LOGINเสียงสะดุ้งสุดตัวของทั้งสามคนทำเอาเหอฟ่านชิงกับเหอชงหยวนถึงกับตกใจตาม ด้วยไม่คิดว่าทั้งสามคนจะมีอาการหนักถึงเพียงนี้
"ท่านพ่อ ท่านแม่ พี่รอง พวกท่านยังสบายดีอยู่ใช่หรือไม่เจ้าคะ" เด็กสาวรีบเอ่ยถามอาการของทั้งสามคนด้วยความเป็นห่วง
เพียะ!
แต่กลับได้ฝ่ามือมารดาที่ฟาดลงมายังต้นแขนของนางแทนคำตอบเสียอย่างนั้น
"นี่แหนะโทษฐานที่ทำให้แม่เกือบหัวใจวายตาย" นางมี่ซือเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงคาดโทษ พร้อมกันนั้นเหอหลวนซานและเหอชงอี้เองก็ยังพยักหน้าอย่างเห็นด้วยในคำพูดของนางมี่ซือ
"โอ๊ยยท่านแม่เจ้าคะ ลูกไม่ได้ตั้งใจเพียงแต่ยังไม่สบโอกาสที่จะเอ่ยบอกพวกท่านจริง ๆ " เหอฟ่านชิงเอ่ยขอโทษมารดาพร้อมทั้งใช้มือลูบไปมาบริเวณที่โดนตี ราวกับว่าเจ็บปวดมากมาย
นางมี่ซือเห็นการแสดงของบุตรสาวก็ถึงกับอยากจะตีซ้ำลงไปอีกสักครั้งด้วยความหมั่นเคี้ยวกับท่าทางที่เด็กสาวแสดงละครอยู่ในตอนนี้
"เอาเถิด ๆ ตอนนี้เรามาคุยเรื่องสำคัญกันก่อนดีกว่า ชิงเอ๋อร์เจ้าคิดเห็นว่าจะทำอย่างไรก็ว่ามา"
เหอหลวนซานที่เห็นว่าภรรยารักจะลงมือฟาดบุตรสาวของตนอีกครั้งจึงได้รีบเอ่ยห้ามทัพ ก่อนที่เขาจะเอ่ยถามบุตรสาวถึงความคิดที่อีกฝ่ายกำลังจะทำต่อไป
"ข้าคิดว่าเราควรจะซื้อที่สำหรับสร้างบ้านโดยเฉพาะเจ้าค่ะ ส่วนที่ดินที่ท่านปู่มอบให้ก็เก็บเอาไว้ใช้เพาะปลูกและทำอย่างอื่นจะดีกว่า" เหอฟ่านชิงรีบเอ่ยเปลี่ยนเรื่องด้วยความรวดเร็วเพราะเกรงใจฝ่ามือของผู้เป็นมารดายิ่งนัก
"ทำไมต้องซื้อที่ดินผืนใหม่หรือน้องเล็ก" คำถามนี้เป็นเหอชงอี้ที่เอ่ยขึ้นมา เพราะเขานั้นสงสัยว่าทำไมไม่สร้างบ้านตรงที่ดินที่มีอยู่ไปเสียก็สิ้นเรื่อง
"เรื่องนั้นข้ายังบอกทุกคนไม่ได้ แต่เอาไว้ไม่นานเกินรอพวกท่านก็จะเข้าใจว่าเพราะเหตุใดเจ้าค่ะ" เหอฟ่านชิงเลือกที่จะยังไม่บอกถึงเหตุผลที่นางเสนอให้ซื้อที่ดินสำหรับปลูกบ้านหลังใหม่ แต่กลับบอกเพียงว่าในอีกไม่ช้าทุกคนจะได้รู้เพียงเท่านั้น
"แล้วเจ้าต้องการที่ดินตรงไหนเล่าชิงเอ๋อร์์" เหอหลวนซานนั้นรู้ว่าการกระทำของบุตรสาวคนเล็กล้วนแต่มีเหตุผลจึงไม่คิดจะเอ่ยซักไซร้ต่อความยาว แต่เขากลับเลือกที่จะถามถึงที่ดินผืนที่นางต้องการจะซื้อแทน
"ข้าอยากได้ที่ดินว่างเปล่าที่อยู่ติดกับที่ดินผืนนี้ของเราที่ยาวไปจนถึงที่ดินบ้านท่านลุงหยางเจ้าค่ะ" เด็กสาวเอ่ยบอกถึงที่ดินผืนที่ตนเองสนใจให้กับทุกคนในบ้านฟัง
"นั่นมันเกือบสิบห้าหมู่เลยนะชิงเอ๋อร์ เจ้าจะเอาที่ดินไปทำสิ่งใดมากมายถึงเพียงนั้นกัน" นางมี่ซือที่ได้ยินความต้องการของบุตรสาวถึงกับอุทานขึ้นมาด้วยความตกใจ
"ไม่มากไปเลยเจ้าค่ะสำหรับใช้ปลูกบ้านก็ราว ๆ เกือบหกหมู่ที่เหลืออีกหกหมู่ก็เอาไว้ทำสวนดอกไม้ก็แล้วกัน" เด็กสาวเอ่ยตอบคำถามของผู้เป็นมารดาด้วยท่าทางสบายใจ
"เจ้าจะสร้างบ้านใหญ่โตขนาดไหนกันถึงต้องใช้ที่ดินตั้งหกหมู่" เป็นเหอหลวนซานที่อดไม่ได้จนต้องเอ่ยถามบุตรสาวของตนในทันที
"ก็ไม่ใหญ่นะเจ้าคะ แค่ห้องนอนสี่ห้อง ห้องน้ำสองห้อง ห้องครัวหนึ่งห้องและก็ห้องนั่งเล่นกับรับแขกอีกหนึ่งห้อง เพียงเท่านี้เองเจ้าค่ะ"
"นี่ยังไม่เรียกว่าใหญ่โตอีกหรือน้องเล็ก" เหอชงอี้ถึงกับกุมขมับกีบคำตอบของน้องสาวที่บอกมานั้นเรียกว่าใหญ่โตมากมิใช่หรอกหรือ
"นั่นนะสิชิงเอ๋อร์ แม่ว่ามันจะใหญ่ไปหรือไม่กัน" แม้แต่นางมี่ซือเองก็ยังคิดว่าบ้านตามที่เด็กสาวเอ่ยมานั้นดูออกจะใหญ่โตไปมากทีเดียว
"ไม่หรอกเจ้าค่ะ นี่เรียกว่าบ้านขนาดกลาง ๆ เพียงเท่านั้น" เหอฟ่านชิงยังคงยืนยันคำเดิม
"เช่นนั้นก็แล้วแต่เจ้าเถิด ถ้าอยากได้พ่อจะไปติดต่อขอซื้อกับท่านหัวหน้าหมู่บ้านให้วันนี้เลยดีหรือไม่" เหอหลวนซานเอ่ยบอกกับบุตรสาวของตนด้วยน้ำเสียงอบอุ่น
"ดียิ่งเจ้าค่ะ เพียงแต่ท่านพ่อข้าอยากให้ท่านซื้อที่ในชื่อของท่านแม่นะเจ้าคะ" เหอฟ่านชิงรู้สึกดีใจเป็นอย่างมากที่ทุกคนในครอบครัวนั้นเห็นด้วยกับคำพูดของตนเอง
แต่นางก็ยังไม่ลืมที่จะเอ่ยบอกกับผู้เป็นบิดาถึงเรื่องสำคัญที่ต้องทำในระหว่างการซื้อขายที่ดิน
"เพราะอะไรถึงต้องซื้อเป็นชื่อของแม่ด้วยละลูกรัก" นางมี่ซือที่รู้สึกไม่สบายใจในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก ด้วยความเป็นจริงแล้วนั้นจะต้องใส่ชื่อของสามีผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวถึงจะถูกต้องมิใช่หรือ
"ข้าจะให้ท่านพ่อซื้อที่เป็นสินสอดแต่งงานของท่านแม่อย่างไรเล่าเจ้าคะ" เด็กสาวเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้ายิ้มแย้มอย่างหยอหล้อ ทำเอาใบหน้าของผู้เป็นมารดาถุงกับร้อนผ่าวด้วยความเขินอาย
"เด็กคนนี้นี่ กล้าล้อเลียนแม่อย่างนั้นหรือ" นางมี่ซือที่ถูกบุตรเอ่ยหยอกล้อจนใบหน้าแดงก่ำถึงกับต้องเอ่ยเสียงดุกับบุตรสาว
"ก็ท่านแม่น่าแกล้งนี้เจ้าคะ ถือว่าเอาตามที่ข้าเอ่ยขอนะเจ้าคะท่านพ่อ"
"ได้ ๆ พ่อตามใจเจ้า น้องหญิงเจ้าอย่าได้คิดมากพวกเราก็เปรียบเสมือนคนคนเดียวกันจะใช้ชื่อเจ้าหรือพี่ก็เหมือนกันนั่นแหละ" เหอหลวนซานที่รู้ว่าที่บุตรสาวทำเช่นนี้คงต้องมีเหตุผล อย่างแน่นอน
เขาจึงไม่คิดที่จะคัดค้านอีกทั้งยังสนับสนุนบุตรสาวอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งยังไม่ลืมที่จะเอ่ยปลอบใจภรรยาสุดรักให้คลายความกังวลลงเสีย
"แต่ว่าท่านพี่...."
"ไม่ต้องพูดแล้วพี่ต้องรีบไปก่อนที่ท่านผู้นำหมู่บ้านจะไม่อยู่ อาหยวนเจ้าไปกับพ่อ ส่วนเจ้ารองอยู่เป็นเพื่อนแม่กับน้องเสียที่บ้าน"
เหอหลวนซานรีบเอ่ยตัดบทผู้เป็นภรรยา จากนั้นเขาจึงได้หันไปเอ่ยกับบุตรชายทั้งสอง จากนั้นสองพ่อลูกสกุลเหอก็ได้เดินทางไปยังบ้านของหัวหน้าหมู่บ้านเพื่อทำการซื้อขายที่ดินอย่างเงียบ ๆ โดยไม่มีใครรู้เรื่องเลยนอกจากครอบครัวเหอบ้านเล็กและผู้นำหมู่บ้าน
ซึ่งที่ดินตามที่เหอฟ่านชิงนั้นมีพื้นที่ทั้งหมดสิบสามหมู่ ราคาขายอยู่ที่หมู่ละสามตำลึงเงิน ด้วยเป็นที่ดินติดชายป่าจึงมีราคาที่ถูกกว่าราคาที่ดินที่อื่น ดังนั้นเหอหลวนซานจึงได้ทำการซื้อที่ดินทั้งหมดในราคาสามตำลึงทองกับเก้าตำลึงเงิน
หลังจากที่ทำสัญญาซื้อขายเสร็จเรียบร้อยพร้อมทั้งระบุชื่อของเจ้าของที่ดินตามที่บุตรสาวต้องการเสร็จเรียบร้อยสองพ่อลูกสกุลเหอก็ได้พากันเดินทางกลับบ้านของพวกเขาในทันที เพราะในตอนนี้ก็ได้เวลาอาหารเย็นแล้ว
วันนี้เหอฟ่านชิงก็ยังเป็นผู้ที่เข้าครัวทำอาหารเช่นทุกครั้ง ส่วนนางมี่ซือนั้นได้ถูกบุตรสาวแย่งหน้าที่ไปจนต้องมานั่งว่าง ๆ อยู่ที่แคร่หน้าบ้านเพื่อรอสองพ่อลูกกลับมาจากในหมู่บ้านแทน
รายการอาหารเย็นที่เด็กสาวเลือกทำในวันนี้ก็คือ ผัดกะเพราไก่ป่า กระต่ายทอดน้ำปลาและแกงไก่ใส่เห็ดหูหนู ทานกับข้าวสวยร้อน ๆ ช่างเป็นมื้อเย็นที่ทุกคนในบ้านต่างก็เฝ้ารอ
เพราะเพียงแค่ได้กลิ่นก็รับรู้ได้ถึงรสชาติที่แสนอร่อยแล้วนั่นเอง จนในที่สุดมื้อเย็นของครอบครัวเหอก็จบลงที่ไม่เหลือกับข้าวหรือเมล็ดข่าวแม่เพียงเม็ดเดียว ก่อนที่ทุกคนจะแยกย้ายกันไปพักผ่อนด้วยความสุขและอิ่มท้อง
จะมีก็เพียงแค่เหอฟ่านชิงที่ยังคงนอนไม่หลับนางจึงได้คิดแบบบ้านที่จะสร้างเอาไว้ภายในสมองของตนเองแล้วหลับไปด้วยความเหนื่อยล้าในที่สุด โดยไม่ได้รับรูเลยว่าได้มีใครบางคนกำลังยืนมองตนเองจากที่ไกล ๆ ด้วยความเป็นห่วงอย่างไม่เคยเป็นกับสตรีคนไหนมาก่อน
******************************************
พบคนถ้ำมองแล้วหนึ่ง คนปากหนักแล้วสอง อิอิเสียงสะดุ้งสุดตัวของทั้งสามคนทำเอาเหอฟ่านชิงกับเหอชงหยวนถึงกับตกใจตาม ด้วยไม่คิดว่าทั้งสามคนจะมีอาการหนักถึงเพียงนี้"ท่านพ่อ ท่านแม่ พี่รอง พวกท่านยังสบายดีอยู่ใช่หรือไม่เจ้าคะ" เด็กสาวรีบเอ่ยถามอาการของทั้งสามคนด้วยความเป็นห่วงเพียะ!แต่กลับได้ฝ่ามือมารดาที่ฟาดลงมายังต้นแขนของนางแทนคำตอบเสียอย่างนั้น"นี่แหนะโทษฐานที่ทำให้แม่เกือบหัวใจวายตาย" นางมี่ซือเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงคาดโทษ พร้อมกันนั้นเหอหลวนซานและเหอชงอี้เองก็ยังพยักหน้าอย่างเห็นด้วยในคำพูดของนางมี่ซือ"โอ๊ยยท่านแม่เจ้าคะ ลูกไม่ได้ตั้งใจเพียงแต่ยังไม่สบโอกาสที่จะเอ่ยบอกพวกท่านจริง ๆ " เหอฟ่านชิงเอ่ยขอโทษมารดาพร้อมทั้งใช้มือลูบไปมาบริเวณที่โดนตี ราวกับว่าเจ็บปวดมากมายนางมี่ซือเห็นการแสดงของบุตรสาวก็ถึงกับอยากจะตีซ้ำลงไปอีกสักครั้งด้วยความหมั่นเคี้ยวกับท่าทางที่เด็กสาวแสดงละครอยู่ในตอนนี้"เอาเถิด ๆ ตอนนี้เรามาคุยเรื่องสำคัญกันก่อนดีกว่า ชิงเอ๋อร์เจ้าคิดเห็นว่าจะทำอย่างไรก็ว่ามา"เหอหลวนซานที่เห็นว่าภรรยารักจะลงมือฟาดบุตรสาวของตนอีกครั้งจึงได้รีบเอ่ยห้ามทั
"เจ้าว่าอย่างไรนะชิงเอ๋อร์!" เหอหลวนซานที่หายจากอาการตกใจแล้วนั้นก็ได้เอ่ยถามบุตรสาวของตนเองเพื่อยืนยันในสิ่งที่ได้ยินมาเมื่อครู่"ข้าบอกว่าข้าขายเห็ดหลินจือดำสามดอกได้เงินมาหนึ่งร้อยตำลึงทองเจ้าค่ะ เพียงแต่ข้าอยากจะขอแบ่งให้กับพี่หยางฉีสักห้าสิบตำลึงทอง เพราะถ้าข้าไม่ได้ขึ้นเขาไปกับพี่หยางฉีข้าก็คงจะไม่ได้พบกับเห็ดหลินจือดำพวกนี้หรอกเจ้าค่ะ" เหอฟ่านชิงเอ่ยบอกราคาที่ขายเจ้าเห้ดหลินจือดำได้ให้กับผู้เป็นบิดาฟังอีกครั้งพร้อมทั้งนางยังต้องการขออนุญาตในการแบ่งเงินอีกจำนวนหนึ่งให้กับชายหนุ่มที่เป็นผู้พาตนเองขึ้นเขาในครั้งนี้อีกด้วย"จะได้อย่างไรกันนั่นเป็นเงินของเจ้าหาได้เกี่ยวข้องกับบุตรชายของลุงไม่ เจ้าไม่ต้องแบ่งให้เจ้าหน้าตายนี่หรอกเก็บเอาไว้เสีย" แต่ยังไม่ทันที่เหอหลวนซานจะได้เอ่ยตอบอนุญาตหรือไม่กับคำขอของเด็กสาว หยางเฟิงกลับเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นมาแทนด้วยเขาเองก็ไม่คิดว่าจะต้องจำเป็นถึงขนาดที่เด็กสาวจะต้องแบ่งส่วนแบ่งให้กับบุตรชายของตนเองเพียงเพราะเขาเป็นผู้พาขึ้นไปเท่านั้น"แต่ว่า....""ท่านพ่อพี่พูดถูกต้องแล้วละเจ้าไม่จำเป็นจะต้องแบ่งเงินส่วนแบ่งที่เจ
"เอาละ ๆ อาซานเจ้าพาพี่หยางกับผู้ใหญ่ฝั่งเจ้าหนุ่มนี่เข้าไปคุยตกลงเรื่องหมั้นหมายกับข้าด้านในเสีย ส่วนเจ้ายายแก่จะเข้าไปฟังด้วยหรือไม่ ถ้าไม่ก็พากันกลับไปเสีย" เหอหานตงที่ยืนเงียบเฝ้ามองภาพสองครอบครัวที่ดูมีความสนิทสนมคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีก็รู้สึกแปลกใจไม่น้อยเพียงแต่ชายชรากับเลือกที่จะไม่พูดเรื่องนี้ขึ้นมาเอ่ยบอกกับบุตรชายคนเล็กด้วยน้ำเสียงเป็นการเป็นงาน ด้วยเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่เขาที่เป็นผู้ใหญ่ที่สุดของเด็กสาวจึงต้องอยู่ร่วมรับฟังด้วย"ขอรับท่านพ่อ เชิญท่านลุงหยางกับพี่หยางเฟิงด้านในบ้านเลยขอรับ" เหอหลวนซานเองก็เอ่ยรับคำของบิดาด้วยความดีใจที่อย่างน้อย ๆ บิดาของตนก็ยังคงใส่ใจลูก ๆ ของเขาอยู่ไม่น้อย"ข้าไม่ขออยู่ฟังก็แล้วกัน เรื่องงามหน้าเช่นนี้ข้าฟังแล้วรู้สึกเป็นเสนียดหูยิ่ง ไปกันเถิดหลานรักพาย่ากลับบ้านที" นางจางที่ไม่พอใจตั้งแต่ที่นางถูกสามีดุด่าต่อหน้าผู้คนเพียงเพราะหลานสาวคนเล็กอยู่ก่อนแล้วจึงได้เอ่ยปฏิเสธอย่างไม่ไยดี จากนั่นก็บอกให้หลานสาวอันเป็นที่รักมาช่วยพยุงตนเองกลับบ้านในทันทีเมื่อนางจาง นางจูและเหอลี่ถิงจากไปแล้วผู้ใหญ่ทั้ง
เหอฟ่านชิงเอ่ยถามออกไปด้วยสีหน้างุนงง ว่าตนเองไปทำเรื่องเสื่อมเสียอะไรให้กับคนสกุลเหอบ้านใหญ่ จนทำให้ต้องยกกันมาถึงที่บ้านของนาง"หึ ก็แกเมื่อวานไปนอนกกกอดกับผู้ชายบนเขาจนถึงเช้าไม่ใช่หรืออย่างไรกัน"เป็นนางจางที่เป็นผู้เอ่ยตอบคำถามของหลานสาวที่นางไม่เคยคิดจะรัก"หะ! เมื่อวานข้าเพียงขึ้นเขาไปล่าสัตว์ แต่พอตอนจะกลับลงมาฝนดันตกหนักจนมองไม่เห็นเส้นทางจึงได้พากันไปหลบฝน""อีกทั้งมันยังตกหนักยาวนานกว่าจะหยุดก็เกือบรุ่งเช้าแล้ว ข้ากับพี่หยางฉีไม่ได้นัดกันขึ้นเขาไปพอดรักกันเสียหน่อยนะเจ้าคะท่านย่า"เหอฟ่านชิงเอ่าบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นไปตามความจริงให้กับทุกคนได้รับรู้แต่ว่าจะมีคนเชื่อถือหรือไม่ก็สุดแล้วแต่พวกเขาเถิด นางเองก็ไม่ได้คิดว่าจะต้องมานั่งสนใจคำพูดของผู้ที่ไม่ได้หาเลี้ยงดูนางและครอบครัวอยู่แล้ว"เหอะ แล้วไหนเล่าหลักฐานที่จะเอามายืนยันว่าพวกเจ้าทั้งสองไม่ได้ทำเรื่องเสื่อมเสียกัน ชายหญิงอยู่กันเพียงลำพังบนเขา ซ้ำฝนยังตกหนักเช่นนั้นอีก"แต่แล้วจู่ ๆ คำพูดที่ดูจะกร้านโลกนี้ของเหอลี่ถิงก็ดังขึ้น นางพูดออกมาเป็นห
"ว่ายังไง ทำไมเจ้าไม่ตอบคำถามของข้ากัน หรือว่านังเด็กนั่น.....บัดซบ!"เมื่อนางจางเห็นว่าคนทั้งสามเอาแต่นิ่งเงียบไม่เอ่ยโต้ตอบเหมือนเช่นทุกครั้ง จึงได้เอ่ยถามย้ำอีกครั้ง ก่อนที่ดวงตาเหี่ยวย่นของนางจะเบิกกว้างขึ้นเมื่อคาดเดาคำตอบได้จากท่าทางของคนทั้งสามจนนางจางถึงกับหลุดด่าคำหยาบออกมา"นังเด็กสารเลวนั่นอยู่ที่ไหน! ไปเรียกนังตัวดีออกมาหาข้าเดี๋ยวนี้นะเจ้าลูกอกตัญญู"หญิงชราเอ่ยตะคอกเสียงดังด้วยความโกรธที่พุ่งจนถึงที่สุด นางแทบอยากจะจับหลานสาวไม่รักดีมาทุบตีที่หายอับอายยิ่งนัก"อาซานเจ้าบอกข้ามาสิว่ามันไม่ใช่เรื่องจริง"ท่ามกลางความตึงเครียดจู่ ๆ เสียงแหบแห้งของผู้เฒ่าเหอก็เอ่ยถามกับบุตรชายด้วยใบหน้านิ่งสงบ ชายชรายังคงไม่เชื่อว่าเรื่องที่ชาวบ้านเอ่ยมาจะเป็นความจริงเพราะเขานั้นรู้ดีที่สุดว่าลูกชายคนเล็กของตนไม่มีทางให้เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างแน่นอนเพราะพวกเขานั้นรกและทะนุถนอมบุตรีเสียยิ่งกว่าอะไรดี คงไม่มีทางยอมให้เด็กสาวทำเรื่องเสื่อมเสียแบบนี้ได้อย่างแน่นอน"ท่านพ่อ.....ชิงเอ๋อร์ไม่มีทางทำเรื่องไม่ดีแบบนั้นอย่างแน่นอน
อีกด้านของหมู่บ้านเป่าหนิงหลังจากที่พวกของเหอฟ่านชิงเดินทางเข้าเมือง เหอชงอี้ก็ได้นำไก่ป่ากับกระต่ายป่าบางส่วนที่ผู้เป็นน้องสาวล่ามาได้เดินกลับไปยังบ้านของตัวเองด้วยความสบายใจโดยไม่ได้รับรู้เลยว่าเมื่อครู่นี้ในตอนที่หยางฉีกับเหอฟ่านชิงเดินออกมาจากป่าด้วยกันนั้นไม่ได้มีเพียงแค่พวกเขาสามคนที่พบเห็นแต่ยังมีสองสามีภรรยาบ้านจวงที่ออกมาหาผักป่าตั้งแต่เช้าพบเห็นเข้าเช่นกัน นางจวงที่เป็นพวกปากตลาดอยู่แล้วจึงได้นำเรื่องที่เห็นเมื่อช่วงเช้าไปพูดต่อกับเหล่าแม่บ้านภายในหมู่บ้านจนกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตในเวลาต่อมาข่าวลือว่าบุตรสาวคนเล็กของบ้านเหอนั้นแอบไปนอนค้างอ้างแรมกับชายหนุ่มในป่าจนถึงเช้า ไม่รู้ว่าบิดามารดาจะรู้เห็นเรื่องนี้หรือไม่ อีกทั้งตอนที่ออกมายังอยู่ในสภาพเสื้อผ้าไม่เรียบร้อยทำเอาเหล่าแม่บ้านทั้งหลายที่ได้ฟังคำบอกเล่าที่ใส่สีตีไข่เข้าไปอีกนั้นถึงกับรับไม่ได้กับพฤติกรรมไร้ยางอายของเด็กสาวจนต้องนำเรื่องนี้ไปเอ่ยบอกแก่นางจางผู้เป็นท่านย่าของเหอฟ่านชิง"ท่านป้าจางอยู่หรือไม่เจ้าคะ"หนึ่งในแม่บ้านที่ได้ยินข่าวลือของเหอฟ่านชิงมาที่ต้องการ







