ANMELDEN“ถ้าคุณไม่สบายใจ ต่อไปผมจะไม่ทำแบบนี้อีกและเราก็ควรแยกห้องนอนกันจนกว่าความทรงจำของคุณจะกลับมา” ชายหนุ่มลุกขึ้นนั่งแล้วจะลุกออกจากเตียง เอวารินผวาตามไปกอดรั้งเขาไว้จากทางด้านหลัง
“ฉันแค่บอกว่าจำความรู้สึกนี้ไม่ได้ ไม่ได้หมายความว่าไม่ชอบหรือไม่อยากให้คุณทำอีกสักหน่อย” หญิงสาวแนบแก้มลงบนแผ่นหลังของเขาอย่างออดอ้อน
“แปลว่าคุณชอบและอนุญาตให้ผมทำอีกได้ใช่มั้ย” มาร์คัสพลิกตัวหันหน้ามาถามเธอด้วยแววตาลิงโลดอย่างลืมตัว
“คุยกับลูกครึ่งอย่างคุณนี่ฉันต้องพูดทุกอย่างให้ชัดเจนเลยใช่มั้ยคะ”
“แน่นอน เพราะถ้าคุณไม่บอกความต้องการของคุณให้ชัดเจน ผมก็จะตอบสนองความต้องการของคุณไม่ถูก”
“ต่อไปฉันจะบอกคุณให้ชัดเจนทุกอย่าง คุณเองก็ต้องบอกทุกอย่างกับฉันอย่างชัดเจนเหมือนกันนะคะ แล้วก็อย่าหันหลังหนีฉันไปอย่างนี้อีกนะ ฉันมีคุณแค่คนเดียว ฉันทนไม่ได้ถ้าคุณจะโกรธฉัน”
“ผมไม่ได้โกรธ ผมแค่ไม่อยากทำให้คุณอึดอัดใจ”
“ฉันไม่อึดอัด ฉันชอบให้คุณทำแบบนั้นกับฉัน” เธอพูดยิ้มๆ แล้วจูบเขาอย่างอ่อนหวานเนิ่นนาน “แล้วฉันก็ชอบจูบคุณแบบนี้ด้วย”
“คุณโคตรน่ารัก ผมจะอดใจไหวได้ยังไง” มาร์คัสรั้งร่างบอบบางที่สวมเพียงกางเกงชั้นในเข้ามากอดไว้แนบอกแล้วกระซิบวิงวอนเสียงแผ่ว “ช่วยอะไรผมอย่างนึงได้มั้ย”
“จะให้ฉันช่วยอะไรคะ”
“ช่วยทำให้มังกรยักษ์ของผมมันสงบหน่อย คุณปลุกมันให้ตื่นตั้งนานแล้ว เพราะฉะนั้นคุณต้องรับผิดชอบ”
“มังกรยักษ์เหรอคะ” เอวารินเงยหน้าขึ้นถามเขางงๆ
“มันอยู่ตรงนี้ไง” เขาจับมือเธอไปแนบกับความเป็นชายแข็งขึงที่นูนเป่งอยู่ภายใต้กางเกง
หญิงสาวทำตาโตด้วยความตื่นเต้นเมื่อรู้ว่ามังกรยักษ์ที่เขาพูดถึงคืออะไร เธอพยายามนึกว่าเคยเห็นมันมาก่อนหรือเปล่า แต่ก็ไม่มีภาพนั้นอยู่ในความทรงจำเลย
“ช่วยผมหน่อย”
“ค่ะ” เอวารินตอบรับอย่างเต็มใจ “แต่คุณต้องสอนฉันก่อนนะคะว่าต้องทำยังไงบ้าง”
“ไม่ต้องห่วง ผมจะสอนคุณให้หมดทุกกระบวนท่าเลย”
หญิงสาวนั่งมองเขาคลายหัวเข็มขัดและปลดกระดุมกางเกงด้วยมือซ้ายเพียงข้างเดียวซึ่งทำได้ไม่ถนัดนักเนื่องจากไหล่ขวายังบาดเจ็บจากการถูกยิงอยู่
“ฉันช่วยนะคะ” เธอยื่นมือเข้ามาช่วยเขาปลดกระดุมกางเกงออกและจังหวะที่กำลังจะรูดซิปลงเขาก็จับมือเธอให้หยุด
“ไม่ต้องทำแล้ว” มาร์คัสกลั้นใจบอกทั้งที่ตัวเองเจ็บร้าวเกินทน
“ทำไมละคะ ฉันอยากช่วยคุณนะ” เอวารินเงยหน้าขึ้นมองสบตาเขาด้วยแววตาใสซื่อ ยิ่งเห็นใบหน้าหล่อเหลาที่เคยขาวจัดกำลังแดงก่ำ อีกทั้งลมหายใจของเขาก็หนักลึกคล้ายกำลังต่อสู้กับความทรมานจากอะไรบางอย่างอยู่ก็ยิ่งอยากช่วย “ท่าทางคุณไม่ค่อยดีเลยนะคะ คุณมีโรคประจำตัวอะไรอยู่หรือเปล่า”
“ผมไม่ได้เป็นอะไร” เพราะเธอน่ารักและแสนดีอย่างนี้ เขาถึงไม่อยากฉวยโอกาสกับเธอมากเกินไป
“แต่คุณหน้าแดงไปหมด เหงื่อก็แตกด้วย” หญิงสาวเช็ดเหงื่อที่ผุดขึ้นมาตามหน้าผากและไรผมให้เขาด้วยฝ่ามืออ่อนนุ่มแล้วนึกอะไรขึ้นมาได้ “อ๋อ...หรือที่คุณเป็นแบบนี้เพราะมังกรยักษ์ของคุณยังไม่สงบ” เธอทาบฝ่ามือลงบนความเป็นชายที่แข็งขึงนูนเป็นเนิน ซึ่งเธอแน่ใจว่าเมื่อครู่นี้มันยังไม่ขยายใหญ่ขนาดนี้
มาร์คัสพยักหน้ารับแบบยอมจำนนต่อหลักฐาน
“นอนลงค่ะ เดี๋ยวฉันช่วยเอง” เอวารินดันไหล่ของคนตัวโตให้หงายหลังนอนราบลงกับเตียงนอนแล้วจัดการรูดซิบกางเกงของเขาลงแล้วดึงมันออกไปทางปลายเท้าพร้อมกับกางเกงชั้นใน
ชายหนุ่มระบายลมหายใจออกมาอย่างโล่งสบายเมื่อได้รับการปลดปล่อย
“ฉะ...ฉัน...ต้องทำยังไงต่อคะ” เอวารินถามตะกุกตะกัก
มาร์คัสผงกศีรษะขึ้นมองหญิงสาวที่นั่งจ้องมังกรยักษ์ของเขาจนตาค้างแล้วอดแปลกใจไม่ได้ “ไม่เคยเห็นเหรอ”
หญิงสาวส่ายหน้าพรืดโดยไม่ยอมละสายตาไปจากความเป็นชายของเขาเลย “ฉันไม่แน่ใจว่าไม่เคยเห็นหรือจำไม่ได้ว่าเคยเห็นกันแน่”
คราวนี้มาร์คัสยันตัวลุกขึ้นนั่งแล้วจับมือเล็กมากำรอบตัวตนที่แกร่งชันของเขาแล้วจับมือเธอขยับขึ้นลงเชื่องช้าเป็นการชี้นำเธอก่อน
เอวารินร้อนวาบไปทั่วช่องท้องเมื่อได้สัมผัสกับท่อนเนื้อขนาดใหญ่ที่มือเธอเกือบกำไม่รอบ ผิวของมันเรียบลื่น ให้ความรู้สึกทั้งอ่อนนุ่มและแข็งแกร่งในคราวเดียวกัน ช่างเป็นอวัยวะที่มหัศจรรย์จริงๆ
“ทำแบบนี้แล้วจะช่วยคุณได้เหรอคะ” เธอเงยหน้าขึ้นถามน้ำเสียงแผ่วหวานชวนให้เคลิบเคลิ้ม ในขณะที่มือก็ยังคงทำหน้าที่อย่างแข็งขัน
“ได้...แต่คุณต้องทำเร็วขึ้นอีก”
หญิงสาวขยับมือขึ้นลงตามความยาวเร็วขึ้นตามที่เขาบอก ยิ่งได้ยินเสียงลมหายใจที่ถี่กระชั้นกับเสียงครางแหบพร่าในลำคอของเขามือเธอก็ยิ่งขยับเร็วขึ้นโดยอัตโนมัติ ไม่นานมาร์คัสคำรามเสียงทุ้มต่ำในลำคอเมื่อทะยานไปสู่จุดสูงสุด
“คุณโอเคมั้ยคะมาร์ค” เอวารินหยุดมือแล้วเงยหน้าขึ้นถามเขาด้วยความเป็นห่วงเพราะไม่รู้ว่าที่เขามีอาการแบบนี้เป็นเพราะอะไร เธอกลัวว่าถ้าทำแรงเกินไปแล้วจะทำให้เขาเจ็บ
“โอเคมากๆ” ชายหนุ่มโน้มใบหน้าลงมาจูบขอบคุณเธออย่างดูดดื่ม แต่พอเธอเริ่มจูบตอบมังกรยักษ์ของเขาก็ขยับตัวอีกครั้ง แต่คราวนี้มาร์คัสจำเป็นต้องข่มอารมณ์ตัวเองเอาไว้แล้วหยุดอยู่แค่จูบ
มาร์คัสพาเอวารินมาตรวจครรภ์ตามที่หมอนัด วันนี้อายุครรภ์ของเธอครบแปดสัปดาห์เต็มแล้ว ทำให้การอัลตราซาวด์เห็นทารกในครรภ์ชัดกว่าตอนห้าสัปดาห์ที่ตรวจครั้งแรกมาก ตอนนั้นเห็นเพียงถุงตั้งครรภ์และจุดขาวๆ ที่อยู่ภายในเท่านั้น “ตัวโตขึ้นเยอะเลย หัวใจเต้นตุ๊บๆ ด้วย คุณพ่อคุณแม่เห็นมั้ยครับ” หมอชี้ที่หน้าจอแสดงผลอัลตราซาวด์ให้เอวารินและมาร์คัสดู “ลำตัวอยู่ตรงนี้ ก้นอยู่ตรงนี้ กลมๆ นี่คือศีรษะ” ว่าที่คุณพ่อและว่าที่คุณแม่จับมือกันแน่นด้วยความตื้นตันใจขณะมองลูกน้อยในครรภ์ผ่านหน้าจอสี่เหลี่ยม “นั่นเขาดิ้นใช่มั้ยคะคุณหมอ” เอวารินถามอย่างตื่นเต้นเมื่อเห็นเจ้าตัวน้อยในพุงดิ้นดุ๊กดิ๊กนิดหนึ่ง “ใช่ครับ” คุณหมอตอบรับ “เมื่อกี้คุณเห็นมั้ยคะมาร์ค” หญิงสาวที่นอนอยู่บนเตียงเขย่ามือสามีที่ยืนอยู่ติดกัน “เห็นครับ” เขาหันมายิ้มให้เธอ “ทีนี้เชื่อหรือยังว่าเมื่อเช้าลูกเตะหน้าผมจริงๆ” “ฉันก็ยังคิดว่าคุณมโนอยู่ดี ลูกตัวนิดเดียว ต่อให้ดิ้นแรงยังไงก็ยังไม่รู้สึกหรอกค่ะ” “ผมรู้สึกจริงๆ ทำไมไม่เชื่อผม”
“ยอมแล้วครับคุณแม่ แต่คุณต้องทำเบาๆ นะ เดี๋ยวลูกตื่น” มาร์คัสพูดยิ้มๆ แล้วพลิกร่างบอบบางในชุดนอนเซ็กซี่ให้นอนลงบนเตียง “ผมจะเสิร์ฟความสุขให้คุณเอง แต่ต่อไปนี้ทำได้อาทิตย์ละครั้งเท่านั้นนะ ตกลงมั้ย” “ความอยากมันห้ามกันได้ที่ไหนคะ ฉันบังคับตัวเองไม่ได้ ว่าจะอยากหรือไม่อยากตอนไหน” “คุณก็ต้องอดทน” เขาถอดชุดนอนของเธอออก เผยให้เห็นเรือนร่างเปลือยเปล่าเซ็กซี่ เขาเพิ่งสังเกตว่าทรวงอกของเธอขยายใหญ่ขึ้น สะโพกผายออกมากขึ้น แต่หน้าท้องยังคงแบนราบเหมือนเดิม “ฉันจะไม่ทนค่ะ” เอวารินถอดเสื้อยืดชุดนอนของสามีออกอย่างใจร้อน วันนี้เขาบ่ายเบี่ยงเธอมาทั้งวันแล้ว ถ้าไม่ยอมดีๆ เธอก็จะจับปล้ำซะเลย “มาให้จูบซะดีๆ” หญิงสาวเกี่ยวคอสามีลงไปจูบอย่างเร่าร้อน “นี่คุณ ใจเย็นๆ เดี๋ยวผมก็ทับลูกแบนกันพอดี” มาร์คัสหัวเราะร่วนกับความหื่นมากผิดปกติของภรรยาแล้วเบี่ยงตัวพาดทับหน้าอกเธอแบบเฉียงๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการนอนทับหน้าท้องของเธอ “ฉันไม่ทำให้ลูกเจ็บหรอกน่า ฉันก็เป็นห่วงลูกไม่น้อยกว่าคุณเหมือนกัน ลูกจะให้ความร่วมมือกับเราค่ะ เชื่อฉัน” หญิงสาวพูดพึมพ
นายแพทย์วัยกลางคนอ่านรายงานผลการตรวจเลือดและปัสสาวะของเอวารินที่ทางห้องแล็บส่งมาให้อยู่ครู่หนึ่งแล้วเงยหน้าขึ้นบอกสองสามีภรรยาที่นั่งลุ้นผลอยู่ตรงหน้า “ไม่พบสารแปลกปลอมในร่างกายคุณรินนะครับ แต่พบอย่างอื่น ไม่แน่ใจว่าคุณสองคนจะทราบแล้วหรือยัง” “ภรรยาผมเป็นอะไรครับหมอ” มาร์คัสรีบถามด้วยความกังวล “คุณรินตั้งครรภ์ได้ห้าสัปดาห์แล้วครับ” “ฉันท้องเหรอ...” เอวารินหันไปถามสามีสีหน้าอึ้งๆ งงๆ บอกไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไรกันแน่ เธอกำลังจะเป็นแม่คนแล้วเหรอ มีอีกหนึ่งชีวิตอยู่ในร่างกายเธอจริงๆ เหรอ “ใช่...คุณท้องแล้ว” ชายหนุ่มดีใจจนน้ำตารื้นขึ้นมาคลอเต็มเบ้า ในที่สุดความพยายามของเขาก็สัมฤทธิ์ผล “เรากำลังจะมีลูกด้วยกันแล้วนะ คุณดีใจมั้ย” “ดีใจมากค่ะ” หญิงสาวพยักหน้ารับน้ำตาซึมรับพลางเอามือลูบหน้าท้องตัวเองเบาๆ ลูกมาอยู่ด้วยตั้งห้าสัปดาห์แล้วแต่เธอไม่รู้ตัวเลย“คุณหมอครับ แล้วที่ภรรยาผมมีอาการแปลกๆ นี่ไม่ได้ถูกวางยาแน่นะ” ชายหนุ่มถามอ้อมๆ แต่นายแพทย์ผู้มีประสบการณ์สูงก็เข้าใจว่าเขาหมายถึงยาปลุกเซ็กซ์
“คุณรู้ได้ยังไงว่าฉันอยู่ที่สตูดิโอนั่น” หญิงสาวถามพลางเอนศีรษะซบไหล่กว้างของสามีผู้ที่ตามปกป้องเธอตั้งแต่วันแรกที่รู้จักกันจนกระทั่งถึงวันนี้ “ผมติดเครื่องติดตามไว้ที่รถคุณตั้งแต่วันที่คุณแอบขับรถออกไปหาซินดี้ครั้งแรกแล้ว “ครั้งแรก? ครั้งไหนคะ?” “ตอนที่คุณความจำเสื่อมอยู่ไง” “อ๋อใช่...วันนั้นพอฉันกลับมาเราก็ทะเลาะกัน” ว่าแล้วเธอก็หันมามองเขาตาเขียว “คุณน่ะร้ายกาจที่สุด ตัวเองเป็นคนผิดแท้ๆ แต่วันนั้นก็ยังมาดุฉันอีก” “คุณนั่นแหละที่เป็นคนผิด แอบไปข้างนอกทั้งที่ผมสั่งห้าม กลับมายังมาโวยวายใส่ผมอีก ผมบอกว่ารักคุณๆๆ คุณก็ไม่เชื่อ ผมก็เลยต้องเสียงดังเข้าข่ม” “จะไม่ให้ฉันโวยวายได้ยังไง คุณเล่นโกหกว่าฉันเป็นภรรยาของคุณ จนฉันเสียพรหมจรรย์ที่อุตส่าห์รักษามายี่สิบสี่ปีไปโดยไม่รู้ตัว แถมยังหลอกฉันแต่งงานจดทะเบียนสมรสอีก” “ดะ...ดะ...เดี๋ยวนะ” มาร์คัสที่นั่งเอนหลังพิงพนักม้านั่งแบบสบายๆ ดีดตัวขึ้นมาอย่างกะทันหันแล้วจับต้นแขนทั้งสองข้างของภรรยาสาวไว้แน่นพลางถามด้วยความตื่นเต้นระคนดีใจ “ความทรงจำ
ผู้กำกับที่นั่งอยู่หลังมอนิเตอร์สั่งเช็กกล้อง เช็กไฟแล้วตะโกน บรีฟเอวารินกับลีโออีกครั้งก่อนเริ่มการถ่ายทำ “คุณลีโอ คุณรินพร้อมนะครับ สตอรี่ของเราคือถึงจะเมกเลิฟในรถกันอย่างเร่าร้อน แต่พอลงมาเสื้อผ้าก็ยังเรียบกริบอยู่เพราะน้ำยารีดผ้าเรียบฟลายไฮท์ เดี๋ยวผมขอถ่ายช็อตกอดจูบกันในรถก่อนนะ” เอวารินขมวดคิ้วมุ่นด้วยความแปลกใจ “แต่ที่คุยกันไว้ก่อนหน้านี้คือทะเลาะกันในรถแล้วมีการดึงทึ้งเสื้อผ้ากันไม่ใช่เหรอ ทำไมกลายเป็นแบบนี้” นางแบบสาวกระดากอายเกินกว่าจะพูดคำว่า ‘เมกเลิฟ’ ต่อหน้าผู้ชายทั้งสตูดิโอ “ทะเลาะกันผมว่าธรรมดาไป เมกเลิฟอิมแพคกว่า ผมอยากให้เป็นกระแสไวรัลด้วย สินค้าจะได้ติดตลาดเร็วๆ” ผู้กำกับตะโกนตอบแล้วย้อนถามด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ “คุณรินมีปัญหาอะไรหรือเปล่า แค่นี้ถ่ายไม่ได้เหรอ ไม่มืออาชีพเลย” เอวารินพยายามจะไม่เรื่องมากเพราะถือว่ามันเป็นงาน เธอต้องแสดงความเป็นมืออาชีพให้ทุกเห็น และอีกอย่างคงเป็นการถ่ายแบบหลบมุมกล้อง ไม่น่าจะเปลืองตัวเท่าไรนัก “ฉันถ่ายได้ค่ะ” ผู้กำกับยิ้มพอใจแล้วสั่งทุกคนเตรียมพร้อม “ผมขอกอดจริง จูบจริงนะ ปากประ
หลังกลับจากฮันนีมูน เอวารินก็ถูกมาร์คัสสั่งให้เก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน โดยห้ามไม่ให้ติดต่อกับเพื่อนทุกคนไม่เว้นแม้แต่ซินดี้ เพื่อนรุ่นพี่ที่เธอสนิทด้วยมากที่สุด เนื่องจากเป็นห่วงความปลอดภัยของเธอ เพราะหลังจากโทนี่ส่งหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำความผิดทั้งหมดของเซบัสเตียนให้ตำรวจแล้ว มันก็หลบหนีการจับกุมไปอย่างไร้ร่องรอย ซึ่งตอนนี้ยังไม่รู้ว่ามันยังหลบอยู่ในประเทศไทยหรือหนีออกนอกประเทศไปแล้ว แต่เมื่อมีงานใหญ่เข้ามา เอวารินจึงต้องหนีออกไปทำงานโดยไม่ให้ผู้เป็นสามีรู้ “รินแอบมารับงานถ่ายโฆษณาอย่างนี้คุณมาร์คไม่ว่าเอาเหรอ”ซินดี้ถามเอวารินที่นั่งอยู่ในห้องแต่งตัวก่อนเริ่มงานถ่ายโฆษณาทางทีวีตัวแรกในชีวิต ซึ่งงานนี้เธอไปแคสต์ทิ้งไว้เป็นเดือนตั้งแต่ก่อนความจำเสื่อม “กลับจากเกาะ รินก็ถูกสั่งให้อยู่แต่ในบ้านมาเป็นเดือนแล้วนะพี่ซินดี้ บางทีรินก็สงสัยนะว่ารินเป็นเมียหรือเป็นนักโทษกันแน่” “เพราะแกเป็นเมียไง คุณมาร์คถึงได้ห่วงแกขนาดนี้” “แต่เค้าก็ต้องปล่อยให้รินออกมาใช้ชีวิตของตัวเองบ้าง ไม่ใช่วันๆ เอาแต่...” นางแบบสาวอายเกินกว่าจะกล้าเล่าต่อหน้าช







