นี่คือเหตุผลที่ฉูนจวีนค่อนข้างตกใจจั๋วซือหรานจะไม่เห็นความตกใจของเขาได้อย่างไร นางยิ้มและพูด "พวกเจ้าไม่มีความรู้สึกเลยใช่ไหม"“ข้าไม่ได้สังเกตขอรับ ส่วนเจ้านาย…” ฉูนจวีนไม่แน่ใจจริง ๆ ดังนั้นเขาจึงมองไปที่เฟิงเหยียนเฟิงเหยียนส่ายหัวแล้วพูดว่า "ข้าไม่สังเกตเลย"เมื่อได้ยินคำพูดนี้ จั๋วซือหรานยิ้มและพูด "เป็นเรื่องปกติที่พวกเจ้าไม่สังเกต"“จะปกติได้อย่างไร” เฟิงเหยียนมองนางจั๋วซือหรานกล่าวว่า "มันพิสูจน์ให้เห็นว่าข้ามีความเชี่ยวชาญมากขึ้นเรื่อย ๆ ในการใช้พลังวิเศษ และ..."นางจ้องเข้าไปในดวงตาของเฟิงเหยียน แล้วพูดว่า "ข้าได้รับพลังวิเศษมากมายจากท่านอ๋อง"ทันทีที่นางพูดถึงเรื่องนี้ สมองของเฟิงเหยียนก็นึกย้อนไปถึงตอนที่เขายังอยู่ในตำหนักใต้ดินเขาจูบกับนางอย่างเร่าร้อนภายใต้สายตาของผู้อาวุโสหลายคน...“แค๊ก” เฟิงเหยียนไอด้วยน้ำเสียงเข้ม เขามองไปทางอื่นเล็กน้อยเมื่อเห็นเขาทำตัวเช่นนี้ จั๋วซือหรานอดไม่ได้ที่ต้องหัวเราะกล่าวโดยสรุป ก่อนที่นางมาที่นี่ จั๋วซือหรานจึงสังเกตพลังวิเศษของนางดูเหมือนมีความแตกต่างปเล็กน้อยเนื่องจากลักษณะของพลังทางจิตวิญญาณของนางเปลี่ยนไปบางทีอาจเป็น
เฟิงเหยียนจึงจ้องมองนางอยู่พักหนึ่ง ราวกับว่าในที่สุดเขาก็เชื่อว่านางแค่ฟุ้งซ่านเมื่อเห็นเฟิงเหยียนพยักหน้า จั๋วซือหรานจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอกเพราะแม้ว่าท่านอ๋องไม่เชื่อนาง แต่นางก็ไม่ทำอะไรไม่ได้นางทำอะไรได้บ้าง จั๋วซือหรานอดไม่ได้ที่ต้องรู้สึกตัวเองทำอะไรไม่ถูกเช่นกันใครก็ตามที่เห็นว่าศพทั้งสามและ 'ขนมชาม' หนึ่งตัวที่ถูกวางไว้ในพื้นที่คุ้นเคยกลายเป็นศพสามศพและ 'ขนมชาม' สี่ตัวใคร ๆ ก็ต้องตกใจใช่ไหมเดิมทีจั๋วซือหรานวางตัดสินใจรอจนกว่านางจัดการทุกเรื่องเสร็จ จากนั้นนางรีบจัดการกับศพสามศพที่ถูกแม่กู่อสศัยในพื้นที่น้ำพุวิเศษ นางจะได้คืนศพให้คนอื่น จะได้ไม่เกิดปัญหาภายหลังตอนนี้ดีมาก นางสามารถข้ามขั้นตอนนี้ได้เลย“ไม่ต้องกังวล เจ้าค่อย ๆ จัดการ” เฟิงเหยียนกล่าวจั๋วซือหรานยิ้มและกล่าวว่า "พวกเขาล้วนเป็นพรสวรรค์ที่โดดเด่นของตระกูลเฟิง หากข้าค่อย ๆ จัดการ... ข้าไม่รู้ว่าข้าจะถูกกล่าวหาด้วยเรื่องอันใด แม้ว่าข้าไม่ตกเป็นเป้าหมาย แต่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ข้าต้องทำให้ท่านอ๋องเตือดร้อน”เฟิงเหยียนจ้องมองนางอย่างลึกซึ้ง มีความประหลาดใจแวบขึ้นมาในดวงตาของเขา "เจ้ามองออกอะไรอีก"“
ฉูนจวีนจึงพูดต่อ "ใช่ สำหรับเรื่องที่การดำรงอยู่ของท่าน ตระกูลเฟิงมีสองเสียงเสมอ"“ประการหนึ่งคือ พวกเขาจำเป็นต้องผนึกพลังศักดิ์สิทธิ์ ของตระกูลไว้ในร่างกายของท่านด้วยวิธีนี้ เพื่อให้แน่ใจว่าทุกคนในตระกูลเฟิงยังสามารถมีพลังวิเศษของตระกูลเฟิงเช่นเดียวกันกับพลังศักดิ์สิทธิ์ต่อไป สามารถรักษาสถานะของตระกูลเฟิงด้วยวิธีนี้ "“หากเราสามารถรักษาสถานะของตระกูลของเราได้ เราก็จะได้รับทรัพยากรมากขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย หากเราสามารถได้รับทรัพยากรมากขึ้น ลูกหลานของเราจะมีโอกาสมากขึ้นในการก้าวหน้าและตื่นตัวมากขึ้น”“อีกฝ่ายรู้สึกว่า ควรปล่อยพลังศักดิ์สิทธิ์ และให้ตระกูลพัฒนาเหมือนตระกูลอื่น ๆ สมาชิกในตระกูลจะสามารถก้าวไปข้างหน้าภายใต้แรงกดดัน และอาจตื่นตัวอย่างแท้จริง”“แต่ไม่ใช่ใช้ชีวิตอย่างตอนนี้ ทุกคนได้รับการดูแลจากพลังวิเศษของตระกูล ซึ่งทำให้พวกเขาอยู่เฉย ๆ และไม่กล้วสิ่งใด ๆ กลับทำให้พวกเขาไม่รู้สึกความกดดันและไม่อยากก้าวหน้า”เมื่อฟังสิ่งที่ฉูนจวีนพูด จั๋วซือหรานพูดจากใจ "จากจุดยืนของพวกเขา พวกเขาทั้งสองฝ่ายไม่ผิด เพียงแต่ว่าจุดยืนของพวกเขาแตกต่างกัน"“ ใช่ขอรับ มันเป็นเพียงมีความคิดเห็นที
ฉูนจวีนล้มลงกับพื้น เขายังเตะเท้าบนพื้นเพื่อให้ร่างกายของเขาขยับไปด้านหลังได้ฉูนจวีนไม่ใช่คนที่ไม่เคยเปิดหูเปิดตามาก่อน เขาตกใจจนต้องเป็นสภาพนี้และสูญเสียความสงบเป็นเพราะฉากนั้นแปลกและน่ากลัวเกินไป และเรื่องนี้เกิดขึ้นกะทันหันเกินไปจู่ ๆ มีศพสามศพโผล่ออกมาจากอากาศ เนื้อที่อ่อนนุ่มและเน่าเปื่อยนั้นเพียงพอที่จะทำให้ผู้คนรู้สึกไม่สบายอย่างมากยิ่งไปกว่านั้น มุมที่ศพปรากฏนั้นไม่เป็นมิตรกับเขามาก ศพที่อยู่ใกล้กับฉูนจวีนมากที่สุดนั้นมีคอที่คดเคี้ยว และใบหน้าของมันหันหน้าไปทางทิศทางของฉูนจวีนพอดีดังนั้นฉูนจวีนจึงเห็นในปากที่เปิดเล็กน้อยนั้นมีลิ้นบวมได้อย่างชัดเจนและมองจากดวงตาคู่นั้น คนคนนี้ตายอย่างไม่สงบ เผยให้เห็นลูกตาสีขาวหนาอยู่ข้างใน... ใช่ ไม่ใช่เขาตายไม่สงบ แต่เป็นเพราะลูกตาโปนและเปลือกตาไม่สามารถปิดสนิทกระมังเพราะระยะห่างใกล้มาก เพียงประมาณสองก้าวเท่านั้นผลกระทบนั้นรุนแรงมากจนฉูนจวีน... แทบจะอาเจียนออกมาหลังจากความตกใจบรรเทาลง ฉูนจวีนจึงค่อย ๆ ตระหนักได้ถึงบางเรื่อง... แม่นางจิ่วเอาสามคนนี้ออกมาจากที่ไหนฉูนจวีนนั่งบนพื้น เขาเงยหน้าและมองจั๋วซือหรานด้วยความรับถือเพ
จั๋วซือหรานไม่รู้ว่านางรู้สึกผิดหรือเปล่า นางรู้สึก...จากคำพูดของเฟิงเหยียน ดูเหมือนว่าเขาไม่เพียงแต่รู้เกี่ยวกับภาชนะอวกาศเท่านั้น แต่ยังรู้เกี่ยวกับพื้นที่น้ำพุวิเศษด้วย หรือดูเหมือนเขาได้คาดเดาถึงของสองอย่างนี้จั๋วซือหรานรู้ตัวเองฉลาด ท่านอ๋องนี้ไม่ใช่คนธรรมดา แต่นางไม่คาดถึงว่าชายผู้นี้อยู่เงียบ ๆ แต่เฉียบแหลมขนาดนี้แม้ว่าจั๋วซือหรานจะไม่แสดงความในใจบนใบหน้าของนาง แต่ในใจของนาง นางได้จินตนาการหลายเรื่องแล้วและเพราะว่าสมองของนางหมุนเร็วมาก แม้ว่านางจินตนาการไปหลายเรื่องแล้ว แต่ใบหน้าของนางหยุดเพียงชั่วครู่เท่านั้นดังนั้นนางโค้งริมฝีปากทันที นางยิ้มและพูด" ท่านอ๋องพูดเล่น ตอนที่ข้าอยู่ในตำหนักใต้ดิน ข้าได้จัดการพวกเขาเรียบร้อยแล้ว แต่ข้าจงใจไม่รีบคืน เพราะอยากให้เหล่าผู้อาวุโสคิดว่าข้าเหนื่อยเหลือเกิน"แม้ว่านางไม่ได้จัดการศพในตำหนักใต้ดินก็จริง แต่นางก็ไม่ได้กำจัดศพเหล่านั้นอย่างที่เฟิงเหยียนพูดถึง เขาบอกว่านางจัดการศพเหล่านั้นในยามที่นางคิดฟุ่งซ่านไม่ต้องรอให้นางจัดการ'ขนมชาม' สามตัวนั้น พวกมันออกจากตัวที่ถูกอาศัยด้วยตัวเองนางไม่รู้ว่าเป็นเพราะแม่กู้เหล่านั้นสัมผัสได้ว
“แค๊ก” จั๋วซือหรานไอเบา ๆ ความจริงนางรู้สึกคำนี้ไม่เหมาะสมเช่นกัน จากนั้นนางคิดอยู่ครู่หนึ่ง นางเปลี่ยนใช้คำใหม่ "เช่นนั้น...ดูดซับ ดูดซับ"เมื่อเห็นท่าทางที่ค่อนข้างไม่มั่นใจของนาง ใบหน้าของ เฟิงเหยียน ซึ่งยังคงแข็งทื่อเล็กน้อย จึงค่อย ๆ ผ่อนคลายอีกครั้งเขาเหลือบมองจั๋วซือหราน "เพราะพลังศักดิ์สิทธิ์ของตระกูลถูกผนึกบนร่างกายของข้า แต่นั่นไม่ใช่วิธีการทั่วไป ดังนั้นในความเป็นจริงแล้ว ข้าไม่สามารถควบคุมพลังเหล่านี้ได้อย่างสมบูรณ์ จึงมีพลังบางส่วนต้องไหลออกมาโดยเปล่า ๆ "เมื่อได้ยินคำพูดของเฟิงเหยียน จั๋วซือหรานเข้าใจ "นี่คือส่วนที่ฉันได้รับใช่ไหม"เฟิงเหยียนพยักหน้าเล็กน้อยและฟังจากคำพูดของเฟิงเหยียน จั๋วซือหรานเดาออกว่า พลังศักดิ์สิทธิ์ของตระกูลเฟิงที่ถูกผนึกไว้ในตัวเขานั้นเห็นได้ชัดว่าไม่ใช่พลังที่ใช้หมดได้ แต่เหมือนเป็นแกนกลางแห่งพลังบางอย่างแม้ว่าจะพลังเหล่านั้นถูกใช้จนหมด ตราบใดที่ยังมีแกนกลางของพลังศักดิ์สิทธิ์นี้อยู่ ก็สามารถพลิตพลังใหม่อย่างต่อเนื่องแต่จั๋วซือหรานรู้สึก... มีบางอย่างผิดปกตินักทันใดนั้นนางไม่ทันจับความรู้สึกผิดปกติในสมอง ดังนั้นนางจึงไม่พูดอะไรต่อ หล
“ใช่แล้ว” เฟิงเหยียนพยักหน้าจั๋วซือหรานยังคงจ้องตาเขาอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดต่อ” ฉูนจวีน บอกว่า สำหรับการดำรงอยู่ของเจ้า ตระกูลเฟิงมีสองเสียงที่แตกต่างกัน และมีจุดยืนที่แต่ต่งกันสองฝ่าย ดังนั้นในการฝึกฝนของตระกูล เจ้าถูกคนทำลายและทำให้เจ้าได้รับบาดเจ็บสาหัส จนกระทั่งขาของเจ้าเกือบสูญเสียไปแล้ว ผู้ก่อเรื่องเหล่านี้คือผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการดำรงชีวิตของเจ้าใช่หรือไม่ "“ใช่” เฟิงเหยียนยังคงตอบรับอย่างไร้ความรู้สึก“เป็นพวกเขาจริง ๆ หรือ” จั๋วซือหรานถาม “พวกเขาไม่อยากให้เจ้ามีชีวิตอยู่ พวกเขาหวังว่าตระกูลจะพัฒนาได้อย่างเป็นธรรมชาติ และพวกเขาหวังว่าสมาชิกในตระกูลมีแรงกดดันมากขึ้น เพื่อบุกทะลวงและตื่นตัว คนเหล่านั้นเหตุผลพอสมควรที่ต้องทำลายเจ้าจริง ๆ ”“แต่ผู้คนที่มีจุดยืนไม่เหมือนกันไม่อยากให้เจ้าแสดงทัดษณะกันเก่งในการฝึกฝนของตระกูล ไม่อยากให้ลัทธิเลือกเจ้า พวกเขาเล่นงานเจ้าในระหว่างการฝึกฝนก็ได้ และพวกเขามีเหตุผลที่จะทำลายเจ้าไม่ใช่หรือ”หลังจากได้ยินนางพูดเช่นนี้ เฟิงเหยียนมองนางและไม่พูดอะไรเลยเขาเงียบเช่นนี้ แสดงถึงทัศนคติของเขา เขาเห็นด้วยกับคำพูดของจั๋วซือหราน จั๋วซือหรานยิ่งมั่
จั๋วซือหรานฟังคำพูดของเฟิงเหยียน นางรู้สึกว่าคำพูดเหล่านั้นสมเหตุสมผลนางเอื้อมมือออกไปและเอามือของเฟิงเหยียนออกจากศีรษะของนาง แต่นางคิดออกเรื่องหนึ่ง...นางขมวดคิ้วเล็กน้อย ราวกับว่านางนึกถึงอะไรบางอย่าง และแม้แต่การเคลื่อนไหวเพื่อปล่อยมือของเฟิงเหยียนก็หยุดลง“แต่” จั๋วซือหรานพูดและขมวดคิ้วแน่นขึ้น “แล้ววันนี้ข้าทำผิดมากเลยไม่ใช่หรือ”จั๋วซือหรานคิดถึงภาพที่นางเดิมเต็มพลังต่อหน้าเหล่าผู้อาวุโส แม้ว่าเหล่าผู้อาวุโสไม่ทันตอบสนองเนื่องจากสถานการณ์ฉุกเฉินในขณะนั้นแต่หากพวกเขากลับไปคิดอีกที พวกเขาอาจจะสามารถเข้าใจเหตุผลได้“ไม่เป็นไร” ดูเหมือนเฟิงเหยียนไม่กังวลเรื่องนี้“จริงหรือ” จั๋วซือหรานมองเขาเมื่อเห็นชายผู้นี้ซึ่งไม่แยแสมาโดยตลอด ตอนนี้เขายิ้มเล็กน้อย “ใช่ ข้าบอกไปแล้วน่ะ ข้าไม่ได้เย็นชา”จั๋วซือหรานจำคำพูดของเขาในก่อนหน้านี้ได้ ดังนั้นนางจึงไม่ถามต่อนางรู้มาโดยตลอดว่า ท่านอ๋องนี้ไม่ใช่ธรรมดา ตราบใดที่เขาไม่เย็นชาจนไม่สนใจว่าจะถูกเอารัดเอาเปรียบ ก็ไม่ควรเป็นปัญหาใหญ่“เช่นนั้นก็ดี” จั๋วซือหรานพยักหน้าเฟิงเหยียนกล่าวว่า "ตอนนี้ดึกมาแล้ว ข้าจะให้คนพาเจ้าไปพักผ่อน ส่วนส
พอได้ยินคำนี้ของจั๋วหวาย สีหน้าจั๋วซือหรานก็ชะงักไปพอนึกถึงจั๋วเฮ่ออิงที่สีหน้าเปลี่ยนแล้วรีบร้อนออกไปวันนั้นนางรู้สึกว่าการคาดเดาของเสี่ยวหวาย...ดูสมเหตุสมผลดียังไม่ต้องพูดถึงว่าจั๋วเฮ่ออิงไปหาเซี่ยอวิ๋นซี แล้วจะมีผลลัพธ์อย่างไรจั๋วซือหรานแม้จะไม่ใช่เจ้าของร่างเดิม แต่ก็มีความรู้สึกรักอย่างจริงใจต่อเซี่ยอวิ๋นซีด้วยความเข้าใจต่อตัวเซี่ยอวิ๋นซีของนาง จั๋วซือหรานรู้สึกว่า เซี่ยอวิ๋นซีเป็นคนที่อ่อนนอกแข็งในการที่นางสามารถเลี้ยงลูกสองคนจนโตได้เพียงลำพังก็มองออกได้ไม่ยากคนแบบนี้ ในสถานการณ์ปกติขีดจำกัดจะชัดเจนมากนางจะอ่อนโยนกับคนของตนเอง แต่มีนิสัยที่แข็งกร้าวในสายตาไม่อาจทนเห็นสิ่งไม่ดีได้ ยอมหักแต่ไม่ยอมงอตอนที่นางรักจั๋วเฮ่ออิงก็คือรักจริงๆ ถ้าหากไม่มีลูกน้อยสองคนคอยรั้งนางไว้ นางคงฆ่าตัวตายตามจั๋วเฮ่ออิงไปตั้งแต่ตอนรู้ว่าเขาตายแล้วแต่พอมีตัวตนอย่างสุ่ยจิ้งหลาน เซี่ยอวิ๋นซีก็ไม่แน่ว่าจะอดทนต่อจั๋วเฮ่ออิงได้อีกตอนที่ไม่รัก ก็อาจจะไม่รักได้จริงๆแต่แล้วทำไมล่ะ แค่จั๋วเฮ่ออิงไปบอกเรื่องของนาง ด้วยนิสัยของเซี่ยอวิ๋นซี ต่อให้ฟ้าถล่มก็คงจะรีบมาหาอยู่ดีจั๋วซือหรานถอนห
ตอนนี้ จั๋วซือหรานเห็นหน้าตนเองในน้ำได้เห็นสภาพของตนเองชัดๆ ดีขึ้นมากแล้วจริงๆแต่นางยังรู้สึกได้อย่างชัดเจน ว่าสภาพของตนเองก็กำลังแย่ลงอย่างรวดเร็วดังนั้น ตนเองตอนนี้...อยู่ห่างจากชายคนนั้นไม่ได้จริงๆถ้าแค่ห่างจากชายคนนั้น ตนเองก็อาจจะทนต่อไปไม่ไหว แล้วกลับไปอยู่ในสภาพก่อนหน้านี้อีก นั่นมันอันตรายเอามากๆส่วนตนเองถ้าหากยังตามชายคนนี้อยู่ตลอดล่ะก็...จั๋วซือหรานขมวดคิ้ว ในใจก็อดคิดไม่ได้ ตอนนี้ตนเองอย่างน้อยยังพอทนไหว ไม่ต้องตัวติดกับเขาตลอดเวลาก็ได้แต่...นี่มันเพิ่งจะเริ่มต้นนะจั๋วซือหรานเป็นคนที่เตรียมพร้อมล่วงหน้าอยู่เสมอ นางยกมือขึ้นลูบท้องน้อยเบาๆในใจยังคิดขึ้นอย่างกังวล ถ้าหากอายุครรภ์มากขึ้น สถานการณ์แบบนี้ก็น่าจะยิ่งรุนแรงขึ้นด้วยถึงตอนนั้นหากตนเองต้องอยู่กับเขาตลอดเวลาถึงจะรักษาสภาพให้คงที่ได้ล่ะ?ถ้าตนเองเป็นอย่างที่เขาบอกล่ะ ที่ว่าต้องการแสงแดดแล้วในเวลากลางวันแบบนั้น...คนนึงต้องการแสงแดด แต่อีกคนกลับถูกแสงแดดทำร้ายสถานการณ์แบบนี้ มันเป็นสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกจริงๆนางผ่อนคลายลงหน่อย แต่เขากลับทรมานขึ้นมาถ้าพอนางทรมาน เขาถึงจะผ่อนคลายลงมาได
ขณะที่ตระหนักถึงจุดนี้ จั๋วซือหรานก็ตระหนักได้ถึงอีกจุดหนึ่งถ้าบอกว่า ตนเองหลังจากนี้อยู่ห่างเขาไม่ได้ แต่หลังจากนี้ยังต้องการแสงแดดล่ะก็เช่นนั้นก็เท่ากับว่า...นางมองชายหนุ่มที่โผล่หัวออกมาจากผ้าห่ม เห็นอักขระคำสาปประหลาดบนหน้าตาคนสมองทื่อนี้ ปรากฏขึ้นมาต่อเนื่อง หายไป แล้วก็โผล่ออกมารักษาแผลไฟไหม้...จั๋วซือหรานจึงเดินเข้าไปสองก้าวอย่างอดไม่อยู่ พอมาถึงตรงหน้าเขา ก็ยกมือขึ้นมาเบาๆเขาไม่ขยับ จ้องมองนางนิ่งจั๋วซือหรานแตะลงไปบนหน้าเขาเบาๆ ราวกับว่าแค่สัมผัสเพียงเล็กน้อยเท่านั้นนางขมวดคิ้วแน่นเขามองนางเงียบๆจั๋วซือหรานนิ่งงันไปครู่หนึ่ง จึงเอ่ยเสียงต่ำขึ้นว่า "พลังวิญญาณของข้า ช่วยอะไรท่านไม่ได้แล้วหรือ"น่าจะเพราะตนเองตั้งท้องจนงงๆ ไปแล้วจริงๆ หรืออาจเป็นเพราะไม่พอใจเจ้าคนสมองมีปัญหาตรงหน้านี้ ดังนั้นจึงไม่ได้สนใจอะไรมากกระทั่งถึงตอนนี้ จั๋วซือหรานจึงเพิ่งรู้สึกตัวพลังของตนเองก่อนหน้านี้ ทั้งๆ ที่สามารถบรรเทาอาการทำร้ายตนเองของเฟิงเหยียนได้แท้ๆ แล้วยังทำให้เขาต้านทานแสงแดดได้ระดับหนึ่งอีกด้วยแต่ตอนนี้ทำไมเหมือน...มันไม่มีประโยชน์แล้วล่ะ?ทว่าเฟิงเหยียน ดูเหมือนจะ
ขณะที่จั๋วซือหรานขมวดคิ้วคิดว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ ทำไมถึงมุดเข้ามาด้วยกัน...กับเขาในผ้าห่มที่มืดสนิทนี้ ก็ได้ยินเสียงหัวเราะทุ้มๆ ดังขึ้นเสียงหัวเราะทุ้มต่ำ ในผ้าห่มมืดๆ ภายใต้ระยะใกล้ชิดที่แทบจะเบียดกันของคนทั้งสองนี้ จึงยิ่งชัดเจนเป็นพิเศษ...กระทั่งความหยาบกร้านแหบพร่าเล็กๆ ในน้ำเสียง ก็ยังชัดเจน ชัดเจนเอามากๆ!ยิ่งไปกว่านั้น เพราะความใกล้ชิดมากๆ ยังมีกระแสลมแผ่วๆ ที่เหมือนจะพัดผ่านข้างหูนางไปเหมือนกับแม้กระทั่งตอนที่เขาหัวเราะเสียงทุ้ม การสั่นสะเทือนของทรวงอก ตนเองก็ยังสัมผัสได้อย่างชัดเจนด้วย!จั๋วซือหรานกัดริมฝีปากเบาๆจึงได้ยินเสียงของตาคนสมองทื่อ ยังคงเป็นเส้นเสียงหยาบๆ ที่ชวนหลงใหลนั่นอยู่บอกกับนางว่า "นี่เจ้ากำลัง...เชื้อเชิญข้าหรือ?"จั๋วซือหรานเพิ่งตื่นขึ้นจากความฝันที่อยู่กับคนรัก ถือว่าถูกกวนให้ตื่นก็ได้ มีอารมณ์ขุ่นเคืองอยู่บ้างก็เรื่องปกติดังนั้นนางจึงไม่มีเวลามาปรับอารมณ์กับตาคนสมองทื่อนี่จั๋วซือหรานเอ่ยขึ้นว่า "ข้าควรจะมองท่านถูกเผาตายทั้งเป็นไปซะ"ตาสมองทื่อนี่ก็ไม่รู้ทำไมผ่านไปคืนนึงนิสัยก็เปลี่ยนไป จู่ๆ อารมณ์ก็ดีขึ้นมาเสียอย่างนั้นบางทีคงเพร
จั๋วซือหรานได้ยินอารมณ์เจ็บปวดจากในน้ำเสียงเขา และได้ยินถึงอารมณ์เสียใจด้วยอันที่จริงสำหรับสำหรับอาการข้าหึงตัวข้าเองที่แปลกใหม่นี้ จั๋วซือหรานก็รู้สึกจนใจอยู่หน่อยๆ แล้วยังดูน่าขำอีกด้วยผลลัพธ์คือพอแหงนตามอง สีหน้ารอยยิ้มบนหน้าจั๋วซือหรานเหล่านั้น ก็แข็งทื่อไปทันทีอารมณ์ที่เรียกว่าความกังวล ก่อตัวขึ้นมาในดวงตามิน่าในน้ำเสียงเขาถึงมีความเจ็บปวดอยู่ตอนนี้ อักขระคำสาปปรากฏขึ้นบนตัวเขาแล้ว แสดงรูปลักษณ์ที่ประหลาดออกมา"นี่คือ..." จั๋วซือหรานยกมือมากำข้อมือเขาแต่นี่ไม่ใช่ความจริง เป็นแค่เขตแดนจิตใต้สำนึกบางอย่าง เป็นแค่ในความฝันเท่านั้น แน่นอนว่าจับชีพจรเขาไม่ได้"ไม่เป็นไร" บนสีหน้าชายหนุ่มแม้จะเต็มไปด้วยอักขระคำสาปประหลาด สายตาที่ก้มลงมามองนางกลับดูอบอุ่น "ไม่เป็นไร"เหมือนกลัวว่านางจะกังวล เขาจึงบอกว่าไม่เป็นไรขึ้นมาอีกครั้งจั๋วซือหรานตระหนักได้ถึงอะไรบางอย่าง ขมวดคิ้วขึ้นมานิ้วโป้งของชายหนุ่มกดลงเบาๆ ที่หว่างคิ้วนาง นวดๆ เหมือนติดจะนวดคลายสีหน้าอารมณ์ที่ยุ่งเหยิงเหล่านั้นออก"พักผ่อนให้ดี กินข้าวให้ดีด้วย" เขาเอ่ยขึ้นจั๋วซือหรานเบ้ปากเบาๆ เหลือบมองเขา "ถ้าหากเจ้าส
จั๋วซือหรานไม่ส่งเสียง ครู่เดียว จึงถอนใจเบาๆ เอ่ยขึ้นว่า "อันที่จริง ข้าเองก็ไม่ได้ยืนหยัดขนาดนั้น แค่ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาจนตรอกจริงๆ ข้าก็ยังไม่อยากละทิ้งทั้งที่ยังไม่ได้ลอง"เฟิงเหยียนกอดนาง ในสีหน้ามีความเจ็บปวดเสียงยิ่งแหบพร่า เอ่ยขึ้นว่า "ข้าไม่อยากให้เจ้าต้องมาเหยียบซ้ำรอยมารดาของข้า และข้าก็ไม่อยากให้ลูกของเราเติบโตมาเป็นเหมือนข้าด้วย หากเรื่องนี้ ไม่มีวิธีอื่นแก้ไขได้นอกจากปล่อยให้มีฝันร้ายแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ...ข้าก็หวังให้ฝันร้ายนี้หยุดลงที่ตัวข้าพอ"เสียงของชายหนุ่มแหบพร่ามาก ในน้ำเสียง...ก็มีความสิ้นหวังที่ปิดไว้ไม่มิดอยู่ ทิ่มแทงเข้ามาที่ใจของจั๋วซือหรานต้องเป็นแบบไหนกันนะ...ถึงบีบคั้นให้คนดีๆ ที่หยิ่งทะนงและยอดเยี่ยมคนหนึ่งตกอยู่ในสภาพนี้...ราวกับสัตว์ที่ถูกกักขังไว้จั๋วซือหรานมองเขา ครู่ต่อมา ก็ถอนหายใจเบาๆเอ่ยขึ้นว่า "จริงๆ แล้ว...เดิมทีข้าเองก็ยังไม่ค่อยแน่ใจ การวางแผนและความคิดของข้าจึงไม่ได้เล่าใด้คนอื่นฟัง"เฟิงเหยียนไม่พูดอะไร แค่แหงนตามองนางเงียบๆจั๋วซือหรานยิ้มๆ "ข้ารู้สึกจริงๆ ว่าไม่แน่ข้าอาจมีวิธี แม้ตอนนี้ข้ายังพูดถึงเหตุผลออกมาให้ชัดเจนไม่ได้ แต
แม้จะบอกว่าเป็นความฝัน แต่อันที่จริงจั๋วซือหรานก็ค่อยๆ เข้าใจแล้ว ว่าเพราะอะไรหลังจากฝันถึงเขาครั้งที่แล้วจนมาถึงครั้งนี้ นานมากแล้วที่ไม่ได้ฝันถึงเขาอีกพอมาคิดอย่างละเอียด เหมือนว่าตอนฝันถึงเขาครั้งที่แล้ว จะเป็นหลังจากที่นางมีสัมพันธ์ทางกายกับเขาดังนั้นจั๋วซือหรานจึงค่อยๆ เข้าใจ บางทีน่าจะเป็นเพราะสาเหตุนี้การดูดหยางบำรุงหยินของนางก็ดูดซับมาจนพอเข้าใจแล้ว เหมือนว่าพอดูดซับมาถึงระดับหนึ่ง ก็จะเกิด...ถ้าจะพูดว่าเป็นความฝัน สู้บอกว่าเป็นการสื่อสารทางจิตใต้สำนึกกับความทรงจำของเฟิงเหยียนส่วนที่ถูกผนึกไปจะดีกว่า?และไม่ว่าจะ 'ความฝัน' ครั้งที่แล้ว หรือว่าครั้งนี้ก็มองออกได้ไม่ยากเฟิงเหยียนน่าจะเข้าใจต่อสถานการณ์อยู่ ดังนั้นบางทีจิตใต้สำนึกเขายังคงอยู่มาตลอด เพียงแต่ถูกสมองทื่อๆ นี่กดเอาไว้ หรือบางทีคงถูกสภาผู้อาวุโสลงมือสะกดเอาไว้ไม่แน่ว่า อาจจะต้องมีชนวนเหตุบางอย่าง ถึงจะสามารถปลุกขึ้นมาได้จั๋วซือหรานอยากจะรู้ชนวนเหตุนั้นว่าคืออะไรกันแน่"ต้องทำยังไงเจ้าถึงจะดีขึ้นมา?" จั๋วซือหรานถามแต่เฟิงเหยียนกลับเหมือนจะจำจุดสำคัญนั้นไม่ได้แล้ว ขมวดคิ้ว สีหน้าดูเหมือนขมขื่น เหมือนว
ในห้วงฝันนางมองมือตัวเอง สับสนไปหมดทั้งตัว เหมือนยังตั้งตัวกลับมาไม่ได้เพราะนางถ้าไม่หลับลึก ก็จะเอาจิตใต้สำนึกส่งเข้าไปในมิติ จึงฝันน้อยครั้งมากดังนั้นตอนที่ดำดิ่งสู่ห้วงฝัน นางยังรู้สึกไม่คุ้นอยู่หน่อยๆ มองมือตนเอง รู้สึกไม่คอ่ยเป็นจริงสักเท่าไรวินาทีต่อมา มือข้างหนึ่งก็ทาบมาบนมือของนางมือข้างนั้น ข้อต่อกระดูกชัดเจน นิ้วเรียวยาว เล็บตัดมาดูสะอาดสะอ้าน ผิวหนังขาวซีดเย็นเหมือนไม่โดนแดดมานานสายตาของจั๋วซือหรานจ้องนิ่งอยู่บนมือข้างนี้ จากนั้นจึงค่อยๆ ยกขึ้นมามองไปยังเจ้าของมือนี้ ใบหน้าหล่อเหลาไม่มีที่ตินั่นทั้งที่เป็นใบหน้าที่เพิ่งเห็นไปก่อนหลับตาลงเมื่อครู่แท้ๆ แต่ตอนนี้พอมอง กลับยังคงทำให้นางรู้สึกเหมือนไม่เจอกันเสียนานสายตาของชายหนุ่มอบอุ่น ด้านในมีความรู้สึกอารมณ์เหมือนความเจ็บปวดแฝงอยู่"จั๋วเสียวจิ่ว..." เขาก้มหน้าลงเรียกนางจั๋วซือหรานมองเขา จากนั้นจึงออกแรงบีบมือเขา และน่าจะเพราะออกแรงมากเกินไปปลายเล็บจึงเหมือนจิกลงไปในเนื้อเขาฝันถึงเขาอีกแล้วจั๋วซือหรานมีปฏิกิริยาขึ้นมา ครั้งนี้เหมือนกับครั้งนั้นเลย ฝันถึงเฟิงเหยียนยิ่งไปกว่านั้นยังดูเหมือนจริงเป็นพิ
กลางดึก จั๋วซือหรานกัดริมฝีปาก กอดหมอน เดินเท้าเปล่าจากห้องด้านนอกเข้าไปยังห้องด้านใน!คิ้วงามของนางขมวดแน่น สีหน้าที่มีสีเลือดฟื้นมาบ้างแล้ว ตอนนี้กลับขาวซีดขึ้นมาในใจนางเองก็พูดไม่ออก เดิมทีตอนที่หลับก็ยังดีอยู่ พอกลางดึกจู่ๆ ก็ไม่ไหวขึ้นมาเสียแล้วหน้าอกปั่นป่วนอย่างรุนแรง เป็นความรู้สึกทรมานแบบที่นางผ่านมาก่อนหน้าไม่ผิดเพี้ยนถ้าบอกว่าคนคนนี้ไม่เข้ามาก็ว่าไปอย่าง แต่นี่ก็เข้ามาแล้วว่ากันว่าพอเคยสบายแล้ว จะยากที่จะกลับไปลำบากตอนนี้จะให้นางปล่อยชายหนุ่มที่เหมือนกับ 'ยาบำรุงครรภ์' นี้ไว้ข้างในเฉยๆ โดยไม่ใช้ แล้วต้องมานั่งทนกระอักเลือดต่อล่ะก็...ขอโทษด้วย สกุลจั๋วอย่างนางไม่ใช่คนประเภทนั้นนางเข้าใจแล้ว ก่อนที่จะหลับไปเมื่อคืนนี้ ตอนที่เฟิงเหยียนบอกว่าจะนอนด้านนอก ริมฝีปากที่เม้มแน่นนั้นกำลังอดกลั้นเรื่องอะไรน่าจะคิดไว้แล้วว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้สารเลว!จั๋วซือหรานครั่นเนื้อครั่นตัวตื่นมากลางดึก ต่อให้เป็นคนที่มีสติเยือกเย็นแค่ไหน ก็ยังมีอาการหงุดหงิดงัวเงียหลังตื่นนอนนางเดินเท้าเปล่าเข้าไปห้องด้านใน อากาศในหุบเขาตอนกลางคืนเย็นมากนางสวมแค่เสื้อบางๆ ชุดหนึ่ง ทั้งตัวเย