Masukมาร์คัสออกมาจากห้องน้ำเมื่อเวลาผ่านไปราวสิบนาทีพร้อมกับมังกรยักษ์ที่สงบลงแล้ว ชายหนุ่มหยิบเสื้อกับกางเกงชุดนอนที่ตกอยู่บนพื้นข้างเตียงขึ้นมาสวมแล้วหันไปมองเอวารินที่ตอนนี้สวมชุดนอนแล้วแต่ก็ยังนั่งกอดผ้าห่มพิงหัวเตียงอยู่เหมือนเดิม
“ให้ผมขึ้นไปนั่งบนเตียงข้างๆ คุณได้มั้ย” เขาถามหยั่งเชิงด้วยความหวาดหวั่นว่าเธอจะตกใจกลัวเขาอีก
เมื่อหญิงสาวพยักหน้ารับ เขาจึงคลานขึ้นไปนั่งข้างๆ โดยเว้นระยะห่างไว้นิดหนึ่งเพื่อให้เธอสบายใจ แต่ยังไม่ทันที่เขาจะพูดอะไรเธอก็โผเข้ามากอดเขาแล้วบอกด้วยน้ำเสียงสั่นเครือคล้ายจะร้องไห้
“ฉันขอโทษนะคะมาร์ค”
“คุณไม่ได้ทำอะไรผิด จะมาขอโทษผมทำไม” มาร์คัสลูบหลังปลอบโยนหญิงสาวอย่างเข้าใจว่าคงเป็นสัญชาติญาณการป้องกันตัวที่ทำให้เธอปฏิเสธเขา อาการแบบนี้แหละที่ทำให้กลัวว่าถ้าความทรงจำของเธอกลับคืนมาแล้วเธอจะเกลียดเขา
“เราทำกันใหม่นะคะ”
“ไม่ต้องแล้ว”
“แต่คุณยังค้างอยู่”
“ผมจัดการตัวเองแล้ว” ชายหนุ่มจำใจบอกอย่างเสียงฟอร์ม ทั้งที่มีสาวสวยเซ็กซี่อยู่ตรงหน้าทั้งคนแต่เขากลับต้องไปแอบช่วยเหลือตัวเอง “คุณนอนเถอะ” เขาบอกพลางจับร่างบอบบางให้นอนลงแล้วดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมให้
“เราทำกันใหม่เถอะนะคะ ไม่งั้นฉันจะรู้สึกผิดกับคุณมาก”
“หลับตาซะ แล้วไม่ต้องคิดมาก” เขาบอกเสียงเข้ม
เอวารินไม่ยอมหลับตา แถมยังมองสบตาเขาด้วยแววตาวิงวอนซึ่งเซ็กซี่อย่างร้ายกาจอีก
“ผมบอกให้หลับตา” เขาสั่งด้วยน้ำเสียงที่เข้มกว่าเดิมหลายเท่า ขืนปล่อยให้เธอจ้องหน้าเขาด้วยแววตาแบบนี้ต่อไปจะไม่ปลอดภัยต่อตัวเธอเองเพราะความอดทนของเขามันมีไม่มากนักหรอก
หลังจากคืนนั้น มาร์คัสก็พยายามรักษาระยะห่างกับเอวารินและหลีกเลี่ยงการถูกเนื้อต้องตัวเพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองมีปฏิกิริยากับเธออีกเพราะแน่ใจว่าหากปล่อยตัวปล่อยใจให้เตลิดไปตามอารมณ์ คราวนี้เขาจะไม่สามารถหยุดตัวเองได้
ดังนั้น ตอนกลางวันเขาจึงเลือกที่จะออกไปข้างนอกเพื่อสืบข่าวของเซบัสเตียนกับโทนี่ แต่ฝ่ายนั้นก็ยังคงเก็บตัวเงียบไม่มีการเคลื่อนไหว กว่าจะกลับบ้านก็ค่ำมืด กลับมาถึงก็หมกตัวอยู่แต่ในห้องทำงานจนดึก โดยอ้างว่าต้องประชุมทางไกลกับคณะผู้บริหารที่นิวยอร์ก ทุกคืนเขาจะรอให้เอวารินหลับก่อนแล้วค่อยเข้าไปนอนในห้องหรือบางคืนก็จะนอนอยู่บนโซฟาตัวเล็กๆ ในห้องทำงานจนถึงเช้า
เหตุการณ์ดำเนินไปอย่างนี้ร่วมสัปดาห์จนเอวารินทนไม่ไหวต้องเข้ามาตามเขาในห้องทำงานกลางดึกคืนหนึ่ง
“ทำไมไม่เข้าไปนอนในห้องนอนดีๆ ละคะ” เธอถามชายหนุ่มร่างสูงที่นอนงอเข่าคุดคู้อยู่บนโซฟาเนื่องจากขายาวเกิน
มาร์คัสที่เพิ่งผล็อยหลับไปเมื่อครู่สะดุ้งตื่นแล้วดีดตัวลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็วด้วยความตกใจ “คุณยังไม่นอนอีกเหรอ”
“เรามีเรื่องต้องคุยกันค่ะมาร์ค” เธอบอกด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบระคนน้อยใจที่ถูกปล่อยให้นอนเหงาอยู่คนเดียวมาหลายคืนแล้ว
“คืนนี้ดึกแล้วคุณกลับไปนอนเถอะ มีอะไรค่อยคุยกันพรุ่งนี้เช้า” เขาก้มหน้าตอบ พยายามจะไม่มองเรือนร่างเซ็กซี่ที่อยู่ในชุดนอนวาบหวิวแบบที่เธอชอบสวม แต่กระนั้นสายตาก็ยังไม่วายเหลือบไปเห็นปลายยอดทรวงอกที่ดุนดันผ้าเนื้อบางขึ้นมาจนเห็นเป็นรูปร่างเด่นชัด
พระเจ้า เธอโนบรา!
และเขาก็แน่ใจว่าเบื้องล่างภายใต้กระโปรงชุดนอนสั้นเต่อนั้นเธอก็ไม่ได้สวมกางเกงชั้นในเช่นกัน แค่คิด...มาร์คัสก็เริ่มหายใจติดขัด
“คุณจะหลบหน้าฉันอีกนานแค่ไหนคะ” เอวารินนั่งลงบนโซฟาเคียงข้างเขา
“ผมไม่ได้หลบหน้าคุณ” มาร์คัสตอบพลางขยับตัวถอยห่างออกไปประมาณหนึ่งคืบ
“แต่คุณก็ไม่เข้าไปนอนในห้องกับฉันตั้งแต่วันนั้น” เธอขยับตัวตามไปให้ใกล้เท่าเดิม “คุณโกรธฉันที่คืนนั้นฉันไม่ให้คุณทำใช่มั้ยคะ”
“ผมไม่ได้โกรธ” เขาขยับตัวถอยห่างออกมาอีกหนึ่งคืบ ทว่ากลิ่นหอมละมุนเหมือนกลิ่นดอกไม้อ่อนๆ ที่ลอยฟุ้งออกมาจากตัวเธอนั้นเปรียบเสมือนแม่เหล็กกำลังสูงที่ดึงดูดให้เขาอยากขยับตัวเข้าหาอีกครั้ง
“ถ้างั้นคุณเป็นอะไร” เธอขยับตัวตามมาอีก
มาร์คัสทำท่าจะถอยหนีอีกครั้งแต่ถูกเธอพูดดักคอเสียก่อน
“ถอยอีกแค่นิดเดียวคุณก็จะตกโซฟาแล้วนะคะมาร์ค”
ชายหนุ่มเหลือบตาลงมองก็เห็นว่าตัวเองนั่งอยู่ชิดขอบโซฟาจนเกือบจะตกอยู่รอมร่อก็แอบเสียฟอร์ม “ผมไม่ได้โกรธคุณจริงๆ แต่ช่วงนี้มีงานสำคัญหลายอย่างที่ผมต้องเป็นคนตัดสินใจก็เลยไม่ค่อยมีเวลาให้คุณ” เขาลุกพรวดขึ้นแล้วก้าวถอยหลังหนีเธอไปหนึ่งก้าว
“ไปนอนในห้องด้วยกันนะคะมาร์ค ฉันเหงา ฉันไม่อยากนอนคนเดียวอีกแล้ว”
เธอวิงวอนเสียงแผ่วแววตาหม่นหมองดูน่าสงสารจนหนุ่มลูกครึ่งร่างสูงที่ยืนก้มหน้ามองเธออยู่อยากจะพุ่งตัวเข้ามากอดปลอบแต่ก็ต้องหักห้ามใจเพราะถ้าแตะต้องตัวเธอแม้แต่นิดเดียวเขาต้องตบะแตกแน่นอน
ไม่ใช่ว่าไม่อยากร่วมรักกับเธอ แต่เขาอยากให้ความสุขที่จะเกิดขึ้นมาจากความยินยอมพร้อมใจของทั้งสองฝ่ายมากกว่า
“ก็ได้ ผมจะกลับไปนอนที่ห้องกับคุณ” ในที่สุดเขาก็ใจอ่อนตอบตกลง เพราะหากยังดึงดัน เธอต้องดารม่าหาว่าเขาไม่รักหรือคิดที่จะมีคนอื่นแน่นอน
เธอยิ้มดีใจแล้วยื่นมือออกไปให้เขาช่วยฉุดขึ้นจากโซฟา
มาร์คัสพาเอวารินมาตรวจครรภ์ตามที่หมอนัด วันนี้อายุครรภ์ของเธอครบแปดสัปดาห์เต็มแล้ว ทำให้การอัลตราซาวด์เห็นทารกในครรภ์ชัดกว่าตอนห้าสัปดาห์ที่ตรวจครั้งแรกมาก ตอนนั้นเห็นเพียงถุงตั้งครรภ์และจุดขาวๆ ที่อยู่ภายในเท่านั้น “ตัวโตขึ้นเยอะเลย หัวใจเต้นตุ๊บๆ ด้วย คุณพ่อคุณแม่เห็นมั้ยครับ” หมอชี้ที่หน้าจอแสดงผลอัลตราซาวด์ให้เอวารินและมาร์คัสดู “ลำตัวอยู่ตรงนี้ ก้นอยู่ตรงนี้ กลมๆ นี่คือศีรษะ” ว่าที่คุณพ่อและว่าที่คุณแม่จับมือกันแน่นด้วยความตื้นตันใจขณะมองลูกน้อยในครรภ์ผ่านหน้าจอสี่เหลี่ยม “นั่นเขาดิ้นใช่มั้ยคะคุณหมอ” เอวารินถามอย่างตื่นเต้นเมื่อเห็นเจ้าตัวน้อยในพุงดิ้นดุ๊กดิ๊กนิดหนึ่ง “ใช่ครับ” คุณหมอตอบรับ “เมื่อกี้คุณเห็นมั้ยคะมาร์ค” หญิงสาวที่นอนอยู่บนเตียงเขย่ามือสามีที่ยืนอยู่ติดกัน “เห็นครับ” เขาหันมายิ้มให้เธอ “ทีนี้เชื่อหรือยังว่าเมื่อเช้าลูกเตะหน้าผมจริงๆ” “ฉันก็ยังคิดว่าคุณมโนอยู่ดี ลูกตัวนิดเดียว ต่อให้ดิ้นแรงยังไงก็ยังไม่รู้สึกหรอกค่ะ” “ผมรู้สึกจริงๆ ทำไมไม่เชื่อผม”
“ยอมแล้วครับคุณแม่ แต่คุณต้องทำเบาๆ นะ เดี๋ยวลูกตื่น” มาร์คัสพูดยิ้มๆ แล้วพลิกร่างบอบบางในชุดนอนเซ็กซี่ให้นอนลงบนเตียง “ผมจะเสิร์ฟความสุขให้คุณเอง แต่ต่อไปนี้ทำได้อาทิตย์ละครั้งเท่านั้นนะ ตกลงมั้ย” “ความอยากมันห้ามกันได้ที่ไหนคะ ฉันบังคับตัวเองไม่ได้ ว่าจะอยากหรือไม่อยากตอนไหน” “คุณก็ต้องอดทน” เขาถอดชุดนอนของเธอออก เผยให้เห็นเรือนร่างเปลือยเปล่าเซ็กซี่ เขาเพิ่งสังเกตว่าทรวงอกของเธอขยายใหญ่ขึ้น สะโพกผายออกมากขึ้น แต่หน้าท้องยังคงแบนราบเหมือนเดิม “ฉันจะไม่ทนค่ะ” เอวารินถอดเสื้อยืดชุดนอนของสามีออกอย่างใจร้อน วันนี้เขาบ่ายเบี่ยงเธอมาทั้งวันแล้ว ถ้าไม่ยอมดีๆ เธอก็จะจับปล้ำซะเลย “มาให้จูบซะดีๆ” หญิงสาวเกี่ยวคอสามีลงไปจูบอย่างเร่าร้อน “นี่คุณ ใจเย็นๆ เดี๋ยวผมก็ทับลูกแบนกันพอดี” มาร์คัสหัวเราะร่วนกับความหื่นมากผิดปกติของภรรยาแล้วเบี่ยงตัวพาดทับหน้าอกเธอแบบเฉียงๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการนอนทับหน้าท้องของเธอ “ฉันไม่ทำให้ลูกเจ็บหรอกน่า ฉันก็เป็นห่วงลูกไม่น้อยกว่าคุณเหมือนกัน ลูกจะให้ความร่วมมือกับเราค่ะ เชื่อฉัน” หญิงสาวพูดพึมพ
นายแพทย์วัยกลางคนอ่านรายงานผลการตรวจเลือดและปัสสาวะของเอวารินที่ทางห้องแล็บส่งมาให้อยู่ครู่หนึ่งแล้วเงยหน้าขึ้นบอกสองสามีภรรยาที่นั่งลุ้นผลอยู่ตรงหน้า “ไม่พบสารแปลกปลอมในร่างกายคุณรินนะครับ แต่พบอย่างอื่น ไม่แน่ใจว่าคุณสองคนจะทราบแล้วหรือยัง” “ภรรยาผมเป็นอะไรครับหมอ” มาร์คัสรีบถามด้วยความกังวล “คุณรินตั้งครรภ์ได้ห้าสัปดาห์แล้วครับ” “ฉันท้องเหรอ...” เอวารินหันไปถามสามีสีหน้าอึ้งๆ งงๆ บอกไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไรกันแน่ เธอกำลังจะเป็นแม่คนแล้วเหรอ มีอีกหนึ่งชีวิตอยู่ในร่างกายเธอจริงๆ เหรอ “ใช่...คุณท้องแล้ว” ชายหนุ่มดีใจจนน้ำตารื้นขึ้นมาคลอเต็มเบ้า ในที่สุดความพยายามของเขาก็สัมฤทธิ์ผล “เรากำลังจะมีลูกด้วยกันแล้วนะ คุณดีใจมั้ย” “ดีใจมากค่ะ” หญิงสาวพยักหน้ารับน้ำตาซึมรับพลางเอามือลูบหน้าท้องตัวเองเบาๆ ลูกมาอยู่ด้วยตั้งห้าสัปดาห์แล้วแต่เธอไม่รู้ตัวเลย“คุณหมอครับ แล้วที่ภรรยาผมมีอาการแปลกๆ นี่ไม่ได้ถูกวางยาแน่นะ” ชายหนุ่มถามอ้อมๆ แต่นายแพทย์ผู้มีประสบการณ์สูงก็เข้าใจว่าเขาหมายถึงยาปลุกเซ็กซ์
“คุณรู้ได้ยังไงว่าฉันอยู่ที่สตูดิโอนั่น” หญิงสาวถามพลางเอนศีรษะซบไหล่กว้างของสามีผู้ที่ตามปกป้องเธอตั้งแต่วันแรกที่รู้จักกันจนกระทั่งถึงวันนี้ “ผมติดเครื่องติดตามไว้ที่รถคุณตั้งแต่วันที่คุณแอบขับรถออกไปหาซินดี้ครั้งแรกแล้ว “ครั้งแรก? ครั้งไหนคะ?” “ตอนที่คุณความจำเสื่อมอยู่ไง” “อ๋อใช่...วันนั้นพอฉันกลับมาเราก็ทะเลาะกัน” ว่าแล้วเธอก็หันมามองเขาตาเขียว “คุณน่ะร้ายกาจที่สุด ตัวเองเป็นคนผิดแท้ๆ แต่วันนั้นก็ยังมาดุฉันอีก” “คุณนั่นแหละที่เป็นคนผิด แอบไปข้างนอกทั้งที่ผมสั่งห้าม กลับมายังมาโวยวายใส่ผมอีก ผมบอกว่ารักคุณๆๆ คุณก็ไม่เชื่อ ผมก็เลยต้องเสียงดังเข้าข่ม” “จะไม่ให้ฉันโวยวายได้ยังไง คุณเล่นโกหกว่าฉันเป็นภรรยาของคุณ จนฉันเสียพรหมจรรย์ที่อุตส่าห์รักษามายี่สิบสี่ปีไปโดยไม่รู้ตัว แถมยังหลอกฉันแต่งงานจดทะเบียนสมรสอีก” “ดะ...ดะ...เดี๋ยวนะ” มาร์คัสที่นั่งเอนหลังพิงพนักม้านั่งแบบสบายๆ ดีดตัวขึ้นมาอย่างกะทันหันแล้วจับต้นแขนทั้งสองข้างของภรรยาสาวไว้แน่นพลางถามด้วยความตื่นเต้นระคนดีใจ “ความทรงจำ
ผู้กำกับที่นั่งอยู่หลังมอนิเตอร์สั่งเช็กกล้อง เช็กไฟแล้วตะโกน บรีฟเอวารินกับลีโออีกครั้งก่อนเริ่มการถ่ายทำ “คุณลีโอ คุณรินพร้อมนะครับ สตอรี่ของเราคือถึงจะเมกเลิฟในรถกันอย่างเร่าร้อน แต่พอลงมาเสื้อผ้าก็ยังเรียบกริบอยู่เพราะน้ำยารีดผ้าเรียบฟลายไฮท์ เดี๋ยวผมขอถ่ายช็อตกอดจูบกันในรถก่อนนะ” เอวารินขมวดคิ้วมุ่นด้วยความแปลกใจ “แต่ที่คุยกันไว้ก่อนหน้านี้คือทะเลาะกันในรถแล้วมีการดึงทึ้งเสื้อผ้ากันไม่ใช่เหรอ ทำไมกลายเป็นแบบนี้” นางแบบสาวกระดากอายเกินกว่าจะพูดคำว่า ‘เมกเลิฟ’ ต่อหน้าผู้ชายทั้งสตูดิโอ “ทะเลาะกันผมว่าธรรมดาไป เมกเลิฟอิมแพคกว่า ผมอยากให้เป็นกระแสไวรัลด้วย สินค้าจะได้ติดตลาดเร็วๆ” ผู้กำกับตะโกนตอบแล้วย้อนถามด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ “คุณรินมีปัญหาอะไรหรือเปล่า แค่นี้ถ่ายไม่ได้เหรอ ไม่มืออาชีพเลย” เอวารินพยายามจะไม่เรื่องมากเพราะถือว่ามันเป็นงาน เธอต้องแสดงความเป็นมืออาชีพให้ทุกเห็น และอีกอย่างคงเป็นการถ่ายแบบหลบมุมกล้อง ไม่น่าจะเปลืองตัวเท่าไรนัก “ฉันถ่ายได้ค่ะ” ผู้กำกับยิ้มพอใจแล้วสั่งทุกคนเตรียมพร้อม “ผมขอกอดจริง จูบจริงนะ ปากประ
หลังกลับจากฮันนีมูน เอวารินก็ถูกมาร์คัสสั่งให้เก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน โดยห้ามไม่ให้ติดต่อกับเพื่อนทุกคนไม่เว้นแม้แต่ซินดี้ เพื่อนรุ่นพี่ที่เธอสนิทด้วยมากที่สุด เนื่องจากเป็นห่วงความปลอดภัยของเธอ เพราะหลังจากโทนี่ส่งหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำความผิดทั้งหมดของเซบัสเตียนให้ตำรวจแล้ว มันก็หลบหนีการจับกุมไปอย่างไร้ร่องรอย ซึ่งตอนนี้ยังไม่รู้ว่ามันยังหลบอยู่ในประเทศไทยหรือหนีออกนอกประเทศไปแล้ว แต่เมื่อมีงานใหญ่เข้ามา เอวารินจึงต้องหนีออกไปทำงานโดยไม่ให้ผู้เป็นสามีรู้ “รินแอบมารับงานถ่ายโฆษณาอย่างนี้คุณมาร์คไม่ว่าเอาเหรอ”ซินดี้ถามเอวารินที่นั่งอยู่ในห้องแต่งตัวก่อนเริ่มงานถ่ายโฆษณาทางทีวีตัวแรกในชีวิต ซึ่งงานนี้เธอไปแคสต์ทิ้งไว้เป็นเดือนตั้งแต่ก่อนความจำเสื่อม “กลับจากเกาะ รินก็ถูกสั่งให้อยู่แต่ในบ้านมาเป็นเดือนแล้วนะพี่ซินดี้ บางทีรินก็สงสัยนะว่ารินเป็นเมียหรือเป็นนักโทษกันแน่” “เพราะแกเป็นเมียไง คุณมาร์คถึงได้ห่วงแกขนาดนี้” “แต่เค้าก็ต้องปล่อยให้รินออกมาใช้ชีวิตของตัวเองบ้าง ไม่ใช่วันๆ เอาแต่...” นางแบบสาวอายเกินกว่าจะกล้าเล่าต่อหน้าช







