Masukหลังจากจบเรื่องขอทานน้อยหยวนฮ่าว เฉินอวี้หลันก็เดินออกจากตรอกนั้น รู้สึกว่ายังไม่ถึงเวลาที่จะไปยังหอสุราเซียนเมามาย นางจึงตัดสินใจหาอะไรดื่มให้หายคอแห้งจากการกินซาลาเปาสักหน่อย
หันซ้ายหันขวาไม่กี่ครั้ง เฉินอวี้หลันก็เห็นเพิงน้ำชาเล็กๆ ที่มีโต๊ะไว้บริการไม่กี่ตัวและไม่มีลูกค้าสักคนเข้าพอดี นางจึงเดินตรงไปอย่างรวดเร็วเพราะไม่อยากจะถูกใครรบกวนสักเท่าไร
หลังจากน้ำชากาหนึ่งถูกวางลงบนโต๊ะ เฉินอวี้หลันก็ค่อยๆ จัดการดื่มด่ำกับบรรยากาศพลุกพล่านของเมืองหลวงพลางมองดูผู้คนมากมายด้วยแววตาเพลิดเพลิน
จะว่าไปก็นานแล้วที่นางไม่ได้มาเที่ยวในเมืองคนเดียวเช่นนี้ นับตั้งแต่ที่นางตกลงปลงใจที่จะหมั้นหมายกับจูป๋ายเจี่ยนและถูกเขาสังหารจนได้ย้อนเวลากลับมา นางก็มิเคยได้มีอิสระเช่นนี้มาก่อนเลย
แม้บรรยากาศในเมืองหลวงจะเต็มไปด้วยเสียงเอะอะโวยวายดังไปทั่วท้องถนน แต่วันนี้ก็ถือว่าเป็นวันที่สงบสุขวันหนึ่ง
ขณะที่เฉินอวี้หลันกำลังมีความสุขอยู่นั้น เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามของนางก็มีใครบางคนนั่งลงมาโดยไม่ได้รับเชิญ
นางไม่ได้มองคนที่นั่งตรงข้าม เนื่องจากคิดว่าเป็นเพราะลูกค้ามาเยอะจนที่นั่งไม่มีจึงไม่ได้คิดอะไรมาก จนกระทั่งนางเหลือบไปเห็นว่าโต๊ะอื่นในร้านยังว่างไม่ได้เต็มอย่างที่นางคิดจึงคิดจะเชิญเขาไปนั่งโต๊ะอื่นเนื่องจากตอนนี้นางอยากจะนั่งคนเดียวเงียบๆ ไม่ได้อยากหาใครมาสนทนาด้วย
ทว่าทันทีที่นางหันหน้าไปมองอีกฝ่าย หัวใจของนางก็ต้องหล่นวูบ เพราะนางเห็นเซียวซู่หยางกำลังนั่งเท้าคางยิ้มให้นางอยู่...!
เฉินอวี้หลันเห็นใบหน้าเขาก็รู้สึกอยากจะตะโกนออกมาทันที ทว่านางยังจำได้อยู่ว่าตอนนี้นางกำลังปลอมตัวอยู่ จึงรีบกลืนคำพูดที่อยู่ในลำคอกลับลงไปทันที และมองเขาด้วยสีหน้าปกติ “เหตุใดท่านจึงมานั่งร่วมโต๊ะกับข้าหรือ?”
“เหตุใดข้าถึงนั่งไม่ได้ล่ะ” เซียวซู่หยางยังคงประดับรอยยิ้มไว้ดังเดิม แต่สำหรับเฉินอวี้หลันแล้วรอยยิ้มนั้นช่างเป็นรอยยิ้มที่ทำให้คนหงุดหงิดยิ่งนัก
“โต๊ะอื่นยังว่างอยู่ ไม่มีเหตุผลให้ท่านต้องนั่งกับข้าแม้แต่น้อย” เฉินอวี้หลันลูบต้นคอตัวเองเบาๆ นางมั่นใจในการปลอมตัวครั้งนี้มาก และมั่นใจว่าน้ำเสียงก็เปลี่ยนไปแล้วแน่ๆ แต่แล้วทำไมเขาถึงได้เจาะจงมานั่งกับนางเล่า หรือเขาเพียงแค่อยากจะกวนประสาทคนอื่นเฉยๆ อย่างนั้นหรือ
“ข้ารู้สึกว่าบรรยากาศเวลานั่งโต๊ะตัวนี้มันดีที่สุดในร้าน” ชายหนุ่มคอมองนางด้วยสายตากรุ้มกริ่ม
เฉินอวี้หลันเผลอกำหมัดแน่น เห็นได้ชัดว่าเขากำลังกวนประสาทอยู่ชัดๆ แต่นางก็รู้ดีว่านางสู้เขาไปก็พ่ายแพ้ในไม่กี่กระบวนท่าเป็นแน่ ดังนั้นนางจึงเลือกที่จะยอมแพ้แทน “เช่นนั้นเชิญท่านชื่นชมบรรยากาศของโต๊ะตัวนี้ไปเถิด ข้าจะยอมเสียสละไปนั่งที่อื่นแทนก็ได้”
นางหยิบกาน้ำชาของตัวเองขึ้นและเดินไปยังโต๊ะอีกตัวที่ว่างอยู่ ทว่ายังไม่ทันที่เฉินอวี้หลันจะได้หย่อนตัวลงบนเก้าอี้ นางก็เห็นเขาลุกและเดินตามนางมาแล้ว ทั้งยังมียิ้มกว้างกว่าเดิมเสียด้วย
ในใจของเฉินอวี้หลันเดือดปุดๆ กัดฟันถามออกไปทีละคำทันทีที่เขาทิ้งตัวลงฝั่งตรงข้าม “เมื่อสักครู่ท่านบอกว่าบรรยากาศของโต๊ะตัวนั้นมันดี แล้วเหตุใดยังคงเดินมานั่งโต๊ะเดียวกับข้าอยู่”
“ทันทีที่เจ้าลุก บรรยากาศก็ไม่ดีแล้ว” เซียวซู่หยางยิ้มพลางหยิบกาน้ำชาของเฉินอวี้หลันมารินใส่จอกเปล่าโดยพลการ “กลับเป็นโต๊ะตัวนี้ที่บรรยากาศดียิ่ง”
เฉินอวี้หลันถลึงตามองเซียวซู่หยางราวกับอยากจะกินเลือด หากสวรรค์ให้โอกาสนางทำร้ายคนผู้หนึ่งโดยไม่ผิดบาปล่ะก็ นางคงกระโดดเข้าไปต่อยเขาแล้ว
แต่เพราะทำเช่นนั้นไม่ได้ นางจึงได้แต่สูดลมหายใจลึกเข้าจนเต็มปอด และค่อยๆ ถอนหายใจอย่างช้าๆ เพื่อให้จิตใจสงบ
ในเมื่อหนีไม่ได้ ก็ไล่ตรงๆ เลยก็แล้วกัน “ท่านไม่คิดว่าบุรุษแปลกหน้าสองคนนั่งร่วมโต๊ะกันทั้งที่มีโต๊ะว่างอยู่เป็นเรื่องที่แปลกหรือ?”
“ไม่แม้แต่น้อย” เซียวซูหยางกระดกน้ำชารวดเดียวจนหมดจอก “ในกองทัพของข้า แม้ทหารบางคนจะยังไม่รู้จักกัน แต่พวกเขาก็สามารถอยู่ด้วยกันได้อย่างกลมเกลียว”
เฉินอวี้หลันกล่าวอย่างชัดถ้อยชัดคำ “แต่ข้ามิใช่ทหารของท่าน”
“ถูกต้อง เจ้ามิใช่ทหารของข้า” เซียวซู่หยางเอียงคอเผยรอยยิ้ม “เจ้าเป็นทหารของข้าไม่ได้หรอก”
“เช่นนั้นแล้วท่านจะมาทำตัวสนิทสนมกับข้าเพื่ออะไรกัน?”
ทันทีที่เฉินอวี้หลันพูดไป นางก็เห็นรอยยิ้มของเขากดลึกยิ่งกว่าเดิม อีกทั้งสายตาของเขาก็ยังเหมือนเหยี่ยวที่จับจ้องเหยื่อได้แล้วอย่างไรอย่างนั้น ทำเอานางขนลุกซุ่ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
“ข้าก็ต้องทำตัวสนิทสนมกับเจ้าไว้สิ” เซียวซู่หยางลดเสียงให้เบาลงพร้อมยื่นหน้าเข้ามาใกล้นาง “ข้าจะได้เป็นบุรุษในดวงใจเจ้าอย่างไรล่ะ”
เฉินอวี้หลันได้แต่นิ่ง พยายามคิดว่าตัวเองหูฝาดไป “ท่านว่าอะไรกัน ข้ามิเห็นเข้าใจเลยแม้แต่น้อย”
เซียวซู่หยางค่อยๆ โน้มตัวเข้ามากระซิบที่ข้างหูของนางเบาๆ “ข้าจะลืมใบหน้าของคนที่ข้าต้องการจะแต่งงานด้วยได้อย่างไรกัน”
ร่างสูงโปร่งราวบุรุษในชุดสีเข้มลุกพรวดจากเก้าอี้พร้อมกับก้าวถอยหลังด้วยความตกใจ ทำได้เพียงจ้องมองใบหน้าที่กำลังยิ้มแย้มของแม่ทัพหนุ่มไม่วางตา ในใจเต็มไปด้วยเสียงตะโกนกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง
เขาจำนางได้อย่างไรกัน...!!
หลังจากจบเรื่องขอทานน้อยหยวนฮ่าว เฉินอวี้หลันก็เดินออกจากตรอกนั้น รู้สึกว่ายังไม่ถึงเวลาที่จะไปยังหอสุราเซียนเมามาย นางจึงตัดสินใจหาอะไรดื่มให้หายคอแห้งจากการกินซาลาเปาสักหน่อย หันซ้ายหันขวาไม่กี่ครั้ง เฉินอวี้หลันก็เห็นเพิงน้ำชาเล็กๆ ที่มีโต๊ะไว้บริการไม่กี่ตัวและไม่มีลูกค้าสักคนเข้าพอดี นางจึงเดินตรงไปอย่างรวดเร็วเพราะไม่อยากจะถูกใครรบกวนสักเท่าไร หลังจากน้ำชากาหนึ่งถูกวางลงบนโต๊ะ เฉินอวี้หลันก็ค่อยๆ จัดการดื่มด่ำกับบรรยากาศพลุกพล่านของเมืองหลวงพลางมองดูผู้คนมากมายด้วยแววตาเพลิดเพลิน จะว่าไปก็นานแล้วที่นางไม่ได้มาเที่ยวในเมืองคนเดียวเช่นนี้ นับตั้งแต่ที่นางตกลงปลงใจที่จะหมั้นหมายกับจูป๋ายเจี่ยนและถูกเขา
“เจ้าคงมิเคยสังหารใครมาก่อนสินะ” เฉินอวี้หลันในร่างของบุรุษปรายมองร่างของขอทานน้อยที่นั่งอยู่ด้วยสายตาเรียบเฉย ขอทานน้อยกัดฟันแน่นไม่ยอมตอบ เฉินอวี้หลันเดินไปหยิบมีดเก่าๆ ที่ตกอยู่ไม่ไกลนักขึ้นมาโดยไม่มองขอทานน้อย “ทักษะการขโมยดีเยี่ยม แต่หัวอ่อนเกินไป ถูกชักจูงจนเสียเป้าหมายเดิมได้ง่าย” หลังจากเห็นมีดสั้นได้ชัด นางก็เพิ่งรู้ว่ามีดสั้นเล่มนี้หาใช่มีดจริงๆ แต่เป็นเพียงแค่แผ่นเหล็กที่ถูกขัดและเหลาอย่างหยาบๆ ผูกติดกับแท่งไม้ไว้อย่างง่ายๆ เท่านั้น เฉินอวี้หลันโยนมีดสั้นเล่มนั้นไปข้าง
หลังจากผ่านไปสามวัน ในขณะที่บ่าวรับใช้ของจวนแม่ทัพใหญ่ไม่ทันได้สังเกต ก็มีเงาร่างบุรุษเงาหนึ่งปีนข้ามกำแพงรั้งของจวนแม่ทัพในจุดที่ไม่ค่อยมีใครเฝ้ายาม แต่เป็นการปีนออกมาจากด้านในเพื่อจะไปข้างนอก จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากเฉินอวี้หลัน แต่ในตอนนี้นางแตกต่างกับตัวนางยามปกติยิ่งนัก ส่วนสูงจากเดิมที่สูงกว่าสตรีทั่วไปอยู่แล้วก็สูงเพิ่มขึ้นมาเล็กน้อย ผิวที่เคยขาวสว่างราวกับหิมะมีความคล้ำแดดอย่างชัดเจน ใบหน้าที่งดงามถูกแต่งแต้มด้วยริ้วรอยและบาดแผลจนดูเหมือนบุรุษที่ผ่านประสบการณ์มาอย่างโชกโชน ทั้งยังสวมใส่ชุดบุรุษสีเข้มที่คล่องตัวเป็นอย่างมาก ขณะที่เฉินอวี้หลันกำลังรู้สึกตื่นเต้นจากการได้หลบหนีออกมาเที่ยวข้างนอก นางก็เผลอเดินไปชนไหล่ของคนอื่นเข้าโดยไม่ได้ตั้งใจ&nbs
ไฉเม่ยหุยเห็นสีหน้าของเฉินอวี้หลันนิ่งไปก็สงสัย “พี่อวี้หลันคิดอะไรอยู่หรือ?” เสียงของไฉเม่ยหุยเรียกสติของเฉินอวี้หลันให้ดึงกลับมาสู่ปัจจุบันทันที “ข้าแค่พยายามลองคาดเดาใบหน้าของบุรุษในดวงใจเจ้าเฉยๆ” “ข้าว่าท่านต้องคาดเดาไม่ออกแน่” ไฉเม่ยหุยอมยิ้มราวกับกำลังครอบครองสมบัติชิ้นหนึ่งอยู่ “ชักอยากเห็นด้วยตาตัวเองแล้วสิ” เฉินอวี้หลันแสร้งพูดด้วยความสนใจ “ที่บ้านข้าเป็นโรงเตี๊ยมเล็กๆ ชื่อว่าโรงเตี๊ยมโชคดี อยู่ตรงประตูทางใต้ หากวันไหนท่านว่างก็แวะมาก็ได้” ไ
ทางด้านเฉินอวี้หลันที่รู้ว่าตัวเองถูกปั่นหัวก็พยายามสงบใจ ไม่อยากคิดถึงเรื่องของคนบ้าผู้นั้นอีก ภายในอารามถูกตกแต่งอย่างเรียบง่าย ตรงกลางด้านในสุดมีพระพุทธรูปทองเหลืองตั้งตระหง่าน ล้อมรอบด้วยรูปปั้นองค์เล็กที่วางอยู่เรียงราย มีเทียนนับร้อยเล่มถูกจุดเพื่อให้แสงสว่าง กลิ่นควันธูปและกำยานแผ่กระจายไปทั่ว มีสตรีสองสามคนกำลังก้มกราบพระพุทธรูปทองเหลืองด้วยความศรัทธา ด้านหน้าสุดมีหลวงจีนเยาว์วัยผู้หนึ่งกำลังหันหน้าเข้าหาพระพุทธรูปพร้อมกับอ่านพระคัมภีร์อยู่ เฉินอวี้หลันค่อยๆ คุกเข่าลงด้านหลังพลางจ้องมองดวงตาของพระพุทธรูปอย่างเงียบๆ&nbs
สายตาของเฉินอวี้หลันเคลื่อนไปยังชายหนุ่มที่กำลังอมยิ้มอยู่กับผ้าพันแผลที่นางเป็นคนพันให้ ในใจเต็มไปด้วยความสับสน “ข้าว่าเขาต้องชอบท่านมากๆ เป็นแน่” ไฉเม่ยหุยกระซิบสิ่งที่คาดเดา เฉินอวี้หลันได้ยินก็นิ่งไปเล็กน้อย นับตั้งแต่ที่นางได้เจอกับเขาครั้งแรกที่จวนสกุลเฉิน ครั้งนี้ก็เป็นครั้งที่สองเท่านั้น ความสัมพันธ์ที่นางมีต่อเขาสมควรจะห่างเหินยิ่งกว่าพ่อค้าขายซาลาเปาที่นางมักจะแอบหนีไปซื้อเสียด้วยซ้ำ แล้วเช่นนั้นเขาจะถูกใจนางได้อย่างไร เจอหน้ากันครั้งแรกก็ไม่ทำความรู้จักอะไรแต่กลับสู่ขอนางตรงๆ เห็นได้ชัดเจนว่าเขาเข้าหานางเพราะมีผลประโยชน์บางอย่างที่เขาจะได้หากแต่งงานกับนาง ไฉเม่ยหุยเห็นสีหน้าตึงเครียดของเฉินอวี้หลันก็คิดว่าอีกฝ่ายคงยังตกใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นจึงไม่กลัวว่าจะเผลอไปรบกวรนอีก “เช่นนั้นข้าขอตัวไปไหว้พระก่อนนะ” เฉินอวี้หลันพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะหันไปจ้องมองเซียวซู่หยางอีกครั้งด้วยสายตาไม่ไว้วางใจ ราวกับรับรู้ถึงสายตาของนางได้ เพราะเขาก็หันกลับมามองนางเช่นกัน







