LOGINภูผาหันกลับไปหาพรีม คราวนี้เขามองเธอตรงๆ
“ลุควันนี้…” เขาเว้นจังหวะไปนิดเดียว
“เข้ากับคอลเลกชันดีครับ” น้ำเสียงเรียบชัด ไม่มีคำชมเกินจริง แต่มันเพียงพอให้คนฟังรู้ว่าเขาเก็บทุกรายละเอียด
"ขอบคุณนะคะคุณน้ำ ออกงานสำคัญทั้งทีพรีมขอจัดเต็มหน่อยค่ะ" พรีมยิ้มรับคำชมอย่างอารมณ์ดี แล้วหันมาหาภูผาพร้อมรอยยิ้มท้าทาย
“หวังว่าแขกจะชอบคอลเลกชันนี้… เท่ากับที่คุณภูผาสนใจนะคะ”
พูดจบ พรีมก็แกล้งขยับตัวจัดชุด พลางเอี้ยวตัวโชว์แผ่นหลังเปลือยเปล่าให้คิมที่ยืนอยู่ด้านหลังเห็นพอดี
เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่วโถงจัดงานทันทีที่โชว์จบลง แขกทุกคนต่างฮือฮากับคอลเลกชันที่พรีมออกแบบ ภูผาดูภูมิใจจนเก็บอาการไม่อยู่ เขาพาพรีมเดินสายแนะนำตัวกับแขกวีไอพีอย่างเป็นกันเอง
"ทุกท่านครับ! นี่คุณพรีม ดีไซเนอร์คนใหม่ที่ออกแบบคอลเลกชันนี้ ผมโชคดีมากที่ได้คุณพรีมมาช่วยงาน"
พรีมยิ้มรับคำชมและพูดคุยกับแขกอย่างมืออาชีพ เธอเฉิดฉายท่ามกลางวงล้อมของผู้คน โดยไม่มีใครรู้เลยว่า... ทุกก้าวที่เดินคือความเจ็บปวดที่เริ่มทวีขึ้นเรื่อยๆ
คิมที่ยืนรักษาระยะห่างอยู่ด้านหลัง สายตาเขายังคงมองสำรวจรอบตัวตามหน้าที่ ก่อนจะสังเกตเห็นบางอย่าง
‘รองเท้ากัด...’
เขามองเห็นรอยแดงตรงส้นเท้าของเธอผ่านสายรองเท้าเส้นเล็กจิ๋วนั่นได้ทันที
คิมไม่ได้สงสารเธอ แค่หงุดหงิด... หงุดหงิดที่เห็นคนฝืนเดินทั้งที่เท้าจะพังอยู่แล้ว และน่ารำคาญที่สุดคือตัวเขาเองที่ดันสังเกตจนสลัดออกจากหัวไม่ได้
พรีมส่งยิ้มให้แขกกลุ่มสุดท้ายก่อนจะค่อยๆ เลี่ยงตัวออกมา เธอก้าวเดินอย่างระมัดระวังไปทางโถงห้องน้ำที่คิมยืนอยู่
ทันทีที่พ้นสายตาคน พรีมตรงเข้าไปหาคิม เธอจงใจทิ้งตัวพิงเสาข้างเขาเพื่อผ่อนน้ำหนักจากส้นเท้าที่เริ่มระบม ใบหน้าเหยเกลงอย่างคนหมดความอดทน
"คุณคิม... ช่วยหน่อยสิคะ" เธอพูดเสียงแผ่วเรียกร้องความสนใจ
คิมหันมองตามหน้าที่ สายตาเรียบเฉยแต่กลับเลื่อนลงไปหยุดตรงส้นเท้าเธอทันทีเหมือนรู้อยู่แล้ว
"รองเท้ากัดพรีมจนเดินแทบไม่ไหวแล้วเนี่ย ดูสิ... แดงไปหมดเลย" พรีมบ่นพลางมองเขาอย่างอ้อนๆ
พอเห็นคิมยังนิ่งสนิท เธอก็หมั่นไส้ขึ้นมาดื้อๆ แกล้งทำเป็นเสียหลัก จงใจเซเข้าหาเต็มแรง
แต่ผลกลับไม่เป็นอย่างที่คิด... คิมไม่ขยับมารับ ไม่ตกใจ และไม่ยื่นมือมาประคอง เขาเพียงแค่เบี่ยงตัวหลบอย่างเป็นธรรมชาติ จนพรีมเกือบจะหน้าทิ่ม ดีที่สติไวพอจะใช้มือยันเสาข้างๆ ไว้ได้ทัน
คิมกดปุ่มสื่อสารตรงปกเสื้อสูท สั่งงานใส่ไมค์จิ๋วด้วยน้ำเสียงเรียบสนิท
"ศูนย์... ขอกล่องปฐมพยาบาลกับปลาสเตอร์มาที่โถงทางเดินโซนบี ด่วนครับ"
สั่งเสร็จ เขาถอยออกไปสองก้าว แล้วยืนนิ่งตามเดิม มองตรงไปข้างหน้าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
‘ห๊ะ!? อะไรของเขาเนี่ย ไม่คิดจะพูดด้วยสักคำเลยเหรอ’
พรีมมองท่าทีนั่นอย่างหัวเสีย แต่ยิ่งเขาเฉยใส่เธอเท่าไหร่ มันก็ยิ่งจุดไฟให้อยากรู้ ว่าต้องรุกหนักแค่ไหน ถึงจะทำให้ผู้ชายคนนี้สติหลุดได้สักที…
ปลาสเตอร์ยาแผ่นเล็กไม่ได้ช่วยอะไรมาก เมื่อพรีมต้องกลับไปยืนยิ้มรับแขกอีกเกือบชั่วโมงจนเลือดเริ่มซึมออกมาเปื้อนขอบรองเท้า
‘อดทนไว้... เดี๋ยวงานก็จบแล้ว’
พรีมพยายามแอบพิงเสาในงานเป็นระยะเพื่อพักขา เธอฝืนทนจนไฟในโถงค่อยๆ ดับลงและแขกคนสุดท้ายกลับไป
‘โอ๊ยยย… นิ้วก้อยฉัน ส้นเท้าฉัน’
พรีมทรุดตัวลงนั่งพักที่เก้าอี้ แต่พอพยายามจะยันตัวยืนอีกครั้ง ความเจ็บก็พุ่งขึ้นมาจนเธอเสียหลักยืนแทบไม่ไหว
คิมที่เฝ้ามองอยู่ตลอด ตรงเข้ามาหาทันที ครั้งนี้เขาไม่รอให้เธอเรียกและไม่รักษาระยะห่าง สายตาเขาก้มเช็กแผลที่ส้นเท้า
“คุณไหวไหม?” คิมเงยหน้าสบตาถามเสียงนิ่ง
“ไหวค่ะ... แค่นี้เอง” พรีมกัดฟันตอบ แกล้งทำเป็นเก่งเหมือนทุกครั้ง แต่จังหวะที่จะก้าวเดิน ตัวเธอกลับเซไปข้างหน้า
คิมมองเธอเพียงเสี้ยววินาทีเพื่อประเมิน ก่อนที่เขาจะเคลื่อนไหว มือข้างหนึ่งคว้าเข้าที่เอว ส่วนอีกข้างช้อนใต้ข้อพับขาแล้วยกตัวเธอขึ้นอุ้มทันที
“อ๊ะ!..”
พรีมสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความตกใจ มือคว้าไหล่เขาไว้แน่น ระยะใกล้จนแทบไม่มีอากาศคั่นกลางทำให้เธอได้กลิ่นน้ำหอมจางๆ ผสมกลิ่นกาย ลมหายใจอุ่นรดตรงหน้าผาก กับอ้อมแขนที่อุ้มเธอได้อย่างมั่นคงเหมือนเธอเบาหวิว
“ตอนพรีมล้มเมื่อกี้... คุณยังยืนดูเฉยๆ อยู่เลยนะ” เธอกระซิบถามเสียงสั่น หัวใจเต้นรัว
“ครั้งนั้นคุณไม่ได้ล้มจริง” เขาตอบสั้นๆ หน้านิ่ง ขณะก้าวเท้าไปที่ลานจอดรถด้วยจังหวะสม่ำเสมอ
พรีมเงียบลง ทั้งที่ควรจะพูดหรือยั่วต่อ แต่สมองกลับว่างเปล่า เหลือแค่ความรู้สึกว่าถูกอุ้มอยู่จริง สายตามองใบหน้าคมนิ่งของเขาที่ไม่แม้แต่จะเหลือบลงมามองเธอ เหมือนกับว่าคนในอ้อมแขนนี้ไม่ใช่ผู้หญิง แต่เป็นแค่ภารกิจหนึ่ง
‘ผู้ชายคนนี้คิดอะไรอยู่กันแน่’
พรีมขมวดคิ้วเล็กน้อย พยายามอ่านและหาช่องว่าง แต่กลับไม่มีอะไรเลย
จังหวะที่คิมอุ้มพรีมเดินผ่านโถงกลางที่เริ่มมืดสลัว น้ำหนึ่งก็เหลือบไปเห็นเข้าพอดี
“บอสคะ!”
ภูผาละสายตาจากไอแพด หันตามสายตาเลขา เขาหยุดมองนานกว่าปกติเล็กน้อย แต่ไม่ได้แสดงสีหน้าอะไร
“ให้น้ำไปดูไหมคะ” น้ำหนึ่งถามอย่างลังเล
พรีมมองข้ามไหล่คิมไปสบตาภูผาพอดี เธอนิ่งแล้วส่งยิ้มบางๆ ให้ เป็นยิ้มของคนรู้ดีว่ากำลังอยู่ในสายตาเขา และเธอตั้งใจให้เขาเห็น
‘เกมกำลังเริ่มแล้ว!’
“ไม่ต้อง” ภูผาตอบสั้นๆ ก่อนจะลดสายตากลับลงมองหน้าจอ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
วินาทีนั้น คิมก็ดันตัวเองเข้าไปจนสุด ปลดปล่อยความอุ่นร้อนลึกเข้าไปข้างในตัวเธอจนหมด เขาทิ้งตัวลงมาทับร่างเธอไว้ ซบหน้าลงกับซอกคอ เสียงหอบหายใจดังอยู่ข้างหูเธอพรีมนอนนิ่งอยู่ใต้ตัวเขา สองมือยังคงลูบหลังที่เปียกเหงื่อของคิม รู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยแบบที่ไม่เคยรู้สึกกับภูผาเลยสักนิดคิมค่อยๆ ขยับตัวลงมานอนตะแคง แล้วดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมร่างเปลือยเปล่าของทั้งสองคนไว้ พรีมขยับหันหน้าเข้าหาคิม สบตากับเขาในความมืดสลัว“พรุ่งนี้... คุณจะทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีกใช่ไหม” พรีมถามขึ้นตรงๆ น้ำเสียงสั่นเล็กน้อยคิมจ้องตาเธอ ก่อนจะเอื้อมมือไปเกลี่ยปอยผมที่ปรกหน้าผากเธอออก“ผมไม่เคยคิดจะลืม” คิมตอบเสียงต่ำ “แต่คุณก็รู้ว่า... มันจะเป็นยังไง”“ค่ะ” พรีมก้มหน้าลง มองมือตัวเองที่แตะอยู่ตรงอกเขา “พรีมแค่กลัว... กลัวว่าคุณจะมองเรื่องคืนนี้เป็นแค่ความผิดพลาดอีก”คิมจับคางเธอขึ้น ให้สบตาเขาอีกครั้ง“ฟังผมนะ” คิมพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “สิ่งที่เกิดขึ้นคืนนี้ ไม่ใช่ความผิดพลาด แต่หลังจากนี้... คุณต้องระวังตัวให้มากกว่าเดิม”“ค่ะ”“เวลาอยู่ต่อหน้าเขา ทำตัวให้ปกติที่สุด อย่าแสดงอาการอะไรทั้งนั้น... ส่วนเรื่อง
หน้าของทั้งคู่อยู่ห่างกันแค่นิดเดียว กลิ่นสบู่จากตัวเธอลอยแตะจมูกเขา คิมจ้องหน้าพรีม เลื่อนสายตามองปากที่กำลังสั่นของเธอ ก่อนจะสบตาเธอนิ่งๆ“ถ้าผมเกลียดคุณ...” คิมพูดเสียงต่ำ ลมหายใจอุ่นๆ รดข้างแก้มเธอ “ผมจะทิ้งเพื่อนแล้วมายืนเฝ้าคุณข้างถนนทำไม”พรีมชะงัก“อย่าถามอะไรแบบนี้” คิมพูดพลางมือที่จับเอวเธอเผลอบีบแรงขึ้นนิดนึง “คิม...”พรีมก้มมองคนที่นอนอยู่ใต้ตัวเธอ สายตาเขาไม่ได้เย็นชาเหมือนทุกครั้ง แต่มันดูอึดอัด โกรธ และเหมือนพยายามกลั้นอะไรบางอย่างไว้“แล้วทำไมถึงไม่ยอมมองหน้าพรีมเลยล่ะ” พรีมถามกลับ“ทำไมต้องทำเหมือนพรีมเป็นแค่ภาระที่ต้องคอยจัดการตามคำสั่งภูผา”คิมยกมือขึ้นมาแตะแก้มเธอเบาๆ สัมผัสแค่นั้นทำเอาพรีมขนลุกไปทั้งตัว“เพราะถ้าผมมองคุณตรงๆ ...” คิมพูดเบาลงจนเกือบเป็นกระซิบ สายตาเลื่อนลงมองปากเธออีกรอบ “...ผมกลัวใจตัวเอง ว่าจะไม่ยอมปล่อยคุณไป”ทั้งห้องเงียบลงทันที มีแค่เสียงลมหายใจของทั้งคู่ ท่ามกลางระยะห่างที่ไม่มีเหลืออีกแล้วคิมจ้องริมฝีปากที่สั่นของพรีม ลมหายใจร้อนๆ รดกันในระยะประชิด วินาทีนั้นเขาหมดความอดทน มือเลื่อนขึ้นไปล็อกท้ายทอยเธอแล้วรั้งใบหน้าลงมาบดจูบอย่างหนักหน่
แท็กซี่จอดหน้าคอนโดแห่งหนึ่ง ตัวตึกดูเงียบสงบ ไม่พลุกพล่าน คิมพาพรีมขึ้นลิฟต์มาที่ชั้นสี่ เขาแตะคีย์การ์ดแล้วผลักประตูเปิดออกภายในเป็นห้องสตูดิโอขนาดกลาง ผนังปูนเปลือยกับเฟอร์นิเจอร์สีดำและเทาเข้ม ทุกอย่างถูกจัดวางเป็นระเบียบเหมือนค่ายทหาร บนโต๊ะทำงานไม่มีของเกะกะ มีเพียงแล็ปท็อปเครื่องหนึ่ง เตียงนอนปูผ้าสีเทาเรียบตึง ม่านทึบแสงปิดสนิท ไร้รูปถ่ายหรือของตกแต่งพรีมเดินก้าวเข้ามาอย่างเกร็งๆ เธอหยุดยืนอยู่กลางห้อง กลิ่นสบู่ผู้ชายผสมกลิ่นสะอาดลอยแตะจมูก“นั่งก่อนสิ” คิมบอกพลางพยักหน้าไปทางโซฟาหนังสีดำตัวยาวพรีมเดินไปนั่งลงตรงริมขอบโซฟา สองมือวางไว้บนตักอย่างไม่คุ้นชิน คิมเดินไปเปิดตู้เย็น หยิบน้ำเปล่าขวดใหม่ออกมาเปิดฝาแล้วยื่นให้เธอ“ขอบคุณค่ะ” พรีมรับขวดน้ำมาถือไว้“เดี๋ยวผมลงไปข้างล่างแป๊บเดียว…. คุณพักผ่อนตามสบาย ห้องน้ำอยู่ฝั่งนู้น”“คุณจะไปไหนเหรอคะ” “ไปซื้อของ” คิมตอบสั้นๆ ก่อนจะเดินออกจากห้องไป พรีมนั่งนิ่งอยู่พักหนึ่ง พอดื่มน้ำไปสองอึก เธอก็วางขวดลงแล้วลุกขึ้นเดินสำรวจห้องเงียบๆห้องนี้แทบไม่มีร่องรอยของการใช้ชีวิตแบบคนทั่วไป ไม่มีขนม ไม่มีต้นไม้ ไม่มีของสะสม มีแต่ความเงียบกับ
ช่วงค่ำบนถนนใหญ่ แสงไฟหน้ารถเก๋งของพรีมส่องกระทบฝากระโปรงหน้าที่ยุบย่น น้ำในหม้อน้ำไหลนองลงพื้นถนน เสียงแตรและเสียงเครื่องยนต์ของรถคันอื่นดังผ่านไปมาอย่างเร่งรีบชายวัยสามสิบเศษรีบวิ่งลงมาจากรถกระบะคู่กรณี สีหน้าตื่นตระหนก ยกมือไหว้น้ำตาคลอ“คุณครับ ผมขอโทษจริงๆ ครับ! ผมรีบพาลูกไปส่งโรงพยาบาล น้องชักหมดสติอยู่ในรถ”หญิงสาวอีกคนเปิดประตูกระบะ วิ่งอุ้มเด็กตัวเล็กๆ ที่กำลังชักลงมา ร้องไห้กระวนกระวาย “พี่ เร็วเข้า ลูกดิ้นใหญ่แล้ว!”พรีมที่ยังมึนศีรษะจากแรงกระแทก มองภาพนั้นแล้วรีบโบกมือ“ไม่เป็นไรค่ะ รีบพาน้องไปโรงพยาบาลก่อนเลยค่ะ!” พรีมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา “ถ่ายรูปหน้ารถ ทะเบียน กับบัตรประชาชนพี่ไว้ก่อน แล้วพี่รีบไปเลยค่ะ เดี๋ยวทางนี้ฉันรอประกันเอง”“ขอบคุณครับคุณ ขอบคุณมากครับ!” ชายคนนั้นรีบยื่นบัตรประชาชนให้เธอถ่าย แลกเบอร์โทรศัพท์อย่างลนลาน แล้ววิ่งกลับขึ้นรถกระบะ ขับพุ่งออกไปทันทีถนนตรงนั้นกลับมาเหลือเพียงความเงียบ พรีมยืนกอดอกพิงข้างตัวรถที่พังยับ ลมดึกพัดมาจนรู้สึกหนาว ความเจ็บระบมจากทริปต่างจังหวัดเมื่อคืนผสมกับแรงกระแทกจากถุงลมนิรภัยทำให้เธอแทบยืนไม่ไหว เธอถือโทรศัพท์แนบหูเพื่อรอ
“กูแค่อยากได้ยินเสียงมึงเฉยๆ ... มึงคุยกับกูก่อน อย่าเพิ่งด่ากูตอนนี้เลยนะ”“...เชี่ยเอ๊ย” นิกกี้สบถเสียงแผ่ว ความโมโหเมื่อกี้หายไปหมด เหลือแค่น้ำเสียงจุกๆ “มันจงใจทำขนาดนี้เลยเหรอวะ...”พรีมกอดเข่าตัวเองแน่น ปล่อยให้น้ำตาไหลเงียบๆ“พรีม มึงฟังกู” นิกกี้สูดหายใจลึก พยายามคุมเสียงไม่ให้สั่นเพื่อดึงสติเพื่อน “กูไม่ซ้ำเติมมึงแล้วนะ แต่มึงเห็นแล้วใช่ไหมว่าคิมมันช่วยเหี้ยอะไรมึงไม่ได้เลย ต่อให้มันได้ยิน มันก็ทำได้แค่นิ่ง”“กูรู้... กูก็แค่สมเพชตัวเอง”“หยุดสมเพชตัวเอง!” นิกกี้ดุสวน“ตอนนี้มึงต้องเอาตัวรอดก่อน ลุกไปกินข้าว กินยา แล้วหาอะไรปิดรอยพวกนั้นซะ อย่าให้ภูผามันเห็นว่ามึงจะตายเพราะเรื่องนี้”พรีมพยักหน้าทั้งน้ำตา“เรื่องภูผามึงถอยไม่ได้แล้ว แต่กับคิม... มึงต้องตัดใจเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นมึงพังยับแน่พรีม” นิกกี้ผ่อนเสียงลงแต่จริงจัง “ทนให้จบทริปนี้ กลับมากรุงเทพฯ เมื่อไหร่... ค่อยมาแหกปากร้องไห้ที่บ้านกู”ภายในห้องโดยสาร มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ดังแผ่ว คิมทำหน้าที่ขับรถ สายตามองตรงไปข้างหน้า มือสองข้างจับพวงมาลัยนิ่งสนิทภูผานั่งอยู่เบาะหลัง เขากดปิดหน้าจอไอแพด ก่อนจะเงยหน้าขึ้นส
“ส่วนคิม” ภูผาหันไปสั่ง“พักห้องฝั่งขวา เช็กความเรียบร้อยรอบบ้านให้เสร็จ แล้วคืนนี้ถ้าไม่ได้เรียก ก็ไม่ต้องออกมา”“ครับ” คิมตอบรับสั้นๆคิมถอดแว่นกันแดดออก สีหน้าเขายังนิ่งเหมือนเดิม แต่สายตาเขาสบเข้ากับพรีมตรงๆ ทั้งคู่รู้ดีว่าหลังประตูห้องใหญ่คืนนี้จะเกิดอะไรขึ้น และคิมก็รู้ว่าตัวเองทำได้แค่อยู่ในห้องฝั่งตรงข้ามตามคำสั่ง“เข้าไปอาบน้ำก่อนสิ” ภูผาแตะแขนพรีมเบาๆ ดันให้เธอเดินนำไปที่ห้องนอนใหญ่ภูผาเดินตามเข้าไปแล้วปิดประตูลง ทิ้งให้คิมยืนอยู่คนเดียวตรงโถงกลาง…..พรีมก้าวเท้าออกจากห้องน้ำในชุดคลุมอาบน้ำ แต่ยังไม่ทันได้เดินไปถึงห้องแต่งตัว ภูผาก็คว้าต้นแขนเธอไว้แล้วดันร่างเธอถอยหลังจนแผ่นหลังกระแทกเข้ากับบานประตูห้องนอนตึง!“คุณภูผา... อื้อ!”ภูผากดจูบลงมาหนักหน่วง มือกระตุกสายผูกชุดคลุมอาบน้ำของเธอออกอย่างรวดเร็ว เขายกร่างเธอขึ้นจนเท้าลอยเหนือพื้น ดันสะโพกเธอแนบชิดกับบานไม้“ตรงนี้... ไม่เอาค่ะ” พรีมเบือนหน้าหนี ลมหายใจหอบถี่ พยายามใช้สองมือดันไหล่เขาออก “ไปที่เตียงเถอะนะคะ”“ทำไมล่ะ” ภูผากระซิบชิดซอกคอ “ตรงนี้ก็สะดวกดีออก”ร่างกายของเขารุกรานเข้ามาทันทีโดยไม่ให้เวลาเธอตั้งตัว พรีมสะ







