เข้าสู่ระบบมาร์คัสนั่งมองเอวารินใส่ทูพีชแหวกว่ายอยู่ในสระว่ายน้ำพลางครุ่นคิดหาวิธีทำให้เธอไม่ทิ้งเขาไปเมื่อความทรงจำกลับคืนมา วิธีเดียวที่คิดได้ตอนนี้คือรวบรัดแต่งงานและจดทะเบียนสมรส และเพื่อความชัวร์เขาควรจะรีบมีลูกกับเธอโดยเร็วจะได้เป็นการผูกมัดเธอไว้อีกชั้นอย่างเหนียวแน่น
“คิดอะไรอยู่คะมาร์ค” หญิงสาวว่ายน้ำเข้ามาเกาะขอบสระแล้วส่งยิ้มสดใสให้คนที่นั่งทำหน้าเครียดจนหัวคิ้วขมวดมุ่นแทบจะชนกัน “ลงมาว่ายน้ำด้วยกันดีกว่าค่ะ”
“คุณควรจะขึ้นมาพักได้แล้วนะ ว่ายน้ำมาเกือบชั่วโมงแล้วไม่เหนื่อยเหรอ”
“งั้นคุณก็มาช่วยดึงฉันขึ้นไปหน่อยสิคะ” เธอเหยียดแขนจนสุดยื่นมือให้เขาด้วยท่าทางออดอ้อนน่ารักและก็ได้ผล เขาแพ้ลูกอ้อนของเธออีกตามเคย
มาร์คัสเดินมาหยุดที่ขอบสระแล้วยื่นมือลงไปหาคนที่แช่ตัวอยู่ในน้ำ แต่แทนที่เธอจะจับมือเขาแล้วดึงตัวเองขึ้นจากน้ำเธอกลับออกแรงฉุดเขาให้ตกลงไปในน้ำด้วยกัน
“แกล้งผมดีนักนะ เดี๋ยวจะเอาคืนให้เข็ดเลย” ชายหนุ่มหัวเราะอารมณ์ดีเมื่อผุดตัวขึ้นมาเหนือน้ำ ด้วยความลึกของสระเพียงเมตรครึ่งทำให้ชายหนุ่มที่สูงถึงหนึ่งร้อยแปดสิบสามเซ็นติเมตรสามารถยืนในสระได้แบบสบายๆ
“ฉันไม่อยากเห็นคุณทำหน้าเครียดนี่ มาว่ายน้ำด้วยกันดีกว่า การออกกำลังกายจะทำร่างกายหลั่งสารเอ็นโดนฟิน คุณจะได้อารมณ์ดีขึ้นไงคะ”
“ทำอย่างอื่นสารเอ็นโดรฟินก็หลั่งได้เหมือนกัน อาจจะเยอะกว่าด้วยซ้ำ” เขาว่ายน้ำเข้ามาใกล้แล้วรั้งเอวบางที่อยู่ใต้น้ำเข้ามาแนบชิดกับลำตัวก่อนจะโน้มใบหน้าลงหมายจะจูบคนในอ้อมกอด แต่เธอรีบใช้ปลายนิ้วดันริมฝีปากของเขาไว้
“อย่าค่ะ เดี๋ยวมีคนมาเห็น”
“คุณเล่นใส่ทูพีชว่ายน้ำแบบนี้คิดเหรอว่าผมจะยอมให้พวกลูกน้องผมมาป้วนเปี้ยนแถวนี้” คนหวงเมียบอกพลางจับมือเรียวเล็กที่แนบอยู่กับริมฝีปากมางับเบาๆ ก่อนจะวิงวอนเสียงนุ่ม “ขอจูบทีนึงนะ”
“แน่ใจเหรอคะว่าแค่จูบ”
“ความจริงผมก็อยากมีอะไรกับคุณในสระว่ายน้ำนี่เหมือนกัน” เขากระซิบบอกที่ข้างใบหูขาวสะอาดแล้วขบเม้มที่ติ่งหูเบาๆ อย่างยั่วเย้า ในขณะที่มือใหญ่ลูบไล้แผ่นหลังและบั้นท้าย “ถ้าคุณยอม เย็นนี้ผมจะพาไปดินเนอร์นอกบ้าน”
“จริงเหรอคะ” คนที่ไม่ได้ออกนอกบ้านมาร่วมสัปดาห์ตาลุกวาวขึ้นมาทันทีแต่ก็ยังมีแววกังวลอยู่ “ลูกน้องคุณไม่อยู่แถวนี้แน่นะ”
มาร์คัสหัวเราะเบาๆ ด้วยความเอ็นดูก่อนตอบ “ถ้าคุณอาย ผมขอแค่จูบมัดจำไว้ก่อนก็ได้ กลับจากดินเนอร์แล้วผมค่อยจัดหนักทีเดียว” ว่าแล้วเขาก็เอียงหน้าแนบริมฝีปากลงบนเรียวปากเย็นชืดเพราะแช่น้ำอยู่นานร่วมชั่วโมงแล้วค่อยๆ ดูดเม้มด้วยแรงกดหนักแน่นทว่าอ่อนโยนจนมันอบอุ่นขึ้นและเริ่มมีปฏิกิริยาตอบสนอง จากนั้นจึงสอดแทรกปลายลิ้นเข้าไปตวัดวนลูบไล้บนลิ้นเธอ
“อื้อ” เอวารินส่งเสียงครางอย่างพึงพอใจพลางโอบแขนไปรอบคอเขา มือข้างหนึ่งสอดเข้าไปใต้เส้นผมเปียกชื้นแล้วกดรั้งให้ริมฝีปากเขาแนบชิดยิ่งขึ้น
มาร์คัสคำรามเสียงต่ำพร่าในลำคอด้วยความซาบซ่าน แผงอกแกร่งบดเบียดทรวงอกนุ่มหยุ่นที่อยู่ภายใต้บิกินี่ตัวจิ๋ว ฝ่ามือใหญ่ที่นวดเฟ้นบั้นท้ายเลื่อนมาด้านหน้าแล้วสอดเข้าไปกอบกุมเนินเนื้ออวบอูม ปลายนิ้วแกร่งนวดคลึงปุ่มเนื้ออ่อนไหวอย่างอ่อนโยนอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะแทรกลึกเข้าสู่ความอ่อนนุ่ม
“อ๊ะ...ไหนว่าจูบอย่างเดียวไงคะ” เธอประท้วงเสียงแผ่วหวานพลางหมุนวนสะโพกเป็นวงกลมเชื่องช้ารอบบางสิ่งที่แช่ค้างอยู่ภายในเพื่อแสวงหาการปลดปล่อย
“ผมรู้ว่าคุณต้องการมากกว่านั้น” เขาค่อยๆ ถอดถอนและสอดแทรกกลับเข้าไปใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยจังหวะหนักแน่นสม่ำเสมออย่างใจเย็น
“อื้อ...เร็วอีกค่ะมาร์ค” เธอเรียกร้องเสียงสั่นระริก ปลายยอดทรวงอกเครียดครัดเจ็บร้าว กล้ามเนื้อภายในกระตุกรัดรอบนิ้วเขาเป็นจังหวะรุนแรง ร่างกายเหมือนจะลุกไหม้ทั้งที่แช่ตัวอยู่ในน้ำเย็นเฉียบ
“มองตาผมแล้วจำไว้ว่าผู้ชายที่จะทำให้คุณมีความสุขแบบนี้ได้ต้องเป็นผมคนเดียวเท่านั้น” เขาบอกด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำซึ่งมีอำนาจการควบคุมขั้นสูงสุดพร้อมกับขยับนิ้วเข้าออกเป็นจังหวะหนักแน่นถี่รัวมากขึ้นตามความต้องการของหญิงสาว
เขาจะปรนเปรอเธอให้มีความสุขจนท่วมท้นล้นอก จะทำให้เธอเสพติดเขาจนถอนตัวไม่ขึ้น จะทำให้เธอรัก จะทำให้เธอหลงและจะรั้งเธอให้อยู่กับเขาตลอดไป
“อร๊าย! มาร์ค!” เอวารินกรีดร้องเสียงขาดห้วง ร่างกายกระตุกเฮือกสั่นเทิ้ม สองขาอ่อนเปลี้ยแทบหมดแรงยืนจึงต้องกอดคอเขาไว้เพื่อพยุงตัว
“คุณมีความสุขใช่มั้ย”
“มากค่ะ” เธอตอบรับเสียงแผ่ว รู้สึกผ่อนคลายและเบาสบายคล้ายล่องลอยอยู่บนปุยเมฆ
“บอกผมสิที่รักว่าใครเป็นคนทำให้คุณมีความสุข”
“คุณค่ะมาร์ค...คุณทำให้ฉันมีความสุขมาก”
“ผมทำให้คุณมีความสุขแล้ว คืนนี้คุณต้องทำให้ผมมีความสุขบ้างนะ” มาร์คัสกดจูบลงบนขมับของหญิงสาวที่พิงซบอยู่กับอกเขาก่อนจะอุ้มเธอขึ้นจากน้ำ
เอวารินเดินควงแขนมาร์คัสเข้ามาในห้องอาหารแบบหลังคาโดมกระจกบนชั้นสูงสุดของโรงแรมหรูกลางกรุงซึ่งตกแต่งด้วยบรรยากาศโรแมนติก ดอกไม้ที่ประดับไว้ตามมุมต่างๆ ตั้งแต่ประตูทางเข้าเป็นดอกลิลลี่สีขาวซึ่งนำเข้าจากต่างประเทศทั้งหมด กลิ่นหอมอบอวลของดอกไม้ประกอบกับแสงไฟสีเหลืองนวลที่หรี่แสงสลัวกับเสียงเปียนโนเพลงรักหวานซึ้งจากนักดนตรีที่กำลังเล่นสดอยู่ในมุมหนึ่งยิ่งทำให้ค่ำคืนนี้เป็นค่ำคืนที่แสนพิเศษ
“บรรยากาศดีจังเลยค่ะ” หญิงสาวกวาดสายตามองไปรอบห้องดื่มด่ำกับบรรยากาศด้วยสีหน้ามีความสุขมาก
“ผมดีใจที่คุณชอบ” เขาพาเธอไปนั่งที่โต๊ะริมกระจกซึ่งมองออกไปด้านนอกเห็นแสงไฟหลากสีสวยงาม ด้านบนที่เป็นหลังคาโดมกระจกสามารถมองเห็นดวงดาวระยิบระยับที่มีอยู่ประปรายบนผืนฟ้าสีดำสนิท
เมื่อทั้งคู่นั่งลงเรียบร้อยแล้วบริกรก็นำอาหารและไวน์แดงมาเสิร์ฟโดยไม่ต้องสั่งเพราะใครบางคนได้จัดเตรียมทุกอย่างไว้ล่วงหน้าหมดแล้ว
“แปลกนะคะ วันนี้ไม่มีลูกค้าโต๊ะอื่นเลย” เอวารินอดสงสัยไม่ได้ เพราะในห้องอาหารแห่งนี้มีโต๊ะอยู่ราวสิบโต๊ะและช่วงสองทุ่มแบบนี้ก็น่าจะเป็นเวลาที่มีลูกค้ามารับประทานอาหารมากที่สุด แต่ทุกโต๊ะกลับว่างเปล่า
“ผมสั่งปิดห้องอาหารเพื่อคุณโดยเฉพาะ” เขาขยับตัวเข้ามานั่งเบียดกับเธอบนโซฟายาวตัวนุ่มแล้วยกแขนข้างหนึ่งขึ้นโอบไหล่เธอไว้
หญิงสาวเริ่มเอะใจอะไรบางอย่าง “อย่าบอกนะคะว่าดอกลิลลี่เต็มห้องกับนักเปียนโนนั่นก็ฝีมือคุณด้วย” มือเรียวเล็กเอื้อมไปหยิบดอกลิลลี่ในแจกันที่ตั้งอยู่ริมโต๊ะขึ้นมาหมุนเล่นในขณะที่สายตามองไปยังนักเปียนโนที่เริ่มบรรเลงบทเพลงรักแสนหวานเพลงใหม่
“ใช่” เขากระซิบตอบเสียงเบาที่ข้างหูเธอแล้วฉวยโอกาสไล้ปลายจมูกลงบนแก้มนวลเพื่อสูดเอากลิ่นหอมอ่อนๆ คล้ายกลิ่นดอกลิลลี่ที่เขาหลงใหลมาตลอดให้ชื่นใจด้วย
“แค่มาทานข้าวไม่เห็นต้องทำถึงขนาดนี้เลย”
ความจริงเธอน่าจะเอะใจตั้งแต่เขาจัดชุดราตรียาวแบบเกาะอกสีขาวงาช้างประดับด้วยคริสตัลสุดหรูชุดนี้ให้เธอใส่แล้ว ส่วนตัวเขาเองก็สวมชุดทักซิโด้อย่างเท่จนเธออดแซวก่อนออกจากบ้านไม่ได้ว่า ถ้ามีช่อดอกไม้ให้เธอถือสักช่อเธอต้องคิดว่าตัวเองเป็นเจ้าสาวแน่ๆ
มาร์คัสพาเอวารินมาตรวจครรภ์ตามที่หมอนัด วันนี้อายุครรภ์ของเธอครบแปดสัปดาห์เต็มแล้ว ทำให้การอัลตราซาวด์เห็นทารกในครรภ์ชัดกว่าตอนห้าสัปดาห์ที่ตรวจครั้งแรกมาก ตอนนั้นเห็นเพียงถุงตั้งครรภ์และจุดขาวๆ ที่อยู่ภายในเท่านั้น “ตัวโตขึ้นเยอะเลย หัวใจเต้นตุ๊บๆ ด้วย คุณพ่อคุณแม่เห็นมั้ยครับ” หมอชี้ที่หน้าจอแสดงผลอัลตราซาวด์ให้เอวารินและมาร์คัสดู “ลำตัวอยู่ตรงนี้ ก้นอยู่ตรงนี้ กลมๆ นี่คือศีรษะ” ว่าที่คุณพ่อและว่าที่คุณแม่จับมือกันแน่นด้วยความตื้นตันใจขณะมองลูกน้อยในครรภ์ผ่านหน้าจอสี่เหลี่ยม “นั่นเขาดิ้นใช่มั้ยคะคุณหมอ” เอวารินถามอย่างตื่นเต้นเมื่อเห็นเจ้าตัวน้อยในพุงดิ้นดุ๊กดิ๊กนิดหนึ่ง “ใช่ครับ” คุณหมอตอบรับ “เมื่อกี้คุณเห็นมั้ยคะมาร์ค” หญิงสาวที่นอนอยู่บนเตียงเขย่ามือสามีที่ยืนอยู่ติดกัน “เห็นครับ” เขาหันมายิ้มให้เธอ “ทีนี้เชื่อหรือยังว่าเมื่อเช้าลูกเตะหน้าผมจริงๆ” “ฉันก็ยังคิดว่าคุณมโนอยู่ดี ลูกตัวนิดเดียว ต่อให้ดิ้นแรงยังไงก็ยังไม่รู้สึกหรอกค่ะ” “ผมรู้สึกจริงๆ ทำไมไม่เชื่อผม”
“ยอมแล้วครับคุณแม่ แต่คุณต้องทำเบาๆ นะ เดี๋ยวลูกตื่น” มาร์คัสพูดยิ้มๆ แล้วพลิกร่างบอบบางในชุดนอนเซ็กซี่ให้นอนลงบนเตียง “ผมจะเสิร์ฟความสุขให้คุณเอง แต่ต่อไปนี้ทำได้อาทิตย์ละครั้งเท่านั้นนะ ตกลงมั้ย” “ความอยากมันห้ามกันได้ที่ไหนคะ ฉันบังคับตัวเองไม่ได้ ว่าจะอยากหรือไม่อยากตอนไหน” “คุณก็ต้องอดทน” เขาถอดชุดนอนของเธอออก เผยให้เห็นเรือนร่างเปลือยเปล่าเซ็กซี่ เขาเพิ่งสังเกตว่าทรวงอกของเธอขยายใหญ่ขึ้น สะโพกผายออกมากขึ้น แต่หน้าท้องยังคงแบนราบเหมือนเดิม “ฉันจะไม่ทนค่ะ” เอวารินถอดเสื้อยืดชุดนอนของสามีออกอย่างใจร้อน วันนี้เขาบ่ายเบี่ยงเธอมาทั้งวันแล้ว ถ้าไม่ยอมดีๆ เธอก็จะจับปล้ำซะเลย “มาให้จูบซะดีๆ” หญิงสาวเกี่ยวคอสามีลงไปจูบอย่างเร่าร้อน “นี่คุณ ใจเย็นๆ เดี๋ยวผมก็ทับลูกแบนกันพอดี” มาร์คัสหัวเราะร่วนกับความหื่นมากผิดปกติของภรรยาแล้วเบี่ยงตัวพาดทับหน้าอกเธอแบบเฉียงๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการนอนทับหน้าท้องของเธอ “ฉันไม่ทำให้ลูกเจ็บหรอกน่า ฉันก็เป็นห่วงลูกไม่น้อยกว่าคุณเหมือนกัน ลูกจะให้ความร่วมมือกับเราค่ะ เชื่อฉัน” หญิงสาวพูดพึมพ
นายแพทย์วัยกลางคนอ่านรายงานผลการตรวจเลือดและปัสสาวะของเอวารินที่ทางห้องแล็บส่งมาให้อยู่ครู่หนึ่งแล้วเงยหน้าขึ้นบอกสองสามีภรรยาที่นั่งลุ้นผลอยู่ตรงหน้า “ไม่พบสารแปลกปลอมในร่างกายคุณรินนะครับ แต่พบอย่างอื่น ไม่แน่ใจว่าคุณสองคนจะทราบแล้วหรือยัง” “ภรรยาผมเป็นอะไรครับหมอ” มาร์คัสรีบถามด้วยความกังวล “คุณรินตั้งครรภ์ได้ห้าสัปดาห์แล้วครับ” “ฉันท้องเหรอ...” เอวารินหันไปถามสามีสีหน้าอึ้งๆ งงๆ บอกไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไรกันแน่ เธอกำลังจะเป็นแม่คนแล้วเหรอ มีอีกหนึ่งชีวิตอยู่ในร่างกายเธอจริงๆ เหรอ “ใช่...คุณท้องแล้ว” ชายหนุ่มดีใจจนน้ำตารื้นขึ้นมาคลอเต็มเบ้า ในที่สุดความพยายามของเขาก็สัมฤทธิ์ผล “เรากำลังจะมีลูกด้วยกันแล้วนะ คุณดีใจมั้ย” “ดีใจมากค่ะ” หญิงสาวพยักหน้ารับน้ำตาซึมรับพลางเอามือลูบหน้าท้องตัวเองเบาๆ ลูกมาอยู่ด้วยตั้งห้าสัปดาห์แล้วแต่เธอไม่รู้ตัวเลย“คุณหมอครับ แล้วที่ภรรยาผมมีอาการแปลกๆ นี่ไม่ได้ถูกวางยาแน่นะ” ชายหนุ่มถามอ้อมๆ แต่นายแพทย์ผู้มีประสบการณ์สูงก็เข้าใจว่าเขาหมายถึงยาปลุกเซ็กซ์
“คุณรู้ได้ยังไงว่าฉันอยู่ที่สตูดิโอนั่น” หญิงสาวถามพลางเอนศีรษะซบไหล่กว้างของสามีผู้ที่ตามปกป้องเธอตั้งแต่วันแรกที่รู้จักกันจนกระทั่งถึงวันนี้ “ผมติดเครื่องติดตามไว้ที่รถคุณตั้งแต่วันที่คุณแอบขับรถออกไปหาซินดี้ครั้งแรกแล้ว “ครั้งแรก? ครั้งไหนคะ?” “ตอนที่คุณความจำเสื่อมอยู่ไง” “อ๋อใช่...วันนั้นพอฉันกลับมาเราก็ทะเลาะกัน” ว่าแล้วเธอก็หันมามองเขาตาเขียว “คุณน่ะร้ายกาจที่สุด ตัวเองเป็นคนผิดแท้ๆ แต่วันนั้นก็ยังมาดุฉันอีก” “คุณนั่นแหละที่เป็นคนผิด แอบไปข้างนอกทั้งที่ผมสั่งห้าม กลับมายังมาโวยวายใส่ผมอีก ผมบอกว่ารักคุณๆๆ คุณก็ไม่เชื่อ ผมก็เลยต้องเสียงดังเข้าข่ม” “จะไม่ให้ฉันโวยวายได้ยังไง คุณเล่นโกหกว่าฉันเป็นภรรยาของคุณ จนฉันเสียพรหมจรรย์ที่อุตส่าห์รักษามายี่สิบสี่ปีไปโดยไม่รู้ตัว แถมยังหลอกฉันแต่งงานจดทะเบียนสมรสอีก” “ดะ...ดะ...เดี๋ยวนะ” มาร์คัสที่นั่งเอนหลังพิงพนักม้านั่งแบบสบายๆ ดีดตัวขึ้นมาอย่างกะทันหันแล้วจับต้นแขนทั้งสองข้างของภรรยาสาวไว้แน่นพลางถามด้วยความตื่นเต้นระคนดีใจ “ความทรงจำ
ผู้กำกับที่นั่งอยู่หลังมอนิเตอร์สั่งเช็กกล้อง เช็กไฟแล้วตะโกน บรีฟเอวารินกับลีโออีกครั้งก่อนเริ่มการถ่ายทำ “คุณลีโอ คุณรินพร้อมนะครับ สตอรี่ของเราคือถึงจะเมกเลิฟในรถกันอย่างเร่าร้อน แต่พอลงมาเสื้อผ้าก็ยังเรียบกริบอยู่เพราะน้ำยารีดผ้าเรียบฟลายไฮท์ เดี๋ยวผมขอถ่ายช็อตกอดจูบกันในรถก่อนนะ” เอวารินขมวดคิ้วมุ่นด้วยความแปลกใจ “แต่ที่คุยกันไว้ก่อนหน้านี้คือทะเลาะกันในรถแล้วมีการดึงทึ้งเสื้อผ้ากันไม่ใช่เหรอ ทำไมกลายเป็นแบบนี้” นางแบบสาวกระดากอายเกินกว่าจะพูดคำว่า ‘เมกเลิฟ’ ต่อหน้าผู้ชายทั้งสตูดิโอ “ทะเลาะกันผมว่าธรรมดาไป เมกเลิฟอิมแพคกว่า ผมอยากให้เป็นกระแสไวรัลด้วย สินค้าจะได้ติดตลาดเร็วๆ” ผู้กำกับตะโกนตอบแล้วย้อนถามด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ “คุณรินมีปัญหาอะไรหรือเปล่า แค่นี้ถ่ายไม่ได้เหรอ ไม่มืออาชีพเลย” เอวารินพยายามจะไม่เรื่องมากเพราะถือว่ามันเป็นงาน เธอต้องแสดงความเป็นมืออาชีพให้ทุกเห็น และอีกอย่างคงเป็นการถ่ายแบบหลบมุมกล้อง ไม่น่าจะเปลืองตัวเท่าไรนัก “ฉันถ่ายได้ค่ะ” ผู้กำกับยิ้มพอใจแล้วสั่งทุกคนเตรียมพร้อม “ผมขอกอดจริง จูบจริงนะ ปากประ
หลังกลับจากฮันนีมูน เอวารินก็ถูกมาร์คัสสั่งให้เก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน โดยห้ามไม่ให้ติดต่อกับเพื่อนทุกคนไม่เว้นแม้แต่ซินดี้ เพื่อนรุ่นพี่ที่เธอสนิทด้วยมากที่สุด เนื่องจากเป็นห่วงความปลอดภัยของเธอ เพราะหลังจากโทนี่ส่งหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำความผิดทั้งหมดของเซบัสเตียนให้ตำรวจแล้ว มันก็หลบหนีการจับกุมไปอย่างไร้ร่องรอย ซึ่งตอนนี้ยังไม่รู้ว่ามันยังหลบอยู่ในประเทศไทยหรือหนีออกนอกประเทศไปแล้ว แต่เมื่อมีงานใหญ่เข้ามา เอวารินจึงต้องหนีออกไปทำงานโดยไม่ให้ผู้เป็นสามีรู้ “รินแอบมารับงานถ่ายโฆษณาอย่างนี้คุณมาร์คไม่ว่าเอาเหรอ”ซินดี้ถามเอวารินที่นั่งอยู่ในห้องแต่งตัวก่อนเริ่มงานถ่ายโฆษณาทางทีวีตัวแรกในชีวิต ซึ่งงานนี้เธอไปแคสต์ทิ้งไว้เป็นเดือนตั้งแต่ก่อนความจำเสื่อม “กลับจากเกาะ รินก็ถูกสั่งให้อยู่แต่ในบ้านมาเป็นเดือนแล้วนะพี่ซินดี้ บางทีรินก็สงสัยนะว่ารินเป็นเมียหรือเป็นนักโทษกันแน่” “เพราะแกเป็นเมียไง คุณมาร์คถึงได้ห่วงแกขนาดนี้” “แต่เค้าก็ต้องปล่อยให้รินออกมาใช้ชีวิตของตัวเองบ้าง ไม่ใช่วันๆ เอาแต่...” นางแบบสาวอายเกินกว่าจะกล้าเล่าต่อหน้าช







