로그인ปราณขับรถพาฉันออกมาแถวชานเมือง เลี้ยวเข้ามาจอดที่คาเฟ่สไตล์ลอฟต์ บรรยากาศเงียบสงบ ต่างจากในเมืองลิบลับ
เขาเดินกลับมาที่โต๊ะ วางแก้วอเมริกาโน่เย็นลงตรงหน้าฉัน
"ร้ายนะ..." ฉันยกกาแฟขึ้นจิบ มองหน้าคนตรงข้าม
"ไปหักหน้าพี่สาวตัวเองกลางวงแบบนั้น ไม่กลัวยัยนั่นดิ้นตายเหรอ?"
ปราณยิ้มมุมปาก เขานั่งพิงเก้าอี้ ปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตเม็ดบนออก ท่าทางดูจริงจังขึ้นผิดกับไอ้เด็กกวนประสาทเมื่อชั่วโมงก่อน
"พี่เป้ก็งี้แหละ ทำเหมือนคุมชีวิตผมได้ ทั้งที่เราแทบไม่ได้โตมาด้วยกัน" เขาหันมองออกไปนอกกระจก
"ผมย้ายไปอยู่อเมริกากับแม่ตั้งแต่อายุสิบสอง"
"ห้ะ.. เด็กขนาดนั้น พ่อยอมเหรอ?"
"ยอมดิ..." ปราณหัวเราะในคอ สายตาดูว่างเปล่า
"เพราะสำหรับพ่อ ผมไม่ใช่ตัวเต็ง ไม่มีค่าพอให้รั้งไว้ด้วยซ้ำ"
เราเงียบกันไปพักหนึ่ง ฉันมองหน้าเด็กหนุ่มตรงหน้าที่นิ่งไปผิดปกติ
"อยู่ที่นู่น ผมจะทำอะไรก็ได้ จะเรียน จะเละเทะ หรือใช้ชีวิตพังแค่ไหน พ่อก็ไม่เคยสนใจ... แต่กับพี่เป้มันไม่ใช่" ปราณหันกลับมามองฉัน สายตาดูเหนื่อยหน่าย
"พี่เป้ถูกวางตัวให้เป็นทายาทตั้งแต่เด็ก ต้องเพอร์เฟกต์ ต้องเด่น ต้องเป็นหน้าเป็นตาตลอดเวลา พ่อแม่เลิกกันเพราะแม่ทนความกดดันไม่ไหว แม่เลือกพาผมไป ส่วนพ่อก็เก็บพี่เป้ไว้ปั้นต่อ"
"เพราะงี้ใช่ไหม ปูเป้ถึงแพ้ใครไม่เป็น?" ฉันพูดขึ้นมา นึกภาพผู้หญิงที่ชอบแย่งของคนอื่นสมัยอยู่อเมริกาออกทันที
"ใช่..." ปราณมองฉันนิ่ง
"พี่สาวผมโตมากับคำว่าต้องชนะเท่านั้นถึงจะมีตัวตนในสายตาพ่อ การแต่งงานกับพี่ภัทรไม่ใช่แค่เรื่องความรักหรอกพี่เคท แต่มันคือดีลที่ดีที่สุดที่พี่เป้ต้องคว้ามาเพื่อพิสูจน์ให้พ่อเห็นว่าทำสำเร็จ... ต่อให้ต้องเล่นสกปรก จับผู้ชาย หรือเอาเรื่องท้องมาอ้าง พี่เป้ก็ทำได้ทั้งนั้น"
ฉันนั่งนิ่ง มองแก้วกาแฟตรงหน้า ความรู้สึกเกลียดที่มีต่อปูเป้ไม่ได้หายไป แต่มีความสมเพชเข้ามาแทน ที่แท้ชีวิตที่ดูรวย เพอร์เฟกต์ เบื้องหลังก็แค่คนดิ้นรนที่กลัวจะกลายเป็นคนไร้ค่า
ฉันเงยหน้ามองเด็กหนุ่มตรงหน้า... คนที่พ่อไม่เคยสนใจ จนกลายมาเป็นคนรักอิสระและไม่แคร์ใครแบบนี้
"แล้วนายล่ะ..." ฉันถาม
"ที่ยอมช่วยพี่ปั่นประสาทพี่สาวตัวเองอยู่ตอนนี้... ทำไปเพราะสะใจ หรืออยากเอาคืนพ่อกันแน่?"
"คิดไปไกลแล้วพี่เคท" เขาส่ายหัว ยิ้มขำแบบไม่ได้ติดใจอะไรเลย
"ผมไม่ได้มีปมเรื่องพ่อขนาดนั้น แม่เลี้ยงผมมาดีจนขี้เกียจเอาเรื่องพวกนี้มาคิดให้ปวดหัว แค่รำคาญเฉย ๆ"
"อ้าว... แล้วที่กลับมานี่คือ?"
"ผมเพิ่งเรียนจบ กะว่าจะกลับมาเที่ยวชิล ๆ แต่ดูเหมือนรอบนี้จะต้องอยู่ช่วยงานพ่อที่โรงงานแทนพี่เป้สักพัก"
"ไหนว่าพ่อไม่ได้หวังอะไรกับนายไง?"
"ก็ใช่ครับ... แต่ตอนนี้พี่เป้ท้องโตขึ้นทุกวัน พ่อคงไม่อยากให้ลูกสาวคนโปรดเหนื่อย ถึงผมจะไม่ใช่ลูกรัก แต่ก็เป็นลูกชายคนเดียว พ่อเลยอยากให้มาลองดูงานที่โรงงานบ้าง"
ปราณมองหน้าฉัน เขายื่นมือมาเขี่ยผมที่ปรกแก้มฉัน แค่นั้นก็ทำเอาหน้าร้อนขึ้นมาดื้อ ๆ
"ตอนแรกผมกะจะเผ่นกลับเมกาทันทีที่งานแต่งจบ เบื่อความประสาทแดกของบ้านนี้จะแย่..."
เขาโน้มตัวข้ามโต๊ะเข้ามาใกล้ สายตาเลื่อนลงมองปากฉัน ก่อนจะเงยขึ้นมาสบตา
"...แต่ดันมีของดีมาขัดจังหวะซะก่อน"
ฉันยิ้มมุมปาก ไม่ได้กลัวสายตานั้นเลยสักนิด เอื้อมมือไปดึงคอเสื้อเชิ้ตเขาเข้ามาใกล้จนหน้าแทบชนกัน
"ของดีที่ว่า... คิดว่ามีปัญญาแตะได้นานแค่ไหนล่ะ?"
ฉันจ้องหน้าคนอวดดี
"บอกไว้ก่อนนะปราณ... นอกจากเรื่องบนเตียงที่ทำได้ดี พี่ก็ยังไม่เห็นว่านายจะชนะใจพี่ตรงไหนเลย"
ปราณหัวเราะในคออย่างชอบใจ ก่อนจะยื่นแขนเข้ามารวบเอว ดึงตัวฉันเข้าไปเบียดชิดกับเขาข้ามมุมโต๊ะหน้าตาเฉย
"ผมชอบเวลาพี่มั่นหน้าแบบนี้ว่ะ"
เขาขยับหน้าเข้ามากระซิบข้างแก้ม ลมหายใจอุ่น ๆ ทำเอาฉันขนลุกไปหมด
"ผมมีเวลาอีกเยอะพี่เคท... ชนะใจมันยากก็จริง แต่ถ้าทำให้พี่ติดเซ็กส์ผมจนไปไหนไม่รอด น่าจะง่ายกว่าเยอะ"
"มั่นใจเหลือเกินนะ..." ฉันพูดชิดปากเขา มองกลับแบบไม่ยอมแพ้
"ไม่เชื่อก็ลองดูครับ... รอบหน้าผมไม่ปล่อยให้พี่เดินออกจากห้องน้ำเหมือนวันนี้แน่"
เรามองตากันนิ่ง ต่างคนต่างรู้ทันกันหมด เขาอยากเอาชนะ ส่วนฉันแค่อยากสนุก... แต่นั่นแหละคือเสน่ห์ การปะทะกันแบบไม่มีใครยอมใคร
"ถามจริงเถอะ... เท่าที่เห็น พี่สาวนายแทบจะสแกนผู้หญิงทุกคนที่เข้าใกล้นายเลยไม่ใช่เหรอ?"
"พี่เป้ไม่เคยชอบผู้หญิงที่ผมคุยด้วยสักคน" ปราณยิ้มขำปนเหนื่อยหน่าย
"อยากให้ผมคบคนที่เขาเลือกให้ คนเรียบร้อย มีหน้ามีตาในสังคม... พูดง่าย ๆ คืออยากปั้นผมให้เป็นหุ่นยนต์เหมือนที่พ่อทำกับเขานั่นแหละ"
"งานน่ะ... หนักแน่ครับพี่เคท"เขายื่นหน้าเข้ามาใกล้ กัดติ่งหูฉันเบาๆ แล้วกระซิบ"...โดยเฉพาะกะดึกบนเตียง เตรียมใจไว้เลยว่าผมใช้พี่คุ้มแน่"ฉันขนลุกไปทั้งตัว แต่เอี้ยวตัว สองมือยกขึ้นคล้องคอเขาไว้ นิ้วสอดเข้าไปในผมตรงท้ายทอย ดึงให้เขาก้มลงมามองหน้าใกล้จนจมูกแทบจะชนกัน"เด็กเวร... หน้าเลือดขนาดนี้ คิดจะใช้งานพี่ยันเช้า ต้องจ่ายโอทีด้วยนะ"ฉันยิ้มมุมปาก จงใจยั่วกลับสายตาเขาเปลี่ยนเป็นดุขึ้นทันที เขาเลื่อนมือลงมาบีบสะโพกฉันแน่น รั้งตัวฉันให้แนบชิดกับเขาจนแทบไม่เหลือช่องว่าง"ใครบอกว่าพี่เป็นคนทำงาน..." เสียงเขาแหบลง กัดฟันพูดเหมือนพยายามข่มอารมณ์"ตลอดทั้งคืนผมจะจัดการเองหมด... พี่มีหน้าที่แค่นอนครางรับเงินเดือนไปก็พอ"พูดยังไม่ทันขาดคำ ปราณก็ไม่ปล่อยให้ฉันได้เถียง เขากดจูบลงมาทันที จูบหนักๆ แบบเอาแต่ใจ จนความเย็นของลมรอบตัวทำอะไรไม่ได้อีก….สนามบินสุวรรณภูมิตอนนี้คนเยอะมาก ปราณชะงักฝีเท้า แล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรออกหาคนที่ปั่นป่วนชีวิตเราไม่เลิก"เออ พี่เป้..." เสียงเขานิ่งมาก แต่ไม่ได้กวนประสาทเหมือนทุกทีปลายสายน่าจะเงียบ หรือไม่ก็เตรียมตั้งรับ เพราะหลังจากเรื่องวันนั้น พี่สาวเขาคง
"คุณปราณไม่ได้มาวุ่นวายครับ... เขาคือตัวแทนที่มีอำนาจตัดสินใจคนเดียวของกองทุนเราในดีลนี้"มิสเตอร์แอนเดอร์สันพูดแทรกขึ้นมาทั้งห้องเงียบกริบขึ้นมาทันทีภัทรหน้าซีดเผือด เขามองสลับไปมาระหว่างตัวแทนกองทุนกับเด็กหนุ่มวัยยี่สิบสี่ที่เขาเคยมองข้ามมาตลอดปราณไม่ได้มีท่าทีตกใจอะไร เขาวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะเบาๆ ขยับตัวนั่งหลังตรง ประสานมือไว้บนโต๊ะ สายตามองหน้าพี่เขยที่กำลังเหวออย่างใจเย็น"พี่คิดว่าบอร์ดที่อเมริกาจะยอมปล่อยเงินร้อยล้านให้โปรเจกต์พี่ง่ายๆ โดยไม่มีคนการันตีเหรอครับ?" เสียงของปราณนิ่งมาก ไม่ได้เยาะเย้ย แต่กดดันจนอีกฝ่ายแทบพูดไม่ออก"เงินลงทุนก้อนนี้... มันเป็นกองทุนส่วนตัวในชื่อผม"ภัทรยืนนิ่งไปเลย เส้นเลือดที่ขมับปูดขึ้นมา หายใจติดขัดเหมือนคนพูดอะไรไม่ออก"เป็นไปไม่ได้... ทำไมฉันไม่เคยรู้เรื่องนี้" ภัทรเค้นเสียงออกมาปราณกระตุกยิ้มมุมปากนิดเดียว สายตาเรียบเฉยจนดูเย็นชา"พี่ก็ลองกลับไปถามเมียพี่ดูสิครับ..."เขาเว้นจังหวะ แล้วเลื่อนสายตามามองฉันที่ยืนอยู่ข้างหลังภัทรแวบหนึ่ง ปราณเคาะนิ้วลงบนแฟ้มเอกสาร หันไปพยักหน้าให้คุณแอนเดอร์สันนิดเดียว"คุณแอนเดอร์สันกับผมดูตัวเลขทั้งหมดแล้วครั
"พอเถอะปราณ..." ฉันตัดบทหน้านิ่ง "ที่ผ่านมาที่บอกว่าคบกัน... ลึก ๆ นายก็รู้ว่ามันแค่เซ็กส์แก้เหงา ไม่ใช่ความรักด้วยซ้ำ"ฉันยิ้มเยาะตัวเอง นิ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้"แค่ความอยากเอาชนะ แค่หลง หรือไม่ก็แค่ถูกใจเรื่องบนเตียงเท่านั้นแหละ... ตอนนี้นายเล่นพอแล้วก็กลับบ้านไปเถอะ พี่จะทำงาน"ฉันหยุดพูด สูดหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดอารมณ์ พยายามคุมเสียงไม่ให้สั่น"การที่นายเข้ามาในชีวิตพี่... ตอนแรกพี่คิดว่ามันคือกำไร เหมือนได้โชคสองชั้นที่ไม่ต้องลงทุนอะไร... แต่รู้ไหมตอนนี้พี่รู้สึกยังไง?"ฉันมองหน้าเขาตรง ๆ ไม่หลบตา"มันกลายเป็นหนี้เสียก้อนใหญ่ไปแล้วปราณ... การที่พี่ต้องมานั่งรอแชตที่นายไม่เคยส่งมา การที่พี่คิดถึงนายจนเสียงาน มันทำให้พี่คุมตัวเองไม่ได้เลย"ฉันลุกขึ้นยืน ขาแทบไม่มีแรงก้าว"ความสัมพันธ์บ้านี่มันกำลังทำให้ชีวิตพี่พัง... พี่ไม่เหลืออะไรให้เสียแล้ว"ฉันเกลียดตัวเองในตอนนี้ที่สุด... เกลียดที่ปล่อยให้ผู้ชายคนนี้เข้ามาทำให้ชีวิตที่อุตส่าห์จัดระบบไว้ดี ๆ พังไม่เป็นท่า"พอเถอะปราณ... พี่ไม่เอาแล้ว" ฉันตัดบทแล้วหันหลังให้"ออกไปเหอะ กลับไปอยู่ในที่ของนาย แล้วปล่อยให้พี่กลับไปใช้ชีวิตคนเดียวแ
สุดท้าย... ฉันก็เลือกทางที่เซฟที่สุดเรื่องเงินกับหน้าที่การงาน ฉันตัดสินใจตอบตกลงย้ายตามบอสไปเป็นเลขาฯ ที่บริษัทพ่อปูเป้คนอย่างเคทไม่เคยรอโชคชะตา และไม่เสียเวลามานั่งร้องไห้ให้สิ่งที่เสียไปแล้ว ในเมื่อความรักเป็นเรื่องที่คุมไม่ได้ ฉันก็แค่ตัดทิ้ง ฉันเริ่มจัดระเบียบชีวิตตัวเองใหม่ ตัดขาดทุกอย่างที่เกี่ยวกับเขา ลบแอปที่เคยใช้คุย ปิดการแจ้งเตือนทั้งหมดที่จะทำให้ฟุ้งซ่านจนเสียงานการไม่เอาความรู้สึกมาปน คือวิธีป้องกันตัวเองที่ดีที่สุดวันแรกของการทำงานในตึกใหม่ที่ใหญ่และหรูหรากว่าเดิม ฉันใส่สูทสีเข้มเรียบกริบ แต่งหน้าจัดเต็มจนดูนิ่งสนิทเหมือนเดิม แต่พอเปิดประตูเข้าไปในที่ทำงานใหม่ บรรยากาศรอบตัวก็กดดันจนแทบหายใจไม่ออกบอสในฐานะซีอีโอคนใหม่เริ่มใช้งานฉันหนักกว่าเดิม เขาเรียกใช้ฉันแทบทุกสิบนาทีเพื่อโชว์คนอื่นในบอร์ด ส่วนปูเป้ก็ขยันเดินมาที่โต๊ะฉันบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ คอยสั่งงานจุกจิกที่ไม่ใช่หน้าที่ฉัน ทั้งหมดก็แค่ตั้งใจจะบอกให้รู้ว่าที่นี่คือที่ของเธอ"คุณเคทคะ ช่วยสรุปยอดค่าใช้จ่ายส่วนตัวของเป้ให้หน่อยนะคะ พอดีเป้ยุ่งมาก"ปูเป้วางกองบิลลงบนโต๊ะฉัน แล้วยิ้มเยาะ"อ้อ ลืมไป ที่นี่เราทำงานกันแบบ
หนึ่งเดือนเต็มที่เขาหายไปอยู่อีกซีกโลก...เวลาที่ต่างกันสิบกว่าชั่วโมงทำให้เราคุยกันแค่วันละไม่กี่ประโยค ฉันตัดความฟุ้งซ่านด้วยการทำงานลากยาวจนดึกทุกวัน พยายามบอกตัวเองว่ากลับมานิ่งได้เหมือนเดิมแล้ว ทั้งที่ลึก ๆ ยังรู้สึกโหวงจนน่าหงุดหงิด"สวัสดีค่ะคุณเคท"เสียงของปูเป้ดังขึ้นพร้อมกับที่เธอควงแขนภัทรเดินเข้ามาในห้องทำงาน ท้องเธอเริ่มโตขึ้นชัดเจน นิ้วนางข้างซ้ายใส่แหวนเพชรเม็ดโตจนสะดุดตาฉันลุกขึ้นยืนตามหน้าที่ ยื่นแฟ้มรายงานให้ภัทร"เอกสารสรุปยอดไตรมาสนี้ค่ะบอส ส่วนฝ่ายบัญชีฝากถามเรื่องกำหนดการเซ็นอนุมัติงบก่อนบอสจะลงไปดูไซต์งานสัปดาห์หน้า"ยังไม่ทันที่ภัทรจะรับ ปูเป้ก็ยื่นมือมาดึงแฟ้มไปตัดหน้า เธอเปิดดูผ่าน ๆ ก่อนจะเหลือบมองฉันแล้วยิ้มมุมปาก"งานเป๊ะเหมือนเดิมเลยนะคะคุณเคท... ถึงว่า พี่ภัทรถึงอยากหนีบคุณเคทตามไปอยู่ด้วยที่บริษัทคุณพ่อ"ฉันชะงัก หันไปมองหน้าภัทรทันที เขาดูเครียดขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด"เป้... พี่บอกแล้วไงว่าเรื่องนี้พี่จะคุยกับเคทเอง" ภัทรตัดบท ดึงแฟ้มกลับมาถือไว้ "เป้ไปรอที่รถก่อนเถอะ"ปูเป้ไม่สนใจ เธอยกมือลูบท้องตัวเอง มองฉันด้วยสายตาดูถูก"คนตัวคนเดียวอย่างคุณเคท วิ
จังหวะนั้นเอง ภัทรกับปูเป้ก็เดินกลับมาที่โต๊ะ ภัทรดูเครียดจัด ส่วนปูเป้ยังคงพยายามยิ้มเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นปราณไม่ยอมปล่อยมือฉัน เขาวางแก้วไวน์ลงโต๊ะแล้วลุกขึ้นยืนทันทีแบบไม่ไว้หน้าใคร"อ้าว จะไปไหน" ปูเป้ถามขึ้นมา ปราณเหลือบมองพี่สาว ก่อนจะหันไปจ้องหน้าภัทรตรง ๆ สายตาคู่นั้นดูเอาเรื่องแบบไม่มีเกรงใจ"ไม่อยู่แล้วครับ... แถวนี้กลิ่นไม่ค่อยดี"เขายิ้มมุมปาก มองภัทรตั้งแต่หัวจดเท้าด้วยสายตาดูถูก"กลิ่นพวกคนขี้แพ้ที่ชอบใช้กำลังลับหลัง..."ภัทรหน้าตึงขึ้นทันที กำหมัดแน่นแต่ทำอะไรไม่ได้ปราณไม่รอให้ใครพูดต่อ เขากุมมือฉันไว้แน่น ดึงให้ฉันลุกขึ้นยืนข้างเขา"กลับเถอะเคท... อยู่นานกว่านี้เดี๋ยวมีเรื่อง"หลังคืนที่มีเรื่องกันหน้าห้องน้ำ ทุกอย่างก็กลับมาเงียบ ต่างคนต่างอยู่เหมือนพักรบชั่วคราว แต่ฉันไม่ได้ชะล่าใจ พร้อมรับมือตลอดเวลาตลอดหนึ่งเดือนเต็มที่เชียงใหม่ ปราณดูแลฉันดีมาก เขาบินมาหาฉันทุกครั้งที่ว่างจากตรวจงานที่โรงงานหรือเข้าประชุมที่กรุงเทพฯความอบอุ่น เซ็กส์ที่เข้ากันได้ดีจนน่ากลัว และการตามใจแบบกวน ๆ ของเขา ค่อย ๆ พังกำแพงที่ฉันตั้งไว้ทีละนิด... และมันเริ่มส่งผลกับสิ่งที่ฉันมั่นใจท







