LOGIN*ภัตตาคารสุดหรู*
เสียงไวโอลินบรรเลงคลอเบาๆ ท่ามกลางแสงไฟสลัวมองแล้วย่อมอบอุ่นสายตา ภายในภัตตาคารหรูหราริมแม่น้ำถูกตกแต่งด้วยโทนสีครีมทอง ประกายวิบวับจากแชนเดอเลียร์เหนือศีรษะห้อยระย้าจากบนเพดาน ส่องแสงกระทบแก้วไวน์จนระยิบระยับ แยมเอาแต่ยืนเกร็งตัวอยู่ด้านหน้า ใจเธอเต้นแรงราวกับเด็กที่ถูกครูใหญ่เรียกพบ "ไม่ต้องกังวลนะหนูแยม พ่อแค่พามาทานอาหารอร่อยกัน ปล่อยตัวตามสบายเถอะนะ" เสียงสุภาพของเปโซเอ่ยขึ้น เขาเป็นชายวัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่ ผมขาวแซมขมับแต่งตัวด้วยสูทเข้ารูป ดูภูมิฐานจนใครๆ ต้องเหลียวมอง ข้างกายคือดีนาร์ เธอเป็นภรรยาของเขา หญิงวัยกลางคนที่ยังคงงดงามในชุดกระโปรงผ้าไหมสีงาช้าง ใบหน้าสงบและอ่อนโยน เธอยื่นมือมาสัมผัสแขนแยมเบาๆ แทนกำลังใจ "แม่เองก็ตั้งใจอยากจะเจอหนูมานานแล้ว วันนี้ถือว่าเป็นโอกาสดีเลยนะ" ดีนาร์กล่าวพร้อมยิ้มหวาน แยมกะพริบตาปริบๆ มือเรียวกำสายกระเป๋าสะพายไหล่จนแน่น เธอสวมชุดกระโปรงเรียบง่ายที่พยายามเลือกอย่างคัดสรรให้ดีที่สุดแล้ว แต่ก็ยังรู้สึกไม่คู่ควรกับสถานที่และบรรยากาศเลย เพราะออกจากโรงพยาบาลมาได้ ก็ถูกคุณแม่ของยูโรแปลงโฉมภายในห้างสรรพสินค้าทันที "ขอบคุณมากเลยค่ะ คุณลุงคุณป้า" เสียงของแยมสั่นเบาๆ เนื่องจากประหม่าพอสมควร สองมือเล็กจึงเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ สมองล้วนจินตนาการคำถามมากมาย เหตุเพราะยังไม่ได้เตรียมตัวมาก่อน ความรู้สึกทั้งตื่นเต้นและแอบกลัวอยู่เล็กน้อย เมื่อทั้งหมดเดินเข้ามานั่งตรงโต๊ะบริเวณริมกระจก จึงมองเห็นวิวเมืองยามค่ำคืนที่สะท้อนแสงบนผิวน้ำ แยมก็ยังรู้สึกเหมือนตัวเองหลุดมาอยู่อีกโลกหนึ่ง พนักงานเสิร์ฟเข้ามาอย่างนอบน้อม คอยเปิดรายการอาหารและบริการรินน้ำดื่มให้ แต่เธอแทบไม่รู้จะเลือกอะไร มือสั่นน้อยๆ เพราะกลัวกดดัน "เอาแบบที่หนูแยมชอบก็ได้นะ อย่าคิดมากเลย พ่อกับแม่แค่อยากให้หนูสบายใจเท่านั้นเอง ต้องมาคอยอยู่ดูแลยูโรตั้งหลายเดือน คงจะลำบากไม่น้อย" เปโซพูดพลางมองเธออย่างอบอุ่น "ใช่จ้ะ พวกเราไม่ใช่คนแปลกหน้ากันสักหน่อยนะ หนูอยู่ดูแลลูกชายเรามาตลอดเกือบห้าเดือน ทั้งๆ ที่ไม่จำเป็นต้องเหนื่อยขนาดนั้นด้วยซ้ำ" ดีนาร์พยักหน้าเสริมพร้อมรอยยิ้มหวานละมุน คำพูดเหล่านั้นทำให้หัวใจแยมไหววูบ เธอก้มหน้าลงเล็กน้อยเหลือบมองช้อนบนจาน ริมฝีปากคลี่ยิ้มจางๆ ก่อนจะตอบกลับ "หนูยินดีช่วยเหลืออยู่แล้ว อย่าเกรงใจกันขนาดนั้นเลยค่ะ เขาก็ยังเป็นคนสำคัญของหนู ถึงพวกเราจะไม่ได้เป็นแฟนกันแล้ว แต่…" เสียงเธอเบาลงอย่างเขินอาย ผู้ใหญ่ตรงหน้าอาจจะฟังไม่ทันจบประโยค แต่ทั้งคู่สบตากันก่อนจะหัวเราะเบาๆ ในความซื่อตรงจริงใจของเธอยังคงเหมือนสมัยวัยเยาว์ไม่เปลี่ยน "ลูกชายลุงไม่ค่อยพูดเรื่องความรู้สึกสักเท่าไหร่ แต่ที่ผ่านมาลุงเห็นชัดว่าเขามีกำลังใจขึ้นมากเพราะมีหนูอยู่ข้างๆ " เปโซเอ่ยด้วยน้ำเสียงแฝงความซาบซึ้ง "แม่ยังจำได้อยู่เลยนะ สมัยตอนเด็กช่วงที่หนูไม่อยู่ ตอนนั้นลูกชายแม่ทำหน้าบึ้งตึงจนใครก็ไม่กล้าเข้าใกล้ แต่พอแยมเข้าไปเท่านั้นแหละ เขากลับยอมให้ป้อนข้าว ยอมฟังที่เธอบอก… หนูรู้ไหมคะ ว่าแค่ตรงจุดนั้น มันทำให้พ่อแม่คนหนึ่งโล่งใจมากแค่ไหน" ดีนาร์ยื่นผ้าเช็ดปากให้แยมอย่างอ่อนโยน "หนูไม่ได้ทำอะไรเลยค่ะ แค่…อยากให้เขาหายดี" น้ำเสียงเธอสั่นเล็กน้อย ดวงตาแยมพราวระยับอย่างเก้อเขิน แต่ภายในอกกลับรู้สึกอุ่นวาบเสียอย่างนั้น "เฮ้อ~ เจ้าเด็กคนนี้นี่นะ พูดเหมือนมันง่าย แต่ถ้าไม่ใช่คนที่จริงใจมากพอ ใครจะอดทนอยู่กับคนเจ็บที่เอาแต่หงุดหงิดได้ทุกวัน" เปโซหัวเราะอยู่ภายในลำคอหลังจากกล่าวจบ อาหารจานหรูทยอยถูกเสิร์ฟมาเรียงราย ไม่ว่าจะเป็นสเต๊กเนื้อโคชั้นดี ปลาแซลมอนราดซอสเลมอนและพาสตาไวน์ขาว แยมมองทุกอย่างตาโต เธอไม่ชินกับการใช้มีดส้อมหรูหรา แม้จะเคยไปศึกษาที่ต่างประเทศมา แต่อาหารเหล่านี้เธอก็ไม่ได้ชอบทานอยู่เป็นประจำ จึงเลียนแบบดีนาร์ด้วยความระมัดระวัง จนอีกฝ่ายหลุดขำเบาๆ "ไม่ต้องเกร็งหรอกลูก ใช้แบบที่เราถนัดก็ได้จ้า" ดีนาร์พูดพร้อมวางส้อมลง หันมาช่วยแกะกุ้งให้แยมอย่างเป็นกันเอง ราวกับแม่ดูแลลูกสาวด้วยใจจริง บรรยากาศผ่อนคลายมากขึ้น มีรอยยิ้มและเสียงหัวเราะแทรกเป็นระยะ เปโซเล่าเรื่องสมัยลูกชายยังเด็ก เขาชอบทำเรื่องซุ่มซ่ามและเกเรจนโรงเรียนเชิญผู้ปกครองบ่อยๆ ส่วนดีนาร์เล่าว่าลูกชายเคยร้องไห้ใหญ่เพราะโดนเพื่อนล้อเรื่องตัวอ้วน แยมฟังไปก็เผลอยิ้มกว้างอย่างลืมตัว "เห็นไหมล่ะ จริงๆ เขาไม่ได้เย็นชาอย่างที่คนอื่นคิดกันหรอก เพราะพ่อแม่เองก็เลี้ยงเขามาอย่างอิสระ ถ้าได้อยู่กับคนที่เขาสบายใจ เขาก็เป็นเด็กขี้อ้อนอยู่เหมือนกันนะ" เปโซเอ่ยขึ้น "ค่ะ! หนูรู้ดี!" แยมชะงักไปเล็กน้อย รู้สึกเหมือนถูกเปิดเผยความลับ เธอหัวเราะคิกคักเบาๆ พร้อมก้มหน้าหลบสายตาผู้ใหญ่ หลังมื้ออาหารจบลงพนักงานจึงยกของหวานมาเสิร์ฟ เป็นชีสเค้กเบอร์รีที่ตกแต่งอย่างสวยงาม "ลองชิมดูสิลูก ร้านนี้ขึ้นชื่อมากนะ" ดีนาร์ตัดแบ่งชิ้นเล็กให้แยม เธอรับมาชิมแล้วเผลอทำตาโตอีกครั้ง หลังจากลิ้นได้สัมผัสความนุ่มหวานละมุน "อร่อยมากเลยค่ะ" แยมกล่าวด้วยน้ำเสียงสดใส จนทั้งคู่หัวเราะออกมาอย่างชอบใจ "ไม่ใช่ของมีค่าอะไรหรอก แค่สิ่งของที่อยากให้จำไว้ว่าพ่อกับแม่ซาบซึ้งใจจริงๆ " เมื่อถึงเวลาต้องแยกย้าย เปโซยื่นถุงกระดาษเล็กๆ มอบให้เธอเป็นของฝากเล็กน้อย "อุ้ย! ไม่ต้องหรอกค่ะ หนูไม่ได้ทำอะไรใหญ่โตขนาดนั้น ทั้งเครื่องแต่งกายทั้งอาหารแสนอร่อยก็มากพอแล้วค่ะ" แยมรีบโบกมือปฏิเสธ "สำหรับคนเป็นพ่อแม่น่ะ มันยิ่งใหญ่เสมอที่เห็นลูกตัวเองไม่ต้องโดดเดี่ยว… ขอบใจมากนะหนูแยม" ดีนาร์จับมือเธอเบาๆ บีบอย่างอ่อนโยน แววตามีแต่ความรักและความเอ็นดูอย่างลึกซึ้ง คำพูดนั้นก้องสะท้อนอยู่ภายในใจเธอ ขณะเดินออกจากภัตตาคารสุดหรู แสงไฟระยิบระยับจากเมืองหลวงสะท้อนกับน้ำตาเอ่อรื้น แยมเผลอยกมือแตะอกตนเองที่ยังอุ่นซ่านด้วยความรู้สึกอบอุ่น "พวกท่านยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลยนะ สิ่งของไม่มีค่าอะไรกันเล่า ชุดเครื่องเพชรแวววาวจนสะท้อนแสงจันทร์ขนาดนี้ หากทำหายไปพวกท่านต้องโกรธฉันมากแน่เลย" แยมกล่าวด้วยน้ำเสียงตกใจ หลังได้เปิดกล่องดูว่าเจ้าของฝากนี้มันคืออะไรกันแน่ เธอรีบปิดฝากล่องลงทันที และเรียกใช้รถบริการแบบส่วนตัวตรงกลับบ้าน เพราะพกของมีค่ามากเกินไปยามดึก ส่วนพวกท่านมีงานค้างอยู่จึงรีบกลับไปก่อน คราแรกพวกท่านจะให้ลูกน้องย้อนมารับอีกรอบ แต่แยมก็ต้องรู้สึกเกรงใจ จึงปฏิเสธไปพร้อมอ้างว่าเดี๋ยวลูกน้องตนเองมารับแทน ซึ่งแน่นอนว่าข้ออ้างเป็นเรื่องโกหก ลูกน้องของแยมต่างหัวหมุนกันอยู่ภายในร้านเพราะเจ้านายไม่อยู่*ร้านค้าขายปลีกส่งแยมมี่*แยมนั่งทำตารางบัญชีรายจ่ายประจำเดือน อยู่แถวบริเวณโซฟาตัวยาว สองนิ้วเรียวเล็กกดแป้นพิมพ์บนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์แบบพกพา เธอหันมองภายในห้องเพื่อหาคนหยิบของให้ เจอยูโรนั่งตรวจบิลสินค้าอยู่บนโต๊ะเอกสาร"คุณสามี! รบกวนหยิบแฟลชไดรฟ์ในลิ้นชักฝั่งขวาให้หน่อยค่ะ" เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงสดใสและรอยยิ้มหวาน"ได้สิ!" เขาตอบกลับทันควัน พร้อมเปิดลิ้นชักหยิบสิ่งของที่ภรรยาต้องการ แต่สายตาคมกริบเหลือบเห็นปืนหนึ่งกระบอก เขาจึงคว้ามาถามเธออย่างสงสัย"ขอบคุณมากนะคะ..." เธอกล่าวยังไม่ทันจบ เมื่ออีกฝ่ายเอ่ยประโยคถัดมา"พกของแบบนี้ด้วยเหรอเนี่ย? ถึงว่า..วันแรกที่เราเจอกันด้วยความบังเอิญ เธอถึงไม่รู้สึกกลัวหรือคิดป้องกันตัวเองเลยสักนิด"เขาเลิกคิ้วรอฟังคำตอบจากเธอ แต่แยมกลับขมวดคิ้วจ้องวัตถุอันตราย ก่อนจะเม้มริมฝีปากแน่นและคิดถึงสิ่งที่เคยเกิดขึ้น ด้วยหัวใจเต้นตุบตับราวกับเป็นประสบการณ์ที่เธอจำได้ไม่เคยลืม#ย้อนอดีต#หลังจากเรียนจบปริญญาตรีที่ต่างประเทศ หญิงสาวเลือกตั๋วเที่ยวบินกลับร้านด้วยหัวใจแตกสลายอีกครั้ง เพราะคุณลุงและคุณป้าผู้เป็นครอบครัวที่เหลืออยู่บนโลก ได้ลาจากด้วยโรคภัยไข้เจ็บเ
#ย้อนกลับไปหนึ่งวันก่อนเกิดเหตุ..#*ร้านคาราโอเกะ*แสงไฟนีออนสีม่วงอมชมพู กำลังหมุนเลื้อยตามบนผนังร้านคาราโอเกะ คล้ายดั่งเจ้างูยักษ์กับเจ้างูเล็กกำลังเคลื่อนไหว เสียงหัวเราะของผู้หญิงดังอยู่เป็นระยะ เหมือนน้ำหวานเคลือบคมมีดเอาไว้แยมยืนนิ่งตรงบริเวณมุมหนึ่งของร้าน.. ไม่ใช่ฐานะลูกค้าแต่เป็นฐานะคนเลือกเหยื่อ เธอมองโต๊ะตัวหนึ่งอย่างไม่วางตา ทุกคนไร้ซึ่งความหมายเมื่อผ่านสายตาเธอชายวัยกลางคน สวมเสื้อเชิ้ตปลดกระดุมเพียงแค่สองเม็ดอย่างผ่อนคลาย พุงยื่นเล็กน้อยตามอายุชายขี้เมา มือหนึ่งถือแก้วเหล้า ส่วนอีกมือโอบเอวผู้หญิงอย่างเคยชิน ดวงตาเขาวาววับไม่ใช่เพราะแสงไฟ แต่เพราะความมั่นใจว่า..ตัวเองยังเหนือกว่าใครบนโลก"ผู้ชายแบบนี้.. ไม่ต้องผลักไสก็พร้อมล้มอยู่แล้ว" แยมกล่าวพึมพำเบาๆส่วนยูโรยืนพิงเสาอยู่ไม่ไกลมากนัก เขาไม่ได้ห้ามหรือเร่งเธอให้รีบกลับร้าน เขาแค่มองภรรยาของตัวเอง ซึ่งกำลังอยู่ภายใต้โหมด..เจ้าหนี้ทวงแค้นโหดแยมเดินไปที่บาร์ก่อนจะนั่งลงอย่างนวยนาด เธอเลือกสั่งน้ำอัดลมธรรมดาไม่ใช่เหล้า เพราะเธอต้องการสติครบทุกวินาทีต่อแผนการ ผู้หญิงร้านคาราโอเกะคนหนึ่งเดินเข้ามาใกล้ มีผิวกายขาวจั๊วะและแ
*ร้านค้าขายปลีกส่งแยมมี่*"พี่ยอด! ช่วยไปส่งของที่ตลาดกับร้านคาราโอเกะหน่อยสิ"แพนด้าเอ่ยขอความช่วยเหลือจากคนรัก หลังจากตรวจสอบสินค้าและทำใบเสร็จเรียบร้อย แต่เพราะลูกน้องฝ่ายขนส่งไม่พอ ทำให้สาวน้อยต้องกุมขมับ"พี่ติดบิลอื่นอยู่น่ะสิ ต้องแวะอีกเจ็ดแห่งเลยด้วย น่าจะไปส่งไม่ทันแน่เลย ทำยังไงดีล่ะ?"ยอดกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เพราะเขาแยกร่างไม่ได้จริงๆ ก่อนจะยืนเท้าสะเอวขมวดคิ้วมองสินค้าสองชุดใหญ่นี้"เดี๋ยวกูไปส่งของกับเมียเอง มึงไปทำหน้าที่ตนเองเถอะ ขับรถอย่ารีบมากเน้นความปลอดภัยด้วย เข้าใจไหม?" ยูโรกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมก่อนจะเดินมาใกล้พร้อมกับแยม"แพนด้าฝากดูแลร้านด้วยนะ เจ๊จะจัดการส่วนนี้แทนเอง" แยมกล่าวด้วยน้ำเสียงสดใส"ครับเฮีย! งั้น..ผมไปล่ะ!""ค่ะเจ๊! หนูจะไปตรวจสอบบิลของวันพรุ่งนี้ต่อ""แผนกยกสินค้าจัดการด้วย!" ยูโรกล่าวสั่งทันทีลูกน้องทั้งสองจึงเข้าสู่โหมดทำงานอื่นตามหน้าที่ต่อไป.."คงต้องรับสมัครพนักงานเพิ่มแล้วแหละ!" แยมกล่าวด้วยน้ำเสียงเอื่อยเฉื่อยหลังจากยูโรลงทุนร่วมกัน ลูกค้าก็มีปริมาณมากยิ่งขึ้น เพราะตัวเลือกของสินค้ามีหลากหลาย ทำให้กิจการรุ่งเรืองกว่าเมื่อก่อนเข้
เหมือนว่าจะจบแค่ตรงนี้.. แต่ทว่าคนเจ้าเล่ห์กลับพลิกร่างกายเธอนอนคว่ำแทน คนด้านหลังจับลำแข็งเขื่อนจ่อร่องสวาทอีกครั้ง ก่อนจะสอดใส่เข้าลึกจนสุดลำอวบเด้ง ความจุกเริ่มแผ่ซ่านทั่วเรือนร่างคนด้านหน้า ฝ่ามือเล็กจึงกำผ้าปูที่นอนระบายอารมณ์ "ลึกจัง!" แยมร้องครวญครางจนร่างกายสั่นสะท้าน "หืม..ถึงใจดีไหมครับ คุณภรรยา! ฮึก!" ยูโรโน้มตัวลงไปกระซิบข้างใบหูเธอทันที ร่างกำยำกระหน่ำแทงท่อนรักถี่ยิบอย่างบ้าคลั่ง ไล่แตะคว้านชนผนังโพรงนุ่มลึก จุกจนต้องปวดหน่วงตรงท้องน้อย ความรุนแรงถาโถมไม่หยุดหย่อน ใบหน้าร่างบางต้องบิดเบี้ยวเสียวกระสันหนักขึ้น คนดิบเถื่อนควงสะโพกกระทุ้งร่องสวาท ราวกับเป็นแม่เหล็กดึงดูดคุณภาพดี ร่องรักคนบอบบางขมิบรัดลำอวบอ้วนทุกครั้งที่โดนกระแทก ฝ่ามือหนาขยับแถวบริเวณเอวคอดกิ่วจับจนแน่นถนัด พร้อมเสียดสีโพรงเนื้อเยื่ออย่างไร้ความปราณี "กรี๊ด! เสียวเกินไปแล้ว!" แยมกล่าวด้วยเสียงกระเส่า "แตกออกมาสิ! ถึงยังไงก็ต้องโดนตอกยันสว่างอยู่ดีแหละ" เขากดเสียงต่ำพร่ำบอกเธอ "อา..ขอพักหน่อย ไม่ได้เหรอ.." เธอทักท้วงด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "อะไรกัน..ไหนบอกจะชดเชย?" เขากล่าวอย่างเย้ยหยัน ความซาบซ่านแล
ดวงตากลมโตแอบเหล่มอง เพราะกล่องกระดาษวางอยู่ตรงหน้าเรียบร้อยแล้ว หลังจากเปิดทำให้เธอตะโกนใส่เขาทันที"ไอ้บ้านี่!!!""เธอ..ไม่ชอบมันเหรอ?""ฉันค้นหาสินค้าชิ้นนี้ภายในอินเทอร์เน็ตตั้งนาน..""ทำไมเป็นคนไร้สาระได้ขนาดนี้นะ!!!""พวกเรายังไม่ทันได้เข้าหอกันดีๆ เลยนะแยม!" ยูโรกล่าวด้วยน้ำเสียงเอื่อยเฉื่อย เขาก้มหน้ามองพื้นคุกเข่าต่อหน้าเธอทันที"ฉันขอโทษ..อย่าน้อยใจกันสิ! หลายเดือนก่อนพวกเราเจอมรสุมกันนี่นา กว่าจะจัดการทุกอย่างได้ลงตัว ทำให้ล่วงเลยเวลาจนละเลยความรู้สึกของนาย แต่ว่าตอนนี้ยังไม่สายหรอกเนอะ" แยมกล่าวด้วยน้ำเสียงออดอ้อนดวงหน้าหวานส่งยิ้มแย้ม ฝ่ามือเล็กสัมผัสแผงอกล่ำอย่างเชื่องช้า สายตาหยาดเยิ้มทำให้อารมณ์ยูโรผ่อนคลายลง เขากลับเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ต่อเธอเสียอย่างนั้น"ถ้าอย่างนั้น..ชุดนี้เธอต้องสวมนะ!" เขากล่าวเสียงอ่อนเสียงหวาน ฝ่ามือหนาดึงชายเสื้อเธอราวกับเป็นเด็กน้อย คล้ายว่าจะขัดกับอุปนิสัยของเขาที่ผู้อื่นเห็นมากอยู่"ก็ได้! เลิกดึงชายเสื้อสักที! ส่วนงานค่อยไปทำต่อพรุ่งนี้แทน ขอไปอาบน้ำก่อนนะ" แยมกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เธอวิ่งเข้าห้องน้ำพร้อมชุดนอนลายลูกไม้สีดำ ซึ่งมันเป็นข
ยูโรไม่ได้บอกจุดหมายปลายทาง เขาแค่บอกให้แยม เตรียมตัวและออกจากเมืองตั้งแต่เช้าตรู่ รถยนต์แล่นผ่านถนนโล่งมีต้นไม้ขนาบตลอดทาง เสียงเพลงเบาๆ คลอไปกับแสงแดดอ่อนของเช้าวันใหม่ แยมพิงกระจกมองดูทิวทัศน์ที่ค่อยๆ เปลี่ยนจากบ้านเรือนกลายเป็นทุ่งหญ้าเขียวขจี โดยไม่ถามอะไรสักคำ.. เธอไม่มีแรงจะถามและยูโรก็ไม่เร่งให้เธอพูด จนกระทั่งรถจอดสนิทตรงเนินเขาเล็กๆ เธอมองเห็นอ่างเก็บน้ำทอดยาวสุดสายตา ลมเย็นพัดเอื่อยจนกระทบดวงหน้าสวย กลิ่นหญ้าชื้นยามเช้าทำให้หัวใจที่อัดแน่นของแยมคลายลงอย่างประหลาด "ลงมาเถอะ" ยูโรกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่เขายังเปิดประตูให้เธอก่อนเสมอ แยมก้าวลงจากรถยนต์ทันที ความเงียบที่นี่ไม่น่าอึดอัด มันเป็นความเงียบที่ไม่ถาม ไม่ตัดสิน และไม่คาดหวังอะไร.. ยูโรปูเสื่อผืนเล็กใต้ต้นไม้ใหญ่ เขาวางกระติกน้ำกับถุงกระดาษ ซึ่งเต็มไปด้วยขนมทานเล่นเยอะแยะ ทุกอย่างคล้ายจะดูธรรมดา…แต่คนพามาคงตั้งใจอยู่ไม่น้อยเลย "ที่นี่ไม่มีใครรู้จักเธอ" เขาพูดขึ้นขณะนั่งลง "ไม่มีข่าวซุบซิบ ไม่มีอดีต ไม่มีใครเรียกร้องคำอธิบายด้วย" แยมยืนหลับตาพริ้มฟังเขาอย่างใส่ใจ ลมพัดผมเธอปลิวปะหน้า ดวงตาที่เคยแห้งกลับร้อนผ







