เข้าสู่ระบบมาร์คัสมองมือเรียวเล็กอย่างชั่งใจเนิ่นนาน
“แค่จับมือก็ไม่ได้เหรอคะ” หญิงสาวถามหน้าละห้อยทั้งที่ยังยื่นมือค้างไว้อยู่
“อย่าทำหน้าแบบนั้นสิ ผมไม่ชอบ” มือใหญ่ยื่นไปฉุดมือเล็กให้ลุกขึ้นมาแล้วจูงมือพาเธอเดินกลับไปที่ห้องนอน
เอวารินบีบมือเข้ากับมือเขาพลางเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าด้านข้างอันหล่อเหลาด้วยความอบอุ่นใจ ทุกครั้งที่อยู่ใกล้เขาเธอจะรู้สึกมั่นคงและปลอดภัยเสมอ
และทันใดนั้นเอง ก็มีภาพเหตุการณ์บางอย่างแวบเข้ามาในสมองของเอวาริน เธอเห็นภาพตัวเองกำลังจมดิ่งลงสู่ผืนน้ำดำมืด ในวินาทีที่กำลังจะขาดอากาศหายใจและสติสัมปชัญญะกำลังจะดับวูบก็มีมือของใครบางคนที่เธอมองไม่เห็นหน้ายื่นเข้ามาจับมือเธอและฉุดดึงขึ้นเหนือน้ำ
ภาพที่เห็นทำให้เอวารินสั่นสะท้านไปทั้งตัว มือเย็นเฉียบของเธอเผลอบีบกระชับมือมาร์คัสแน่นมากจนเขาตกใจ
“คุณเป็นอะไร” ร่างสูงก้มลงมองหน้าคนตัวเล็กกว่าแล้วใช้มืออีกข้างที่ว่างอยู่ประคองใบหน้าซีดเผือดของเธอให้เงยขึ้น
“ฉันเห็นภาพตัวเองกำลังจมน้ำ” เธอบอกเสียงสั่น จังหวะหัวใจเต้นระรัวด้วยตื่นกลัว
“คุณจำได้แล้วเหรอ” มาร์คัสถามเสียงเบา บอกไม่ถูกว่าดีใจหรือเสียใจกันแน่
“คุณถามแบบนี้แสดงว่าฉันเคยจมน้ำจริงๆ ใช่มั้ยคะ”
“ใช่”
“แล้วใครเป็นคนช่วยฉันขึ้นมา”
“ผมไง” เขาบอกพลางมองสบตาเธอลุ้นๆ “คุณลองนึกดูดีๆ สิว่าจำอะไรได้อีกบ้าง”
หญิงสาวหลับตาคิดทบทวนแล้วเห็นภาพตัวเองสำลักน้ำก่อนจะลืมตาขึ้นมาหลังจากที่ถูกมาร์คัสผายปอดให้ เธอเห็นตัวเองนอนตัวอ่อนอยู่ริมแม่น้ำใต้สะพานขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง บรรยากาศรอบตัวมืดสลัว ทว่าใบหน้าหล่อเหลาแบบไร้ที่ติของชายหนุ่มลูกครึ่งคนหนึ่งซึ่งลอยเด่นอยู่เหนือใบหน้าของเธอนั้นช่างแจ่มชัดเหลือเกิน
“มาร์ค...คุณเป็นคนช่วยชีวิตฉันไว้” เธอรำพึงแผ่วเบา
“คุณจำอะไรได้อีกมั้ย”
หญิงสาวพยายามทบทวนความทรงจำอีกครั้งแต่ก็นึกไม่ออก ยิ่งพยายามคิดยิ่งปวดหัว “ฉันนึกอะไรไม่ออกแล้ว”
“ไม่เป็นไร คิดไม่ออกก็ยังไม่ต้องคิด คืนนี้ดึกมากแล้วคุณนอนพักก่อนดีกว่า” มาร์คัสจะจับร่างเล็กให้นอนลงบนเตียงแต่เธอขืนตัวไว้
“ฉันยังไม่อยากนอนค่ะ ฉันอยากให้คุณช่วยรื้อฟื้นความทรงจำให้ฉันก่อน คุณต้องช่วยฉันนะคะ”
“ผมพร้อมจะช่วยเหลือคุณทุกอย่างอยู่แล้ว คุณอยากให้ผมทำอะไรก็บอกมาได้เลย”
“ฉันมาลองคิดดูแล้ว ที่คืนนั้นฉันไม่ยอมให้คุณสอดแทรกเข้ามาในตัวฉัน มันอาจจะมีอะไรบางอย่างที่เกี่ยวกับความทรงจำของฉันก็ได้ ฉันเลยคิดว่าเราต้องทำกันค่ะมาร์ค เผื่อฉันจะจำอะไรขึ้นมาได้มากกว่านี้”
“ตรรกะอะไรของคุณเนี่ย ฟังดูย้อนแย้งในตัวเองนะ” เขาสับสนกับความคิดของเธอ “วันนั้นคุณกลัวผม แต่วันนี้กลับจะให้ผมทำ”
“ฉันไม่ได้กลัวคุณ ฉันแค่ตกใจและจำไม่ได้ว่าเราเคยทำแบบนั้นกันจริงหรือเปล่าเท่านั้นเอง”
“ถ้าความจริงคือเราไม่เคยทำแบบนั้นกันและผมก็เป็นคนแปลกหน้าของคุณ คุณจะว่ายังไง” เขาลองถามหยั่งเชิง
“ฉันไม่เชื่อว่าคุณจะเป็นคนแปลกหน้า ฉันรู้สึกอบอุ่นและคุ้นเคยกับคุณตั้งแต่วันที่ถูกคุณขโมยจูบที่เตียงคนไข้ในโรงพยาบาลแล้ว”
“บางเรื่องก็ไม่ต้องจำก็ได้” เขาพึมพำเก้อเขิน
“แล้วอีกอย่าง ถ้าเราไม่เคยรู้จักกันมาก่อนคุณคงไม่พาฉันมาอยู่ที่บ้านแล้วก็ดูแลฉันอย่างดีอย่างนี้หรอก ฉันเชื่อว่าคุณเป็นสามีของฉันจริงๆ” ประโยคสุดท้ายนั้นเธอบอกอย่างหนักแน่น
มาร์คัสอ้ำอึ้งเหมือนน้ำท่วมปาก จะบอกความจริงตอนนี้ก็กลัวเธอโกรธ ในขณะเดียวกันก็ไม่อยากโกหกเธอมากไปกว่านี้อีกแล้ว
“เราทำกันนะคะมาร์ค” เธอวิงวอนเสียงแผ่วหวิวพลางไล้ฝ่ามืออ่อนนุ่มไปตามกรอบหน้าคมสันของเขาแผ่วเบา “ไม่ใช่แค่เพื่อรื้อฟื้นความทรงจำให้ฉัน แต่เพื่อความสุขของคุณเองด้วย ฉันรู้ว่าคุณต้องอดทนกับฉันมากขนาดไหน อย่าทรมานตัวเองอีกเลยนะคะมาร์ค ให้ฉันทำหน้าที่ภรรยาเพื่อคุณนะคะ”
มาร์คัสจับมือเรียวเล็กมาจูบหนักหน่วงที่กลางฝ่ามือพลางมองสบตาเธออย่างชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนบอก “รอให้ความทรงจำทั้งหมดของคุณกลับคืนมาก่อนแล้วคุณค่อยตัดสินใจอีกทีว่ายังอยากทำมันอยู่หรือเปล่า”
“ฉันตอบคุณตอนนี้ได้เลยว่า ‘ฉันอยากทำ’ ค่ะ”
เอวารินปลดกระดุมเสื้อชุดนอนของมาร์คัสออกทีละเม็ดอย่างเชื่องช้าจนหมดก่อนจะแหวกสาบเสื้อให้แยกออกจากกันแล้วประทับรอยจูบลงบนแผงอกอย่างเรียกร้องต้องการ
“ผมขอร้อง อย่าทำแบบนี้” ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อข่มอารมณ์ไม่ให้เตลิดไปกับการปลุกเร้าที่แสนรัญจวนใจจากหญิงสาวจอมยั่ว
มาร์คัสพาเอวารินมาตรวจครรภ์ตามที่หมอนัด วันนี้อายุครรภ์ของเธอครบแปดสัปดาห์เต็มแล้ว ทำให้การอัลตราซาวด์เห็นทารกในครรภ์ชัดกว่าตอนห้าสัปดาห์ที่ตรวจครั้งแรกมาก ตอนนั้นเห็นเพียงถุงตั้งครรภ์และจุดขาวๆ ที่อยู่ภายในเท่านั้น “ตัวโตขึ้นเยอะเลย หัวใจเต้นตุ๊บๆ ด้วย คุณพ่อคุณแม่เห็นมั้ยครับ” หมอชี้ที่หน้าจอแสดงผลอัลตราซาวด์ให้เอวารินและมาร์คัสดู “ลำตัวอยู่ตรงนี้ ก้นอยู่ตรงนี้ กลมๆ นี่คือศีรษะ” ว่าที่คุณพ่อและว่าที่คุณแม่จับมือกันแน่นด้วยความตื้นตันใจขณะมองลูกน้อยในครรภ์ผ่านหน้าจอสี่เหลี่ยม “นั่นเขาดิ้นใช่มั้ยคะคุณหมอ” เอวารินถามอย่างตื่นเต้นเมื่อเห็นเจ้าตัวน้อยในพุงดิ้นดุ๊กดิ๊กนิดหนึ่ง “ใช่ครับ” คุณหมอตอบรับ “เมื่อกี้คุณเห็นมั้ยคะมาร์ค” หญิงสาวที่นอนอยู่บนเตียงเขย่ามือสามีที่ยืนอยู่ติดกัน “เห็นครับ” เขาหันมายิ้มให้เธอ “ทีนี้เชื่อหรือยังว่าเมื่อเช้าลูกเตะหน้าผมจริงๆ” “ฉันก็ยังคิดว่าคุณมโนอยู่ดี ลูกตัวนิดเดียว ต่อให้ดิ้นแรงยังไงก็ยังไม่รู้สึกหรอกค่ะ” “ผมรู้สึกจริงๆ ทำไมไม่เชื่อผม”
“ยอมแล้วครับคุณแม่ แต่คุณต้องทำเบาๆ นะ เดี๋ยวลูกตื่น” มาร์คัสพูดยิ้มๆ แล้วพลิกร่างบอบบางในชุดนอนเซ็กซี่ให้นอนลงบนเตียง “ผมจะเสิร์ฟความสุขให้คุณเอง แต่ต่อไปนี้ทำได้อาทิตย์ละครั้งเท่านั้นนะ ตกลงมั้ย” “ความอยากมันห้ามกันได้ที่ไหนคะ ฉันบังคับตัวเองไม่ได้ ว่าจะอยากหรือไม่อยากตอนไหน” “คุณก็ต้องอดทน” เขาถอดชุดนอนของเธอออก เผยให้เห็นเรือนร่างเปลือยเปล่าเซ็กซี่ เขาเพิ่งสังเกตว่าทรวงอกของเธอขยายใหญ่ขึ้น สะโพกผายออกมากขึ้น แต่หน้าท้องยังคงแบนราบเหมือนเดิม “ฉันจะไม่ทนค่ะ” เอวารินถอดเสื้อยืดชุดนอนของสามีออกอย่างใจร้อน วันนี้เขาบ่ายเบี่ยงเธอมาทั้งวันแล้ว ถ้าไม่ยอมดีๆ เธอก็จะจับปล้ำซะเลย “มาให้จูบซะดีๆ” หญิงสาวเกี่ยวคอสามีลงไปจูบอย่างเร่าร้อน “นี่คุณ ใจเย็นๆ เดี๋ยวผมก็ทับลูกแบนกันพอดี” มาร์คัสหัวเราะร่วนกับความหื่นมากผิดปกติของภรรยาแล้วเบี่ยงตัวพาดทับหน้าอกเธอแบบเฉียงๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการนอนทับหน้าท้องของเธอ “ฉันไม่ทำให้ลูกเจ็บหรอกน่า ฉันก็เป็นห่วงลูกไม่น้อยกว่าคุณเหมือนกัน ลูกจะให้ความร่วมมือกับเราค่ะ เชื่อฉัน” หญิงสาวพูดพึมพ
นายแพทย์วัยกลางคนอ่านรายงานผลการตรวจเลือดและปัสสาวะของเอวารินที่ทางห้องแล็บส่งมาให้อยู่ครู่หนึ่งแล้วเงยหน้าขึ้นบอกสองสามีภรรยาที่นั่งลุ้นผลอยู่ตรงหน้า “ไม่พบสารแปลกปลอมในร่างกายคุณรินนะครับ แต่พบอย่างอื่น ไม่แน่ใจว่าคุณสองคนจะทราบแล้วหรือยัง” “ภรรยาผมเป็นอะไรครับหมอ” มาร์คัสรีบถามด้วยความกังวล “คุณรินตั้งครรภ์ได้ห้าสัปดาห์แล้วครับ” “ฉันท้องเหรอ...” เอวารินหันไปถามสามีสีหน้าอึ้งๆ งงๆ บอกไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไรกันแน่ เธอกำลังจะเป็นแม่คนแล้วเหรอ มีอีกหนึ่งชีวิตอยู่ในร่างกายเธอจริงๆ เหรอ “ใช่...คุณท้องแล้ว” ชายหนุ่มดีใจจนน้ำตารื้นขึ้นมาคลอเต็มเบ้า ในที่สุดความพยายามของเขาก็สัมฤทธิ์ผล “เรากำลังจะมีลูกด้วยกันแล้วนะ คุณดีใจมั้ย” “ดีใจมากค่ะ” หญิงสาวพยักหน้ารับน้ำตาซึมรับพลางเอามือลูบหน้าท้องตัวเองเบาๆ ลูกมาอยู่ด้วยตั้งห้าสัปดาห์แล้วแต่เธอไม่รู้ตัวเลย“คุณหมอครับ แล้วที่ภรรยาผมมีอาการแปลกๆ นี่ไม่ได้ถูกวางยาแน่นะ” ชายหนุ่มถามอ้อมๆ แต่นายแพทย์ผู้มีประสบการณ์สูงก็เข้าใจว่าเขาหมายถึงยาปลุกเซ็กซ์
“คุณรู้ได้ยังไงว่าฉันอยู่ที่สตูดิโอนั่น” หญิงสาวถามพลางเอนศีรษะซบไหล่กว้างของสามีผู้ที่ตามปกป้องเธอตั้งแต่วันแรกที่รู้จักกันจนกระทั่งถึงวันนี้ “ผมติดเครื่องติดตามไว้ที่รถคุณตั้งแต่วันที่คุณแอบขับรถออกไปหาซินดี้ครั้งแรกแล้ว “ครั้งแรก? ครั้งไหนคะ?” “ตอนที่คุณความจำเสื่อมอยู่ไง” “อ๋อใช่...วันนั้นพอฉันกลับมาเราก็ทะเลาะกัน” ว่าแล้วเธอก็หันมามองเขาตาเขียว “คุณน่ะร้ายกาจที่สุด ตัวเองเป็นคนผิดแท้ๆ แต่วันนั้นก็ยังมาดุฉันอีก” “คุณนั่นแหละที่เป็นคนผิด แอบไปข้างนอกทั้งที่ผมสั่งห้าม กลับมายังมาโวยวายใส่ผมอีก ผมบอกว่ารักคุณๆๆ คุณก็ไม่เชื่อ ผมก็เลยต้องเสียงดังเข้าข่ม” “จะไม่ให้ฉันโวยวายได้ยังไง คุณเล่นโกหกว่าฉันเป็นภรรยาของคุณ จนฉันเสียพรหมจรรย์ที่อุตส่าห์รักษามายี่สิบสี่ปีไปโดยไม่รู้ตัว แถมยังหลอกฉันแต่งงานจดทะเบียนสมรสอีก” “ดะ...ดะ...เดี๋ยวนะ” มาร์คัสที่นั่งเอนหลังพิงพนักม้านั่งแบบสบายๆ ดีดตัวขึ้นมาอย่างกะทันหันแล้วจับต้นแขนทั้งสองข้างของภรรยาสาวไว้แน่นพลางถามด้วยความตื่นเต้นระคนดีใจ “ความทรงจำ
ผู้กำกับที่นั่งอยู่หลังมอนิเตอร์สั่งเช็กกล้อง เช็กไฟแล้วตะโกน บรีฟเอวารินกับลีโออีกครั้งก่อนเริ่มการถ่ายทำ “คุณลีโอ คุณรินพร้อมนะครับ สตอรี่ของเราคือถึงจะเมกเลิฟในรถกันอย่างเร่าร้อน แต่พอลงมาเสื้อผ้าก็ยังเรียบกริบอยู่เพราะน้ำยารีดผ้าเรียบฟลายไฮท์ เดี๋ยวผมขอถ่ายช็อตกอดจูบกันในรถก่อนนะ” เอวารินขมวดคิ้วมุ่นด้วยความแปลกใจ “แต่ที่คุยกันไว้ก่อนหน้านี้คือทะเลาะกันในรถแล้วมีการดึงทึ้งเสื้อผ้ากันไม่ใช่เหรอ ทำไมกลายเป็นแบบนี้” นางแบบสาวกระดากอายเกินกว่าจะพูดคำว่า ‘เมกเลิฟ’ ต่อหน้าผู้ชายทั้งสตูดิโอ “ทะเลาะกันผมว่าธรรมดาไป เมกเลิฟอิมแพคกว่า ผมอยากให้เป็นกระแสไวรัลด้วย สินค้าจะได้ติดตลาดเร็วๆ” ผู้กำกับตะโกนตอบแล้วย้อนถามด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ “คุณรินมีปัญหาอะไรหรือเปล่า แค่นี้ถ่ายไม่ได้เหรอ ไม่มืออาชีพเลย” เอวารินพยายามจะไม่เรื่องมากเพราะถือว่ามันเป็นงาน เธอต้องแสดงความเป็นมืออาชีพให้ทุกเห็น และอีกอย่างคงเป็นการถ่ายแบบหลบมุมกล้อง ไม่น่าจะเปลืองตัวเท่าไรนัก “ฉันถ่ายได้ค่ะ” ผู้กำกับยิ้มพอใจแล้วสั่งทุกคนเตรียมพร้อม “ผมขอกอดจริง จูบจริงนะ ปากประ
หลังกลับจากฮันนีมูน เอวารินก็ถูกมาร์คัสสั่งให้เก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน โดยห้ามไม่ให้ติดต่อกับเพื่อนทุกคนไม่เว้นแม้แต่ซินดี้ เพื่อนรุ่นพี่ที่เธอสนิทด้วยมากที่สุด เนื่องจากเป็นห่วงความปลอดภัยของเธอ เพราะหลังจากโทนี่ส่งหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำความผิดทั้งหมดของเซบัสเตียนให้ตำรวจแล้ว มันก็หลบหนีการจับกุมไปอย่างไร้ร่องรอย ซึ่งตอนนี้ยังไม่รู้ว่ามันยังหลบอยู่ในประเทศไทยหรือหนีออกนอกประเทศไปแล้ว แต่เมื่อมีงานใหญ่เข้ามา เอวารินจึงต้องหนีออกไปทำงานโดยไม่ให้ผู้เป็นสามีรู้ “รินแอบมารับงานถ่ายโฆษณาอย่างนี้คุณมาร์คไม่ว่าเอาเหรอ”ซินดี้ถามเอวารินที่นั่งอยู่ในห้องแต่งตัวก่อนเริ่มงานถ่ายโฆษณาทางทีวีตัวแรกในชีวิต ซึ่งงานนี้เธอไปแคสต์ทิ้งไว้เป็นเดือนตั้งแต่ก่อนความจำเสื่อม “กลับจากเกาะ รินก็ถูกสั่งให้อยู่แต่ในบ้านมาเป็นเดือนแล้วนะพี่ซินดี้ บางทีรินก็สงสัยนะว่ารินเป็นเมียหรือเป็นนักโทษกันแน่” “เพราะแกเป็นเมียไง คุณมาร์คถึงได้ห่วงแกขนาดนี้” “แต่เค้าก็ต้องปล่อยให้รินออกมาใช้ชีวิตของตัวเองบ้าง ไม่ใช่วันๆ เอาแต่...” นางแบบสาวอายเกินกว่าจะกล้าเล่าต่อหน้าช





![บัตเลอร์ที่รัก [3P]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

