ログインแอ๊ด...เสียงบานประตูไม้ด้านหลังถูกผลักออกดังขึ้นทำลายความเงียบ เสี่ยวอวิ๋นหมุนตัวขวับกลับไปทันทีด้วยสัญชาตญาณระวังภัย ปลายไม้ไผ่เกือบจะพุ่งออกไปแล้ว หากแต่สายตาของนางปะทะเข้ากับใบหน้าที่คุ้นเคยเสียก่อน"เสี่ยวอวิ๋น! เจ้ากลับมาแล้วหรือ? ข้าตกใจแทบแย่ที่เห็นเจ้าทำท่าเหมือนจะตีใครแบบนั้น"เพื่อนสาวของนางยืนอยู่ที่หน้าประตู ในมือถือถาดใส่ซาลาเปาร้อนๆ และกาน้ำชาใบใหม่ นางดูตกใจเล็กน้อยที่เห็นท่าทีขึงขังของเสี่ยวอวิ๋น แต่ร่างกายดูปกติดีทุกอย่าง ไร้ร่องรอยการต่อสู้หรือถูกทำร้ายเสี่ยวอวิ๋นถอนหายใจยาว ลดไม้ไผ่ลง "เจ้าหายไปไหนมา? ข้านึกว่า...""ข้าหิว ก็เลยลงไปที่โรงครัวขอซาลาเปามาเพิ่ม" เพื่อนสาวตอบพลางเดินเข้ามาวางของบนโต๊ะ "แล้วก็แวะดูเรื่องวุ่นวายที่หน้าตึกพักม้าด้วย... เห็นเขาว่าพี่....เอ่อ ท่านเหลียงเหว่ยเพิ่งจะควบม้ากลับมาถึงเมื่อกี้นี้เอง หน้าตาท่าทางเคร่งเครียดน่าดู ทหารวิ่งกันให้วุ่นไปหมด""เมื่อกี้...?" เสี่ยวอวิ๋นทวนคำ คิ้วขมวดเข้าหากันทันที "ข้าเห็นม้าของเขาในคอก เหงื่อยังเปียกชุ่ม... แสดงว่าเขาเพิ่งมาถึง และเจ้า... ก็เพิ่งกลับขึ้นมาพร้อมกับเขา?""ก็... คงงั้นมั้ง?" เพื่อนสาวทำหน
"แม่นางอวิ๋น..."เสียงเรียกที่ดังขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำเอาภวังค์ความคิดของเสี่ยวอวิ๋นแตกกระเจิง นางสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะพบว่าคนที่นางกำลังนินทาในใจนั้นได้หยุดเดินแล้วหันกลับมามองหน้านางตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ใบหน้าหล่อเหลานั้นยื่นเข้ามาใกล้จนนางต้องรีบผงะถอยหลังไปครึ่งก้าว"ทำไมจู่ๆ ก็เงียบไปเล่า?" ฉีเฟิงเอียงคอถาม รอยยิ้มยียวนกวนประสาทที่คุ้นเคยกลับมาประดับบนมุมปากอีกครั้ง ไร้ซึ่งแววตาอำมหิตที่ใช้มองศพเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง "หรือว่า... บรรยากาศในห้องเก็บศพมันน่ากลัวเกินไปจนท่านขวัญหนีดีฝ่อ? ไม่ต้องกลัวนะ ข้าอยู่นี่ทั้งคน ผีสางนางไม้ที่ไหนก็ทำอะไรท่านไม่ได้หรอก... เว้นแต่ผีจะหล่อกว่าข้า"เสี่ยวอวิ๋นรีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติ ซ่อนความระแวงไว้ภายใต้หน้านิ่งๆ "ข้าเปล่ากลัว... ข้าแค่กำลังคิดอะไรเพลินๆ""คิดเพลินๆ?" ฉีเฟิงหรี่ตาลงอย่างจับผิด ก่อนจะขยับเข้าไปใกล้นางอีกนิด แกล้งทำจมูกฟุดฟิดเหมือนกำลังดมกลิ่นพิรุธ "แต่ข้าว่าสายตาที่ท่านมองแผ่นหลังข้าเมื่อกี้มันดูแปลกๆ นะ... มันดูเร่าร้อนเหมือนอยากจะทะลวงเสื้อผ้าข้าเข้าไปดูข้างในอย่างไรชอบกล"เขาหัวเราะร่า พลางยกพัดขึ้นมาโบกสะบัดด้วยท่วงท
ในความความคิดของนาง... ชายผู้นี้คือองค์ชายผู้เหลาะแหละ วันๆ ดีแต่โปรยเงินเล่น เที่ยวหอนางโลม และมีดีแค่ฝีปากกวนประสาท แม้พักหลังนางจะเริ่มเห็น 'ไหวพริบ' ในการเอาตัวรอดและการเจรจาต่อรองของเขาบ้าง... แต่นั่นก็ยังพอเข้าใจได้ว่าเป็นทักษะของผู้เจนจัดในย่านร้านตลาดที่เขาอาจจะเคยคลุกคลีท่องเที่ยวมาบ้างแต่เมื่อครู่... ‘เข็มน้ำแข็ง... พิษวารีดับจิต...’เสียงในใจของเสี่ยวอวิ๋นดังก้องด้วยความกังขา เรื่องพวกนี้ไม่ใช่วิชาความรู้ในตำราเรียนของบัณฑิต และยิ่งไม่ใช่เรื่องที่องค์ชายชั้นสูงจะมารับรู้หรือสนใจ มันคือศาสตร์มืด... คือวิธีการสังหารชั้นสูงของโลกนักฆ่าคนธรรมดาจะสังเกตเห็นรอยน้ำเล็กๆ บนพื้นท่ามกลางความโกลาหลของผู้คนนับร้อยได้อย่างไร? คนธรรมดาจะเชื่อมโยงอาการตายที่ไร้บาดแผล เข้ากับอาวุธที่ละลายหายไปได้ในทันทีได้อย่างไร?นางเผลอกระชับไม้ไผ่ในมือแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว สายตาที่มองฉีเฟิงเปลี่ยนจากความรำคาญใจกลายเป็นความหวาดระแวงอันลึกล้ำที่ซ่อนอยู่ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉย‘ฉีเฟิง... แท้จริงแล้วเจ้าเป็นใครกันแน่?’ นางถามตัวเองในใจ ‘ท่าทางเซ่อซ่า ซุ่มซ่าม และอวดรวยที่ผ่านมา... เป็นเพียงนิสัยเสียของเจ้าจริ
บรรยากาศในห้องเก็บศพพลันเย็นยะเยือกขึ้นมาจับขั้วหัวใจ ความกดดันแผ่ออกมาจากร่างของฉีเฟิงจนทำให้อากาศรอบตัวดูเหมือนจะหยุดนิ่ง อาหมิงจ้องตอบชายหนุ่มตรงหน้า นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยักไหล่เบาๆ อย่างไม่ยี่หระ"ก็ได้..." อาหมิงเดินกลับมาที่เตียงศพ มือคว้ามีดผ่าตัดใบเล็กคมกริบขึ้นมาจากถาดเครื่องมือ "ในเมื่อท่านอยากเห็นไส้เห็นพุงนัก... ข้าก็จะสงเคราะห์ให้ แต่ถ้าเห็นแล้วเกิดอาเจียนออกมา เลอะพื้นห้องข้า... ข้าจะให้ท่านเช็ดเอง"ภายในห้องเก็บศพที่มืดสลัวและอบอวลไปด้วยกลิ่นคาวเลือดผสมกลิ่นสมุนไพร อาหมิงขยับมือด้วยความเชี่ยวชาญราวกับกำลังร่ายรำ ปลายมีดผ่าตัดใบเล็กในมือของเขากรีดลงบนหน้าอกผอมแห้งของร่างไร้วิญญาณอย่างแผ่วเบาแต่แม่นยำฉับ...เสียงคมมีดแหวกผ่านชั้นผิวหนังดังขึ้นเบาๆ ก่อนที่เขาจะค่อยๆ เลาะชั้นกล้ามเนื้อและกระดูกซี่โครงที่หักยุบออก เผยให้เห็นอวัยวะภายในที่บอบช้ำเสียหาย ฉีเฟิงยืนกอดอกมองดูภาพนั้นด้วยใบหน้านิ่งเรียบ แม้ภาพตรงหน้าจะชวนสะอิดสะเอียนเพียงใด แต่เขากลับไม่กระพริบตาแม้แต่น้อย"หืม..." อาหมิงส่งเสียงในลำคอ คิ้วที่แทบไม่มีขนเลิกขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ "หัวใจ... ไม่ได้แตกเพ
ร่างผอมโซของเสี่ยวเป่าถูกทหารยามหามเข้ามาภายในเรือนเก็บศพท้ายกรมเมืองอย่างทุลักทุเล ก่อนจะถูกวางทิ้งลงบนเตียงไม้กระดานแข็งๆ อย่างไร้ความทะนุถนอม ราวกับเป็นเพียงถุงขยะใบหนึ่งที่รอการกำจัดฉีเฟิงเดินตามเข้ามาติดๆ สีหน้าของเขาเคร่งขรึมจนน่ากลัว สองมือที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อกำเข้าหากันแน่น เล็บจิกเข้าเนื้อจนเจ็บเพื่อระงับความรู้สึกผิดที่กำลังกัดกินหัวใจ หากเขาไม่รับข่าวสารจากเด็กคนนี้... หากเขาปกป้องเด็กคนนี้ให้ดีกว่านี้..."อะไรกันอีก?"เสียงแหบพร่าและยานคางดังขึ้นจากมุมมืดของห้อง อาหมิง เจ้าหน้าที่ชันสูตรประจำกรมเมือง เดินลากเท้าออกมาจากเงามืด เขาปรายตามองร่างบนเตียงไม้แวบหนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจยาวเหยียดด้วยความเบื่อหน่ายอย่างไม่ปิดบัง"แค่ขอทานตายคนเดียว... พวกเจ้าถึงกับต้องหามมาให้ข้าดูถึงในนี้เชียวรึ?" เจ้าหน้าที่ชันสูตรศพหนุ่มผิวซีดบ่นพึมพำ พลางหยิบผ้าขึ้นมาเช็ดมือที่เปื้อนคราบสมุนไพร "เปลืองพื้นที่ เปลืองเวลา... เอาเสื่อม้วนๆ แล้วโยนไปทิ้งที่ป่าเสียก็สิ้นเรื่อง จะฝังหรือจะให้หมากินก็ค่าเท่ากัน""ตรวจสอบเขาเดี๋ยวนี้" เสียงของฉีเฟิงดังแทรกขึ้น ทุ้มต่ำแต่เต็มไปด้วยอำนาจกดดัน "ข้าต้องการรู้
แสงแรกแห่งอรุณรุ่งสาดส่องลงมากระทบหลังคากระเบื้องสีเขียวมรกตของมหานครอันรุ่งโรจน์ ปลุกให้เมืองใหญ่ตื่นจากนิทรา เสียงล้อเกวียนบดถนนหินและเสียงจอแจของผู้คนเริ่มดังระงมขึ้นทีละน้อย เป็นสัญญาณของการดิ้นรนเพื่อปากท้องที่วนเวียนเป็นวัฏจักรไม่จบสิ้นในเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยแสงสีและความศิวิไลซ์เช่นนี้... ความตายไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอันใดทุกเช้าตรู่ ตามตรอกซอกซอยที่มืดมิดหรือใต้สะพานที่ชื้นแฉะ มักจะปรากฏร่างไร้วิญญาณให้เห็นจนชินตา บ้างเป็นขี้เมาที่ดื่มจนตับวาย บ้างเป็นนักเลงที่ถูกล้างแค้น หรือบ่อยครั้งที่สุด ก็เป็นเพียงศพของขอทานยากไร้ที่หนาวตายเพราะทนพิษลมหนาวเมื่อคืนไม่ไหวผู้คนเดินผ่านร่างเหล่านั้นด้วยสายตาที่ด้านชา ไร้ความเวทนาหรือตื่นตระหนก ราวกับมองเห็นเพียงกองขยะกองหนึ่งที่รอให้ทางการมาเก็บกวาด การตายของขอทานคนหนึ่งในเมืองใหญ่นับล้านชีวิต จึงเป็นเรื่องสามัญธรรมดาเสียยิ่งกว่าใบไม้ร่วงหล่นจากต้นทว่า... ร่างไร้วิญญาณที่ปรากฏขึ้นในเช้าวันนี้ กลับทำให้ฝูงชนต้องหยุดชะงักและเพ่งมองด้วยความประหลาดใจระคนหวาดหวั่นไม่ใช่เพราะสภาพศพที่ดูสยดสยอง หรือเสื้อผ้าขาดวิ่นสกปรกมอมแมมที่บ่งบอกสถานะขอทาน







