก็รีบออกจากตำหนักคุนหนิง มุ่งหน้าสู่อุทยานหลวงทันที สวนไผ่ในอุทยานหลวงนั้นเงียบสงบและร่มรื่น ต้นไผ่เอนไหวตามแรงลมส่งเสียงเสียดสีกัน ราวกับเสียงกระซิบของภูตผี "เจ้าคิดว่าไต้ซือหยวนคง เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้หรือไม่" หลิ่วเฉินถามเสียงเบาขณะเดินเคียงคู่กัน "ลูกปัดที่ข้าเก็บได้ มีกลิ่นและลักษณะเหมือนของวัดต้าฉือเอินไม่ผิดเพี้ยน หากวันนี้ท่านนำประคำมาถวายฮองเฮา ย่อมเป็นไปได้ว่าท่านอาจจะรู้เห็น หรือไม่ก็..." เจียงลั่วเสวี่ยเว้นจังหวะ "คนร้ายอาจจะเป็นคนใกล้ชิดท่าน" ทั้งสองเดินลัดเลาะมาจนถึงศาลาริมน้ำกลางสวนไผ่ ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าทำให้ฝีเท้าของทั้งคู่ชะงัก มิใช่ไต้ซือชรา แต่เป็นบุรุษหนุ่มรูปงามผู้หนึ่ง ในชุดผ้าไหมสีขาวบริสุทธิ์ นั่งเล่นหมากล้อมอยู่เพียงลำพัง บนโต๊ะหินอ่อนมีกระดานหมากล้อมวางอยู่ เม็ดหมากสีขาวและดำวางเรียงรายเป็นสมรภูมิรบที่ดุเดือด ข้างกายเขามีสร้อยประคำไม้จันทน์หอมวางพาดอยู่บนตั่ง บุรุษผู้นั้นเงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า ใบหน้าของเขางดงามราวกับหยกสลักที่ไร้ตำหนิ ดวงตาดอกท้อดูอบอุ่น ริมฝีปากประดับด้วยรอยยิ้มละมุนละไมที่ทำให้สตรีทั่วหล้าต้องหวั่นไหว ทว่าในแววตานั้นกลับมีความลึกล้ำที่ยากจะหยั่งถึง เขาคือหมิงอ๋อง พระอนุชาลำดับที่แปดของฮ่องเต้ ผู้ได้ชื่อว่าเป็นอ๋องเจ้าสำราญที่ไม่สนใจราชกิจ มักขลุกอยู่กับบทกวีและดนตรี "เอ๊ะ นี่มิใช่ท่านหัวหน้าศาลต้าหลี่ กับตวนอี้จวิ้นจู่หรอกหรือ" หมิงอ๋องเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "ลมอะไรหอบพวกท่านมาถึงที่นี่ได้" หลิ่วเฉินหรี่ตามองบุรุษตรงหน้า สัญชาตญาณนักล่าในตัวเขากรีดร้องเตือนภัย แม้หมิงอ๋องจะดูไร้พิษสง แต่กลิ่นอายบางอย่าง... และกลิ่นหอมของไม้จันทน์ที่ลอยออกมาจากตัวเขา มันช่างคุ้นเคยเหลือเกิน "ถวายบังคมท่านอ๋อง" หลิ่วเฉินประสานมือคารวะ "กระหม่อมกับจวิ้นจู่ได้รับอนุญาตจากฮองเฮาให้มาเดินชมอุทยาน มิคิดว่าจะมารบกวนเวลาส่วนพระองค์พ่ะย่ะค่ะ" "รบกวนอันใดกัน ข้ากำลังเบื่อหน่ายกับการเดินหมากคนเดียวพอดี" หมิงอ๋องผายมือ "ฉางหนิงโหว หากไม่รังเกียจ มาประลองหมากกับข้าสักกระดานดีหรือไม่" หลิ่วเฉินนิ่งคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบตกลง "พ่ะย่ะค่ะ" เขาก้าวเข้าไปนั่งลงฝั่งตรงข้ามหมิงอ๋อง เจียงลั่วเสวี่ยขยับมายืนดูอยู่ข้างๆ สายตาของนางจดจ้องไปที่สร้อยประคำบนตั่ง ลูกปัดไม้จันทน์หอมสีน้ำตาลเข้ม... นางลองนับดูในใจอย่างรวดเร็ว สร้อยประคำมาตรฐานควรมี 108 เม็ด แต่นางสังเกตเห็นว่าช่วงหนึ่งของสร้อยดูหย่อนยานผิดปกติ ราวกับมีเม็ดหนึ่งหายไป "จวิ้นจู่สนใจประคำเส้นนี้หรือ" จู่ๆ หมิงอ๋องก็เอ่ยขึ้นโดยไม่เงยหน้าจากกระดาน เจียงลั่วเสวี่ยสะดุ้งเล็กน้อย แต่ยังคงรักษาสีหน้ายิ้มแย้ม "เพคะ หม่อมฉันเห็นว่ามันสวยงามแปลกตา และมีกลิ่นหอมมาก ไต้ซือหยวนคงถวายให้ท่านอ๋องหรือเพคะ" "ใช่แล้ว" หมิงอ๋องหยิบเม็ดหมากสีดำวางลงบนจุดตัด "ท่านเจ้าอารามบอกว่าประคำนี้ช่วยให้จิตใจสงบ ข้าเป็นคนใจร้อน จึงต้องพึ่งพามัน" "ท่านอ๋องถ่อมตัวแล้ว" หลิ่วเฉินวางหมากสีขาวโต้ตอบ "หมากตานี้ ท่านเดินได้อย่างใจเย็นและรัดกุมยิ่งนัก เหมือนกับคนที่มีแผนการใหญ่ในใจ" หมิงอ๋องหัวเราะเบาๆ "ท่านโหวชมเกินไป ข้าก็แค่เดินไปตามใจของตัวเอง เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น หาได้มีแผนการใหญ่อันใดไม่... ว่าแต่ท่านเถิด ได้ข่าวว่าช่วงนี้ศาลต้าหลี่งานยุ่งมิใช่หรือ คดีนางละครผู้นั้นคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว" คำถามที่ดูเหมือนถามไถ่สารทุกข์สุกดิบทั่วไป แต่เต็มไปด้วยการหยั่งเชิง "คดีมีความซับซ้อนพ่ะย่ะค่ะ" หลิ่วเฉินตอบเสียงเรียบ สายตายังคงจับจ้องที่กระดาน "คนร้ายทิ้งร่องรอยไว้น้อยมาก แต่ก็มิใช่ว่าจะไร้ร่องรอยเสียทีเดียว สวรรค์มีตา ตาข่ายฟ้ากว้างใหญ่แต่ไม่เล็ดลอด" "ตาข่ายฟ้าหรือ..." หมิงอ๋องหยิบหมากดำขึ้นมาหมุนเล่นในมือ "บางครั้ง ตาข่ายก็อาจจะมีรูรั่ว หากปลาตัวนั้น... ใหญ่เกินไป" เขาตบหมากลงบนกระดาน เป็นการวางหมากที่ตัดขาดทางรอดของฝ่ายขาวอย่างสิ้นเชิง "ท่านแพ้แล้ว" หลิ่วเฉินก้มมองกระดาน พบว่าพื้นที่ของตนถูกล้อมไว้หมดแล้วในพริบตาเดียว เขาประมาทฝีมือของท่านอ๋องผู้นี้เกินไป หรืออีกนัยหนึ่ง หมิงอ๋องผู้นี้ซ่อนคมเขี้ยวไว้ภายใต้รอยยิ้มอย่างมิดชิด "ท่านอ๋องปรีชาสามารถ กระหม่อมเลื่อมใสยิ่งนัก" หลิ่วเฉินประสานมือยอมแพ้ หมิงอ๋องยิ้มบางๆ ลุกขึ้นยืน เขาหยิบสร้อยประคำขึ้นมาสวมที่ข้อมือ "วันนี้สนุกมาก หวังว่าวันหน้าจะได้ประลองปัญญากับท่านโหวอีก อ้อ... จวิ้นจู่" เขาหันมามองเจียงลั่วเสวี่ย แววตาที่เคยอบอุ่นอ่อนโยนพลันเปลี่ยนเป็นเย็นชาในชั่ววูบ ราวกับคมมีดที่กรีดผ่านผิวเนื้อ "บุปผางามในวังหลวง แม้จะน่าชม แต่ก็เต็มไปด้วยหนามพิษ ท่านเป็นสตรีบอบบาง ควรระวังตัวให้ดี อย่าเที่ยววิ่งซุกซนไปในที่ที่ไม่ควรไป... มิเช่นนั้น อาจจะเจ็บตัวได้" คำเตือนนั้นชัดเจนจนเจียงลั่วเสวี่ยรู้สึกหนาวสะท้านไปถึงกระดูกสันหลัง นางฝืนยิ้มรับ "ขอบพระทัยท่านอ๋องที่ทรงตักเตือนเพคะ หม่อมฉันจะระวัง" เมื่อหมิงอ๋องเดินจากไปพร้อมกับขบวนขันที หลิ่วเฉินและเจียงลั่วเสวี่ยต่างยืนนิ่งงันอยู่ครู่ใหญ่ ท่ามกลางเสียงใบไผ่ที่เสียดสีกันราวกับเสียงกรีดร้อง "ท่านได้กลิ่นหรือไม่" เจียงลั่วเสวี่ยกระซิบถามเสียงสั่น "กลิ่นไม้จันทน์หอม..." หลิ่วเฉินตอบ สีหน้าเคร่งเครียดถึงขีดสุด "และกลิ่นสมุนไพรบางชนิดที่ใช้รักษาอาการบาดเจ็บภายใน... เขากำลังบาดเจ็บ" "ท่านหมายความว่า..." "คนที่ข้าต่อสู้ด้วยเมื่อคืน มีวรยุทธ์สูงส่ง แต่ข้าซัดฝ่ามือใส่หน้าอกคนผู้นั้นไปหนึ่งที" หลิ่วเฉินกำหมัดแน่น "หมิงอ๋อง... คือชายชุดดำสวมหน้ากากผู้นั้น" "และสร้อยประคำนั่น..." เจียงลั่วเสวี่ยเสริม "ข้าแอบนับดูแล้ว มันหายไปเม็ดหนึ่งจริงๆ และเม็ดที่หายไป ก็คือเม็ดที่อยู่กับข้า" หลักฐานชัดเจนยิ่งกว่าแสงตะวัน แต่มันกลับเป็นหลักฐานที่อันตรายที่สุด "เรากำลังเล่นกับไฟ" หลิ่วเฉินหันมามองนาง "หมิงอ๋องไม่ใช่คนธรรมดา เบื้องหลังอ๋องเจ้าสำราญ คือจอมบงการที่โหดเหี้ยม หากเขารู้ว่าเรารู้ความจริง... ชีวิตของพวกเราคงแขวนอยู่บนเส้นด้าย" "แล้วเราจะทำอย่างไร" เจียงลั่วเสวี่ยถาม ความกลัวเริ่มเกาะกุมจิตใจ แต่นางก็ไม่คิดจะถอย "จะปล่อยให้เขาเชิดหน้าชูตาอยู่ในวัง วางแผนกบฏต่อไปหรือ" "ไม่" หลิ่วเฉินตอบเสียงหนักแน่น แววตามุ่งมั่น "หน้าที่ของศาลต้าหลี่ คือผดุงความยุติธรรม ไม่ว่าคนร้ายจะเป็นใคร สูงศักดิ์เพียงใด ข้าก็จะลากคอมันมารับโทษให้ได้" เขาเอื้อมมือมาจับไหล่บางของนาง บีบเบาๆ เพื่อให้กำลังใจ "แต่ตอนนี้ เราต้องแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องกลับไปก่อน อย่าให้เขาสงสัย แล้วค่อยวางแผนกันใหม่... คืนนี้ ข้าจะไปหาเจ้าที่จวน" "มาอีกแล้วหรือ" เจียงลั่วเสวี่ยบ่น แต่ในใจกลับรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด "ระวังตัวด้วย อย่าให้ใครจับได้ว่าเป็นท่าน" "วางใจเถิด เรื่องลอบเข้าห้องหอสตรี... ข้าชำนาญนัก" "ท่าน!" เจียงลั่วเสวี่ยอ้าปากค้าง จะด่าก็ด่าไม่ทัน เพราะหลิ่วเฉินเดินนำหน้าออกไปแล้ว ทิ้งให้นางยืนหน้าแดงก่ำอยู่กลางสวนไผ่กาลเวลาล่วงเลยผ่านไปสี่หนาว จวนฉางหนิงโหวที่เคยเงียบสงบและเต็มไปด้วยบรรยากาศเคร่งขรึมของขุนนางฝ่ายตุลาการ บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นสถานที่ที่เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาและเสียงหัวเราะหลิ่วจื่อเฉิน หรือ อาเฉิน คุณชายน้อยแห่งจวนฉางหนิงโหวเติบโตขึ้นเป็นเด็กชายวัยสี่หนาว รูปร่างหน้าตาของเขาเหมือนบิดา คิ้วเข้มพาดเฉียง นัยน์ตาคมเข้ม ทว่ากลับมีริมฝีปากบางและรอยยิ้มซุกซนที่ถอดแบบมาจากเจียงลั่วเสวี่ยผู้เป็นมารดา สติปัญญาของเด็กน้อยเฉียบแหลมเกินวัย ซึมซับเอาความเด็ดขาดของบิดาและความเจ้าเล่ห์เพทุบายของมารดามาอย่างครบถ้วนยามเว่ย แสงแดดอบอุ่นสาดส่องลงมายังลานกว้างหน้าห้องหนังสือ เฟยอวี่และฮั่นถง องครักษ์ฝีมือฉกาจแห่งศาลต้าหลี่ กำลังยืนหอบหายใจ เหงื่อเม็ดโตผุดพรายเต็มหน้าผาก พวกเขามิได้เพิ่งกลับจากการต่อสู้กับโจรผู้ร้าย ทว่าเพิ่งเสร็จสิ้นภารกิจวิ่งไล่จับคุณชายน้อยที่แอบนำตำราพิชัยสงครามของบิดามาพับเป็นเรือกระดาษ"ท่านอาเฟยอวี่ ท่านอาฮั่นถง พวกท่านเชื่องช้าปานเต่าคลาน ข้าวิ่งวนรอบศาลาตั้งสามรอบ พวกท่านยังตามข้าไม่ทันเลย" เสียงใสแจ๋วของหลิ่วจื่อเฉินดังกังวาน เด็กน้อยยืนกอดอกอยู่บนโขดหินจำลอง เชิดหน้าขึ้นอย่าง
ณ เมืองหลวงหยุนจิง สายลมพัดโชยนำพาความอบอุ่นและกลิ่นหอมของดอกท้อที่เบ่งบานสะพรั่งไปทั่วทุกมุมเมือง ทว่าสำหรับศาลต้าหลี่อันเป็นสถานที่ชำระความและรักษากฎหมาย บรรยากาศกลับมิได้ผ่อนคลายตามฤดูกาล ซ้ำยังดูตึงเครียดขึ้นกว่าเดิมหลายส่วนสาเหตุหลักมิใช่เพราะมีคดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญอันใด ทว่าเป็นเพราะรังสีอำมหิตแฝงความร้อนรนที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของอัครเสนาบดีฝ่ายซ้าย ผู้ซึ่งนั่งหน้าดำคร่ำเครียดอยู่หลังโต๊ะทำงานกองโตเฟยอวี่และฮั่นถงยืนลอบสบตากันอยู่หน้าประตูห้องทำงาน องครักษ์ทั้งสองต่างรู้ดีว่าเหตุใดนายเหนือหัวของตนจึงมีท่าทีผุดลุกผุดนั่งและคอยมองดูเวลาอยู่ทุกครึ่งชั่วยาม“เจ้าดูสิ ท่านโหวอ่านฎีกาม้วนเดิมมาสามรอบแล้ว ข้าเห็นสายตาของท่านจับจ้องอยู่แต่ที่หน้าต่าง ราวกับจะโบยบินกลับจวนเสียให้ได้” เฟยอวี่กระซิบเสียงแผ่วเบาฮั่นถงพยักหน้าเห็นด้วย “จะมิให้ร้อนใจได้อย่างไร ฮูหยินตั้งครรภ์ล่วงเข้าเดือนที่เก้าแล้ว หมอหลวงย้ำว่าอาจจะคลอดได้ทุกเมื่อ ท่านโหวผู้ไม่เคยเกรงกลัวคมดาบ บัดนี้กลับหวาดกลัวการทิ้งให้ฮูหยินอยู่จวนเพียงลำพังยิ่งกว่าสิ่งใด”คำกล่าวของฮั่นถงมิได้เกินจริงแม้แต่น้อย นับตั้งแต่เจียงลั่วเส
เวลาผ่านไปกว่าสองเดือนท่ามกลางความสงบสุขของจวนริมทะเลสาบ บ่ายวันหนึ่ง สายลมพัดโชยเอากลิ่นหอมของดอกกล้วยไม้ป่าล่องลอยมาตามลม หลิ่วเฉินนั่งอยู่บนระเบียงศาลากลางน้ำ ในมือของเขากำลังประคองกู่ฉินตัวโปรด ปลายนิ้วเรียวยาวตวัดลงบนสายพิณ บรรเลงท่วงทำนองอันแสนหวานและผ่อนคลาย ต่างจากเพลงพิณสังหารที่เขาเคยใช้ในลานหอบูชาฟ้าดินอย่างสิ้นเชิงเจียงลั่วเสวี่ยในชุดผ้าไหมสีฟ้าอ่อนบางเบา กำลังจัดเตรียมป้านชาและขนมกุ้ยฮวาอยู่ที่โต๊ะหินอ่อน ทว่าจู่ๆ นางก็รู้สึกอาการวิงเวียนศีรษะอย่างรุนแรง ภาพเบื้องหน้าเริ่มพร่ามัว กลิ่นหอมหวานของขนมกุ้ยฮวาที่นางเคยโปรดปรานกลับทำให้รู้สึกพะอืดพะอมจนแทบทนไม่ไหวสตรีร่างบางยกมือขึ้นทาบอก นางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อข่มอาการ ทว่าเรี่ยวแรงกลับหดหาย ร่างของนางโอนเอนและทรุดลงไปปะทะกับขอบโต๊ะหินอ่อน ถ้วยชาแกะสลักร่วงหล่นลงพื้นจนเกิดเสียงดังเสียงกระเบื้องแตกทำลายท่วงทำนองเพลงพิณ หลิ่วเฉินชะงักมือทันที เมื่อเงยหน้าขึ้นและเห็นร่างของภรรยากำลังจะล้มลง หัวใจของเขากระตุกวูบ ชายหนุ่มทิ้งกู่ฉินล้ำค่าลงบนพื้นอย่างไม่ไยดี พุ่งทะยานร่างเข้าไปคว้าร่างบอบบางของนางไว้ในอ้อมแขนได้อย่างเฉียดฉิว"ล
เมืองหลวงหยุนจิงในยามเช้าตรู่กลับมามีชีวิตชีวาอีกครา ท้องพระโรงอันกว้างใหญ่และโอ่อ่าตระการตาเนืองแน่นไปด้วยเหล่าขุนนางบุ๋นบู๊ที่ยืนเรียงแถวตามลำดับขั้นอย่างเป็นระเบียบ บรรยากาศที่เคยตึงเครียดและเต็มไปด้วยความหวาดระแวงในอดีต บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยความสงบสุขและความศรัทธาต่อราชบัลลังก์ที่กลับมามั่นคงอีกครั้งเบื้องหน้าบัลลังก์มังกร หีบไม้หุ้มเหล็กจำนวนหลายสิบใบถูกเปิดออก เผยให้เห็นทองคำแท่ง เหรียญเงิน และอัญมณีล้ำค่า ทรัพย์สินมหาศาลที่ถูกยักยอกไปซุกซ่อนไว้ใต้อารามเหลียนฮวา บัดนี้ได้ถูกนำกลับคืนสู่ท้องพระคลังแล้วฮ่องเต้ประทับนั่งอยู่บนบัลลังก์ พระพักตร์ที่เคยหมองคล้ำด้วยความกังวลบัดนี้เปี่ยมไปด้วยความเบิกบาน พระองค์ทอดพระเนตรขุมทรัพย์เบื้องหน้าสลับกับร่างสูงใหญ่ของฉางหนิงโหว หลิ่วเฉิน ที่ยืนประสานมืออยู่อย่างนอบน้อม"หลิ่วเฉิน ความดีความชอบของเจ้าในครานี้ ยิ่งใหญ่จนข้ามิรู้จะหาถ้อยคำใดมาสรรเสริญ ทรัพย์สินเหล่านี้มิเพียงแต่เติมเต็มท้องพระคลัง ทว่ายังสามารถนำไปช่วยเหลือราษฎรที่ยากไร้และบำรุงกองทัพได้อีกหลายสิบปี ข้าขอแต่งตั้งให้เจ้าเป็นอัครเสนาบดีฝ่ายซ้าย ควบตำแหน่งหัวหน้าศาลต้าหลี่ มีอำนาจตร
สตรีร่างบางนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง นางเดินไปเปิดหีบไม้ใบเล็กที่นางนำติดตัวมาจากจวนอันหยางโหว ภายในนั้นมีสมุดบันทึกปกดำที่บันทึกอักษรลับของพวกกบฏ ซึ่งนางเคยช่วยเขาถอดไขความในคืนก่อนเกิดเหตุการณ์วุ่นวายนางนำสมุดบัญชีลับนั้นมากางลงบนโต๊ะ พลิกหน้ากระดาษไปยังส่วนที่บันทึกการเบิกจ่าย "ท่านโหว ท่านจำได้หรือไม่ว่าในบันทึกนี้ มีการอ้างถึงการขนส่งสมุนไพรต้านหนานซิงจำนวนมากไปยังทิศอุดร ทว่าเรามุ่งความสนใจไปที่ผาดวนหุนซึ่งเป็นโรงตีเหล็ก จนละเลยรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ไป"หลิ่วเฉินขยับตัวเข้ามาดูใกล้ๆ เขามองตามปลายนิ้วเรียวของนางที่ชี้ไปยังกลุ่มสัญลักษณ์รูปภูเขาและแม่น้ำที่ถูกสลับตำแหน่งกันอย่างซับซ้อน"ในทางการค้าของพ่อค้าเผ่าตงหู สัญลักษณ์รูปน้ำที่หันเหไปทางทิศตะวันออก มิได้หมายถึงแม่น้ำเสมอไป ทว่ามันยังหมายถึงสถานที่ที่เคยเป็นเส้นทางน้ำทว่าเหือดแห้งไปแล้ว" เจียงลั่วเสวี่ยอธิบายด้วยความเชี่ยวชาญ นางลากเส้นเชื่อมโยงสัญลักษณ์เหล่านั้นเข้าด้วยกัน "และสัญลักษณ์รูปดอกไม้นี้ หากอ่านตามตำราอักษรภาพโบราณ มันคือดอกบัวที่เหี่ยวเฉา""สระบัวแห้งทางทิศตะวันออกของเมืองอุดร" หลิ่วเฉินดวงตาเบิกกว้างขึ้นเมื่อสามารถปะต
แสงตะวันยามเช้าตรู่สาดส่องลอดผ่านหน้าต่างที่ประดับด้วยลวดลายมงคลสีแดงคู่ แสงสีทองอ่อนจางทาบลงบนพื้นไม้กระดานขัดเงา ภายในห้องหอยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของกำยานดอกกุ้ยฮวาผสมผสานกับกลิ่นสุรามงคลที่หลงเหลือจากค่ำคืนอันแสนหวาน เทียนมงคลเล่มใหญ่บนโต๊ะไม้จันทน์มอดดับลงเหลือเพียงน้ำตาเทียนสีแดงสดที่อาบไล้เชิงเทียนทองเหลืองบนเตียงไม้สลักลวดลายพยัคฆ์คู่มังกร ม่านมุ้งสีแดงถูกปล่อยทิ้งตัวลงมาปิดบังความอบอุ่นภายใน ร่างสูงใหญ่ของหลิ่วเฉินนอนตระกองกอดสตรีอันเป็นที่รักไว้แนบอก ลมหายใจเข้าออกเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เขาตื่นขึ้นมาได้สักพักแล้ว ชายหนุ่มทอดสายตามองดวงหน้างดงามที่ซบอยู่กับแผงอกของตนเองแพขนตางอนยาวของเจียงลั่วเสวี่ยทาบทับลงบนผิวแก้มเนียนละเอียด ริมฝีปากบางเผยอขึ้นเล็กน้อยตามจังหวะการหายใจ หลิ่วเฉินมิกล้าขยับเขยื้อนกายด้วยเกรงว่าจะทำให้สตรีในอ้อมกอดต้องตื่นจากการหลับใหล เขาเพียงแต่ใช้ปลายนิ้วสากกร้านเกลี่ยปอยผมที่ปรกหน้าผากมนของนางออกอย่างเบามือที่สุดสัมผัสแผ่บเบานั้นทำให้นางรู้สึกตัว เจียงลั่วเสวี่ยขยับตัวเล็กน้อย คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันก่อนที่ดวงตากลมโตจะค่อยๆ ปรือขึ้น สิ่งแรกที่ปรากฏแก่สายตา
ณ จวนแม่ทัพหลี่ ซึ่งตั้งอยู่อีกฟากหนึ่งของเมืองหลวงรถม้าคันเรียบง่ายประทับตราจวนอันหยางโหวเคลื่อนตัวมาจอดเทียบหน้าประตูจวนอันใหญ่โต พ่อบ้านเฉิน ชายชราผู้มีใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความซื่อสัตย์และภักดีต่อตระกูลเจียง ก้าวลงจากรถม้าพร้อมด้วยกล่องไม้แกะสลักลวดลายวิจิตรบรรจง ในมือของเขาคือของขวัญตามธรรมเนียม
ภายในห้องนอนของจวนอันหยางโหว เจียงลั่วเสวี่ยขยับตัวตื่น ความเหนื่อยล้าจากการหลบหนีการตามล่าเมื่อคืนบรรเทาลงไปมาก นางยันตัวลุกขึ้นนั่งพิงพนักเตียง ปล่อยให้ผมยาวสลวยทิ้งตัวสยายเต็มแผ่นหลังอิงเกอและลู่จูเดินถืออ่างน้ำทองเหลืองและผ้าเข้ามาปรนนิบัติเจ้านาย สีหน้าของสาวใช้ทั้งสองดูตื่นเต้นผิดปกติ"ท่านห
เจียงลั่วเสวี่ยหันขวับมามองเขา แววตาแปรเปลี่ยนเป็นความดื้อรั้น "ท่านพูดเช่นนี้คิดจะทิ้งข้ากลางทางงั้นหรือ ข้าบอกแล้วว่าเราลงเรือลำเดียวกันแล้ว ข้าเจียงลั่วเสวี่ยมิใช่คนขี้ขลาดที่เห็นแก่ตัวเอาตัวรอดเพียงลำพัง ในเมื่อข้ารู้ความลับของหมิงอ๋องแล้ว ต่อให้ข้ากลับไปหลบซ่อนตัว เขาก็ไม่มีวันปล่อยข้าไปอยู่ดี
"ส่งยาถอนพิษนั่นมาซะ หากไม่อยากตายแบบไร้ที่ฝัง" ชายชุดดำผู้เป็นหัวหน้าตวาดกร้าวขณะตวัดดาบเข้าใส่"เกรงว่าพวกเจ้าคงไม่มีฝีมือพอจะเอาไปได้" หลิ่วเฉินตอบเสียงเย็นชา นัยน์ตาคมกวาดมองประเมินสถานการณ์รอบด้าน "จวิ้นจู่ เกาะข้าไว้ให้แน่น อย่าห่างจากตัวข้าแม้แต่ก้าวเดียว""ข้ารู้แล้ว ท่านระวังด้านขวาด้วย" เ







