Mag-log inหลังจากผ่านไปสามวัน ในขณะที่บ่าวรับใช้ของจวนแม่ทัพใหญ่ไม่ทันได้สังเกต ก็มีเงาร่างบุรุษเงาหนึ่งปีนข้ามกำแพงรั้งของจวนแม่ทัพในจุดที่ไม่ค่อยมีใครเฝ้ายาม แต่เป็นการปีนออกมาจากด้านในเพื่อจะไปข้างนอก
จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากเฉินอวี้หลัน แต่ในตอนนี้นางแตกต่างกับตัวนางยามปกติยิ่งนัก ส่วนสูงจากเดิมที่สูงกว่าสตรีทั่วไปอยู่แล้วก็สูงเพิ่มขึ้นมาเล็กน้อย ผิวที่เคยขาวสว่างราวกับหิมะมีความคล้ำแดดอย่างชัดเจน ใบหน้าที่งดงามถูกแต่งแต้มด้วยริ้วรอยและบาดแผลจนดูเหมือนบุรุษที่ผ่านประสบการณ์มาอย่างโชกโชน ทั้งยังสวมใส่ชุดบุรุษสีเข้มที่คล่องตัวเป็นอย่างมาก
ขณะที่เฉินอวี้หลันกำลังรู้สึกตื่นเต้นจากการได้หลบหนีออกมาเที่ยวข้างนอก นางก็เผลอเดินไปชนไหล่ของคนอื่นเข้าโดยไม่ได้ตั้งใจ
“ขออภัยพี่ชาย”
“ระวังหน่อยสิ” บุรุษในชุดผ้าป่านลูบไหล่ของตัวเองเบาๆ ก่อนจะเดินจากไปโดยไม่ได้รู้สึกผิดปกติแต่อย่างใด
สาเหตุก็เป็นเพราะน้ำเสียงของเฉินอวี้หลันในตอนนี้สากและแหบแห้งราวกับบุรุษจริงๆ เนื่องจากผลของยาลูกกลอนที่นางได้รับมาจากสหายผู้หนึ่งเมื่อนานมาแล้ว เพียงแค่กินก่อนนอน เมื่อตื่นขึ้นมาน้ำเสียงก็จะเปลี่ยนไปจนเหมือนเสียงของบุรุษ
เฉินอวี้หลันค่อยๆ เดินอย่างไม่รีบร้อน เพราะนานๆ ทีกว่านางจะได้ปลอมตัวออกมาเที่ยวเล่นแบบนี้ อีกทั้งครั้งนี้ยังเป็นครั้งที่นางปลอมตัวอย่างสมบูรณ์แบบที่สุดด้วย
สาเหตุที่นางทำเช่นนี้เพราะนางมีลางสังหรณ์ว่าจะนางกำลังจะเข้าไปพัวพันกับเรื่องบางอย่างเข้า ซึ่งหากใช้ตัวตนของนางจริงๆ อาจจะทำให้จวนแม่ทัพใหญ่ถูกดึงเข้าไปพัวพัน ซึ่งนางไม่ต้องการเช่นนั้น
เฉินอวี้หลันเดินตรงไปยังตลาดภายในเมืองหลวงทันทีโดยไม่รอช้า เพราะนางคิดถึงรสชาติซาลาเปาร้านประจำของนางยิ่งนัก
ร้านซาลาเปานี้เป็นร้านเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ริมถนนโดยพ่อค้าที่พูดไม่ได้ผู้หนึ่ง แม้จะสื่อสารยากลำบากไปบ้าง แต่รสชาติซาลาเปาและหมั่นโถวของเขาก็อร่อยยิ่งนักจนมีลูกค้ายืนล้อมแทบจะตลอดเวลา
หลังจากที่นางสั่งซาลาเปาทีเดียวสิบลูกและกำลังรออยู่นั้น สายตาก็เหลือบไปเห็นเด็กน้อยตัวสกปรกมอมแมมผู้หนึ่งแอบหยิบหมั่นโถวสองลูกในเตานึ่งของร้านไปเก็บไว้ในอกเสื้ออย่างแนบเนียน แม้แต่ลูกค้านับสิบคนที่รายล้อมอยู่ก็ไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย
ทักษะการขโมยของขอทานน้อยเข้าตาเฉินอวี้หลันเป็นอย่างมาก หลังจากนางจ่ายเงินค่าซาลาเปาเรียบร้อย นางก็สอดส่องสายตาตามหาเงาร่างของขอทานน้อยทันที
เฉินอวี้หลันเดินไปพลางหยิบซาลาเปาขึ้นมากินไปพลางอย่างเอร็ดอร่อย แต่ก็ยังคงจ้องมองเป้าหมายอย่างไม่ให้คลาดสายตา ทำให้นางสังเกตเห็นว่าขอทานน้อยไม่ได้ใช้ทักษะของตัวเองที่มีขโมยของคนอื่นเลย แม้จะมีแม่นางน้อยบางคนแขวนถุงเงินไว้ที่เอวอย่างสะดุดตาก็ตาม
ยิ่งติดตามนางก็ยิ่งรู้สึกชื่นชม แม้การขโมยหมั่นโถวไปจะไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก แต่ก็เห็นได้ว่าขอทานน้อยผู้นี้ไม่ได้หัวขโมยที่ฉกชิงทุกอย่างที่ขวางหน้าตามใจตัวเอง
จนกระทั่งนางเห็นขอทานน้อยเดินเข้าตรอกเล็กๆ ตรอกหนึ่งไป นางก็ตัดสินใจเดินตามเข้าไปทันที
ทว่าเมื่อเดินเข้าไปในตรอก ร่างของขอทานน้อยกลับหายไปแล้ว
เฉินอวี้หลันหยิบซาลาเปาลูกใหม่ขึ้นมาเคี้ยวพลางสอดส่องสายตาทั่วตรอก พยายามค้นหาร่องรอยของขอทานน้อย
แม้จะเป็นตรอกตันที่ไม่มีทางแยก แต่ตัวของขอทานน้อยกลับหายไปอย่างสิ้นเชิงจริงๆ หากไม่ได้เห็นกับตาว่าขอทานน้อยเข้ามาที่ตรอกนี้ นางคงคิดว่าตัวเองคงเดินเข้าผิดตรอกแล้ว
เฉินอวี้หลันย่างเท้าเดินลึกเข้าไปในตรอก แม้ว่าในปากจะเคี้ยวซาลาเปาอยู่ แต่นางระมัดระวังอย่างเต็มที่ ไม่กล้าประมาทแม้แต่น้อย
ทันใดนั้นนางก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเบาๆ ด้านหลัง แต่ยังไม่ทันที่จะได้หันไปมอง แผ่นหลังของนางก็รู้สึกได้ถึงของบางสิ่งที่มีลักษณะแหลมคมกำลังจะทะลุผ่านเสื้อของนางเข้ามา
“ตามข้ามาด้วยเหตุผลอะไร”
เสียงของขอทานน้อยดังขึ้น แม้จะเป็นเสียงเด็กที่ยังไม่แตกหนุ่มแต่ก็ให้ความรู้สึกจริงจังอย่างชัดเจน
เฉินอวี้หลันที่รู้สึกว่าปลายแหลมที่สัมผัสกับแผ่นหลังของนางมีความสั่นเทาอยู่เล็กน้อยจึงแสร้งเคี้ยวซาลาเปาด้วยท่าทีสบายใจ
“ข้าเพียงแค่เอาซาลาเปามาฝากเจ้าเท่านั้น” นางกล่าวยิ้มๆ พร้อมกับชูห่อซาลาเปาขึ้นเหนือไหล่โดยไม่ได้หันไปด้านหลัง
ทันใดนั้นนางก็รู้สึกว่าแรงกดของมีดที่อยู่ด้านหลังเพิ่มขึ้น
“พูดความจริงมา” ขอทานน้อยกัดฟันพูดข่มขู่ โดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่ามือของตัวเองกำลังสั่นเทาอย่างห้ามไม่อยู่
เฉินอวี้หลันไม่โกหกอีก นางดึงห่อซาลาเปากลับมาก่อนจะใช้น้ำเสียงที่จริงจังกล่าวออกไป “ข้าเพียงสนใจทักษะของเจ้าก็เท่านั้น”
“ทักษะอะไร?” ขอทานน้อยถามกลับไปอย่างสงสัย จนเผลอผ่อนน้ำหนักมีดในมือของตัวเอง
เพียงแค่ชั่วพริบตาที่ความสนใจของขอทานน้อยถูกเบี่ยงเบนไป เฉินอวี้หลันก็หันขวับกลับมาใช้หลังมือสะบัดใส่ข้อมือที่ถือมีดอยู่ของขอทานน้อยอย่างแรงและแม่นยำจนมีดสั้นเก่าๆ ปลิวกระเด็นลอยไปไกล นางไม่รอให้ขอทานน้อยได้ตั้งตัว รีบใช้เท้าเตะไปที่ลำตัวของขอทานน้อยให้หงายหลังล้มลงไป
ขอทานน้อยที่ไม่คิดว่าจะถูกอีกฝ่ายจะตอบโต้กลับมาก็ได้แต่เบิกตากว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ แม้ลูกเตะนั้นจะไม่ได้ทำให้เขาเจ็บแต่ก็เพียงพอที่ทำให้เขาเห็นถึงความต่างชั้นของฝีมือ
หลังจากจบเรื่องขอทานน้อยหยวนฮ่าว เฉินอวี้หลันก็เดินออกจากตรอกนั้น รู้สึกว่ายังไม่ถึงเวลาที่จะไปยังหอสุราเซียนเมามาย นางจึงตัดสินใจหาอะไรดื่มให้หายคอแห้งจากการกินซาลาเปาสักหน่อย หันซ้ายหันขวาไม่กี่ครั้ง เฉินอวี้หลันก็เห็นเพิงน้ำชาเล็กๆ ที่มีโต๊ะไว้บริการไม่กี่ตัวและไม่มีลูกค้าสักคนเข้าพอดี นางจึงเดินตรงไปอย่างรวดเร็วเพราะไม่อยากจะถูกใครรบกวนสักเท่าไร หลังจากน้ำชากาหนึ่งถูกวางลงบนโต๊ะ เฉินอวี้หลันก็ค่อยๆ จัดการดื่มด่ำกับบรรยากาศพลุกพล่านของเมืองหลวงพลางมองดูผู้คนมากมายด้วยแววตาเพลิดเพลิน จะว่าไปก็นานแล้วที่นางไม่ได้มาเที่ยวในเมืองคนเดียวเช่นนี้ นับตั้งแต่ที่นางตกลงปลงใจที่จะหมั้นหมายกับจูป๋ายเจี่ยนและถูกเขา
“เจ้าคงมิเคยสังหารใครมาก่อนสินะ” เฉินอวี้หลันในร่างของบุรุษปรายมองร่างของขอทานน้อยที่นั่งอยู่ด้วยสายตาเรียบเฉย ขอทานน้อยกัดฟันแน่นไม่ยอมตอบ เฉินอวี้หลันเดินไปหยิบมีดเก่าๆ ที่ตกอยู่ไม่ไกลนักขึ้นมาโดยไม่มองขอทานน้อย “ทักษะการขโมยดีเยี่ยม แต่หัวอ่อนเกินไป ถูกชักจูงจนเสียเป้าหมายเดิมได้ง่าย” หลังจากเห็นมีดสั้นได้ชัด นางก็เพิ่งรู้ว่ามีดสั้นเล่มนี้หาใช่มีดจริงๆ แต่เป็นเพียงแค่แผ่นเหล็กที่ถูกขัดและเหลาอย่างหยาบๆ ผูกติดกับแท่งไม้ไว้อย่างง่ายๆ เท่านั้น เฉินอวี้หลันโยนมีดสั้นเล่มนั้นไปข้าง
หลังจากผ่านไปสามวัน ในขณะที่บ่าวรับใช้ของจวนแม่ทัพใหญ่ไม่ทันได้สังเกต ก็มีเงาร่างบุรุษเงาหนึ่งปีนข้ามกำแพงรั้งของจวนแม่ทัพในจุดที่ไม่ค่อยมีใครเฝ้ายาม แต่เป็นการปีนออกมาจากด้านในเพื่อจะไปข้างนอก จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากเฉินอวี้หลัน แต่ในตอนนี้นางแตกต่างกับตัวนางยามปกติยิ่งนัก ส่วนสูงจากเดิมที่สูงกว่าสตรีทั่วไปอยู่แล้วก็สูงเพิ่มขึ้นมาเล็กน้อย ผิวที่เคยขาวสว่างราวกับหิมะมีความคล้ำแดดอย่างชัดเจน ใบหน้าที่งดงามถูกแต่งแต้มด้วยริ้วรอยและบาดแผลจนดูเหมือนบุรุษที่ผ่านประสบการณ์มาอย่างโชกโชน ทั้งยังสวมใส่ชุดบุรุษสีเข้มที่คล่องตัวเป็นอย่างมาก ขณะที่เฉินอวี้หลันกำลังรู้สึกตื่นเต้นจากการได้หลบหนีออกมาเที่ยวข้างนอก นางก็เผลอเดินไปชนไหล่ของคนอื่นเข้าโดยไม่ได้ตั้งใจ&nbs
ไฉเม่ยหุยเห็นสีหน้าของเฉินอวี้หลันนิ่งไปก็สงสัย “พี่อวี้หลันคิดอะไรอยู่หรือ?” เสียงของไฉเม่ยหุยเรียกสติของเฉินอวี้หลันให้ดึงกลับมาสู่ปัจจุบันทันที “ข้าแค่พยายามลองคาดเดาใบหน้าของบุรุษในดวงใจเจ้าเฉยๆ” “ข้าว่าท่านต้องคาดเดาไม่ออกแน่” ไฉเม่ยหุยอมยิ้มราวกับกำลังครอบครองสมบัติชิ้นหนึ่งอยู่ “ชักอยากเห็นด้วยตาตัวเองแล้วสิ” เฉินอวี้หลันแสร้งพูดด้วยความสนใจ “ที่บ้านข้าเป็นโรงเตี๊ยมเล็กๆ ชื่อว่าโรงเตี๊ยมโชคดี อยู่ตรงประตูทางใต้ หากวันไหนท่านว่างก็แวะมาก็ได้” ไ
ทางด้านเฉินอวี้หลันที่รู้ว่าตัวเองถูกปั่นหัวก็พยายามสงบใจ ไม่อยากคิดถึงเรื่องของคนบ้าผู้นั้นอีก ภายในอารามถูกตกแต่งอย่างเรียบง่าย ตรงกลางด้านในสุดมีพระพุทธรูปทองเหลืองตั้งตระหง่าน ล้อมรอบด้วยรูปปั้นองค์เล็กที่วางอยู่เรียงราย มีเทียนนับร้อยเล่มถูกจุดเพื่อให้แสงสว่าง กลิ่นควันธูปและกำยานแผ่กระจายไปทั่ว มีสตรีสองสามคนกำลังก้มกราบพระพุทธรูปทองเหลืองด้วยความศรัทธา ด้านหน้าสุดมีหลวงจีนเยาว์วัยผู้หนึ่งกำลังหันหน้าเข้าหาพระพุทธรูปพร้อมกับอ่านพระคัมภีร์อยู่ เฉินอวี้หลันค่อยๆ คุกเข่าลงด้านหลังพลางจ้องมองดวงตาของพระพุทธรูปอย่างเงียบๆ&nbs
สายตาของเฉินอวี้หลันเคลื่อนไปยังชายหนุ่มที่กำลังอมยิ้มอยู่กับผ้าพันแผลที่นางเป็นคนพันให้ ในใจเต็มไปด้วยความสับสน “ข้าว่าเขาต้องชอบท่านมากๆ เป็นแน่” ไฉเม่ยหุยกระซิบสิ่งที่คาดเดา เฉินอวี้หลันได้ยินก็นิ่งไปเล็กน้อย นับตั้งแต่ที่นางได้เจอกับเขาครั้งแรกที่จวนสกุลเฉิน ครั้งนี้ก็เป็นครั้งที่สองเท่านั้น ความสัมพันธ์ที่นางมีต่อเขาสมควรจะห่างเหินยิ่งกว่าพ่อค้าขายซาลาเปาที่นางมักจะแอบหนีไปซื้อเสียด้วยซ้ำ แล้วเช่นนั้นเขาจะถูกใจนางได้อย่างไร เจอหน้ากันครั้งแรกก็ไม่ทำความรู้จักอะไรแต่กลับสู่ขอนางตรงๆ เห็นได้ชัดเจนว่าเขาเข้าหานางเพราะมีผลประโยชน์บางอย่างที่เขาจะได้หากแต่งงานกับนาง ไฉเม่ยหุยเห็นสีหน้าตึงเครียดของเฉินอวี้หลันก็คิดว่าอีกฝ่ายคงยังตกใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นจึงไม่กลัวว่าจะเผลอไปรบกวรนอีก “เช่นนั้นข้าขอตัวไปไหว้พระก่อนนะ” เฉินอวี้หลันพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะหันไปจ้องมองเซียวซู่หยางอีกครั้งด้วยสายตาไม่ไว้วางใจ ราวกับรับรู้ถึงสายตาของนางได้ เพราะเขาก็หันกลับมามองนางเช่นกัน







