LOGIN"เอาละ ๆ อาซานเจ้าพาพี่หยางกับผู้ใหญ่ฝั่งเจ้าหนุ่มนี่เข้าไปคุยตกลงเรื่องหมั้นหมายกับข้าด้านในเสีย ส่วนเจ้ายายแก่จะเข้าไปฟังด้วยหรือไม่ ถ้าไม่ก็พากันกลับไปเสีย" เหอหานตงที่ยืนเงียบเฝ้ามองภาพสองครอบครัวที่ดูมีความสนิทสนมคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีก็รู้สึกแปลกใจไม่น้อย
เพียงแต่ชายชรากับเลือกที่จะไม่พูดเรื่องนี้ขึ้นมาเอ่ยบอกกับบุตรชายคนเล็กด้วยน้ำเสียงเป็นการเป็นงาน ด้วยเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่เขาที่เป็นผู้ใหญ่ที่สุดของเด็กสาวจึงต้องอยู่ร่วมรับฟังด้วย
"ขอรับท่านพ่อ เชิญท่านลุงหยางกับพี่หยางเฟิงด้านในบ้านเลยขอรับ" เหอหลวนซานเองก็เอ่ยรับคำของบิดาด้วยความดีใจที่อย่างน้อย ๆ บิดาของตนก็ยังคงใส่ใจลูก ๆ ของเขาอยู่ไม่น้อย
"ข้าไม่ขออยู่ฟังก็แล้วกัน เรื่องงามหน้าเช่นนี้ข้าฟังแล้วรู้สึกเป็นเสนียดหูยิ่ง ไปกันเถิดหลานรักพาย่ากลับบ้านที" นางจางที่ไม่พอใจตั้งแต่ที่นางถูกสามีดุด่าต่อหน้าผู้คนเพียงเพราะหลานสาวคนเล็กอยู่ก่อนแล้วจึงได้เอ่ยปฏิเสธอย่างไม่ไยดี จากนั่นก็บอกให้หลานสาวอันเป็นที่รักมาช่วยพยุงตนเองกลับบ้านในทันที
เมื่อนางจาง นางจูและเหอลี่ถิงจากไปแล้วผู้ใหญ่ทั้งสองบ้านก็ได้เดินเข้าไปด้านในกระท่อมขนาดกลางที่เป็นที่พักอาศัยของบ้านเหอเพื่อพูดคุยเรื่องหมั้นหมายของเหอฟ่านชิงกับหยางฉีเช่นกัน ส่วนพวกหลาน ๆ ก็ให้รออยู่ด้านนอกหรือมีสิ่งใดให้ทำก็ไปทำกัน
ภายในกระท่อมหลังจากที่คนทั้งสองครอบครัวนั่งลงกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั้น ก็เป็นหยางตี้ที่เป็นฝ่ายเอ่ยปากขึ้นมาก่อนด้วยเขานั้นถือได้ว่ามีอายุมากที่สุดในตอนนี้
"ข้าต้องขอโทษเจ้าด้วยนะน้องเหออาซานกับเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้"
"เรื่องนี้ล้วนเป็นเพราะปากของนางจวงผู้เดียวเท่านั้นที่ทำให้เรื่องราวมันเป็นเช่นนี้ ท่านผู้เฒ่าหยางอย่าได้เอ่ยเกรงใจเช่นนี้เลย" เหอหานตงเองก็พอจะรู้ว่าต้นเหตุของเรื่องหาใช่มาจากบ้านหยาง แต่เป็นสองสามีภรรยาปากสว่างนั่นต่างหากที่ทำให้เรื่องราวมันใหญ่โตถึงเพียงนี้
"ถึงอย่างไรก็ต้องขอโทษ ส่วนเรื่องชื่อเสียงของนังหนูชิงเอ๋อร์นั้นบ้านเรายินดีรับนางเป็นหลานสะใภ้ด้วยความเต็มใจ ไม่รู้ว่าพวกเจ้าคิดเห็นเช่นไร" ผู้เฒ่าหยางตี้เอ่ยบอกกับครอบครัวเหอตรงหน้าด้วยสีหน้าจริงจังเพื่อแสดงถึงความจริงใจที่มีต่อพวกเขาอย่างแท้จริง
"สกุลเหอของเราย่อมไม่อาจปฏิเสธน้ำใจในครั้งนี้ของพวกท่านได้ เพียงแต่ไม่รู้ว่าจะเป็นการรบกวนสกุลหยางของพวกท่านเกินไปหรือไม่ที่ต้องมาหมั้นหมายชิงเอ๋อร์เพียงเพราะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น" คำพูดนี้เป็นเหอหานตงที่รู้สึกผิดต่ออีกฝ่าย ด้วยว่าหลานสาวคนเล็กของตนนั้นยังเด็กอยู่ยังไม่สามารถตบแต่งเข้าไปบ้านหยางในตอนนี้ได้
"ท่านลุงเหอ ความจริงแล้วเรื่องหมั้นหมายชิงเอ๋อร์ข้าเคยพูดคุยกับอาซานมาก่อนนานแล้ว เพียงแต่เจ้านี่ไม่ยอมตอบตกลงรับหมั้นเสียทีจนมาเกิดเรื่องในวันนี้ขึ้นนั่นแหละขอรับ ท่านลุงเหออย่าได้เป็นกังวล"
หยางเฟิงที่รับรู้ได้ว่าชายชราตรงหน้ารู้สึกไม่สบายใจที่ครอบครัวของพวกเขาต้องมารับผิดชอบในเรื่องนี้จึงได้เอ่ยบอกเล่าเรื่องราวที่ตนเองเคยขอหมั้นหมายเด็กสาวให้กับบุตรชายของตนมานานแล้ว เพื่อให้อีกฝ่ายคลายความกังวลลงไป
"จริงรึอาซาน" เมื่อเหอหานตงได้ยินแบบนั้นก็หันมาเอ่ยถามบุตรชายคนเล็กเพื่อยืนยันในคำพูด
"จริงขอรับท่านพ่อ เพียงแต่ที่ข้ายังไม่ตอบกลับเพราะข้าต้องการที่จะถามความเห็นจากเจ้าตัวเสียก่อน เพราะถ้าหากว่าข้าตอบตกลงแต่ชิงเอ๋อร์ไม่เห็นชอบก็จะกลายเป็นว่าข้านั้นบังคับให้นางต้องหมั้นหมาย" เหอหลวนซานเอ่ยตอบบิดาของตนด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย
"อืม...แต่ว่าในตอนนี้คงไม่อาจจะถามความเห็นของเด็กทั้งสองได้แล้วนี่สิ" เหอหานตงเอ่ยขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้
"ขอรับ เป็นเพราะข้าไร้ความสามารถจึงทำให้บุตรสาวเพียงคนเดียวต้องขึ้นเขาล่าสัตว์จนกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตเช่นนี้" ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นด้วยความเสียใจและรู้สึกโทษตัวเองที่ไม่สามารถปกป้องคนที่รักได้
"ท่านพี่เจ้าคะ......"นางมี่ซือเองก็รู้สึกเจ็บปวดและเสียใจไม่ต่างจากผู้เป็นสามีที่ต้องมาให้ลูก ๆ เป็นผู้แบกรับเรื่องราวมากมายถึงเพียงนี้
"เอาละ ๆ ในเรื่องนี้ไม่มีใครอยากให้มันเกิดขึ้นมาหรอก เพียงแต่เมื่อมันเกิดขึ้นมาแล้วพวกเราจะต้องหาทางแก้ไขมันให้เหมาะสมที่สุดเพียงเท่านั้น" หยางตี้เอ่ยปลอบใจสองสามีภรรยาด้วยเขาเองก็เคยผ่านเรื่องราวมามากย่อมเข้าใจถึงความรู้สึกของผู้เป็นบิดามารดาดี
"เช่นนั้นข้าขอใช้โอกาสในครั้งนี้ขอหมั้นชิงเอ๋อร์ให้กับอาฉีเลยก็แล้วกันนะขอรับ ส่วนจะตบแต่งกันตอนไหนข้านั้นแล้วแต่ฝั่งบ้านอาซานเป็นผู้ตัดสินใจ" หยางเฟิงเป็นผู้เอ่ยปากขอหมั้นหมายให้กับบุตรชายของตัวเองในทันที เพื่อทำลายบรรยากาศเศร้าหมองเมื่อครู่ให้จางหายไป
"เจ้าว่าอย่างไรเล่าอาซาน" เหอหานตงหันไปเอ่ยถามบุตรชายของเขาด้วยสีหน้ารอคอยคำตอบ
"ข้าตกลงรับการหมั้นหมายในครั้งนี้ขอรับ เพียงแต่อีกตั้งสองเดือนกว่าที่ชิงเอ๋อร์จะอายุครบ 15 หนาวเช่นนั้นรอให้นางอายุ 17 หนาวแล้วค่อยจัดงานแต่งงานดีหรือไม่ จะได้ให้เวลากับพวกเขาทั้งสองคนได้เรียนรู้กันและกันด้วย"
เหอหลวนซานเอ่ยตอบรับในการหมั้นหมายครั้งนี้ พร้อมกันเขาเองก็ต้องการให้เวลาเด็กทั้งสองได้เรียนรู้ซึ่งกันและกันให้มากกว่านี้เสียหน่อยแล้วค่อยจัดงานแต่งให้ก็คงจะไม่สายไป
"ย่อมได้ เช่นนั้นก็เอาตามที่อาซานว่ามาก็แล้วกันนะ" หยางตี้เป็นผู้เอ่ยสรุปเรื่องการหมั้นหมายในครั้งนี้ จากนั้นก็ได้เอ่ยเรียกเด็กทั้งสองเข้ามาฟังบทสรุปเป็นอันจบเรื่องราว
"ชิงเอ๋อร์เจ้ายินดีจะหมั้นกับพี่หยางฉีหรือไม่" หลังจากที่เหอฟ่านชิงและหยางฉีเข้ามาด้านในแล้วนั้นผู้ที่เอ่ยถามเด็กสาวขึ้นก็คือเหอหานตงผู้เป็นปู่นั่นเอง
"ข้าไม่มีปัญหาเจ้าค่ะ ข้าแล้วแต่ท่านปู่ ท่านพ่อ ท่านแม่จะเห็นสมควร" เหอฟ่านชิงเอ่ยตอบปู่ของนางด้วยรอยยิ้มบางเบา ไร้ซึ่งแววตาของความเสียใจหรือไม่ยินยอม
"แล้วเจ้าเล่าอาฉี เจ้ายินดีหมั้นหมายกับน้องหรือไม่" ทางด้านหยางตี้เองก็เอ่ยถามความเห็นจากหลานชายเพียงคนเดียวของตนเช่นกัน
"ยินดีขอรับ ข้าจะดูแลน้องให้ดีที่สุดเท่าที่ข้าสามารถทำได้ขอรับ" หยางฉีเองก็ไม่ได้ติดขัดเรื่องการหมั้นหมายในครั้งนี้ด้วยเขาเองก็เป็นต้นเหตุทำให้ชื่อเสียงของเด็กสาวต้องมัวหมอง เขาจึงได้เอ่ยตอบรับอย่างไม่ลังเล
"เช่นนั้นก็เป็นอันว่าเรื่องการหมั้นหมายของทั้งสองต่างก็ได้รับการเห็นชอบ จากนี้ไปชิงเอ๋อร์ก็คือคู่หมั้นของหยางฉีหลานชายของข้า เอ้านี่ของหมั้นหมายชิ้นแรก" ผู้เฒ่าอยางตี้ประกาศเรื่องการหมั้นหมายจบก็ล้วงหยิบเอากำไลหยกสีขาวมันวาวที่แกะสลัก รูปดอกเหมยสีแดงสดดอกเล็ก ๆ เอาไว้มาตรงหน้าของเหอฟ่านชิงเพื่อเป็นของหมั้นหมายในครั้งนี้
"ขอบคุณท่านตาหยางเจ้าค่ะ" เหอฟ่านชิงเอ่ยขอบคุณชายชราพร้อมกับยื่นมือออกไปรับกำไลหยกสีขาวตรงหน้าด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
"แต่ว่านี่มีนจะมีค่ามากไปหรือไม่ผู้เฒ่าหยาง" แต่คนที่รู้สึกไม่สบายใจกลับเป็นปู่ของเด็กสาวที่รู้ว่ากำไลวงนี้คงจะมีราคามากอย่างแน่นอนจึงได้เอ่ยขัดขึ้นด้วยความเกรงใจ
"น้องเหอเจ้าก็เรียกข้าว่าพี่หยางเถิด ครอบครัวพวกเราในตอนนี้ก็เกี่ยวดองกันแล้ว อีกอย่างนี่เป็นกำไลของมารดาอาฉีที่ทิ้งเอาไว้ให้สำหรับหมั้นหมายหลานสะใภ้น่ะ เจ้าไม่ต้องคิดมาก" หยางตี้เอ่ยเป็นกันเองกับอีกเหอหานตง ก่อนที่เขาจะเอ่ยบอกถึงที่มาของกำไลหยกวงนี้แก่ทุกคนได้รับรู้
"เช่นนั้นข้าขอขอบคุณพี่หยางและครอบครัวมากขอรับ" เหอหานตงเอ่ยขอบคุณหยางตี้ที่เมตตาต่อหลานสาวของตนเองอย่างจริงใจ
"เอ่อ....เรื่องหมั้นหมายนั้นจบลงแล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ ข้าเองก็มีเรื่องที่จะต้องเอ่ยกับทุกคนเช่นกัน" หลังจากที่เหอฟ่านชิงเห็นว่าเรื่องราวทุกอย่างได้จบลงไปแล้วนางจึงได้เอ่ยขึ้นหลังจากที่ทุกคนนั่งเงียบแล้วนั่นเอง
"ว่าอย่างไรรึชิงเอ๋อร์ มีเรื่องอันใดก็พูดมาเถิด" เหอหลวนซานหันไปเอ่ยกับบุตรสาวของตนด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
"ท่านพ่อนี่คือเงินที่ข้าขายสัตว์ที่ล่ามาได้เมื่อวานจำนวน สามตำลึงเงินเจ้าค่ะ ส่วนนี่คือเงินที่ข้าขายเห็ดหลินจือดำได้ ทั้งหมดก็หนึ่งร้อยตำลึงเจ้าค่ะ" เหอฟ่านชิงเอ่ยบอกถึงเรื่องที่นางขายสัตว? กับสมุนไพร พร้อมกับจำนวนเงินที่ขายได้มาให้กับบิดาและคนอื่น ๆ ที่อยู่ในห้องนี้ได้รับรู้
ส่วนมือหยาบกร้านก็ล้วงเอาถุงใส่ตำลึงออกมาส่งให้กับผู้เป็นบิดา เพียงแต่ทุกคนนั้นคิดว่าคงจะเป็นตำลึงเงินทั้งหมดจึงไม่ได้แปลกใจกับจำนวนที่ถือว่ามากของเงินที่หามาได้ในครั้งเดียวนี้
แต่สำหรับคนที่รู้จักสรรพคุณของเห็ดหลินจือดำเป็นอย่างดีอย่างสามพ่อลูกสกุลหยางแล้วนั้นถึงกับหันไปมองใบหน้าเล็กของเด็กสาวด้วยสีหน้าตกใจก่อนที่หยางเฟิงจะเป็นคนเอ่ยถามจำนวนราคาของสมุนไพรที่ขายได้อีกครั้ง ด้วยกลัวว่าเด็กสาวอาจจะถูกเอาเปรียบกับการค้าในครั้งนี้
"ชิงเอ๋อร์เจ้าขายเห็ดหลินจือดำได้ตำลึงเงินเท่าไหร่นะ"
"หนึ่งร้อยตำลึงทองเจ้าค่ะ" เหอฟ่านชิงเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้มไร้เดียงสา
"!!!" แต่กับคนสกุลเหออีกสามชีวิตนั้นแทบจะเป็นลมหมดสติลงไปหลังจากได้ยินจำนวนเงินที่เด็กสาวหามาได้เพียงวันเดียว
**************************************************************************************
ท่านปู่ของลูกสาวเราก็รักหลานมากอยู่นะทุกคน อย่าด่าท่านปู่เยอะเลย สงสารท่าน ว่าแต่ครอบครัวลูกเขยเรานี่ไม่ใช่คนธรรมดาใช่ไหมนะ ทำไมถึงดูมีความรู้มากกว่าชาวบ้านธรรมดากัน
เสียงสะดุ้งสุดตัวของทั้งสามคนทำเอาเหอฟ่านชิงกับเหอชงหยวนถึงกับตกใจตาม ด้วยไม่คิดว่าทั้งสามคนจะมีอาการหนักถึงเพียงนี้"ท่านพ่อ ท่านแม่ พี่รอง พวกท่านยังสบายดีอยู่ใช่หรือไม่เจ้าคะ" เด็กสาวรีบเอ่ยถามอาการของทั้งสามคนด้วยความเป็นห่วงเพียะ!แต่กลับได้ฝ่ามือมารดาที่ฟาดลงมายังต้นแขนของนางแทนคำตอบเสียอย่างนั้น"นี่แหนะโทษฐานที่ทำให้แม่เกือบหัวใจวายตาย" นางมี่ซือเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงคาดโทษ พร้อมกันนั้นเหอหลวนซานและเหอชงอี้เองก็ยังพยักหน้าอย่างเห็นด้วยในคำพูดของนางมี่ซือ"โอ๊ยยท่านแม่เจ้าคะ ลูกไม่ได้ตั้งใจเพียงแต่ยังไม่สบโอกาสที่จะเอ่ยบอกพวกท่านจริง ๆ " เหอฟ่านชิงเอ่ยขอโทษมารดาพร้อมทั้งใช้มือลูบไปมาบริเวณที่โดนตี ราวกับว่าเจ็บปวดมากมายนางมี่ซือเห็นการแสดงของบุตรสาวก็ถึงกับอยากจะตีซ้ำลงไปอีกสักครั้งด้วยความหมั่นเคี้ยวกับท่าทางที่เด็กสาวแสดงละครอยู่ในตอนนี้"เอาเถิด ๆ ตอนนี้เรามาคุยเรื่องสำคัญกันก่อนดีกว่า ชิงเอ๋อร์เจ้าคิดเห็นว่าจะทำอย่างไรก็ว่ามา"เหอหลวนซานที่เห็นว่าภรรยารักจะลงมือฟาดบุตรสาวของตนอีกครั้งจึงได้รีบเอ่ยห้ามทั
"เจ้าว่าอย่างไรนะชิงเอ๋อร์!" เหอหลวนซานที่หายจากอาการตกใจแล้วนั้นก็ได้เอ่ยถามบุตรสาวของตนเองเพื่อยืนยันในสิ่งที่ได้ยินมาเมื่อครู่"ข้าบอกว่าข้าขายเห็ดหลินจือดำสามดอกได้เงินมาหนึ่งร้อยตำลึงทองเจ้าค่ะ เพียงแต่ข้าอยากจะขอแบ่งให้กับพี่หยางฉีสักห้าสิบตำลึงทอง เพราะถ้าข้าไม่ได้ขึ้นเขาไปกับพี่หยางฉีข้าก็คงจะไม่ได้พบกับเห็ดหลินจือดำพวกนี้หรอกเจ้าค่ะ" เหอฟ่านชิงเอ่ยบอกราคาที่ขายเจ้าเห้ดหลินจือดำได้ให้กับผู้เป็นบิดาฟังอีกครั้งพร้อมทั้งนางยังต้องการขออนุญาตในการแบ่งเงินอีกจำนวนหนึ่งให้กับชายหนุ่มที่เป็นผู้พาตนเองขึ้นเขาในครั้งนี้อีกด้วย"จะได้อย่างไรกันนั่นเป็นเงินของเจ้าหาได้เกี่ยวข้องกับบุตรชายของลุงไม่ เจ้าไม่ต้องแบ่งให้เจ้าหน้าตายนี่หรอกเก็บเอาไว้เสีย" แต่ยังไม่ทันที่เหอหลวนซานจะได้เอ่ยตอบอนุญาตหรือไม่กับคำขอของเด็กสาว หยางเฟิงกลับเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นมาแทนด้วยเขาเองก็ไม่คิดว่าจะต้องจำเป็นถึงขนาดที่เด็กสาวจะต้องแบ่งส่วนแบ่งให้กับบุตรชายของตนเองเพียงเพราะเขาเป็นผู้พาขึ้นไปเท่านั้น"แต่ว่า....""ท่านพ่อพี่พูดถูกต้องแล้วละเจ้าไม่จำเป็นจะต้องแบ่งเงินส่วนแบ่งที่เจ
"เอาละ ๆ อาซานเจ้าพาพี่หยางกับผู้ใหญ่ฝั่งเจ้าหนุ่มนี่เข้าไปคุยตกลงเรื่องหมั้นหมายกับข้าด้านในเสีย ส่วนเจ้ายายแก่จะเข้าไปฟังด้วยหรือไม่ ถ้าไม่ก็พากันกลับไปเสีย" เหอหานตงที่ยืนเงียบเฝ้ามองภาพสองครอบครัวที่ดูมีความสนิทสนมคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีก็รู้สึกแปลกใจไม่น้อยเพียงแต่ชายชรากับเลือกที่จะไม่พูดเรื่องนี้ขึ้นมาเอ่ยบอกกับบุตรชายคนเล็กด้วยน้ำเสียงเป็นการเป็นงาน ด้วยเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่เขาที่เป็นผู้ใหญ่ที่สุดของเด็กสาวจึงต้องอยู่ร่วมรับฟังด้วย"ขอรับท่านพ่อ เชิญท่านลุงหยางกับพี่หยางเฟิงด้านในบ้านเลยขอรับ" เหอหลวนซานเองก็เอ่ยรับคำของบิดาด้วยความดีใจที่อย่างน้อย ๆ บิดาของตนก็ยังคงใส่ใจลูก ๆ ของเขาอยู่ไม่น้อย"ข้าไม่ขออยู่ฟังก็แล้วกัน เรื่องงามหน้าเช่นนี้ข้าฟังแล้วรู้สึกเป็นเสนียดหูยิ่ง ไปกันเถิดหลานรักพาย่ากลับบ้านที" นางจางที่ไม่พอใจตั้งแต่ที่นางถูกสามีดุด่าต่อหน้าผู้คนเพียงเพราะหลานสาวคนเล็กอยู่ก่อนแล้วจึงได้เอ่ยปฏิเสธอย่างไม่ไยดี จากนั่นก็บอกให้หลานสาวอันเป็นที่รักมาช่วยพยุงตนเองกลับบ้านในทันทีเมื่อนางจาง นางจูและเหอลี่ถิงจากไปแล้วผู้ใหญ่ทั้ง
เหอฟ่านชิงเอ่ยถามออกไปด้วยสีหน้างุนงง ว่าตนเองไปทำเรื่องเสื่อมเสียอะไรให้กับคนสกุลเหอบ้านใหญ่ จนทำให้ต้องยกกันมาถึงที่บ้านของนาง"หึ ก็แกเมื่อวานไปนอนกกกอดกับผู้ชายบนเขาจนถึงเช้าไม่ใช่หรืออย่างไรกัน"เป็นนางจางที่เป็นผู้เอ่ยตอบคำถามของหลานสาวที่นางไม่เคยคิดจะรัก"หะ! เมื่อวานข้าเพียงขึ้นเขาไปล่าสัตว์ แต่พอตอนจะกลับลงมาฝนดันตกหนักจนมองไม่เห็นเส้นทางจึงได้พากันไปหลบฝน""อีกทั้งมันยังตกหนักยาวนานกว่าจะหยุดก็เกือบรุ่งเช้าแล้ว ข้ากับพี่หยางฉีไม่ได้นัดกันขึ้นเขาไปพอดรักกันเสียหน่อยนะเจ้าคะท่านย่า"เหอฟ่านชิงเอ่าบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นไปตามความจริงให้กับทุกคนได้รับรู้แต่ว่าจะมีคนเชื่อถือหรือไม่ก็สุดแล้วแต่พวกเขาเถิด นางเองก็ไม่ได้คิดว่าจะต้องมานั่งสนใจคำพูดของผู้ที่ไม่ได้หาเลี้ยงดูนางและครอบครัวอยู่แล้ว"เหอะ แล้วไหนเล่าหลักฐานที่จะเอามายืนยันว่าพวกเจ้าทั้งสองไม่ได้ทำเรื่องเสื่อมเสียกัน ชายหญิงอยู่กันเพียงลำพังบนเขา ซ้ำฝนยังตกหนักเช่นนั้นอีก"แต่แล้วจู่ ๆ คำพูดที่ดูจะกร้านโลกนี้ของเหอลี่ถิงก็ดังขึ้น นางพูดออกมาเป็นห
"ว่ายังไง ทำไมเจ้าไม่ตอบคำถามของข้ากัน หรือว่านังเด็กนั่น.....บัดซบ!"เมื่อนางจางเห็นว่าคนทั้งสามเอาแต่นิ่งเงียบไม่เอ่ยโต้ตอบเหมือนเช่นทุกครั้ง จึงได้เอ่ยถามย้ำอีกครั้ง ก่อนที่ดวงตาเหี่ยวย่นของนางจะเบิกกว้างขึ้นเมื่อคาดเดาคำตอบได้จากท่าทางของคนทั้งสามจนนางจางถึงกับหลุดด่าคำหยาบออกมา"นังเด็กสารเลวนั่นอยู่ที่ไหน! ไปเรียกนังตัวดีออกมาหาข้าเดี๋ยวนี้นะเจ้าลูกอกตัญญู"หญิงชราเอ่ยตะคอกเสียงดังด้วยความโกรธที่พุ่งจนถึงที่สุด นางแทบอยากจะจับหลานสาวไม่รักดีมาทุบตีที่หายอับอายยิ่งนัก"อาซานเจ้าบอกข้ามาสิว่ามันไม่ใช่เรื่องจริง"ท่ามกลางความตึงเครียดจู่ ๆ เสียงแหบแห้งของผู้เฒ่าเหอก็เอ่ยถามกับบุตรชายด้วยใบหน้านิ่งสงบ ชายชรายังคงไม่เชื่อว่าเรื่องที่ชาวบ้านเอ่ยมาจะเป็นความจริงเพราะเขานั้นรู้ดีที่สุดว่าลูกชายคนเล็กของตนไม่มีทางให้เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างแน่นอนเพราะพวกเขานั้นรกและทะนุถนอมบุตรีเสียยิ่งกว่าอะไรดี คงไม่มีทางยอมให้เด็กสาวทำเรื่องเสื่อมเสียแบบนี้ได้อย่างแน่นอน"ท่านพ่อ.....ชิงเอ๋อร์ไม่มีทางทำเรื่องไม่ดีแบบนั้นอย่างแน่นอน
อีกด้านของหมู่บ้านเป่าหนิงหลังจากที่พวกของเหอฟ่านชิงเดินทางเข้าเมือง เหอชงอี้ก็ได้นำไก่ป่ากับกระต่ายป่าบางส่วนที่ผู้เป็นน้องสาวล่ามาได้เดินกลับไปยังบ้านของตัวเองด้วยความสบายใจโดยไม่ได้รับรู้เลยว่าเมื่อครู่นี้ในตอนที่หยางฉีกับเหอฟ่านชิงเดินออกมาจากป่าด้วยกันนั้นไม่ได้มีเพียงแค่พวกเขาสามคนที่พบเห็นแต่ยังมีสองสามีภรรยาบ้านจวงที่ออกมาหาผักป่าตั้งแต่เช้าพบเห็นเข้าเช่นกัน นางจวงที่เป็นพวกปากตลาดอยู่แล้วจึงได้นำเรื่องที่เห็นเมื่อช่วงเช้าไปพูดต่อกับเหล่าแม่บ้านภายในหมู่บ้านจนกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตในเวลาต่อมาข่าวลือว่าบุตรสาวคนเล็กของบ้านเหอนั้นแอบไปนอนค้างอ้างแรมกับชายหนุ่มในป่าจนถึงเช้า ไม่รู้ว่าบิดามารดาจะรู้เห็นเรื่องนี้หรือไม่ อีกทั้งตอนที่ออกมายังอยู่ในสภาพเสื้อผ้าไม่เรียบร้อยทำเอาเหล่าแม่บ้านทั้งหลายที่ได้ฟังคำบอกเล่าที่ใส่สีตีไข่เข้าไปอีกนั้นถึงกับรับไม่ได้กับพฤติกรรมไร้ยางอายของเด็กสาวจนต้องนำเรื่องนี้ไปเอ่ยบอกแก่นางจางผู้เป็นท่านย่าของเหอฟ่านชิง"ท่านป้าจางอยู่หรือไม่เจ้าคะ"หนึ่งในแม่บ้านที่ได้ยินข่าวลือของเหอฟ่านชิงมาที่ต้องการ







