INICIAR SESIÓNรินตื่นขึ้นในห้องรับรองของ "กระทรวงบริหารกรรมและวัฏสงสาร" เจ้าหน้าที่ยอมรับความผิดพลาดว่าระบบรันเลขวิญญาณสลับ ทำให้ยมทูตไปเก็บวิญญาณผิดคน แต่ไม่สามารถส่งกลับเข้าร่างได้เพราะร่างถูกเผาไปแล้ว รินถูกส่งไปพบเวนเพื่อเจรจาค่าเลี้ยงดูเวนประเมินความเสียหายอย่างเลือดเย็นและมอบห้องพักรูหนูให้ พร้อมเงินก้นถุงที่แทบไม่พอซื้ออาหารประทังชีพวิญญาณรินฝากคำด่าแสบๆคันๆไว้ก่อนเดินสะบัดบ็อบออกมา รินเริ่มตั้งแผงขายเครื่องดื่มความทรงจำเล็กๆในตลาดมืด เวนในฐานะผู้คุมกฎตรวจพบและนำกำลังมายึดของเพราะ "เปิดร้านโดยไม่มีใบอนุญาตพาณิชย์ยมโลก" รินไม่ยอมแพ้ ใช้ทักษะการเจรจาและการตลาดเข้าแลก โดยท้าทายเวนว่า ถ้าเธอสามารถผ่านการทดสอบประเมินภาษีและกฎระเบียบของศาลากลางได้ เวนต้องเซ็นใบอนุญาตให้เธอ เวนประหลาดใจกับความหัวแข็งของมนุษย์หญิงคนนี้ จึงยอมรับคำท้าและตั้งใจจะตรวจจับผิดเธอทุกขั้นตอนทำให้เขาต้องแวะเวียนมาที่ร้านของเธอแทบทุกวัน
Ver másณ คอนโดมิเนียมหรูใจกลางเมือง
หยดน้ำอุ่นหยดสุดท้ายเพิ่งจะหยดลงมาจากปลายฝักบัวสีเงินวาววับ กลิ่นสบู่อโรมาเธอราพีกลิ่นกุหลาบผสมลาเวนเดอร์ยังคงลอยอบอวลอยู่ในห้องน้ำขนาดกะทัดรัดของคอนโดมิเนียมย่านสุขุมวิท รินลดา กำลังฮัมเพลงสากลจังหวะคุ้นหูอย่างอารมณ์ดี มือเรียวคว้าผ้าขนหนูผืนหนานุ่มขึ้นมาซับตามเรียวแขน วันนี้เป็นคืนวันศุกร์แสนวิเศษ โปรเจกต์พัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มรสส้มยูซุผสมคอลลาเจนที่เธอตรากตรำอดหลับอดนอนเคี่ยวเข็ญมานานกว่าหกเดือนเพิ่งจะผ่านการอนุมัติงบประมาณจากบอร์ดบริหารระดับสูงของบริษัทข้ามชาติเมื่อช่วงบ่าย โบนัสก้อนโตและตำแหน่งรองผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์รุ่นเยาว์ที่สุดในประวัติศาสตร์บริษัทกำลังลอยเด่นอยู่ตรงหน้า ชีวิตวัยยี่สิบหกปีของเธอกำลังพุ่งทะยานสู่จุดสูงสุด ทุกอย่างถูกวางแผนไว้อย่างสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ เธอมีเงินเก็บในบัญชีถึงเจ็ดหลัก กองทุนรวมที่ผลตอบแทนกำลังเขียวชอุ่ม แพลนผ่อนคอนโดหมดในอีกสามปีและทริปเที่ยวพักผ่อนยุโรปปลายปีที่จองตั๋วเครื่องบินไว้เรียบร้อยแล้ว "เฮ้อ สวรรค์ชัดๆ" รินลดาพึมพำกับตัวเองยิ้มให้เงาสะท้อนของหญิงสาวหน้าตาสะสวยในกระจกบานใหญ่ในห้องน้ำ เท้าขวาของเธอก้าวข้ามขอบอ่างอาบน้ำเซรามิกสีขาวบริสุทธิ์เพื่อจะเหยียบลงบนพรมเช็ดเท้าเมมโมรี่โฟมทว่าบนพื้นกระเบื้องแกรนิตโตเคลือบเงากลับมีฟองสบู่เหลวหยดเล็กๆแอบแฝงตัวอยู่ พรึ่บ! แรงเสียดทานระหว่างฝ่าเท้าเปลือยเปล่ากับพื้นกระเบื้องแปรเปลี่ยนเป็นศูนย์ในเสี้ยววินาที ร่างกายของรินลดาเสียหลักหงายหลังวูบ อากาศในปอดถูกสูบออกฉับพลัน ภาพเพดานห้องน้ำหมุนเคว้งคว้างเป็นวงกลม เธอพยายามจะเอื้อมมือไปคว้าขอบอ่างหรือราวม่านกั้น แต่สิ่งเดียวที่มือเธอคว้าได้คืออากาศธาตุ โครม! กึก! เสียงท้ายทอยกระแทกเข้ากับขอบอ่างอาบน้ำอย่างจังดังก้องไปทั่วกะโหลกศีรษะความเจ็บแปลบแล่นปราดดั่งสายฟ้าฟาดก่อนที่ความมืดมิดอันลึกล้ำไร้ก้นบึ้งจะกลืนกินสติสัมปชัญญะทั้งหมดไปในพริบตาเดียว ความรู้สึกแรกที่กลับคืนมาไม่ใช่ความเจ็บปวดหากแต่เป็นความหนาวเหน็บอันแปลกประหลาด มันไม่ใช่ความหนาวสะท้านแบบเปิดเครื่องปรับอากาศแรงเกินไปแต่เป็นความเย็นยะเยือกที่แทรกซึมผ่านทุกอณูเนื้อ ไม่มีความอบอุ่นของกระแสเลือดไหลเวียน ไม่มีเสียงหัวใจเต้นตึกตักอยู่ในอก และที่ประหลาดที่สุดคือเธอไม่ได้ยินเสียงลมหายใจของตัวเอง รินลดากะพริบตาถี่ๆพยายามปรับสายตาให้เข้ากับแสงสลัวสีเทาหม่นรอบกาย สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าไม่ใช่เพดานห้องน้ำคอนโดหรู และไม่ใช่ห้องฉุกเฉินสีขาวสะอาดตาของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง หากแต่เป็นโถงทางเดินกว้างใหญ่ไพศาลที่ดูคล้ายสนามบินนานาชาติผสมผสานกับอาคารศาลากลางสไตล์นีโอคลาสสิกขนาดยักษ์ เสาหินอ่อนสีเทาดำสลักลวดลายกิ่งไม้ไร้ใบตั้งตระหง่านค้ำยันเพดานสูงลิบ โคมไฟระย้าที่ห้อยลงมาไม่ได้ส่องแสงด้วยหลอดไฟนีออนหรือหลอดไฟแอลอีดี แต่เป็นดวงไฟวิญญาณสีฟ้าอมเขียวดวงเล็กๆนับพันดวงที่ลอยล่องนิ่งสงบ เหนือสิ่งอื่นใดคือความเงียบงันปนเสียงจอแจที่แสนพิลึกพิลั่น มีผู้คนนับร้อยนับพันยืนต่อแถวกันอย่างเป็นระเบียบ ทอดยาวไปตามแนวกั้นสีดำ ทุกคนสวมชุดคลุมผ้าลินินสีเทาไร้ลวดลาย ใบหน้าซีดเซียว ดวงตาเลื่อนลอย บางคนก้มหน้าร่ำไห้ไร้เสียง บางคนยืนเหม่อลอยสับสน และบางคนก็มีควันสีขาวบางเบาลอยระเหยออกจากขอบเสื้อผ้า "ที่นี่มันโรงพยาบาลรัฐบาลเขตไหนเนี่ย ทำไมคนเยอะขนาดนี้" รินลดาพึมพำพลางมือยกขึ้นกุมท้ายทอยด้วยความเคยชิน แต่กลับพบว่าไม่มีเลือด ไม่มีบาดแผล หรือแม้แต่รอยฟกช้ำเลยแม้แต่น้อย "ไม่ใช่โรงพยาบาลหรอกขอรับคุณผู้หญิง ยินดีต้อนรับสู่แดนตรวจคัดกรองกลาง อาคารเทียบพักวิญญาณชั่วคราวแห่งมหานครเนเธอเรียขอรับ" เสียงทุ้มแบนราบไร้อารมณ์ดังขึ้นจากด้านข้าง รินดาสะดุ้งโหยง หันขวับไปมองทันที เจ้าของเสียงคือชายหนุ่มร่างผอมสูงในชุดสูททมิฬคัตติ้งเนี้ยบ ใบหน้าขาวซีดจนเห็นเส้นเลือดฝอยจางๆใต้ผิวหนัง สวมแว่นตากรอบกลมหนาเตอะในมือข้างหนึ่งถือแท็บเล็ตหินชนวนสีดำที่มีตัวอักษรเรืองแสงสีทองวิ่งผ่านไปมาตลอดเวลา และที่สะดุดตาที่สุดคือป้ายชื่อโลหะติดหน้าอกที่เขียนไว้ว่า ‘เจ้าหน้าที่ตรวจการดวงวิญญาณชั้นตรี: มาร์คัส’ "เนเธอเรีย? อาคารเทียบพักวิญญาณ?" รินลดาทวนคำ คิ้วเรียวขมวดมุ่น "คุณเล่นตลกอะไรกันคะ นี่มันรายการซ่อนกล้องแกล้งคนรึเปล่า ฉันเพิ่งลื่นล้มในห้องน้ำ ถ้าฉันยังไม่ตายก็ช่วยเรียกหมอมาตรวจเอกซเรย์สมองฉันทีเถอะค่ะ ฉันจ่ายค่าเบี้ยประกันสุขภาพปีละเป็นแสนนะ" เจ้าหน้าที่มาร์คัสถอนหายใจยาวแววตาเอือมระอาเหมือนข้าราชการที่ตอบคำถามเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่ามาเป็นเวลานับพันปีนิ้วซีดเซียวเลื่อนหน้าจอหินชนวนอย่างรวดเร็ว "ชื่อ รินลดา วงศ์วารินทร์ อายุยี่สิบหกปี อาชีพผู้จัดการฝ่ายวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ เสียชีวิตเมื่อเวลา 20 นาฬิกา 43 นาที ด้วยอุบัติเหตุศีรษะกระแทกพื้นกะโหลกแตกร้าวและสมองได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงใช่หรือไม่ขอรับ?" รินลดาอ้าปากค้าง สมองที่เคยเฉียบแหลมด้านตัวเลขและกลยุทธ์ทางธุรกิจหยุดชะงักไปสามวินาทีเต็ม "ดะ เดี๋ยวนะ คุณบอกว่าฉันเสียชีวิตหรอ ฉันตายแล้วจริงๆเหรอคะ แค่ลื่นล้มสบู่เนี่ยนะ?!" "ความตายไม่เคยเลือกสถานที่หรือสาเหตุขอรับ ความลื่นของสบู่กับแรงโน้มถ่วงของโลกทำงานประสานกันได้อย่างมีประสิทธิภาพเสมอ" มาร์คัสตอบอย่างเย็นชา "เอาล่ะ เชิญเดินตามแถวทางขวาเพื่อเข้าสู่ประตูตรวจสอบกรรมได้แล้วขอรับ อย่าให้แถวด้านหลังติดขัด มีวิญญาณจากโรคระบาดและอุบัติเหตุจราจรรอคิวอยู่อีกเกือบสี่หมื่นดวง" "บ้าไปแล้ว!" รินลดาถอยหลังกรูดสัญชาตญาณความเอาตัวรอดกรีดร้องลั่น "ฉันเพิ่งอายุยี่สิบหก! เมื่อวานเพิ่งเซ็นสัญญาคอนโดรอบใหม่ ตารางงานสัปดาห์หน้าแน่นเอี้ยด และที่สำคัญที่สุด ดวงฉันหมอดูชื่อดังสำนักทองคำบอกว่าฉันจะมีชีวิตยืนยาวไปจนถึงอายุแปดสิบห้า มีหลานเต็มบ้านมีเหลนเต็มเมืองฉันจะมาตายอนาถในอ่างอาบน้ำตอนอายุยี่สิบหกได้ยังไง!" มาร์คัสขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำว่าแปดสิบห้า ชายหนุ่มก้มลงมองแท็บเล็ตหินชนวนอีกครั้ง แตะนิ้วลงบนตราประทับสีแดงเพื่อเปิดดู 'บัญชีดวงชะตาฉบับดั้งเดิม' ตามธรรมเนียมการคัดค้าน ตัวอักษรสีทองบนแผ่นหินสว่างวาบขึ้น จากนั้นประกายไฟสีแดงก่ำก็กะพริบถี่รัวพร้อมเสียงหวีดร้องแหลมเล็กดัง ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด ราวกับเครื่องตรวจจับควันไฟดังลั่น สีหน้าเย็นชาไร้อารมณ์ของมาร์คัสเปลี่ยนไปในทันใด ดวงตาหลังกรอบแว่นเบิกกว้าง ริมฝีปากซีดเผือดเริ่มสั่นระริก เหงื่อเย็นเยียบที่ไม่มีอยู่จริงสำหรับผู้คุมวิญญาณผุดขึ้นตามไรผม "มะไม่จริงน่า" มาร์คัสพึมพำเสียงสั่นเทา "อะไรคะ? เกิดอะไรขึ้น?" รินลดาหรี่ตามองจับพิรุธความผิดปกติได้เร็วกว่าคอมพิวเตอร์ประมวลผล "ขออภัยขอรับ กรุณารอสักครู่ขอรับ!" มาร์คัสละล่ำละลักนิ้วซีดกดย้ำๆลงบนหน้าจอหินชนวน "รหัสวิญญาณ TH-994827 รินลดา วงศ์วารินทร์ เกิดวันที่ 14 กรกฎาคม กำหนดสิ้นอายุขัยเดิมคือวันที่ 14 กรกฎาคม คืออีกห้าสิบเก้าปีข้างหน้า อายุขัยรวมแปดสิบห้าปีบริบูรณ์" ความเงียบเข้าปกคลุมบรรยากาศรอบตัวทั้งสองคนชั่วขณะ แม้แต่แถววิญญาณที่เดินเลื่อนลอยข้างๆยังหยุดชะงัก "แล้วทำไมฉันถึงมาอยู่ที่นี่?" รินลดาถามด้วยน้ำเสียงต่ำเยือกเย็น ดั่งผู้บริหารที่จับได้ว่าพนักงานบัญชียักยอกเงินบริษัท มาร์คัสกลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่ "เอ่อ คือว่าเมื่อสองชั่วโมงก่อน มีเหตุการณ์วิญญาณหลบหนีในเขตจตุจักร ยมทูตฝึกหัดรหัส 404 ได้รับคำสั่งให้ไปเก็บวิญญาณหญิงชราชื่อ 'รินดา วงษ์วารี' อายุแปดสิบห้าปีที่บ้านพักคนชรา แต่ระบบดาวเทียมตรวจจับคลื่นวิญญาณดันเกิดสัญญาณรบกวนจากพายุฝนฟ้าคะนองทำให้พิกัดคลาดเคลื่อนไปเก้าสิบเมตร และยมทูตฝึกหัดดันอ่านชื่อบนหน้าจอผิด" "อ่านชื่อผิด?" รินลดาย้ำพลางเอียงคอดวงตาคู่งามลุกวาวด้วยเพลิงโทสะ "พวกคุณทำงานประสานงานกันประสาอะไร! ดึงวิญญาณคนข้ามภพภูมิเนี่ยนะอ่านชื่อผิด นี่มันองค์กรความตายระดับจักรวาลหรือสหกรณ์ร้านขายของชำหน้าปากซอยกันแน่ฮะ!" "ใจเย็นๆก่อนขอรับคุณผู้หญิง!" มาร์คัสยกมือทั้งสองข้างขึ้นห้าม ปลอบประโลมเสียงละล่ำละลัก "มันเป็นความผิดพลาดทางเทคนิคที่เกิดขึ้นได้หนึ่งในพันล้านกรณี! ทางเราเสียใจอย่างสุดซึ้งจริงๆขอรับ!" มาร์คัสกล่าวขอโทษพลางโค้งคำนับอย่างสุภาพ "ฉันไม่ต้องการคำเสียใจหรือขอโทษ ฉันต้องการกลับเข้าร่าง!" รินลดาชี้นิ้วสั่งเด็ดขาด "ส่งฉันกลับไปเดี๋ยวนี้! ฉันยังมีสไลด์พรีเซนต์ต้องแก้ ไหนจะมีนัดประชุมกับลูกค้าวันจันทร์ แล้วก็มีแมวที่ต้องให้อาหารพาฉันกลับไปร่างเดิมเดี๋ยวนี้!" มาร์คัสหน้าซีดยิ่งกว่ากระดาษ ชายหนุ่มยกแท็บเล็ตขึ้นมาดูข้อมูลเพิ่มเติมก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาจนแทบเป็นเสียงกระซิบ "คือว่า เอ่อ ร่างเดิมของคุณผู้หญิง ตอนนี้อยู่ที่ไหนหรือขอรับ?" "ก็อยู่ในห้องน้ำคอนโดฉันสิคะ" "เกรงว่าจะไม่ใช่แล้วขอรับ" มาร์คัสแตะหน้าจอเพื่อดูภาพสะท้อนจากโลกมนุษย์ "เนื่องจากเพื่อนข้างห้องเห็นน้ำล้นออกมานอกประตู จึงแจ้งนิติบุคคลพังห้องเข้าไป หน่วยกู้ภัยมาถึงและยืนยันการเสียชีวิต ญาติของคุณผู้หญิงตัดสินใจทำเรื่องมอบร่างเป็นอาจารย์ใหญ่ทันทีตามพินัยกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่คุณทำไว้เมื่อปีก่อน และทางโรงพยาบาลได้นำร่างของคุณเข้าสู่กระบวนการฉีดฟอร์มาลินและแช่แข็งในอุณหภูมิติดลบยี่สิบองศาเซลเซียสเรียบร้อยแล้วเมื่อยี่สิบนาทีก่อนขอรับ" "..." โลกทั้งใบของรินลดาเงียบสนิท ร่างของเธอถูกดองฟอร์มาลินไปแล้ว "หรือถ้าจะพูดให้เห็นภาพชัดเจนคือ" มาร์คัสก้มหน้ามองปลายเท้าตัวเอง "เซลล์สมองและอวัยวะภายในของคุณผู้หญิงตายสนิททางชีววิทยาแล้วขอรับ ต่อให้เราส่งดวงวิญญาณกลับเข้าไปตอนนี้ คุณก็จะเป็นเพียงก้อนเนื้อแช่แข็งที่ขยับไม่ได้และไม่มีกระบวนการเผาผลาญพลังงานอีกต่อไปคุณไม่สามารถกลับเข้าร่างเดิมได้แล้วขอรับ" แรงดันวิญญาณของรินลดาพุ่งทะลุปรอท ความโกรธแค้น ความสิ้นหวัง และความช็อกตีรวนขึ้นมาในอกจนกลายเป็นความเงียบสงบอันน่าสะพรึงกลัว เธอสูดหายใจลึกแม้จะไม่มีอากาศให้สูดแล้วจ้องหน้าเจ้าหน้าที่มาร์คัสเขม็ง "พาฉันไปพบคนที่ใหญ่ที่สุดในตึกนี้" เธอสั่งสั้นๆห้วนๆ "เดี๋ยวนี้" ห้องทำงานของ 'ลอร์ดเวน' หรือ 'เซเวอรัส เวน' เทพผู้พิพากษาคดีและผู้อำนวยการคลังวิญญาณแห่งเนเธอเรีย ตั้งอยู่ชั้นบนสุดของอาคารศาลากลางมหานคร มันไม่ใช่ห้องทำงานธรรมดา แต่มีขนาดมหึมาพอๆกับมหาวิหารโบราณผนังทั้งสี่ด้านสร้างจากหินแกรนิตสีดำขัดมันที่สะท้อนแสงไฟวิญญาณสีม่วงเข้ม บานหน้าต่างกระจกโค้งทรงสูงเปิดกว้างให้เห็นทิวทัศน์ของมหานครเนเธอเรียยามราตรี เมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมโกธิกผสมผสานกับตึกระฟ้าสีเทา ลำคลองวิญญาณเรืองแสงสีฟ้าไหลคดเคี้ยวผ่านกลางเมือง และมียานพาหนะรูปร่างคล้ายเรือกอนโดลาลอยฟ้าแล่นผ่านไปมาอย่างเป็นระเบียบ บนโต๊ะทำงานไม้โอ๊คดำขนาดยักษ์ มีกองเอกสารหินชนวนและม้วนกระดาษโบราณกองพะเนินเทินทึกสูงเกือบสองเมตรและเบื้องหลังกองเอกสารนั้น คือชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของห้อง ลอร์ดเวนสวมชุดสูททางการสีดำสนิทขลิบดิ้นทองคำขาวตามยศฐาบรรดาศักดิ์ของเทพชั้นสูง เสื้อกั๊กด้านในกลัดกระดุมออบซิเดียนเรียบร้อย ผ้าคลุมไหล่สีครามเข้มทิ้งตัวลงมาอย่างสง่างาม เรือนผมสีดำประบ่าตัดกับผิวขาวจัดราวกับหิมะ ดวงตาคู่คมดั่งเหยี่ยวเป็นสีเงินยวบเย็นเยียบ สันจมูกโด่งคมรับกับริมฝีปากบางเฉียบที่ปิดสนิทเป็นเส้นตรง เขากำลังตวัดปากกาขนนกสีดำลงบนเอกสารด้วยความเร็วและแม่นยำดุจเครื่องจักรกล "ท่านลอร์ดเวนขอรับ" มาร์คัสยืนตัวสั่นงันงกอยู่หน้าโต๊ะทำงานกุมมือประสานกันแน่น "ผมพาดวงวิญญาณกรณีพิเศษตามรหัสฉุกเฉินระดับสีแดงมาพบขอรับ" เวนไม่ได้เงยหน้าขึ้นจากเอกสารแม้แต่น้อย ปลายปากกาขนนกยังคงกรีดลงบนกระดาษ "ข้อผิดพลาดทางเทคนิคในการเก็บเกี่ยววิญญาณประจำไตรมาสที่สามใช่ไหม" น้ำเสียงทุ้มต่ำ เยือกเย็นและกังวานดังก้องไปทั่วห้อง มันเป็นน้ำเสียงที่ไร้ซึ่งความอบอุ่นใดๆราวกับก้อนน้ำแข็งขั้วโลก "ยมทูตฝึกหัดรหัส 404 ถูกสั่งพักงานและส่งไปขุดแร่พลังงานที่เหมืองทาทารัสเป็นเวลาสามร้อยปีแล้ว ส่วนหัวหน้างานถูกตัดเบี้ยหวัดห้าสิบปีรายงานสรุปมาถึงโต๊ะฉันเมื่อสิบนาทีก่อน" "แล้วเรื่องของฉันล่ะคะ?!" รินลดาแทรกขึ้นมาทันควันพลางก้าวขึ้นมาประจันหน้าข้างโต๊ะทำงานขนาดมหึมา ปลายปากกาหยุดชะงักท่านเวนค่อยๆเงยหน้าขึ้นดวงตาสีเงินคู่นั้นกวาดมองรินลดาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า สายตาของเขาไม่ได้มีความรู้สึกผิด ความเห็นใจ หรือความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย มันเป็นสายตาแบบเดียวกับที่ผู้ตรวจการแผ่นดินมองดูสิ่งของชำรุดที่ส่งคืนโรงงาน "วิญญาณตกค้าง รินลดา วงศ์วารินทร์" เวนเอ่ยเสียงเรียบๆ "อายุขัยที่เหลืออยู่ตามบัญชีชะตาเดิมคือห้าสิบเก้าปียมโลกในนามขององค์กรการบริหารกรรมและวัฏสงสาร เราต้องขออภัยในความไม่สะดวกที่เกิดขึ้นจากความคลาดเคลื่อนของเจ้าหน้าที่ระดับล่าง" "ขออภัยในความไม่สะดวก?" รินลดาหัวเราะเสียงแหลม "คุณพูดเหมือนรถไฟฟ้าบีทีเอสขัดข้องสิบห้านาทีเลยนะคะ! นี่มันชีวิตคนทั้งชีวิต ฉันตายทั้งที่ยังไม่ถึงเวลาร่างกายฉันโดนแช่แข็งเป็นปลาแซลมอนในตู้เย็นโรงพยาบาลไปแล้ว คุณจะรับผิดชอบยังไงมิทราบ?!" เวนวางปากกาขนนกลงอย่างประณีตผสานมือทั้งสองข้างไว้บนโต๊ะทำงานอย่างสงบ "ตามระเบียบปฏิบัติแห่งสหพันธ์ปรโลก มาตราที่ 402 วรรค 3 กรณีวิญญาณตกค้างอันเกิดจากความบกพร่องของระบบจัดเก็บ ทางองค์กรจะจัดสรรที่พักอาศัยชั่วคราวในเขตปกครองพิเศษเนเธอเรียให้แก่ดวงวิญญาณ พร้อมทั้งมอบเบี้ยยังชีพรายเดือนจนกว่าจะครบกำหนดสิ้นอายุขัยเดิม เมื่อครบกำหนดห้าสิบเก้าปีแล้ว คุณจะได้รับสิทธิพิเศษ 'ตั๋วทองคำ' ในการเลือกชาติภพไปเกิดใหม่ในโลกมนุษย์เป็นกรณี VIP ลำดับที่หนึ่งโดยสามารถเลือกความมั่งคั่ง รูปโฉมและสติปัญญาได้ตามต้องการ" รินลดาสูดลมหายใจลึก "ห้าสิบเก้าปีเลยนะ ฉันต้องติดแหง็กอยู่ในยมโลกนี่เกือบหกสิบปีเพื่อรอไปเกิดใหม่เนี่ยนะ?" "ถูกต้องและระหว่างนี้คุณจะได้รับสถานะเป็นพลเมืองชั่วคราวมีสิทธิ์เดินเหินในเนเธอเรียได้ตามขอบเขตที่กฎหมายกำหนด" เวนดึงลิ้นชักโต๊ะหยิบสมุดเช็คโลหะสีดำออกมาพร้อมกับกุญแจเหล็กสนิมเขรอะดอกหนึ่ง "นี่คือกุญแจห้องพักหมายเลข 704 ในเขตพักอาศัยชั่วคราวเขต 7 และนี่คือหนังสือสั่งจ่ายเงินชดเชยค่าครองชีพก้อนแรก" รินลดายื่นมือไปรับสมุดเช็คโลหะมาเปิดดูดวงตาของนักบริหารจ้องมองตัวเลขบนแผ่นโลหะทันที "หนึ่งหมื่นกริม?" เธอเอ่ยถามด้วยความสงสัยพลางเงยหน้าขึ้น "แล้วอัตราค่าครองชีพของที่นี่เป็นยังไง ข้าวหนึ่งจาน น้ำหนึ่งแก้ว ราคาเท่าไหร่?" "ตามระเบียบว่าด้วยวิญญาณตกค้างมาตราที่สามร้อยสิบสอง คุณมีสิทธิ์เบิกค่าครองชีพพื้นฐานวันละสองร้อยกริมเท่านั้นคุณรินลดา" เวนกล่าวด้วยน้ำเสียงไร้คลื่นอารมณ์ "เงินหนึ่งหมื่นกริมนี้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายล่วงหน้าห้าสิบวัน" "สองร้อยกริม?!" มาร์คัสที่ยืนอยู่ข้างหลังแอบสะดุ้งรินลดาหันไปเห็นสีหน้าของมาร์คัสจึงรู้ทันทีว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากล "เดี๋ยว คุณมาร์คัส" รินลดาหันไปถามเจ้าหน้าที่หนุ่มหน้าตี๋สวมแว่น "น้ำแร่วิญญาณขวดหนึ่งในร้านสะดวกซื้อข้างล่างราคาเท่าไหร่?" มาร์คัสเหงื่อตกหลบสายตาทั้งรินลดาและเจ้านาย "เอ่อ ขะ ขนมปังวิญญาณก้อนละแปดสิบกริมขอรับ ส่วนน้ำแร่บริสุทธิ์ขวดละหนึ่งร้อยยี่สิบกริม ค่าโดยสารรถรางเที่ยวละห้าสิบกริมและค่าเช่าเตาผิงพลังงานเพื่อไม่ให้วิญญาณหนาวเหน็บจนสลายตัวในฤดูหนาว ตกเดือนละหกพันกริมขอรับ" ความโกรธของรินลดาพุ่งทะลุจุดเดือดทันทีเธอตวัดสายตากลับมามองเทพหนุ่มหน้านิ่งที่นั่งอยู่หลังโต๊ะ "นายท่านเทพผู้ยิ่งใหญ่คะ! สองร้อยกริมเนี่ยนะ น้ำขวดกับขนมปังก้อนเดียวก็ปาเข้าไปสองร้อยแล้ว ค่ารถ ค่าเตาผิง ค่าของใช้ส่วนตัวล่ะ คุณจะให้ฉันกินขนมปังวันละก้อน นั่งสังเคราะห์แสงอยู่กับพื้นห้องรูหนูแล้วปล่อยให้วิญญาณตัวเองแข็งตายในฤดูหนาวรึไง ความผิดพวกคุณแท้ๆที่กระชากวิญญาณฉันมาผิดคิว แต่กลับจ่ายเงินชดเชยแบบกดขี่ขูดรีดเหมือนฉันเป็นขอทานข้างถนนเนี่ยนะ!" รินลดาตบโต๊ะทำงานไม้โอ๊คดำเสียงดัง ปัง! จนกองเอกสารรอบข้างสั่นสะเทือนมาร์คัสแทบจะเป็นลมล้มพับลงไปกับพื้น ไม่เคยมีวิญญาณดวงใดกล้าตบโต๊ะใส่ลอร์ดเวนมาก่อนในประวัติศาสตร์พันปีของเนเธอเรีย! ลอร์ดเวนไม่ได้สะทกสะท้านดวงตาสีเงินหรี่ลงเล็กน้อย แววตานั้นคมกริบดั่งใบมีดโกนที่พร้อมจะเฉือนคอคนได้ทุกเมื่อ "ข้อแรกกรุณาลดมือของคุณลงจากโต๊ะทำงานของฉันคุณผู้หญิง" เวนเอ่ยช้าๆชัดๆทีละคำ "ข้อสองในยมโลกไม่มีแสงแดดให้คุณสังเคราะห์และทางเราก็จัดสรรโควตาน้ำเปล่าฟรีที่บ่อชำระล้างส่วนกลางประจำเขต 7 ให้แล้ว คุณสามารถเดินไปตักดื่มได้วันละสองลิตรโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย" "บ่อน้ำส่วนกลาง นั่นมันบ่อน้ำสาธารณะของวิญญาณเร่ร่อนไม่ใช่เหรอ!" "และข้อสาม" เวนหยิบเอกสารขึ้นมาแผ่นหนึ่งปลายนิ้วแตะลงบนข้อความวรรคหนึ่ง "ตามระเบียบกระทรวงการคลังยมโลก วรรค 8 อนุมาตรา 4 ว่าด้วยการจำกัดเพดานเงินชดเชยแก่สิ่งมีชีวิตพลัดหลงเงินชดเชยจะถูกคำนวณตามอัตราความสูญเสียขั้นต่ำของปัจจัยสี่เท่านั้น ไม่ครอบคลุมความสุขส่วนบุคคลสินค้าฟุ่มเฟือยหรือวิถีชีวิตดั้งเดิมของมนุษย์ฉันในฐานะผู้อำนวยการคลังมีหน้าที่รักษาวินัยทางการเงินของมหานครเนเธอเรีย ไม่สามารถอนุมัติงบประมาณเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดได้แม้แต่กริมเดียว" "คุณตัดงบฉันหน้าด้านๆด้วยกฎหมายงี่เง่าพวกนี้น่ะสิไม่ว่า!" รินลดากัดฟันกรอด "คุณมันพวกข้าราชการหัวแข็ง บ้าอำนาจ ไร้หัวใจ! คุณรู้ไหมว่าบนโลกมนุษย์ถ้าบริษัททำผิดพลาดระดับทำลูกค้าเสียหายปางตายแบบนี้ เขาต้องจ่ายค่าทำขวัญ ค่าเสียโอกาส ค่าตกใจ เป็นสิบๆเท่า!"รินลดาว่าพลางกอดอกมองหน้าท่านเวนอย่างเอาเรื่อง "แต่นี่ไม่ใช่โลกมนุษย์" เวนสบตาเธอนิ่งน้ำเสียงราบเรียบดุจผืนน้ำนิ่งสนิท "ที่นี่คือยมโลกกฎหมายของที่นี่บัญญัติโดยศาลสูงแห่งวัฏสงสาร ไม่ใช่สภาผู้แทนราษฎรของพวกมนุษย์ ถ้าคุณไม่พอใจเงินชดเชยจำนวนนี้คุณมีสองทางเลือก หนึ่งคือปฏิเสธการรับเงินและไปนอนข้างถนนในฐานะวิญญาณอนาถา หรือสองนำเงินก้อนนี้ไปแล้วออกไปหาเงินเลี้ยงชีพตัวเองเหมือนวิญญาณตนอื่นๆในเมืองนี้" "คุณคิดว่าฉันทำไม่ได้รึไง?" รินลดาเชิดหน้าขึ้นท้าทายกลับอย่างไม่เกรงกลัว "ฉันเป็นผู้จัดการฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ฉันสร้างยอดขายให้บริษัทปีละหลายร้อยล้าน ฉันสร้างแบรนด์จากศูนย์จนติดตลาดมานับไม่ถ้วน คิดว่าอีแค่เอาชีวิตรอดในยมโลกกระจอกๆนี่จะเกินความสามารถฉันเหรอ" เวนยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยมันไม่ใช่รอยยิ้มแห่งความอ่อนโยนแต่เป็นรอยยิ้มเย้ยหยันอันเย็นชา "งั้นก็พิสูจน์ให้ฉันเห็นสิมนุษย์" เวนผายมือไปทางประตู "ห้าสิบเก้าปีเป็นเวลาที่ยาวนานมากสำหรับวิญญาณที่ไม่มีอะไรทำ หวังว่าเธอจะไม่มาคุกเข่าอ้อนวอนขออาหารจากศาลากลางก่อนหมดเดือนแรกก็แล้วกัน" "จำคำพูดตัวเองไว้ให้ดีล่ะท่านเทพ!" รินลดากระชากสมุดเช็คโลหะและกุญแจห้องพักมาไว้ในมือ กอดอกจ้องหน้าเวนด้วยแววตาที่ลุกโชนไปด้วยไฟแค้น "วันไหนที่ท่านต้องบากหน้ามาขอซื้ออะไรจากฉัน ฉันจะคิดราคาขูดรีดคิดดอกเบี้ยทบต้นทบดอก จนท่านขนหน้าแข้งร่วงหมดตัวเลยคอยดู!" พูดจบรินลดาก็สะบัดหน้าหมุนตัวเดินกระแทกส้นเท้าออกจากห้องทำงานมหึมาไปอย่างไม่ไยดีทิ้งไว้เพียงเสียงปิดประตูดังลั่นสนั่นหิ้ง มาร์คัสยืนตัวลีบลอบมองเจ้านายด้วยความหวาดระแวง "เอ่อ ท่านลอร์ดเวนขอรับให้ผมส่งคนไปจับตาดูนางไว้ไหมขอรับ? ผู้หญิงคนนี้ดูอารมณ์รุนแรงและอันตรายมาก" เวนหยิบปากกาขนนกขึ้นมาอีกครั้งสายตามองไปยังบานประตูปิดสนิทที่เพิ่งสั่นสะเทือน แววตาสีเงินวูบไหวด้วยความประหลาดใจเล็กน้อยที่ซ่อนอยู่ลึกสุดใจก่อนจะกลับมาเย็นชาดังเดิม "ไม่ต้อง" เวนตอบสั้นๆปลายปากกาจรดลงบนกระดาษ "ปล่อยให้นางไปเจอกับความเป็นจริงของเนเธอเรียอีกไม่เกินสามวันความหยิ่งยโสของมนุษย์คนนั้นจะถูกบดขยี้ด้วยความหิวโหยและความหนาวเหน็บเอง" ความเป็นจริงของเนเธอเรียนั้นโหดร้ายยิ่งกว่าที่รินลดาจินตนาการไว้หลายเท่าตัว หอพักหมายเลข 704 ในเขต 7 สภาพไม่ต่างอะไรจากรังหนูในสลัมยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมผนังห้องทำจากอิฐสีเทาผุพังที่มีไอเย็นซึมผ่านตลอดเวลา เตียงนอนเป็นโครงเหล็กขึ้นสนิมพร้อมฟูกบางเฉียบที่ส่งกลิ่นอับชื้นไม่มีเครื่องทำความร้อน ไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ตและหน้าต่างบานเล็กมองออกไปเห็นเพียงตรอกมืดๆที่มีวิญญาณเร่ร่อนเดินโซเซไปมาอย่างไร้จุดหมาย รินลดานั่งกอดเข่าอยู่บนขอบเตียงลูบแขนตัวเองที่เย็นเฉียบ แม้เธอจะเป็นวิญญาณที่ไม่ต้องการอาหารเพื่อการเจริญเติบโตของเซลล์เหมือนร่างกายเนื้อแต่สิ่งที่เรียกว่า "ความหิวแห่งวิญญาณ" นั้นมีอยู่จริง มันเป็นความรู้สึกโหวงเหวง ทรมาน และอ่อนแรง หากปล่อยให้พลังงานวิญญาณลดต่ำลงจนถึงขีดสุด ตัวตนของเธอจะค่อยๆจางหายและสลายกลายเป็นละอองธุลีไปตลอดกาล "บ้าเอ๊ย หนาวชะมัด" เธอพึมพำฟันกระทบกันดังกึกๆ ในกระเป๋าของเธอตอนนี้มีเงินเหลือเก้าพันเก้าร้อยห้าสิบกริมหลังจ่ายค่ารถรางมาที่นี่ไปห้าสิบกริม เธอเดินลงไปที่ร้านค้าชั้นล่างของหอพัก ซื้อสิ่งที่เรียกว่า "ก้อนพลังงานมาตรฐาน" ราคาหนึ่งร้อยกริมมาชิ้นหนึ่ง มันเป็นก้อนสี่เหลี่ยมสีเทาขุ่นหยุ่น ๆ คล้ายเยลลี่ที่ทำจากสารสกัดวิญญาณสังเคราะห์ รินลดากลั้นใจกัดมันเข้าไปคำหนึ่ง "อุแหวะ!" เธอแทบจะคายทิ้งทันทีรสสัมผัสของมันเหมือนการเคี้ยวยางลบผสมขี้เถ้าเปียกน้ำ ไม่มีรสหวาน ไม่มีรสเค็ม ไม่มีกลิ่นหอม มีเพียงรสชาติขมปร่าจืดชืดที่ทำให้กระเพาะอาหารที่ไร้ตัวตนบิดเกร็งด้วยความรังเกียจ แม้มันจะช่วยเติมพลังงานวิญญาณให้เธอรู้สึกอุ่นขึ้นมาเล็กน้อยแต่มันกลับทำลายจิตวิญญาณและความรื่นรมย์ของชีวิตไปจนหมดสิ้น "พวกที่นี่กินขยะแบบนี้เข้าไปได้ยังไงกันทุกวันนะ?" รินลดามองก้อนเยลลี่ในมือด้วยความหดหู่ น้ำตาหยดใสที่กลั่นจากไอวิญญาณเริ่มเอ่อคลอเบ้าตา ความโดดเดี่ยว ความคิดถึงบ้าน ความคิดถึงเตียงนอนอุ่นๆ คิดถึงกาแฟหอมกรุ่นตอนเช้า คิดถึงเพื่อนร่วมงาน คิดถึงอาหารฝีมือแม่ ทุกสิ่งทุกอย่างถาโถมเข้าใส่หญิงสาววัยยี่สิบหกปีที่ต้องมาตกระกำลำบากในแดนคนตายเพียงเพราะความผิดพลาดงี่เง่าของยมทูตฝึกหัดคนหนึ่ง เธอคิดถึงชานมไข่มุกหวานห้าสิบเปอร์เซ็นต์ที่ชอบสั่งตอนบ่ายวันศุกร์ เธอคิดถึงกลิ่นหอมของเมล็ดกาแฟคั่วบดที่ลอยคลุ้งในร้านกาแฟประจำ เธอคิดถึงรสชาติของซุปมิโซะร้อนๆที่ซดคล่องคอในวันที่เหนื่อยล้าจากการทำงานหนัก "ฉันจะยอมแพ้ไม่ได้" รินลดาใช้หลังมือปาดน้ำตาออกจากแก้มอย่างแรงแววตาที่เคยหม่นแสงกลับมาลุกโชนอีกครั้ง "ถ้ายอมแพ้ตอนนี้ อีตาเทพหน้าปลาจลาบนั่นต้องหัวเราะเยาะฉันแน่ๆคนอย่างรินลดา ฆ่าได้แต่หยามไม่ได้!" หญิงสาวลุกขึ้นยืน กวาดสายตามองไปรอบห้องสมองของนักพัฒนาผลิตภัณฑ์เริ่มทำงานด้วยความเร็วสูงสุด จุดอ่อนของเนเธอเรียคืออะไรนะ อาหาร! วิญญาณที่นี่ต้องกินก้อนพลังงานรสชาติบัดซบเพื่อประทังชีวิต แล้วทำไมถึงไม่มีใครทำอาหารที่มีรสชาติล่ะ? มาร์คัสเคยบอกไว้ระหว่างทางว่าอาหารที่มีรสชาติบนโลกมนุษย์เกิดจากปฏิกิริยาเคมีและสารอินทรีย์ แต่วัตถุดิบในยมโลกเป็นพลังงานบริสุทธิ์ ไร้กลิ่น ไร้รส วิญญาณส่วนใหญ่ที่ตายมานานจะค่อยๆลืมเลือนรสชาติที่แท้จริงของอาหารมนุษย์ไปจนหมดสิ้นเหลือไว้เพียงความทรงจำสีจางๆ "แต่ฉันยังจำได้" รินลดาพึมพำมือของเธอยกขึ้นมาแตะที่หน้าอก ทันใดนั้นเองสิ่งมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้น จุดกึ่งกลางหน้าอกของเธอเปล่งแสงสีส้มอมชมพูอบอุ่นออกมาแสงนั้นไหลเวียนไปตามท่อนแขนสู่ฝ่ามือและปลายนิ้ว มันคือ "ไออุ่นแห่งชีวิต" พลังงานตกค้างอันบริสุทธิ์ของวิญญาณที่ยังไม่ถึงฆาต ร่างกายเนื้อเพิ่งแตกดับไปได้ไม่กี่ชั่วโมง ความทรงจำ อารมณ์ และประสาทสัมผัสแห่งความเป็นมนุษย์ยังคงอัดแน่นและสดใหม่อยู่เต็มเปี่ยม! รินลดามองมือตัวเองที่เปล่งแสงอบอุ่นเธอเดินไปหยิบแก้วน้ำดินเผาเก่าๆบนโต๊ะเทน้ำแร่ยมโลกสีใสไร้รสชาติลงไปจนเต็มแก้ว เธอนึกถึงรสชาติของ "ชามะนาวเย็นเจี๊ยบ" ที่เธอชอบดื่มตอนเดินตากแดดร้อนๆในกรุงเทพฯ เธอนึกถึงความเปรี้ยวจี๊ดของมะนาวแป้นความหวานละมุนของน้ำตาลทรายแดง ความฝาดบางเบาของใบชาดำซีลอนและความเย็นสดชื่นของก้อนน้ำแข็งที่กระทบกับแก้วเสียงดังกริ๊ง รินลดาจุ่มปลายนิ้วชี้ที่เรืองแสงสีส้มอบอุ่นลงไปในน้ำแร่ยมโลกเบาๆ วิ้ง... ละอองแสงสีทองกระจายตัวออกจากปลายนิ้วแทรกซึมเข้าไปในโมเลกุลของน้ำแร่สีใส น้ำในแก้วค่อยๆเปลี่ยนสีกลายเป็นสีน้ำตาลอำพันประกายทองกลิ่นหอมเปรี้ยวอมหวานสดชื่นที่แสนคุ้นเคยระเบิดฟุ้งกระจายไปทั่วห้องพักรูหนูในทันที กลิ่นนั้นรุนแรงและเย้ายวนใจจนทำให้วิญญาณเร่ร่อนที่เดินผ่านหน้าต่างชั้นล่างถึงกับชะงักกึกเงยหน้าขึ้นมองตามกลิ่นด้วยดวงตาเบิกกว้าง รินลดายกแก้วดินเผาขึ้นจิบช้าๆ รสเปรี้ยวอมหวานซาบซ่านแผ่ซ่านไปทั่วปลายลิ้น ความฝาดของชาและความเย็นสดชื่นแล่นปราดลงสู่ลำคอ ไออุ่นแห่งชีวิตเติมเต็มความว่างเปล่าในดวงวิญญาณของเธอจนเปล่งปลั่งขึ้นมาทันตาเห็นมันไม่ใช่แค่น้ำหวานแต่มันคือ "รสชาติแห่งชีวิต" ที่แท้จริง! "ทำได้จริงๆด้วย" รินลดาหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่งด้วยความดีใจแก้วดินเผาในมือสั่นระริก "ฉันเปลี่ยนพลังงานวิญญาณให้กลายเป็นรสชาติมนุษย์ได้!" ในดินแดนที่มีแต่วิญญาณโหยหารสชาติในอดีตสินค้าที่มีค่าที่สุดไม่ใช่ทองคำไม่ใช่อัญมณีเวทมนตร์แต่คือ 'ความทรงจำที่กินได้' ต่างหาก! "เตรียมตัวไว้ให้ดีเถอะลอร์ดเวน" รินลดายิ้มเหี้ยมแววตาเปล่งประกายเจิดจ้าดั่งดวงดาวในคืนมืดมิด "ฉันจะเปลี่ยนยมโลกหม่นหมองแห่งนี้ให้กลายเป็นเหมืองทองของฉันให้ดู!" เช้าวันรุ่งขึ้น (หรือเป็นช่วงเวลาที่โคมไฟวิญญาณบนท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีขาวสลัวเพื่อบอกเวลาเริ่มต้นวันใหม่) ณ ลานใต้สะพานลอยหินโบราณ ใกล้กับทางเชื่อมระหว่างเขต 7 และเขตพาณิชย์กลางแหล่งรวมตัวของวิญญาณชั้นล่างและแรงงานเหมืองที่เพิ่งออกเวรดึก รินลดาปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับอุปกรณ์ทำมาหากินที่เธอใช้เงินเก้าพันกริมไปตระเวนซื้อมาจากตลาดของเก่า โต๊ะไม้พับได้ตัวเล็กหนึ่งตัว ป้ายกระดาษลังที่เขียนด้วยหมึกเรืองแสงสีชมพู กาน้ำดินเผาขนาดใหญ่สามใบ และแก้วกระดาษวิญญาณรีไซเคิลอีกหนึ่งร้อยใบ บนป้ายกระดาษลังมีข้อความภาษาเนเธอเรียตัวโตเขียนไว้ว่า: [ซุ้มเครื่องดื่มบำบัดวิญญาณ] ลิ้มรสชาติแห่งโลกมนุษย์ ฟื้นฟูความทรงจำที่สาบสูญ เมนูพิเศษวันนี้: "ชามะนาวซัมเมอร์" (แก้วละ 50 กริม) จำกัดคนละ 1 แก้วเท่านั้น! วิญญาณหลายตนที่เดินผ่านไปมาต่างพากันหยุดมองด้วยความสงสัยบางตนชี้ชวนกันดูแล้วหัวเราะเยาะ "เครื่องดื่มบำบัดวิญญาณอะไรกันหลอกตาชัดๆ" ชายร่างผอมโซในชุดคนงานเหมืองแค่นเสียง "พวกมนุษย์ตกค้างอีกแล้วสิ ท่าทางจะสติแตกจนเพ้อเจ้อน้ำในเนเธอเรียมันก็รสชาติเหมือนกันหมดนั่นแหละจืดชืดเหมือนน้ำล้างเท้า" "ลองดูสักแก้วไหมล่ะคะคุณพี่?" รินลดาฉีกยิ้มการค้าที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างโชกโชน "ห้าสิบกริมเท่านั้น ถ้าดื่มแล้วไม่รู้สึกถึงแสงแดดและลมฤดูร้อนบนโลกมนุษย์ฉันยินดีคืนเงินให้สองเท่าเลยค่ะ!" "เฮอะ!ถ้าหลอกลวงข้าจะพังโต๊ะเจ้าซะ!" ชายคนงานเหมืองโยนเหรียญห้าสิบกริมลงบนโต๊ะเสียงดัง เกร๊ง รินลดายิ้มหวานคว้าแก้วกระดาษขึ้นมาเทน้ำชาสีอำพันประกายทองที่เธอต้มและถ่ายทอดไออุ่นแห่งชีวิตไว้ตั้งแต่เช้าตรู่ลงไป กลิ่นหอมของเลมอนและใบชาฟุ้งกระจายเตะจมูกทันที ชายคนงานเหมืองชะงักไปเล็กน้อยเมื่อได้กลิ่นเขารับแก้วมาด้วยมือที่สั่นเทาก่อนจะยกขึ้นจรดริมฝีปากแล้วกระดกอึกใหญ่ วินาทีนั้นเอง ดวงตาที่เคยขุ่นมัวและไร้ประกายของวิญญาณคนงานเหมืองพลันเบิกกว้างขึ้นสุดขีด! ภาพความทรงจำเมื่อห้าสิบปีก่อนผุดขึ้นมาในหัวของเขาราวกับภาพยนตร์ฉายซ้ำภาพวันที่เขาเป็นเพียงเด็กหนุ่มตัวเล็กๆกำลังวิ่งเล่นริมชายหาดกับน้องสาว ลมทะเลพัดผ่านผิวแก้ม แสงแดดอบอุ่นสาดส่องและแม่ของเขายื่นแก้วน้ำมะนาวคั้นสดใส่น้ำแข็งเย็นเฉียบมาให้เพื่อดับความกระหาย รสชาติเปรี้ยวอมหวานแล่นพล่านไปทั่วทุกอณูวิญญาณความเหนื่อยล้าจากการขุดหินในเหมืองมาตลอดทั้งคืนมลายหายไปเป็นปลิดทิ้งความอบอุ่นที่ไม่ได้สัมผัสมานานหลายทศวรรษแผ่ซ่านจนหัวใจที่หยุดเต้นไปแล้วรู้สึกเหมือนกลับมามีชีวิตอีกครั้ง แปะ... แปะ... หยดน้ำตาสีฟ้าครามหยดลงมาจากดวงตาของชายร่างผอมโซเขาทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าหน้าโต๊ะ สองมือกุมแก้วกระดาษไว้แน่นราวกับมันเป็นสมบัติล้ำค่าที่สุดในจักรวาล "รสชาตินี้ นี่มันรสชาติของฤดูร้อน" ชายหนุ่มสะอื้นไห้ "ข้าลืมมันไปแล้ว ข้าลืมไปแล้วว่าความอบอุ่นมันรู้สึกยังไง ข้าจำหน้าแม่ตัวเองได้แล้ว" วิญญาณรอบข้างที่ยืนมุงดูอยู่ต่างพากันอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง "เฮ้ย! มันดีขนาดนั้นจริงเหรอวะ" "กลิ่นหอมมาก! ข้าไม่ได้กลิ่นแบบนี้มาสองร้อยปีแล้ว!" "แม่ค้า! ข้าขอแก้วหนึ่ง! เอาเงินข้าไปเลยหนึ่งร้อยกริม!" "ข้าด้วย! ข้าต่อคิวอยู่ตรงนี้ อย่าแย่งสิวะ!" ความโกลาหลเกิดขึ้นในชั่วพริบตาเดียวฝูงชนวิญญาณนับสิบนับร้อยเริ่มกรูเข้ามาล้อมโต๊ะพับของรินลดาจนแทบเหยียบกันตาย เสียงตะโกนแย่งกันซื้อเครื่องดื่มดังลั่นไปทั่วบริเวณรินลดาตักชา มือเป็นระวิงเหงื่อวิญญาณผุดขึ้นตามหน้าผากแต่รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอกลับกว้างขึ้นเรื่อยๆ เหรียญกริมสีทองและสีเงินถูกโยนลงในกล่องรับเงินจนล้นทะลัก หนึ่งร้อยกริม... ห้าร้อยกริม... สองพันกริม... ห้าพันกริม! ชาสามกาน้ำใหญ่หมดเกลี้ยงภายในเวลาไม่ถึงยี่สิบนาทีวิญญาณที่ซื้อไม่ทันต่างพากันส่งเสียงคร่ำครวญและอ้อนวอนขอให้เธอทำเพิ่มในวันพรุ่งนี้ รินลดายืนหอบหายใจยิ้มแป้นมองกล่องใส่เงินที่หนักอึ้งในอ้อมแขนเช้าวันเดียวเธอทำเงินได้มากกว่าเบี้ยยังชีพรายเดือนที่อีตาเทพหน้าเลือดนั่นอนุมัติให้เสียอีก ทว่าความสุขของเธอก็คงอยู่ได้ไม่นาน ตึก... ตึก... ตึก... เสียงย่ำรองเท้าบูทหนังกระทบพื้นหินดังกังวานเป็นจังหวะหนักแน่นและพร้อมเพรียงฝูงชนวิญญาณที่กำลังมุงดูพลันเงียบกริบลงในทันใดก่อนจะพากันแตกฮือแยกย้ายหลบหนีไปคนละทิศคนละทางราวกับมดแตกรัง ไอเย็นยะเยือกอันคุ้นเคยแผ่ปกคลุมไปทั่วลานใต้สะพานลอยความหนาวเย็นนั้นบีบคั้นจนอากาศรอบตัวแทบจะกลายเป็นน้ำแข็ง รินลดาเงยหน้าขึ้นมองกลุ่มเจ้าหน้าที่ชุดเกราะสีดำแห่งกองกำลังรักษาความสงบเนเธอเรียยืนเรียงแถวหน้ากระดานล้อมโต๊ะของเธอไว้ และตรงกลางขบวนนั้นคือร่างสูงสง่าในชุดสูททมิฬขลิบทองคำขาวที่เธอเพิ่งด่าเปิงไปเมื่อวาน ลอร์ดเวนยืนกอดอกดวงตาสีเงินเย็นเยียบจ้องมองเธอผ่านม่านหมอกควันสีเทาข้างกายเขาคือมาร์คัสที่ถือแท็บเล็ตหินชนวนด้วยมืออันสั่นเทา "รินลดา วงศ์วารินทร์" น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจของเวนดังขึ้นก้องกังวานและเฉียบขาดจนแผ่นดินสะเทือน "ตามประมวลกฎหมายพาณิชย์ยมโลก หมวดที่ 4 มาตรา 108 ว่าด้วยการค้าขายในที่สาธารณะ" เวนก้าวเข้ามาหยุดตรงหน้าโต๊ะพับของเธอปลายนิ้วเรียวยาวสวมถุงมือหนังสีดำเอื้อมไปแตะกาน้ำดินเผาใบเก่าของเธอเบาๆ เปรี๊ยะ! เกล็ดน้ำแข็งสีดำลามเลียเคลือบกาน้ำจนกลายเป็นน้ำแข็งในพริบตาเดียว เวนก้มลงสบตารินลดา ริมฝีปากบางยกยิ้มเย็นชาที่ชวนให้กระตุกต่อมโมโหที่สุดในสามโลก "เธอถูกจับกุมในข้อหาเปิดสถานประกอบการโดยไม่ได้รับอนุญาต หลบเลี่ยงภาษีสรรพสามิตวิญญาณ และจำหน่ายสารกระตุ้นความทรงจำที่ไม่ผ่านการตรวจสอบจากกระทรวงสาธารณสุขปรโลก ยึดทรัพย์สินทั้งหมด และคุมตัวนางไปขังที่ศาลากลางเดี๋ยวนี้"ใรินลดาเบิกตากว้างจ้องมองเงินในกล่องที่กำลังถูกเจ้าหน้าที่ยึดไปสลับกับใบหน้าหล่อเหลาแต่ไร้หัวใจของเทพตรงหน้าเสียงระฆังแก้วใสดัง กรุ๊งกริ๊ง เบาๆที่หน้าประตูกระจกใสของMemento Cafeพร้อมกับสายลมอุ่นๆที่พัดพาเอาละอองเกสรดอกไม้เรืองแสงสีฟ้าอ่อนเข้ามาภายในร้านบรรยากาศยามบ่ายของเขต 7 ดำเนินไปอย่างราบรื่นและคึกคักเหมือนเช่นเคย รินลดากำลังยืนเช็ดเคาน์เตอร์ไม้โอ๊คขัดมันด้วยความเพลิดเพลิน บนใบหน้าประดับรอยยิ้มบางๆเมื่อนึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืนก่อนในหอสมุดหลวงถึงแม้ว่าเธอจะแอบเคืองเล็กน้อยที่โดนเทพหนุ่มสุดขึงขังจอมวางแผนตบตาเรื่องระบบความตายตั้งแต่วันแรกแต่ลึกๆแล้วหัวใจดวงน้อยที่เต็มไปด้วยไออุ่นแห่งชีวิตกลับพองโตอย่างห้ามไม่ได้กรุ๊งกริ๊ง!เสียงประตูดังขึ้นอีกครั้งรินลดาเงยหน้าขึ้นเตรียมกล่าวต้อนรับลูกค้าด้วยประโยคประจำมาตรฐานที่คุ้นหู"ยินดีต้อนรับสู่ Memento Cafe ค่ะ อะอ้าว ท่านมาร์คัส" ผู้ที่ก้าวเข้ามาในร้านดันไม่ใช่ลูกค้าวิญญาณทั่วไป แต่เป็นเจ้าหน้าที่มาร์คัสในชุดสูททมิฬชุดเดิมเพิ่มเติมคือใบหน้าซีดเซียวที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็นเยือกและกระดานรายงานหินชนวนในมือที่สั่นระริกจนแทบหลุดร่วง"คุณรินลดาขอรับ เกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับ" มาร์คัสร้องเสียงหลงวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาประชิดเคาน์เตอร์จนเกือบสะดุดขาตัวเอง ริ
ป้ายร้าน Memento Cafe เปล่งแสงสีทองอบอุ่นสาดส่องตัดกับความมืดมลของตรอกเขต 7 ทว่าเมื่อเสียงเอะอะโกลาหลจากการจับกุมบารอนลูคัสและสมุนสงบลงความเป็นจริงอันโหดร้ายของมหานครเนเธอเรียก็กลับมาทาบทับบรรยากาศรอบตัวอีกครั้ง วิญญาณลูกค้าที่เคยต่อแถวยาวเหยียดต่างแยกย้ายกันกลับบ้านด้วยความหวาดผวาแม้ว่าความอร่อยของเครื่องดื่มจะตรึงใจพวกเขาสักแค่ไหนแต่การมีเรื่องพัวพันกับขุนนางเก่าแก่ผู้ทรงอิทธิพลย่อมไม่ใช่เรื่องดีในสายตาของวิญญาณระดับล่าง รินลดายืนถอนหายใจยาวเหยียดอยู่หลังเคาน์เตอร์มองดูแก้วกาแฟระเหยไอร้อนกรุ่นที่เธอเพิ่งชงเสร็จเมื่อครู่ "เอสเปรสโซ่คาราเมลอุ่นสูตรพิเศษสำหรับลูกค้า VIP ที่ชอบทำหน้าดุได้แล้วค่ะ" รินลดายื่นแก้วกระดาษให้เจ้าของร่างสูงในชุดสูททมิฬที่ยังคงยืนกอดอกนิ่งอยู่หน้าร้าน เวนรับแก้วมาถือไว้ ดวงตาสีเงินกวาดมองไปรอบร้านที่ตอนนี้กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง ชายหนุ่มจิบกาแฟคำหนึ่ง รสชาติขมเข้มผสานความหวานละมุนละไมช่วยบรรเทาความตึงเครียดจากภาระงานในศาลากลางลงไปได้ไม่น้อย "เธอใจกล้าเกินไปแล้วคุณรินลดา" เวนเอ่ยเรียบๆพลางวางแก้วลงบนเคาน์เตอร์ "ลูคัสเป็นเพียงนกต่อชั้นต่ำของตระกูลขุนนางเก่าการไ
ห้องขังใต้ดินของศาลากลางมหานครเนเธอเรียไม่ได้มีลูกกรงเหล็กขึ้นสนิมหรือหยากไย่หนาทึบเหมือนในจินตนาการของนักโทษประหารทั่วไปแต่มันคือห้องกระจกใสเคลือบด้วยสนามพลังเวทมนตร์สีครามเข้ม หรูหรา สะอาดสะอ้าน ไร้ฝุ่นละออง และเงียบสงบจนได้ยินเสียงลมหายใจแม้ว่าวิญญาณอย่างรวดเร็วจะไม่จำเป็นต้องหายใจก็ตาม รินลดานั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้โซฟาหนังสังเคราะห์สีดำตัวเดียวในห้องขังสายตาจ้องเขม็งไปยังร่างสูงสง่าของคนที่ยืนกอดอกอยู่เบื้องหน้าสนามพลัง ลอร์ดเวนยืนมองเธอนิ่งๆผ่านกระจกใสแววตาสีเงินคู่นั้นราบเรียบทว่าแฝงความเหนื่อยหน่ายใจอย่างเห็นได้ชัด"หมดเวลาเล่นสนุกแล้วหรือยังคุณรินลดา" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นผ่านระบบสื่อสารเวทมนตร์ติดผนัง"การตั้งแผงลอยเถื่อนใต้สะพานลอยโดยไม่มีใบอนุญาตพาณิชย์ยมโลกแถมยังใช้ไออุ่นแห่งชีวิตปลุกความทรงจำดิบเถื่อนของวิญญาณแรงงานจนเกิดความวุ่นวายจลาจลย่อมๆถือเป็นความผิดร้ายแรงตามประมวลกฎหมายอาญาปรโลก มาตรา 89" รินลดาแค่นหัวเราะในลำคอเธอลุกขึ้นยืนเต็มความสูงเดินเข้าไปใกล้กระจกใสจนปลายจมูกแทบจะชิดแผ่นพลังงาน"กฎหมายบ้าบออะไรของพวกคุณเนี่ย!" เธอแหวใส่ทันที"ฉันแค่อยากหาเงินซื้อข้าวกินประ
ณ คอนโดมิเนียมหรูใจกลางเมือง หยดน้ำอุ่นหยดสุดท้ายเพิ่งจะหยดลงมาจากปลายฝักบัวสีเงินวาววับ กลิ่นสบู่อโรมาเธอราพีกลิ่นกุหลาบผสมลาเวนเดอร์ยังคงลอยอบอวลอยู่ในห้องน้ำขนาดกะทัดรัดของคอนโดมิเนียมย่านสุขุมวิท รินลดา กำลังฮัมเพลงสากลจังหวะคุ้นหูอย่างอารมณ์ดี มือเรียวคว้าผ้าขนหนูผืนหนานุ่มขึ้นมาซับตามเรียวแขน วันนี้เป็นคืนวันศุกร์แสนวิเศษ โปรเจกต์พัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มรสส้มยูซุผสมคอลลาเจนที่เธอตรากตรำอดหลับอดนอนเคี่ยวเข็ญมานานกว่าหกเดือนเพิ่งจะผ่านการอนุมัติงบประมาณจากบอร์ดบริหารระดับสูงของบริษัทข้ามชาติเมื่อช่วงบ่าย โบนัสก้อนโตและตำแหน่งรองผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์รุ่นเยาว์ที่สุดในประวัติศาสตร์บริษัทกำลังลอยเด่นอยู่ตรงหน้า ชีวิตวัยยี่สิบหกปีของเธอกำลังพุ่งทะยานสู่จุดสูงสุด ทุกอย่างถูกวางแผนไว้อย่างสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ เธอมีเงินเก็บในบัญชีถึงเจ็ดหลัก กองทุนรวมที่ผลตอบแทนกำลังเขียวชอุ่ม แพลนผ่อนคอนโดหมดในอีกสามปีและทริปเที่ยวพักผ่อนยุโรปปลายปีที่จองตั๋วเครื่องบินไว้เรียบร้อยแล้ว "เฮ้อ สวรรค์ชัดๆ" รินลดาพึมพำกับตัวเองยิ้มให้เงาสะท้อนของหญิงสาวหน้าตาสะสวยในกระจกบานใหญ่ในห้องน้ำ เท้าขวาของเธอ











