เข้าสู่ระบบ“ทำไมคะ คุณไม่ได้ต้องการฉันเหมือนที่ฉันต้องการคุณเหรอ” เธอถามเสียงแผ่วหวิวพลางเลื่อนริมฝีปากไปครอบครองตุ่มไตเล็กๆ บนป้านสีชมพูเข้มแล้วกรีดปลายลิ้นไล้วนไปโดยรอบ
มาร์คัสกัดกรามแน่นจนเป็นสันนูนเพื่อปิดกั้นไม่ให้เสียงครางแหบพร่าในลำคอหลุดรอดออกมา ผู้หญิงคนนี้ช่างร้ายกาจนัก เธอทำให้เลือดในกายเขาเดือดพล่านไปทั้งตัวแล้ว
และความอดทนที่มีมาตลอดสัปดาห์ของเขาก็แทบจะพังครืนลงในพริบตา เมื่อเธอเลื่อนมือลงไปแตะตัวตนที่กำลังเหยียดขยายอยู่ภายใต้กางเกงชุดนอน แม้จะเป็นการสัมผัสผ่านเนื้อผ้าบางเบาแต่มันก็สร้างความเจ็บร้าวหน่วงหนึบให้แก่เขาได้อย่างมหาศาล
“ถ้าคุณยังไม่หยุด ผมก็จะไม่ทนแล้วนะ” หนุ่มลูกครึ่งนัยน์ตาสีเทาอมฟ้ากัดฟันเตือนเสียงสั่นพร่า เขาไม่อยากล่วงเกินเธอในขณะที่เธอยังความจำเสื่อมอยู่เพราะหากวันใดที่ความทรงจำของเธอกลับคืนมาแล้วรู้ว่าเขาโกหกว่าเธอเป็นภรรยาของเขา เธอจะต้องโกรธและเกลียดเขาไปตลอดชีวิตแน่นอน
“แล้วทำไมคุณต้องอดทนกับฉันด้วยคะ ในเมื่อฉันเป็นภรรยาของคุณ คุณจะนอนฉันเมื่อไหร่ก็ได้ที่คุณต้องการ” เธอเงยหน้าขึ้นสบตากับเขาด้วยแววตาหวานหยด ในขณะที่ฝ่ามืออ่อนนุ่มซึ่งกดแนบอยู่กับความเป็นชายอันแข็งขึงยังคงขยับขึ้นลงเป็นจังหวะเชื่องช้าทรมานใจ “ฉันต้องการคุณนะคะมาร์ค”
“คุณแน่ใจนะ” มาร์คัสถามย้ำเพื่อให้เธอคิดทบทวนให้ดีอีกครั้งก่อนที่ความอดทนของเขาจะหมดลงแล้วจับเธอกดแบบไม่ยั้งให้สมกับที่ ‘อยาก’ มานาน
เอวารินเขย่งปลายเท้าขึ้นจูบที่ริมฝีปากของเขาอย่างเร่าร้อนแทนคำตอบว่าเธอต้องการเขามากเพียงใด
เมื่อมาถึงขั้นนี้แล้ว มาร์คัสจึงตัดความกังวลเกี่ยวกับความทรงจำของเธอทิ้งไปเพราะตอนนี้เขาก็ต้องการเธอมากไม่แพ้กัน ชายหนุ่มจัดการถอดชุดนอนของเธอออกก่อนจะผลักร่างเซ็กซี่ให้นอนหงายลงบนเตียง จากนั้นจึงกำจัดเสื้อผ้าทุกชิ้นของตัวเองออกอย่างรวดเร็วแล้วตามลงไปนอนคร่อมอยู่เหนือร่างเธอ
“คุณเป็นคนขอให้ผมทำเอง จะมาโกรธผมทีหลังไม่ได้นะ”
“ฉันจะโกรธคุณมากกว่าถ้าคุณไม่ทำตามที่ฉันขอ” เอวารินโน้มคอเขาลงมาประกบริมฝีปากจูบแล้วส่งปลายลิ้นเรียวเล็กรุกล้ำเข้าไปทักทายเขาก่อนอย่างเร่าร้อน
มาร์คัสจูบตอบอย่างดูดดื่มเนิ่นนานก่อนจะเลื่อนริมฝีปากลงมาครอบครองทรวงอกอวบอิ่มซึ่งประดับด้วยปลายยอดสีชมพูหวานอย่างหิวกระหาย ทั้งดูดและดึงสลับขบกัดเบาๆ อย่างเพลิดเพลิน
“อื้อ...” เอวารินส่งเสียงครางสั่นสะท้านพร้อมกับแอ่นหน้าอกเข้าหาปากอุ่นชื้นจนแผ่นหลังแอ่นโค้งขึ้นจากที่นอน ความเสียวซ่านแผ่กระจายจากยอดทรวงอกไปทั่วร่างอย่างรวดเร็ว กล้ามเนื้อภายในส่วนที่ลึกลับที่สุดบีบรัดหดเกร็ง สะโพกกลมกลึงหยัดขึ้นเสียดสีกับความเป็นชายแข็งขึงอย่างโหยหาการเติมเต็ม
ชายหนุ่มเลื่อนมือลงไปแตะจุดกึ่งกลางร่างกายของเธอเพื่อตรวจสอบว่าเธอพร้อมสำหรับเขาหรือยัง และเมื่อสัมผัสได้ว่าเธอชุ่มชื้นเพียงพอแล้วจึงไม่รีรอที่จะผลักดันแก่นกายร้อนฉ่าให้เสียดลึกเข้าไปในความอ่อนนุ่มแบบรวดเดียวจนสุดทางโดยไม่ออมแรงเพราะคิดว่าเธอน่าจะช่ำชองพอสมควรถึงได้ปลุกปั่นอารมณ์เขาเก่งขนาดนี้
กว่าที่มาร์คัสจะรู้ตัวว่าคิดผิดก็เมื่อตัวตนอันแข็งแกร่งของเขาได้ทะลวงผ่านเยื่อบางๆ ซึ่งเขาคาดไม่ถึงว่ามันจะยังคงหลงเหลืออยู่ในตัวเธอเข้าไปแล้ว และตามมาด้วยเสียงหวีดร้องบาดลึกที่ทำให้เขาต้องหยุดชะงักทุกการเคลื่อนไหวทันที
“อ๊ะ...เจ็บ...”
ฉิบหาย! เธอยังเวอร์จิ้นอยู่นี่หว่า!
“ผมขอโทษ” เขากดหน้าผากลงบนหน้าผากโค้งมนชุ่มเหงื่อของหญิงสาวที่นอนหายใจหอบสะท้านอยู่ใต้ร่าง สองมือสอดเข้าไปใต้บ่าเล็กที่สั่นระริกด้วยแรงสะอื้นแล้วกอดกระชับเพื่อปลอบโยน ความรู้สึกผิดโหมซัดเข้ากลางใจ เขาคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าเธอจะยังบริสุทธิ์อยู่
“คุณยังอยากทำต่อมั้ย” ชายหนุ่มกลั้นใจถามทั้งที่ความเป็นชายที่แช่ค้างอยู่ถูกบีบรัดจากกล้ามเนื้อภายในอันอ่อนนุ่มและอุ่นจัดของเธอจนเจ็บร้าวแทบปริแตก
“ทำค่ะ…แต่ฉัน...ขอเวลา...แป๊บนึง...” คำพูดนั้นสะดุดเป็นห้วงด้วยลมหายใจที่ไม่สม่ำเสมอ ดวงตาที่เบิกกว้างเพราะความเจ็บแปลบซึ่งเสียดแทรกเข้ามาในตอนแรกค่อยๆ ปิดลงพร้อมกับหยาดน้ำตาเม็ดเล็กที่ไหลพลิ้วออกมาทางหางตา
“ไหวแน่นะ” เขาถามเสียงแผ่วแนบชิดใบหูก่อนจะจูบซับหยาดน้ำตาที่หางตาให้เธออย่างอ่อนโยนแล้วลากริมฝีปากระเรื่อยไปตามพวงแก้มและซอกคอเพื่อปลุกปลอบให้เธอหายจากอาการเกร็ง
“ฉันไม่เป็นไรแล้วค่ะ” เธอบอกเมื่อปรับตัวให้คุ้นชินกับความใหญ่โตที่ทำให้คับแน่นและอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออกของเขาได้แล้ว การลุกล้ำเข้ามาอย่างกะทันหันของเขาทำให้เธอเจ็บและตกใจก็จริง หากแต่มันเป็นความเจ็บที่มาพร้อมกับความสุขซ่านอย่างประหลาด
“ผมจะขยับแล้วนะ” เขากระซิบบอกน้ำเสียงทุ้มต่ำหนักแน่นก่อนจะถอยสะโพกออกแล้วผลักดันกลับเข้ามาอย่างเชื่องช้าและทำซ้ำแบบเดิมอยู่สองถึงสามรอบ
มาร์คัสพาเอวารินมาตรวจครรภ์ตามที่หมอนัด วันนี้อายุครรภ์ของเธอครบแปดสัปดาห์เต็มแล้ว ทำให้การอัลตราซาวด์เห็นทารกในครรภ์ชัดกว่าตอนห้าสัปดาห์ที่ตรวจครั้งแรกมาก ตอนนั้นเห็นเพียงถุงตั้งครรภ์และจุดขาวๆ ที่อยู่ภายในเท่านั้น “ตัวโตขึ้นเยอะเลย หัวใจเต้นตุ๊บๆ ด้วย คุณพ่อคุณแม่เห็นมั้ยครับ” หมอชี้ที่หน้าจอแสดงผลอัลตราซาวด์ให้เอวารินและมาร์คัสดู “ลำตัวอยู่ตรงนี้ ก้นอยู่ตรงนี้ กลมๆ นี่คือศีรษะ” ว่าที่คุณพ่อและว่าที่คุณแม่จับมือกันแน่นด้วยความตื้นตันใจขณะมองลูกน้อยในครรภ์ผ่านหน้าจอสี่เหลี่ยม “นั่นเขาดิ้นใช่มั้ยคะคุณหมอ” เอวารินถามอย่างตื่นเต้นเมื่อเห็นเจ้าตัวน้อยในพุงดิ้นดุ๊กดิ๊กนิดหนึ่ง “ใช่ครับ” คุณหมอตอบรับ “เมื่อกี้คุณเห็นมั้ยคะมาร์ค” หญิงสาวที่นอนอยู่บนเตียงเขย่ามือสามีที่ยืนอยู่ติดกัน “เห็นครับ” เขาหันมายิ้มให้เธอ “ทีนี้เชื่อหรือยังว่าเมื่อเช้าลูกเตะหน้าผมจริงๆ” “ฉันก็ยังคิดว่าคุณมโนอยู่ดี ลูกตัวนิดเดียว ต่อให้ดิ้นแรงยังไงก็ยังไม่รู้สึกหรอกค่ะ” “ผมรู้สึกจริงๆ ทำไมไม่เชื่อผม”
“ยอมแล้วครับคุณแม่ แต่คุณต้องทำเบาๆ นะ เดี๋ยวลูกตื่น” มาร์คัสพูดยิ้มๆ แล้วพลิกร่างบอบบางในชุดนอนเซ็กซี่ให้นอนลงบนเตียง “ผมจะเสิร์ฟความสุขให้คุณเอง แต่ต่อไปนี้ทำได้อาทิตย์ละครั้งเท่านั้นนะ ตกลงมั้ย” “ความอยากมันห้ามกันได้ที่ไหนคะ ฉันบังคับตัวเองไม่ได้ ว่าจะอยากหรือไม่อยากตอนไหน” “คุณก็ต้องอดทน” เขาถอดชุดนอนของเธอออก เผยให้เห็นเรือนร่างเปลือยเปล่าเซ็กซี่ เขาเพิ่งสังเกตว่าทรวงอกของเธอขยายใหญ่ขึ้น สะโพกผายออกมากขึ้น แต่หน้าท้องยังคงแบนราบเหมือนเดิม “ฉันจะไม่ทนค่ะ” เอวารินถอดเสื้อยืดชุดนอนของสามีออกอย่างใจร้อน วันนี้เขาบ่ายเบี่ยงเธอมาทั้งวันแล้ว ถ้าไม่ยอมดีๆ เธอก็จะจับปล้ำซะเลย “มาให้จูบซะดีๆ” หญิงสาวเกี่ยวคอสามีลงไปจูบอย่างเร่าร้อน “นี่คุณ ใจเย็นๆ เดี๋ยวผมก็ทับลูกแบนกันพอดี” มาร์คัสหัวเราะร่วนกับความหื่นมากผิดปกติของภรรยาแล้วเบี่ยงตัวพาดทับหน้าอกเธอแบบเฉียงๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการนอนทับหน้าท้องของเธอ “ฉันไม่ทำให้ลูกเจ็บหรอกน่า ฉันก็เป็นห่วงลูกไม่น้อยกว่าคุณเหมือนกัน ลูกจะให้ความร่วมมือกับเราค่ะ เชื่อฉัน” หญิงสาวพูดพึมพ
นายแพทย์วัยกลางคนอ่านรายงานผลการตรวจเลือดและปัสสาวะของเอวารินที่ทางห้องแล็บส่งมาให้อยู่ครู่หนึ่งแล้วเงยหน้าขึ้นบอกสองสามีภรรยาที่นั่งลุ้นผลอยู่ตรงหน้า “ไม่พบสารแปลกปลอมในร่างกายคุณรินนะครับ แต่พบอย่างอื่น ไม่แน่ใจว่าคุณสองคนจะทราบแล้วหรือยัง” “ภรรยาผมเป็นอะไรครับหมอ” มาร์คัสรีบถามด้วยความกังวล “คุณรินตั้งครรภ์ได้ห้าสัปดาห์แล้วครับ” “ฉันท้องเหรอ...” เอวารินหันไปถามสามีสีหน้าอึ้งๆ งงๆ บอกไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไรกันแน่ เธอกำลังจะเป็นแม่คนแล้วเหรอ มีอีกหนึ่งชีวิตอยู่ในร่างกายเธอจริงๆ เหรอ “ใช่...คุณท้องแล้ว” ชายหนุ่มดีใจจนน้ำตารื้นขึ้นมาคลอเต็มเบ้า ในที่สุดความพยายามของเขาก็สัมฤทธิ์ผล “เรากำลังจะมีลูกด้วยกันแล้วนะ คุณดีใจมั้ย” “ดีใจมากค่ะ” หญิงสาวพยักหน้ารับน้ำตาซึมรับพลางเอามือลูบหน้าท้องตัวเองเบาๆ ลูกมาอยู่ด้วยตั้งห้าสัปดาห์แล้วแต่เธอไม่รู้ตัวเลย“คุณหมอครับ แล้วที่ภรรยาผมมีอาการแปลกๆ นี่ไม่ได้ถูกวางยาแน่นะ” ชายหนุ่มถามอ้อมๆ แต่นายแพทย์ผู้มีประสบการณ์สูงก็เข้าใจว่าเขาหมายถึงยาปลุกเซ็กซ์
“คุณรู้ได้ยังไงว่าฉันอยู่ที่สตูดิโอนั่น” หญิงสาวถามพลางเอนศีรษะซบไหล่กว้างของสามีผู้ที่ตามปกป้องเธอตั้งแต่วันแรกที่รู้จักกันจนกระทั่งถึงวันนี้ “ผมติดเครื่องติดตามไว้ที่รถคุณตั้งแต่วันที่คุณแอบขับรถออกไปหาซินดี้ครั้งแรกแล้ว “ครั้งแรก? ครั้งไหนคะ?” “ตอนที่คุณความจำเสื่อมอยู่ไง” “อ๋อใช่...วันนั้นพอฉันกลับมาเราก็ทะเลาะกัน” ว่าแล้วเธอก็หันมามองเขาตาเขียว “คุณน่ะร้ายกาจที่สุด ตัวเองเป็นคนผิดแท้ๆ แต่วันนั้นก็ยังมาดุฉันอีก” “คุณนั่นแหละที่เป็นคนผิด แอบไปข้างนอกทั้งที่ผมสั่งห้าม กลับมายังมาโวยวายใส่ผมอีก ผมบอกว่ารักคุณๆๆ คุณก็ไม่เชื่อ ผมก็เลยต้องเสียงดังเข้าข่ม” “จะไม่ให้ฉันโวยวายได้ยังไง คุณเล่นโกหกว่าฉันเป็นภรรยาของคุณ จนฉันเสียพรหมจรรย์ที่อุตส่าห์รักษามายี่สิบสี่ปีไปโดยไม่รู้ตัว แถมยังหลอกฉันแต่งงานจดทะเบียนสมรสอีก” “ดะ...ดะ...เดี๋ยวนะ” มาร์คัสที่นั่งเอนหลังพิงพนักม้านั่งแบบสบายๆ ดีดตัวขึ้นมาอย่างกะทันหันแล้วจับต้นแขนทั้งสองข้างของภรรยาสาวไว้แน่นพลางถามด้วยความตื่นเต้นระคนดีใจ “ความทรงจำ
ผู้กำกับที่นั่งอยู่หลังมอนิเตอร์สั่งเช็กกล้อง เช็กไฟแล้วตะโกน บรีฟเอวารินกับลีโออีกครั้งก่อนเริ่มการถ่ายทำ “คุณลีโอ คุณรินพร้อมนะครับ สตอรี่ของเราคือถึงจะเมกเลิฟในรถกันอย่างเร่าร้อน แต่พอลงมาเสื้อผ้าก็ยังเรียบกริบอยู่เพราะน้ำยารีดผ้าเรียบฟลายไฮท์ เดี๋ยวผมขอถ่ายช็อตกอดจูบกันในรถก่อนนะ” เอวารินขมวดคิ้วมุ่นด้วยความแปลกใจ “แต่ที่คุยกันไว้ก่อนหน้านี้คือทะเลาะกันในรถแล้วมีการดึงทึ้งเสื้อผ้ากันไม่ใช่เหรอ ทำไมกลายเป็นแบบนี้” นางแบบสาวกระดากอายเกินกว่าจะพูดคำว่า ‘เมกเลิฟ’ ต่อหน้าผู้ชายทั้งสตูดิโอ “ทะเลาะกันผมว่าธรรมดาไป เมกเลิฟอิมแพคกว่า ผมอยากให้เป็นกระแสไวรัลด้วย สินค้าจะได้ติดตลาดเร็วๆ” ผู้กำกับตะโกนตอบแล้วย้อนถามด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ “คุณรินมีปัญหาอะไรหรือเปล่า แค่นี้ถ่ายไม่ได้เหรอ ไม่มืออาชีพเลย” เอวารินพยายามจะไม่เรื่องมากเพราะถือว่ามันเป็นงาน เธอต้องแสดงความเป็นมืออาชีพให้ทุกเห็น และอีกอย่างคงเป็นการถ่ายแบบหลบมุมกล้อง ไม่น่าจะเปลืองตัวเท่าไรนัก “ฉันถ่ายได้ค่ะ” ผู้กำกับยิ้มพอใจแล้วสั่งทุกคนเตรียมพร้อม “ผมขอกอดจริง จูบจริงนะ ปากประ
หลังกลับจากฮันนีมูน เอวารินก็ถูกมาร์คัสสั่งให้เก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน โดยห้ามไม่ให้ติดต่อกับเพื่อนทุกคนไม่เว้นแม้แต่ซินดี้ เพื่อนรุ่นพี่ที่เธอสนิทด้วยมากที่สุด เนื่องจากเป็นห่วงความปลอดภัยของเธอ เพราะหลังจากโทนี่ส่งหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำความผิดทั้งหมดของเซบัสเตียนให้ตำรวจแล้ว มันก็หลบหนีการจับกุมไปอย่างไร้ร่องรอย ซึ่งตอนนี้ยังไม่รู้ว่ามันยังหลบอยู่ในประเทศไทยหรือหนีออกนอกประเทศไปแล้ว แต่เมื่อมีงานใหญ่เข้ามา เอวารินจึงต้องหนีออกไปทำงานโดยไม่ให้ผู้เป็นสามีรู้ “รินแอบมารับงานถ่ายโฆษณาอย่างนี้คุณมาร์คไม่ว่าเอาเหรอ”ซินดี้ถามเอวารินที่นั่งอยู่ในห้องแต่งตัวก่อนเริ่มงานถ่ายโฆษณาทางทีวีตัวแรกในชีวิต ซึ่งงานนี้เธอไปแคสต์ทิ้งไว้เป็นเดือนตั้งแต่ก่อนความจำเสื่อม “กลับจากเกาะ รินก็ถูกสั่งให้อยู่แต่ในบ้านมาเป็นเดือนแล้วนะพี่ซินดี้ บางทีรินก็สงสัยนะว่ารินเป็นเมียหรือเป็นนักโทษกันแน่” “เพราะแกเป็นเมียไง คุณมาร์คถึงได้ห่วงแกขนาดนี้” “แต่เค้าก็ต้องปล่อยให้รินออกมาใช้ชีวิตของตัวเองบ้าง ไม่ใช่วันๆ เอาแต่...” นางแบบสาวอายเกินกว่าจะกล้าเล่าต่อหน้าช







