เข้าสู่ระบบ“เจ้าคงมิเคยสังหารใครมาก่อนสินะ” เฉินอวี้หลันในร่างของบุรุษปรายมองร่างของขอทานน้อยที่นั่งอยู่ด้วยสายตาเรียบเฉย
ขอทานน้อยกัดฟันแน่นไม่ยอมตอบ
เฉินอวี้หลันเดินไปหยิบมีดเก่าๆ ที่ตกอยู่ไม่ไกลนักขึ้นมาโดยไม่มองขอทานน้อย “ทักษะการขโมยดีเยี่ยม แต่หัวอ่อนเกินไป ถูกชักจูงจนเสียเป้าหมายเดิมได้ง่าย”
หลังจากเห็นมีดสั้นได้ชัด นางก็เพิ่งรู้ว่ามีดสั้นเล่มนี้หาใช่มีดจริงๆ แต่เป็นเพียงแค่แผ่นเหล็กที่ถูกขัดและเหลาอย่างหยาบๆ ผูกติดกับแท่งไม้ไว้อย่างง่ายๆ เท่านั้น
เฉินอวี้หลันโยนมีดสั้นเล่มนั้นไปข้างหน้าของขอทานน้อย “เจ้าคงไม่เหมาะกับงานของข้า”
ขอทานน้อยหยิบมีดสั้นของตัวเองกลับมาอย่างรีบร้อน แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้พูดอะไรก็เห็นเฉินอวี้หลันกำลังจะเดินจากไป เขาจึงรีบเอื้อมมือไปดึงขอบเสื้อของอีกฝ่ายไว้
“เจ้าต้องการอะไร” เฉินอวี้หลันเลิกคิ้ว
“เมื่อสักครู่ท่านพูดว่าจะมีงานให้ข้าทำ” ขอทานน้อยจ้องมองดวงตาของอีกฝ่ายอย่างจริงจัง “ข้าอยากทำงาน”
“เจ้าไม่เหมาะกับงานของข้า” เฉินอวี้หลันตัดบทอย่างไร้เยื่อใย
มือของขอทานน้อยกำแน่นยิ่งกว่าเดิม จ้องมองใบหน้าของอีกฝ่ายอย่างไม่หลบเลี่ยง “ได้โปรดให้ข้าทำงานด้วย ไม่ว่าคำสั่งจะเป็นอะไรข้าก็ยอม”
ยังไม่ทันที่เฉินอวี้หลันจะได้ตอบ ขอทานน้อยก็ปล่อยมือออกจากชายเสื้อของนาง ก่อนจะโขกศีรษะให้นางอย่างแรงจนหน้าผากแดงเถือก “ได้โปรดให้ข้าทำงานด้วย”
เฉินอวี้หลันจ้องมองขอทานน้อยอยู่พักหนึ่ง “เจ้าสัญญาได้หรือไม่ว่าจะฟังคำสั่งของข้าเพียงคนเดียว ต่อให้มีเงินทองมหาศาลมากมายกองอยู่ตรงหน้าก็จะไม่หักหลังข้า”
“ข้าสัญญา” ขอทานน้อยกล่าวเต็มเสียงอย่างไม่ลังเล “ข้าจะฟังคำสั่งของท่านแค่คนเดียว”
ความมุ่งมั่นของขอทานน้อยทำให้เฉินอวี้หลันถูกใจไม่น้อย แต่นางก็มิอาจไว้วางใจได้ในทันที จึงมองหน้าเขาตรงๆ “เจ้าชื่ออะไร?”
“หยวนฮ่าว” ขอทานน้อยบอกชื่อตัวเองอย่างไม่ปิดบัง
เฉินอวี้หลันเพิ่งได้เห็นใบหน้าของหยวนฮ่าวชัดๆ เขายังเป็นเด็กอยู่อย่างที่นางคาดไม่ใช่ขอทานที่ตัวเล็กแต่อย่างใด หากมองข้ามความสกปรกและรอยเปรอะเปื้อนบนใบหน้าไป เขาก็น่าจะเป็นเด็กที่หน้าตาดีไม่น้อยคนหนึ่ง
“หยวนฮ่าว ปีนี้เจ้าอายุเท่าไร?” เฉินอวี้หลันถามอย่างสงสัย
“สิบสอง”
“แล้วเจ้ามาเป็นขอทานได้อย่างไร?”
“บิดากับมารดาของข้าป่วยตายไปเมื่อปีก่อน เหลือเพียงน้องสาวคนเดียว แต่เพราะข้ายังเด็กจึงไม่มีใครรับข้าทำงาน สุดท้ายข้าจึงมาเป็นขอทานและขโมยอาหารเพื่อประทังชีวิต”
“แล้วผู้ใดเป็นคนสอนทักษะการขโมยให้เจ้า”
“ข้าเพียงแค่หัดและทำตามขอทานคนอื่นๆ เท่านั้น” หยวนฮ่าวส่ายหน้าปฏิเสธ “ในโลกของพวกขอทานมีแต่การแก่งแย่งชิงดี หากไม่สู้กลับก็ตายอย่างไร้คนเหลียวแล ซึ่งข้าเคยคิดจะยอมแพ้หลายครั้ง แต่เพราะยังมีน้องสาวที่ยังต้องดูแล ข้าจึงไม่อาจยอมแพ้ได้”
หยวนฮ่าวกัดฟัน นึกถึงครั้งหนึ่งที่เขาเคยถูกพรรคพวกหักหลังจนถูกทางการจับได้ แม้จะถูกจับเพียงแค่สองวัน แต่สองวันนั้นก็ทำให้น้องสาวของเขาไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย สุดท้ายเขาถึงคิดได้ว่าหากยังหวังพึ่งคนอื่น เขากับน้องสาวคงเอาตัวรอดไม่ได้แน่ เขาจึงเริ่มต้นฝึกฝนทักษะขโมยแทบเป็นแทบตายอยู่คนเดียว แม้เขาจะมั่นใจว่าไม่มีใครจับเขาได้ แต่สุดท้ายเขาก็ไม่กล้าขโมยของชิ้นใหญ่หรือของที่มูลค่าสูงอยู่ดี เพราะกลัวว่าจะถูกจับจนต้องทิ้งน้องสาวไว้คนเดียวอีก
เฉินอวี้หลันได้ฟังก็รู้สึกชื่นชมหยวนฮ่าวจากไม่น้อย เพราะการใช้ชีวิตท่ามกลางศัตรูรอบตัวเช่นนี้ช่างเป็นอะไรที่ยากลำบากยิ่งนัก หากเป็นนางก็ยังไม่แน่เลยว่านางจะมีชีวิตรอดไปหรือไม่ แต่เท่าที่ฟังดูก็มีเรื่องหนึ่งที่นางรู้สึกสงสัย
“หากเจ้ามาทำงานกับข้า แล้วเจ้าจะมีเวลาดูแลน้องสาวหรือ?”
“ขอเพียงท่านมอบเงินให้ข้าก้อนหนึ่ง” หยวนฮ่าวกล่าวอย่างเปิดเผย “จากนั้นข้าก็จะนำเงินก้อนนั้นไปซื้ออาหารให้นางตอนเช้า จากนั้นข้าก็จะค่อยไปรับใช้ท่านทั้งวัน”
แม้ความมุ่งมั่นและประวัติของหยวนฮ่าวจะทำให้เฉินอวี้หลันสนใจ แต่ติดปัญหาอย่างเดียวคือตัวหยวนฮ่าวผู้นี้สามารถเชื่อใจได้หรือไม่
ในเมื่อสงสัย ก็มีแต่ต้องลองพิสูจน์เท่านั้น
เฉินอวี้หลันล้วงมือไปหยิบแหวนวงหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ จากนั้นก็โยนใส่มือของหยวนฮ่าว “ค่าจ้างล่วงหน้า พรุ่งนี้ตอนล่วงเข้าสู่ยามอู่ ให้ไปพบข้าที่วัดร้างทางใต้ของเมืองหลวงห่างออกไปประมาณหนึ่งลี้”
หยวนฮ่าวก้มมองแหวนวงนั้นก็เบิกตากว้างออกมา เพราะแหวนวงนี้เป็นแหวนหยกที่เพียงแค่ดูด้วยตาก็รู้ว่ามีมูลค่าไม่น้อย “นายท่าน แหวนวงนี้มูลค่ามากไป”
“นำแหวนไปแลกเป็นเงินที่โรงจำนำมั่งคั่ง” เฉินอวี้หลันกล่าวแนะนำ “แล้วจัดการเรื่องน้องสาวให้เรียบร้อย”
ไม่ผิดจากที่หยวนฮ่าวกล่าวว่ามูลค่าของแหวนนั้นมากเกินไป เพราะนางรู้มูลค่าของแหวนวงนั้นดี หากนำไปแลกเป็นเงินก็ได้หลายตำลึง ซึ่งเพียงพอให้ครอบครัวหนึ่งใช้ชีวิตได้อย่างสบายไปอย่างน้อยๆ ก็สองเดือน แต่หากเป็นเด็กสองคน นางคิดว่าน่าจะใช้ชีวิตได้อย่างสบายไปหลายเดือนเลย
“ขอบคุณนายท่าน” หยวนฮ่าวโขกศีรษะก่อนจะวิ่งจากไป
เฉินอวี้หลันมองไล่ตามแผ่นหลังเล็กๆ ที่วิ่งหายไปในฝูงชน แน่นอนว่านางไม่รู้ว่าเขาเชื่อใจได้หรือไม่ แต่แหวนหยกวงนั้นจะเป็นคำตอบของคำถามที่นางสงสัย
“เจ้าคงมิเคยสังหารใครมาก่อนสินะ” เฉินอวี้หลันในร่างของบุรุษปรายมองร่างของขอทานน้อยที่นั่งอยู่ด้วยสายตาเรียบเฉย ขอทานน้อยกัดฟันแน่นไม่ยอมตอบ เฉินอวี้หลันเดินไปหยิบมีดเก่าๆ ที่ตกอยู่ไม่ไกลนักขึ้นมาโดยไม่มองขอทานน้อย “ทักษะการขโมยดีเยี่ยม แต่หัวอ่อนเกินไป ถูกชักจูงจนเสียเป้าหมายเดิมได้ง่าย” หลังจากเห็นมีดสั้นได้ชัด นางก็เพิ่งรู้ว่ามีดสั้นเล่มนี้หาใช่มีดจริงๆ แต่เป็นเพียงแค่แผ่นเหล็กที่ถูกขัดและเหลาอย่างหยาบๆ ผูกติดกับแท่งไม้ไว้อย่างง่ายๆ เท่านั้น เฉินอวี้หลันโยนมีดสั้นเล่มนั้นไปข้าง
หลังจากผ่านไปสามวัน ในขณะที่บ่าวรับใช้ของจวนแม่ทัพใหญ่ไม่ทันได้สังเกต ก็มีเงาร่างบุรุษเงาหนึ่งปีนข้ามกำแพงรั้งของจวนแม่ทัพในจุดที่ไม่ค่อยมีใครเฝ้ายาม แต่เป็นการปีนออกมาจากด้านในเพื่อจะไปข้างนอก จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากเฉินอวี้หลัน แต่ในตอนนี้นางแตกต่างกับตัวนางยามปกติยิ่งนัก ส่วนสูงจากเดิมที่สูงกว่าสตรีทั่วไปอยู่แล้วก็สูงเพิ่มขึ้นมาเล็กน้อย ผิวที่เคยขาวสว่างราวกับหิมะมีความคล้ำแดดอย่างชัดเจน ใบหน้าที่งดงามถูกแต่งแต้มด้วยริ้วรอยและบาดแผลจนดูเหมือนบุรุษที่ผ่านประสบการณ์มาอย่างโชกโชน ทั้งยังสวมใส่ชุดบุรุษสีเข้มที่คล่องตัวเป็นอย่างมาก ขณะที่เฉินอวี้หลันกำลังรู้สึกตื่นเต้นจากการได้หลบหนีออกมาเที่ยวข้างนอก นางก็เผลอเดินไปชนไหล่ของคนอื่นเข้าโดยไม่ได้ตั้งใจ&nbs
ไฉเม่ยหุยเห็นสีหน้าของเฉินอวี้หลันนิ่งไปก็สงสัย “พี่อวี้หลันคิดอะไรอยู่หรือ?” เสียงของไฉเม่ยหุยเรียกสติของเฉินอวี้หลันให้ดึงกลับมาสู่ปัจจุบันทันที “ข้าแค่พยายามลองคาดเดาใบหน้าของบุรุษในดวงใจเจ้าเฉยๆ” “ข้าว่าท่านต้องคาดเดาไม่ออกแน่” ไฉเม่ยหุยอมยิ้มราวกับกำลังครอบครองสมบัติชิ้นหนึ่งอยู่ “ชักอยากเห็นด้วยตาตัวเองแล้วสิ” เฉินอวี้หลันแสร้งพูดด้วยความสนใจ “ที่บ้านข้าเป็นโรงเตี๊ยมเล็กๆ ชื่อว่าโรงเตี๊ยมโชคดี อยู่ตรงประตูทางใต้ หากวันไหนท่านว่างก็แวะมาก็ได้” ไ
ทางด้านเฉินอวี้หลันที่รู้ว่าตัวเองถูกปั่นหัวก็พยายามสงบใจ ไม่อยากคิดถึงเรื่องของคนบ้าผู้นั้นอีก ภายในอารามถูกตกแต่งอย่างเรียบง่าย ตรงกลางด้านในสุดมีพระพุทธรูปทองเหลืองตั้งตระหง่าน ล้อมรอบด้วยรูปปั้นองค์เล็กที่วางอยู่เรียงราย มีเทียนนับร้อยเล่มถูกจุดเพื่อให้แสงสว่าง กลิ่นควันธูปและกำยานแผ่กระจายไปทั่ว มีสตรีสองสามคนกำลังก้มกราบพระพุทธรูปทองเหลืองด้วยความศรัทธา ด้านหน้าสุดมีหลวงจีนเยาว์วัยผู้หนึ่งกำลังหันหน้าเข้าหาพระพุทธรูปพร้อมกับอ่านพระคัมภีร์อยู่ เฉินอวี้หลันค่อยๆ คุกเข่าลงด้านหลังพลางจ้องมองดวงตาของพระพุทธรูปอย่างเงียบๆ&nbs
สายตาของเฉินอวี้หลันเคลื่อนไปยังชายหนุ่มที่กำลังอมยิ้มอยู่กับผ้าพันแผลที่นางเป็นคนพันให้ ในใจเต็มไปด้วยความสับสน “ข้าว่าเขาต้องชอบท่านมากๆ เป็นแน่” ไฉเม่ยหุยกระซิบสิ่งที่คาดเดา เฉินอวี้หลันได้ยินก็นิ่งไปเล็กน้อย นับตั้งแต่ที่นางได้เจอกับเขาครั้งแรกที่จวนสกุลเฉิน ครั้งนี้ก็เป็นครั้งที่สองเท่านั้น ความสัมพันธ์ที่นางมีต่อเขาสมควรจะห่างเหินยิ่งกว่าพ่อค้าขายซาลาเปาที่นางมักจะแอบหนีไปซื้อเสียด้วยซ้ำ แล้วเช่นนั้นเขาจะถูกใจนางได้อย่างไร เจอหน้ากันครั้งแรกก็ไม่ทำความรู้จักอะไรแต่กลับสู่ขอนางตรงๆ เห็นได้ชัดเจนว่าเขาเข้าหานางเพราะมีผลประโยชน์บางอย่างที่เขาจะได้หากแต่งงานกับนาง ไฉเม่ยหุยเห็นสีหน้าตึงเครียดของเฉินอวี้หลันก็คิดว่าอีกฝ่ายคงยังตกใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นจึงไม่กลัวว่าจะเผลอไปรบกวรนอีก “เช่นนั้นข้าขอตัวไปไหว้พระก่อนนะ” เฉินอวี้หลันพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะหันไปจ้องมองเซียวซู่หยางอีกครั้งด้วยสายตาไม่ไว้วางใจ ราวกับรับรู้ถึงสายตาของนางได้ เพราะเขาก็หันกลับมามองนางเช่นกัน
หัวหน้ามือปราบพลันสังเกตเห็นว่าหญิงสาวกำลังสวมใส่เสื้อนอกของท่านแม่ทัพอยู่ ทันใดนั้นเขาก็ร้องอ๋อขึ้นมาในใจ มิน่าเล่า ตอนที่ท่านแม่ทัพได้ยินว่ามีคนถูกจับตัวไปถึงได้รีบร้อนเสียขนาดที่พวกเขาสี่คนยังวิ่งตามไม่ทัน พอคิดได้แบบนั้น หัวหน้ามือปราบก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ประสานมือให้ทั้งสองคน “เช่นนั้นพวกข้าขอตัวก่อน ไม่รบกวนเวลาของพวกท่านสองคนแล้ว” เซียวซู่หยางพยักหน้า ส่วนเฉินอวี้หลันก็ก้มหน้าด้วยความอาย เพราะสายตาที่ดูกรุ้มกริ่มเหมือนรู้ทันของมือปราบหนุ่มผู้นั้น จนกระทั่งภายในป่าเหลือเพียงแค่ความเงียบอีกครั้ง เซียวซู่หยางก็เอ่ยขึ้นก่อน “เช่นนั้นก็ไปกันเถิด มารดาของเจ้าคงเป็นห่วงแย่แล้ว” เฉินอวี้หลันพยักหน้าเบาๆ จากนั้นก็เดินตามเซียวซู่หยางไปอย่างเงียบๆ ทางด้านเซียวซู่หยางเห็นว่านางเงียบก็ไม่กล้าพูดอะไรอีกเพราะกลัวจะทำให้นางยิ่งโกรธกว่าเดิม ในสายตาของนาง ตัวเขาก็ดูแย่พอแล้ว หากถูกนางโกรธอีก อย่าว่าจะแต่งนางเลย กลัวว่าแม้แต่หน้า นางก็คงจะหลบเลี่ยงเขาไปตลอดกาลเป็นแน่ แม้จะท้อใจ แต่เซียวซู่







