LOGINเด็กน้อยวัยห้าหนาวอย่างฟู่อินเหยาอยู่ในชุดสีลูกท้อวิ่งหน้าตั้งไปยังศาลบรรพชน ที่สำหรับเอาไว้ลงโทษคนที่ทำให้ตระกูลเสื่อมเสียและผิดกฎตระกูล
ด้วยความที่ร่างกายของเด็กน้อยเสียเลือดไปจากการโดนกระแทกโขดหิน จากแรงผลักของฟู่หลิงหยวน น้องสาวกำเนิดจากอนุฮัน หรือฮันซู่จิ่น อนุที่บิดาของนางเลือกให้เป็นผู้มีอำนาจรองจากมารดาของนาง และนั่นคือชนวนของความโลภโมโทสันของสตรีในยุคนี้ ที่ต้องการช่วงชิงความเป็นใหญ่ ทำให้ฮันซู่จิ่นหาทางทำร้ายฟู่อินเหยา โดยยืมมือนางเอกวัยสามหนาวที่ยังไร้เดียงสามาเป็นชนวน
แต่ใครจะคาดว่าเรื่องนี้ผิดแผน เหลียงจื่อเพ่ย พระเอกของเรื่องในวัยสิบหนาวมาเห็นว่านางคล้ายรังแก ฟู่หลิงหยวน นางเอกของเรื่อง แท้ที่จริงนั้นไม่ใช่สักนิด
ความใจร้อนของพระเอกอย่างเหลียงจื่อเพ่ย ทำให้เขาผลักนางจนหัวกระแทกโขดหินอย่างหนักจนนางสลบ แล้วไม่จบเพียงเท่านั้นระหว่างที่นางสลบไป ท่านแม่ของนางมาเอาเรื่องกับท่านเสนาบดีเหลียง ทำให้เหลียงจื่อเพ่ยโดนตี และนั่นทำให้ท่านย่าของนางเดือดดาลถึงขั้นลงไม้ลงมือกับท่านแม่ ที่เป็นถึงฮูหยินใหญ่ยามท่านพ่อมิได้อยู่ที่จวนเนื่องจากออกรบติดต่อกันมาสามปีแล้ว
เหตุผลของท่านย่าที่ถึงกับลงมือ เพราะเหลียงจื่อเพ่ยนั้นมีศักดิ์เป็นหลานห่าง ๆ ของท่านย่า จิววั่งซู เนื่องจากพระเอกในเรื่องนี้ มีมารดาเป็นญาติของท่านย่านั่นเอง และหมายใจอยากให้สองตระกูลเชื่อมสัมพันธ์แต่งงานกันในอนาคต และท่านแม่สร้างความบาดหมางใหญ่เอาไว้ ทำให้ตระกูลเสนาบดีเหลียงและตระกูลฟู่ซึ่งเป็นตระกูลแม่ทัพผิดใจกัน
ยามนี้ไร้ท่านพ่อคอยปกป้องไม่พอ ท่านย่ายังลำเอียงเข้าข้างคนผิด นางเป็นถึงลูกสาวของท่านแม่ นางจะปล่อยเรื่องนี้เอาไว้ไม่ได้ จะต้องช่วยท่านแม่ถึงที่สุด
ขาสั้นป้อมนี้ถึงแม้อยากจะวิ่งให้เร็วให้ได้ดั่งใจ แต่นางก็ทำไม่ได้ ตระกูลฟู่ช่างกว้างใหญ่ ศาลบรรพชนอยู่ด้านหลังตระกูล ห่างจากจวนของนางเกือบหนึ่งลี้ เพราะที่ดินที่ตั้งตระกูลเป็นบรรดาศักดิ์ที่รับสืบทอดรุ่นสู่รุ่น จนตอนนี้ไม่มีใครกล้าดูแคลนตระกูลฟู่สักคนเดียว
ถึงกระนั้น การลงโทษและสถานที่จะต้องเก็บงำเป็นความลับไม่ยอมให้แพร่งพราย จึงได้มาลงโทษอยู่ไกลถึงด้านหลัง นางวิ่งจนหอบแล้วก็ยังไม่ถึง
“ปี้ถัง อีกไกลหรือไม่ ข้าจะตายแล้ว” ฟู่อินเหยาหยุดพักแล้วก็ใช้สองมือเท้ากับเข่าตัวเองทั้งหอบหายใจ แต่เมื่อก้มหน้าคล้ายจะหน้ามืดเป็นลมจำต้องเงยขึ้นก่อน
“ผ่านอีกสามเรือนก็ถึงแล้วเจ้าค่ะ”
ฮะ...สามเรือน
ฟู่อินเหยานึกอยากกลับไปตายแล้วไม่ต้องเกิด หากเกิดมาอาภัพเป็นลูกสาวที่มารดาเป็นตัวประกอบ แล้วในอนาคตตัวเองมีจุดจบอย่างอนาถขนาดนี้
“ไป...ข้าจะไปช่วยท่านแม่” เมื่อชะตาชีวิตลิขิตให้นางมาอยู่ที่นี่ นางก็ต้องสู้เพื่อเปลี่ยนชีวิตท่านแม่ไม่ให้ตาย และออกจากตระกูลเน่า ๆ นี้ไปเสีย นางจะพาท่านแม่ไปอยู่เยี่ยงเศรษฐีมีกินมีใช้ไม่หมดทั้งชาติเชียวล่ะ
ลมที่พัดกระแทกหน้า สร้างความสั่นระริกให้กับเด็กวัยห้าหนาวนัก คาดว่านี่คงเป็นช่วงต้นฤดูหนาวกระมังถึงได้เริ่มเย็นนัก เมื่อเห็นสีใบไม้ในจวนที่เริ่มเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีส้มแล้ว อีกไม่นานก็คงจะร่วงโรยเพื่อยืนต้นเอาไว้ในช่วงฤดูหนาวสินะ
ต้นไม้ที่ปรับตัวได้ยังมีโอกาสได้รอดชีวิต ดังนั้นชีวิตมารดาของนาง ต้องไม่มีจุดจบเช่นในนิยาย
เสียงตึกตักจากเด็กน้องสองคนที่วิ่งมาพร้อมกัน ไม่อาจกลบเสียงหวายที่ฟาดลงหลังนายหญิงของจวนได้
“ฮึก...ท่านแม่...” ฟู่อินเหยายืนอยู่หน้าประตูศาลบรรพชน ได้ยินเสียงหวายที่ฟาดลงหลังก็ถึงกับสะดุ้ง แม้จะเหนื่อยจนไร้เรี่ยวแรง แต่ทว่าขานางก็ยังมีแรงอยู่
ฟู่อินเหยาที่มีทักษะการต่อสู้อยู่บ้าง เนื่องจากเรียนวิชาป้องกันตัว นางหยิบก้อนหินมาให้เหมาะมือ จากนั้นก็ใช้เท้ากระโดดถีบประตูอย่างแรง
ปัง!!!
เสียงประตูที่เปิดออกฉับพลันหลังเสียงโครมครามนั้น ทำให้ผู้ที่กำลังโบยนายหญิงของจวนเงื้อไม้หวายขึ้นสูงแล้วค้างเติ่งด้วยความตกใจ จากนั้นไม่รู้ก้อนหินลอยมาจากที่ใดพุ่งตรงไปยังศีรษะคนที่ฟาดหวายลงอย่างเหมาะแหมง แต่สิ่งที่ฟู่อินเหยาคาดไม่ถึงคือหินก้อนนั้นกระเด็นไปทับเท้าท่านย่า
ร่างของคนที่ลงหวายท่านแม่สลบไปทันที แต่เสียงถัดมาเป็นท่านย่าของนางที่โหวกเหวกโวยวายเมื่อโดนลูกหลง
“โอ๊ย...ใครกัน!”
ฟู่อินเหยาไม่พูดไม่จา นางเดินไปพยุงท่านแม่ขึ้น จากนั้นก็ถามอาการท่านแม่
“ท่านแม่ข้ามาช่วยแล้ว”
ไป๋เฟิ่นโยว่ ลืมตาดูหน้าลูกสาวทั้งน้ำตา จากตอนแรกที่ลูกสาวไม่ฟื้น นางจะให้คนตามหมอมารักษา เพราะชีพจรเต้นอ่อนเหลือเกิน แต่ใครจะรู้ว่านางยังไม่ทันสั่งท่านแม่สามีก็มาลากตัวนางมาลงโทษเสียแล้ว
นางไม่มีโอกาสแม้แต่แก้ตัว ทั้งไม่มีโอกาสตามหมอมารักษา จนคิดจะกลั้นใจตายหากบุตรสาวเพียงคนเดียวของนางต้องมีอันเป็นไป
“เหยาเหยา...เจ้าไม่เป็นอันใดแล้วใช่หรือไม่” มือของไป๋เฟิ่นโยว่ยื่นมาลูบแก้มใส ๆ ของลูกรักแล้วนางก็สลบลงไป
“ท่านแม่!!!” ฟู่อินเหยาตกอกตกใจ นางจึงให้ปี้ถังรีบมาช่วยกันปลุกท่านแม่ หากให้นางยกท่านแม่ไปคนเดียวคงไม่ไหวเป็นแน่
“สามหาว ข้ากำลังสั่งสอนมารดาเจ้า เจ้ามาขัดขวางเช่นนี้ได้อย่างไร” จิววั่งซู ชี้หน้าหลานของตัวเองที่ไม่รู้จักกฎตระกูลเอาเสียเลย เห็นทีว่านางต้องสั่งสอนให้มากเสียหน่อย
หึ!
“แน่ใจรึเจ้าคะ ว่ากำลังสั่งสอนไม่ใช่ทรมานท่านแม่ของข้าให้ตาย แล้วยกอนุฮันขึ้นแทนที่ แผนการตื้นเขินของท่าน เด็กวัยห้าหนาวยังกระจ่าง นับประสาอะไรกับบิดาของข้า”
ฟู่อินเหยายกเอาบิดาที่นางเกือบจำหน้าไม่ได้แล้วด้วยซ้ำมาข่มขู่ผู้เป็นย่า เพราะเป็นความเกรงใจเดียวที่ท่านย่ามี และนั่นมันก็ได้ผลเกินคาด
นางจำได้ว่าอีกราวหนึ่งเดือนบิดาของนางได้รับพระราชโองการเร่งด่วนให้กลับเมืองหลวง และนี่คือทางออกจากปัญหาทั้งหมดของนิยายเรื่องนี้
‘ข้าไม่อยากเป็นนางร้ายที่กำพร้ามารดา!’
“นี่เจ้า!”
“อีกหนึ่งเดือนท่านพ่อจะกลับมา ถึงเวลานั้นค่อยตัดสินเถิด หากท่านแม่ผิดจริงท่านก็ยุยงให้ท่านพ่อเขียนหนังสือปลดภรรยาให้ท่านแม่ดีหรือไม่”
เอาสิ...ใครอยากอยู่ตระกูลฟู่นี่ก็เชิญ ข้าจะพาท่านแม่ไปอยู่ข้างนอก สินเดิมของตระกูลไป๋มิใช่น้อย แต่งออกมาแล้วกลับไปพึ่งพาตระกูลท่านยายก็กลัวท่านลุงท่านน้าจะดูแคลน แต่หากไปซื้อเรือนอยู่เองก็ดีไม่ใช่น้อย ข้าจะได้เป็นอิสระไม่ต้องแก่งแย่งกับผู้ใดอีก
“วาจาลื่นไหลไร้แก่นสาร” จิววั่งซูระแคะระคายเรื่องที่บุตรชายคนโตจะกลับตระกูลมาเล็กน้อย แต่ไม่คิดว่าหลานสาวคนโตของตระกูลก็ล่วงรู้เรื่องนี้ด้วย นี่เป็นเหตุผลที่นางต้องวางแผนใส่ไป๋เฟิ่นโยว่ เพื่ออนาคตของตระกูล
“ท่านหูตากว้างไกลยิ่งนัก ข้าคิดว่าไม่ใช่ว่าท่านก็รู้อยู่หรือถึงทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่” หรือให้ข้าพูดตรง ๆ ก็คือท่านเป็นคนใส่ใจเรื่องของทุกคนนั่นเอง เพียงแต่ท่านหารู้ไม่ว่าข้านะรู้จุดจบของเรื่องนี้ไปแล้ว
จิววั่งซูถึงกับถลึงตาใส่ นางเป็นถึงนายหญิงผู้เฒ่าฟู่ ยังไม่เคยมีผู้ใดโอหังกับนางเช่นนี้ ยามปกติหลานสาวผู้นี้ก็เชื่อฟังมาตลอด วันนี้เกิดอันใดเข้าสิง ถึงได้ตั้งตัวเป็นปรปักษ์กับนาง หรือว่าสตรีตระกูลไป๋น่ารังเกียจผู้นี้สั่งสอนให้ลูกอกตัญญูกันแน่
“อินเหยา...เจ้าหมายความว่าเช่นใด”
“เรื่องวางแผนกับอนุฮัน ใช้ชีวิตข้าเสี่ยงอันตราย หากข้าตายไปท่านก็คงไม่รู้สึกเสียใจเลยสินะ มิต้องเป่าหูท่านพ่อ เพียงแค่ท่านพูดคำเดียวให้ท่านพ่อยื่นหนังสือปลดภรรยา ข้ากับท่านแม่จะไม่อยู่ให้รกหูรกตา”
ฟู่อินเหยาพูดเพียงเท่านั้นก็ช่วยปี้ถังพยุงท่านแม่ขึ้น โดยมีสายตาสาวใช้เอาแต่มองไม่กล้าเข้ามาช่วยจนนางต้องพูดขึ้น
“นี่พวกเจ้า ยืนมองสิ่งใดกันยังไม่รีบมาช่วยกันอีก” ฟู่อินเหยาอยากจะเท้าเอววีนนัก มือป้อม ๆ ของนางกำขึ้นพร้อมปะทะกับทุกคน แล้วเหล่าสาวใช้จึงได้สติเข้ามาพยุง
ไป๋เฟิ่นโยว่กระบอกตาร้อนผ่าว ถึงนางจะหลับตาอยู่ก็ได้ยินเสียงบุตรสาวทุกคำ รู้สึกว่าบุตรสาวของนางช่างกตัญญูนัก อย่างน้อยนางก็มีเหยาเหยาที่เข้าใจความลำบากใจของนาง แม้คิดเรื่องนี้มานานแต่ว่านางไม่เคยกล้าเอ่ยปากสักครั้ง หรือแท้ที่จริงลูกสาวของนางก็อึดอัดใจจะอยู่ตระกูลนี้เช่นเดียวกัน
ฟู่อินเหยาเดินตามหลังมารดา ทั้งหันไปมองอนุฮันกับเด็กสามหนาวที่มีศักดิ์เป็นน้องสาวร่วมบิดาด้วยความเคียดแค้น ใจหนึ่งก็อยากจัดการเสียเดี๋ยวนี้ แต่อีกใจหนึ่งก็ห้ามเอาไว้ นางต้องจัดการสั่งสอนทั้งตระกูลฟู่ถึงจะถูก
ร้ายดียังไงมารดาของนางก็เป็นถึงฮูหยิน ท่านย่าไม่ให้เกียรติยังพอทน อนุฮันผู้นั้นก็ควรต้องรู้มารยาท นี่กล้าใส่ร้ายท่านแม่ว่าหาเรื่องให้ตระกูลเหลียงบาดหมางกับตระกูลฟู่ ทำให้ตระกูลเสื่อมเสีย หาทางลงโทษให้ท่านแม่เกือบตายคาหวาย
นางไม่ยอม!
ข้านี่แหละจะปกป้องท่านแม่
“พี่เขย...หยุดเดี๋ยวนี้นะ นั่นมันของสะสมของข้า”อินจื้อกลับจากชายแดนหอบหีบของสะสมมามากมาย แต่เมื่อเขากำลังจะเข้าไปชื่นชมหยกสีชมพูที่ตนเองประมูลมาได้ พี่เขยตัวแสบกลับขโมยมันออกมาเสียนี่ “อินจื้ออะไรกันโวยวายแต่เช้า” อินเหยานั่งตรวจบัญชีอยู่ในห้อง เพราะหอเริงรมย์ของอินจื้อทำรายได้อย่างงาม จนต้องนำบัญชีมาคิดแบ่งให้น้องชายผู้เก่งกาจการค้า จึงทำให้ได้ยินเสียงตีกันระหว่างสามีกับน้องชายคนเล็ก “ก็พี่เขยน่ะสิ ขโมยหยกสีชมพูของข้าไป ข้าตั้งใจจะทำปิ่นให้กับหลานสาวของข้านะ” อินจื้อที่โดนกลั่นแกล้งบ่อยครั้ง และทุกครั้งก็มักจะฟ้องพี่สาวเสมือนเช่นตอนเด็ก ทำให้อินเหยาส่ายหน้า ทั้งมองไปยังสามีที่ชอบแหย่รังแตน รู้ทั้งรู้ว่าของในห้องสมบัติเจ้าน้องชายตัวแสบนั้นหวงแหนเพียงใด “ท่านพี่คืนอินจื้อไป” อินเหยาสั่งเสียงเฉียบ ทำให้คนที่ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ลอยหน้าลอยตาราวกับคนว่างงาน ไร้สิ่งใดทำ เพราะรับตำแหน่งอ๋องกินเมืองอย่างสุขสบาย ชอบหาเรื่องกลั่นแกล้งน้องชายเป็นงานอดิเรก “อาเหยา เจ้านี่รีดไถข้าไปเท่าไหร่ แค่ข้าอยากได้หยกมาทำเครื่องประดับให้เจ้าเขาทำงก” “จื้อไม่ใช่คนงก
หลังจากงานอภิเษกของหลิงหยวนกับองค์ชายรอง อินหยาต้องเดินทางไปยังแคว้นฉินโดยพาลูกชายของนางอันหลานไปเยี่ยมเสด็จปู่และเสด็จย่า รวมทั้งเดินทางเป็นเพื่อนองค์หญิงสามในการจัดงานอภิเษกสมรสระหว่างองค์ชายรองหรือว่าที่องค์รัชทายาทคนใหม่ของแคว้นฉิน แม้องค์หญิงสามจะพูดว่าไม่ตื่นเต้น แต่ทว่านางเข้าใจความรู้สึกในช่วงใกล้แต่งงานดีที่สุด “องค์หญิงสาม ท่านนอนแล้วหรือ” อินเหยาเดินออกมาจากกระโจมพักของตัวเองและสามี ยามนี้อันหลานของนางหลับไปแล้ว เนื่องจากเดินทางตลอดทั้งวันทำให้เขาอ่อนเพลีย นางจึงเดินมาดูองค์หญิงสามเสียหน่อย “ยังหรอก เจ้าเข้ามาเถอะ” ซานลู่รู้สึกใจหายอยู่ไม่น้อย ที่ต้องจากบ้านเกิดเมืองนอน บ้านที่นางเล่นซนแต่กลับไม่เคยมีใครดุด่านางจริงจัง นอกเสียจากเสด็จแม่ บ้านที่นางดื้ออย่างไรก็ได้ แต่ไปแคว้นฉินคราวนี้ นางไปในฐานะว่าที่ชายาองค์ชายรอง ไม่รู้ว่าที่นั่นจะต้อนรับนางหรือไม่ ในใจยังกังวลไม่น้อย “เจ้ากลัวหรือไม่” อินเหยานั่งด้านข้างจับมือสหายของตนเพื่อให้กำลังใจ “บอกไม่กลัวข้าคงโกหก วางใจเถอะข้าน่ะต้องอยู่ให้ได้” ซานลู่บอกสหายอย่างเข้มแข็ง ทั้งที่ใจอ่อนยวบ ไม่รู้
งานปักปิ่นของลูกสาวคนที่สามของตระกูลฟู่จัดยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน และครั้งนี้ดูเหมือนเหล่าพี่เขยของหลิงหยวนต่างเอาใจนางถึงขนาดหาของขวัญอันแสนงดงามมาให้นางจนเต็มเรือน “พี่สามท่านชอบหรือไม่” อินจื้อหาของขวัญล้ำค่าจากชายแดนที่หาไม่ได้ในเมืองหลวง เป็นผ้าทอจากเส้นไหมทองคำที่สิบปีจะเกิดสักครั้ง และนั่นย่อมนำมาตัดชุดที่งดงามได้แน่นอน “ย่อมชอบ ขอบใจเจ้ามากที่ยังคงนึกถึงพี่สาม” ส่วนคนอื่น ๆ ก็ให้ปิ่นล้ำค่า ไข่มุกหายากเครื่องประดับสวยงาม แต่มีชิ้นหนึ่งที่นางคงจะละเลยไม่ได้ก็คือของขวัญจากว่าที่สามี ที่เป็นเชือกถักที่เขาทำด้วยตัวเองพร้อมกับกระซิบบอกนาง “เชือกถักนี้ถือเป็นของที่ใช้ถือในวันแต่งงาน นั่นหมายถึงว่าข้าพร้อมรักใคร่กลมเกลียวกับเจ้าแล้ว” ใบหน้าของหลิงหยวนแดงก่ำทันทีที่ฟังจบ พลันในหัวคิดถึงเพียงแต่วันนั้นที่นางได้แตะสวรรค์ชั้นเซียนเป็นครั้งแรกด้วยปากของเขา ใช่ด้วยปาก เขาก็ยังคงอยากเก็บส่วนที่สำคัญที่สุดเอาไว้ในคืนเข้าหอสินะ เมื่อนั่งอมยิ้มอยู่ในห้องลำพังได้เพียงชั่วครู่ เสียงคนเดินเข้ามาด้านในจนทำให้นางหยุดคิดและไปดูว่าด้านนอกมีอะไรก
สองปีผ่านไป น้องชายคนเล็กของอินเหยาเป็นพ่อค้าที่น่าจับตามอง แม้ว่าเขาอายุเพียง 12 หนาว แต่ทว่าด้วยรูปร่างสูงใหญ่จนโตเป็นหนุ่มแล้ว จึงทำให้เขาดูน่าเกรงขาม เป็นคุณชายที่ทำการค้าได้เก่งกาจ และไม่มีใครกล้าเอาเปรียบด้วยความละเอียดรอบคอบ ตอนนี้ทั้งอินเหยาและปี้ถังต่างเป็นแม่คนแล้ว ปี้ถังมีลูกสาวหนึ่งคน ส่วนอินเหยามีลูกชายหนึ่งคน และใบหน้าคลับคล้ายกับอินจื้อเป็นพิเศษ โดยเฉพาะดวงตาเจ้าเล่ห์ “อันหลาน เจ้าจะเหมือนท่านน้าเล็กเจ้าไม่ได้นะ” ฉินอันจวินที่รับตำแหน่งอ๋องแล้วมาหยอกล้อกับบุตรชายอันหลาน เป็นนามที่เสด็จแม่ของเขาตั้งให้ และลุ่มหลงหลานชายคนแรกนี้ที่สุด “ท่านพี่ท่านก็เอาแต่ต่อว่า ยิ่งว่าก็ยิ่งเหมือนเห็นหรือไม่ น้าชายของเขาฉลาดปราดเปรื่อง เหมือนน้าจื้อย่อมเป็นเรื่องมงคล” ฉินอันจวินไร้คำจะกล่าว อีกไม่นานก็ต้องพบเจ้าอ้วนตัวแสบแล้วสินะ “อาจื้อของเจ้าจะกลับมาเมื่อไหร่กัน ข้าจะได้พาลูกชายไปที่อื่น” “ก็อีกวันน่าจะถึง” อินเหยาตอบสามี เพราะว่าถึงงานปักปิ่นของหลิงหยวนแล้ว เหล่าบุรุษตระกูลฟู่ที่ออกไปอยู่ชายแดนต้องกลับมาร่วมงาน “เห
อินจ้านและอินจื้อ เดิมบิดาอยากให้ทั้งสองรับหน้าที่เป็นแม่ทัพต่อจากตน แต่ทว่านางห้ามปรามเอาไว้ คิดว่าให้น้องชายทั้งสองเป็นผู้เลือกเองเถิดว่าอยากเป็นบัณฑิต เป็นพ่อค้า หรือเป็นทหาร แต่สามีของนางนี่สิมันน่าตีนักบอกให้ลองไปฝึกดูก่อน หากไม่ชอบก็ไม่สาย และนางต้องห่างจากอินจื้อและอินจ้านชั่วคราวทำให้นางเจ็บปวดใจนัก “พี่ใหญ่ พี่เขยรังแกข้า ให้ท่านพ่อส่งข้าไปห่างไกลท่าน อย่างไรท่านควรสั่งสอนเขาให้ดีกว่านี้สักหน่อย” อินจื้อ คือบุรุษเจ้าสำอาง แน่นอนว่าเขาไม่อยากเดินทางห่างจากจวนเลยสักนิด “พี่ใหญ่ไปคุยกับท่านพ่ออีกทีดีหรือไม่” เมื่อต้องห่างจากน้องชายที่เลี้ยงมากับมือ ใจของอินเหยาก็เริ่มสั่นไหว ทั้งเป็นห่วง ทั้งคิดถึง ไม่รู้ว่าอยู่ชายแดนจะเป็นเช่นไร “พี่ใหญ่อย่าดีกว่า” อินจื้อแม้ไม่อยากไป แต่พี่เขยตัวแสบน่ะสิปรามาสเขาไว้ว่า อยู่ได้แค่วันเดียวก็ต้องวิ่งกลับเมืองหลวงแล้ว คอยดูเขาจะอยู่ให้ครบสามเดือนให้ได้ “พี่ว่าเจ้าคิดดี ๆ อีกทีก็ไม่สาย” อินเหยาเกลี้ยกล่อมน้องชาย แต่กลับโดนสามีห้ามเอาไว้ “เหยาเอ๋อร์ปล่อยให้เขาไปเผชิญความลำบากบ้าง จะได้ฝึกความอดทน
หนึ่งคำนับฟ้าดิน... สองคำนับบิดามารดา... สามเจ้าบ่าวเจ้าสาวคำนับกันและกัน... เสร็จพิธีเข้าหอได้.... เสียงสิ้นสุดพิธีการแต่งงานที่จัดยิ่งใหญ่ โดยจัดรวมกันที่วังหลวง เพราะว่าสามารถรับรองคนได้เยอะ รวมทั้งรักษาความปลอดภัยของคนสำคัญของแคว้นทั้งสอง เพราะมีทั้งฮ่องเต้แคว้นฉินและฮองเฉา รวมทั้งองค์ชายอีกสองคนมาร่วมงาน แต่เข้าหอก็ยังมาเข้าหอที่เรือนหอที่สร้างเอาไว้ โดยอินเหยาจะไปรออยู่ห้องหอของเรือนหอหลังใหม่ ส่วนปี้ถังจะเข้าหอที่เรือนหอของตระกูลเหลียง เนื่องจากมีบุตรชายเพียงคนเดียว ทำให้เสนาบดีเหลียงกับฮูหยินอยากให้อยู่ที่ตระกูลเหลียงเป็นบ้านหลัก ส่วนเจ้าบ่าวทั้งสองนั้น...ถูกเหล่าบุรุษกักตัวเอาไว้ในงานเลี้ยงที่วังหลวง “พี่เขย...ดื่ม! วันนี้ไม่เมาไม่เลิก” อินจื้อต้องมอมพี่เขยให้เมาจะได้ขัดขวางความสุขของพี่เขยสักเล็กน้อย แม้ว่าหลายวันที่ผ่านมาเขารีดไถไปเยอะแล้ว แต่นั่นยังไม่พอหรอกนะ “อินจื้อข้าจะไปหาพี่สาวเจ้า” ฉินอันจวินปวดขมับทีเดียว เมื่อเจ้าน้องชายตัวแสบของภรรยาคิดจะมอมเหล้าเขาให้ตายไปข้างหนึ่ง ทั้งที่เขาหลบเลี่







