LOGIN“ผมขอโทษ” เขาแนบริมฝีปากอุ่นจัดลงบนเนินเนื้อที่ถูกมังกรยักษ์รุกรานจนบวมแดงแล้วดูดเบาๆ ด้วยความรู้สึกผิดซึ่งเขารู้อยู่คนเดียวในอก หากเขารู้สักนิดว่าเธอยัง ‘ไม่เคย’ เขาจะทะนุถนอมเธอให้มากกว่านี้
“อื้อ...อย่าค่ะมาร์ค” หญิงสาวปรามเสียงสั่นพร่า กล้ามเนื้อส่วนนั้นหดรัดตอบสนองขึ้นมาทันที
“ผมรู้ว่าคุณชอบ” ริมฝีปากหยักสวยที่ยังคงฝังอยู่เบื้องล่างคลี่ออกเป็นรอยยิ้มเมื่อจับความรู้สึกพึงพอใจในน้ำเสียงและปฏิกิริยาตอบรับของเธอได้ ผู้หญิงคนนี้จุดติดง่ายเหลือเกิน “แต่คืนนี้หมดเวลาของคุณแล้ว คุณเจ็บอยู่ คุณต้องนอนพัก”
เขายืดตัวขึ้นไปดึงผ้าห่มคลุมร่างให้เธอจนมิดถึงหน้าอกเปลือยเปล่าและอดไม่ได้ที่จะจุ๊บริมฝีปากของเธอครั้งหนึ่ง
“ฉันยังไม่ได้ใส่เสื้อผ้าเลย” เธอปัดมือควานหาชุดนอนที่ไม่รู้ว่าถูกเขาเหวี่ยงไปตกลงตรงไหนของเตียง
“ไม่ต้องใส่” ชายหนุ่มเอื้อมมือไปปิดโคมไฟหัวเตียงแล้วสอดร่างเปลือยเปล่าของตัวเองเข้าไปนอนกอดเธอภายใต้ผ้าห่มผืนเดียวกัน “ผมอยากนอนกอดคุณแบบเนื้อแนบเนื้อแบบนี้”
“แบบนี้ก็อุ่นดีเหมือนกันนะคะ” เธอยิ้มให้เขาในความมืดพร้อมเบียดตัวเข้าซุกแผงอกอบอุ่น เปลือกตาเริ่มหนักอึ้งจนแทบลืมตาไม่ขึ้นแต่ก็มีบางเรื่องที่อยากถามเขา “คุณเล่าเรื่องของฉันให้ฟังหน่อยได้มั้ย”
“คุณอยากรู้เรื่องอะไร?”
“ทุกเรื่องค่ะ”
มาร์คัสครุ่นคิดอย่างหนักใจอยู่ครู่หนึ่งแล้วตัดสินใจเล่าความจริงทั้งหมดให้เธอฟังยกเว้นเรื่องที่เขาโกหกว่าเป็นสามีของเธอ
“ฉันเนี่ยนะเสี่ยงตายช่วยชีวิตน้องชายคุณ” เอวารินอึ้ง
“ใช่ คุณเป็นผู้หญิงที่กล้าหาญและจิตใจดีมาก เพราะอย่างนี้ผมถึงได้ตกหลุมรักคุณตั้งแต่ยังไม่เจอหน้าคุณ”
“ฉันจำไม่ได้เลย” เธอพึมพำแนบซบอยู่กับอกเขา
“ไม่เป็นไรที่รัก อย่าคิดมาก ผมจะค่อยๆ ช่วยรื้อฟื้นความทรงจำให้คุณเอง” มาร์คัสจูบหน้าผากให้กำลังใจและปลอบโยน
“คุณจะทำยังไงคะ ขนาดหมอยังบอกได้แค่ให้รอเวลา”
“ทำแบบเมื่อกี้” เขาตอบกรุ้มกริ่มแววตาเป็นประกาย
“ฉันว่าไม่ได้ผลหรอกค่ะ ทำแล้วฉันก็ยังจำอะไรไม่ได้อยู่ดี”
“คุณอย่าเพิ่งถอดใจสิ ถ้าเราทำทุกวัน วันละหลายๆ ครั้ง เดี๋ยวคุณก็จำได้เอง”
“ไม่ต้องมาหาข้ออ้างเลย” เธอแกล้งว่า
“ไม่อยากให้ผมทำแล้วเหรอ?” เขาถามเสียงละห้อย
“ถึงไม่มีข้ออ้างฉันก็ให้คุณทำอยู่แล้ว มีแต่คุณนั่นแหละที่ใจร้าย ปล่อยให้ฉันนอนเหงาอยู่คนเดียวเป็นอาทิตย์”
“แล้วคุณคิดว่าผมไม่ทรมานหรือไง ผมเกือบตบะแตกตั้งหลายครั้ง” พูดจบเขาก็ประทับริมฝีปากลงบนริมฝีปากของเธออย่างลุ่มหลง
“เมื่อกี้คุณบอกให้ฉันนอนพักไม่ใช่เหรอคะ” เอวารินพูดทั้งที่มี ริมฝีปากร้อนผ่าวเคลื่อนไหวแผ่วเบาอยู่เหนือริมฝีปากของเธอ
“แค่กู๊ดไนท์คิส” ชายหนุ่มตอบพึมพำขณะขบเม้มและดูดดึงไปตามขอบโค้งของกลีบปากอ่อนนุ่ม ปลายลิ้นสากชื้นลากไล้อย่างแช่มช้าแล้วขยับลึกเข้าไปพัวพันกับปลายลิ้นเรียวเล็ก การตอบสนองอย่างดีเยี่ยมจากเธอทำให้ลมหายใจของเขาหอบสะท้าน จากนั้นเหตุการณ์ก็เลยเถิดเกินคำว่า ‘กู๊ดไนท์คิส’ ไปมากและดำเนินไปอย่างยาวนานจนเกือบรุ่งเช้า
ถ้าเลือกได้ เขาไม่อยากให้ความทรงจำของเธอกลับคืนมาเลย เขาอยากให้เอวารินจำได้แค่ช่วงเวลาที่เธอและเขามีความสุขร่วมกันเท่านั้น หากแต่มีความลับบางอย่างที่เจสันฝากไว้ก่อนเสียชีวิตได้เลือนหายไปพร้อมกับความทรงจำของเธอซึ่งเขาต้องกอบกู้มันกลับคืนมาให้ได้โดยเร็วและนั่นก็เป็นเรื่องที่ทำให้เขาลำบากใจมาก เพราะไม่สามารถเลือกให้เธอจำเฉพาะเรื่องที่เขาต้องการได้
“อย่าตายนะมาร์ค!!!”
มาร์คัสสะดุ้งตื่นเมื่อได้ยินเสียงกรีดร้องของเอวารินดังก้องอยู่ข้างหู “รินเป็นอะไร” เขาเขย่าตัวคนที่ร้องไห้สะอึกสะอื้นทั้งที่ยังหลับอยู่เบาๆ เธอไม่ตื่นแถมยังกอดเขาไว้แน่นจนแทบหายใจไม่ออก “รินตื่นๆ”
เอวารินลืมตาขึ้นมาเห็นว่ามาร์คัสยังมีลมหายใจอยู่ก็ผวาเข้ากอดเขาไว้แน่นยิ่งกว่าเดิม
“คุณฝันร้ายเหรอ” เขาลุกขึ้นนั่งแล้วโน้มตัวลงเหนือร่างเธอเพื่อเช็ดน้ำตาและเหงื่อเม็ดบางที่ผุดขึ้นตามไรผมให้ “ฝันว่าอะไร ทำไมถึงร้องไห้หนักขนาดนี้”
“ฉันเห็นคุณถูกยิง” หญิงสาวโผเข้ากอดเขา จังหวะหัวใจยังเต้นถี่รัวไม่หาย
“ก็แค่ความฝัน” เขากอดร่างที่สั่นเทาไว้แน่นพลางลูบแผ่นหลังเปลือยเปล่าเพื่อปลอบขวัญ “ผมยังต้องอยู่เป็นสามีคุณอีกนาน ไม่ตายง่ายๆ หรอก”
“ฝันแบบนี้ฉันใจคอไม่ดีเลย”
“ไม่เอาน่า อย่าคิดมาก มันก็แค่ความฝัน” ชายหนุ่มแนบแก้มลงบนเส้นผมนุ่มสลวยของคนในอ้อมกอดแล้วโยกตัวเบาๆ ปลอบโยน
“คุณมีศรัตรูที่ไหนหรือเปล่าคะ”
“ไม่มี” เขาไม่ได้โกหก เพราะศรัตรูโดยตรงของเขาไม่มีจริงๆ จะมีก็แต่เซบัสเตียนที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่าฆ่าเจสัน ซึ่งเขาเป็นฝ่ายตามล่ามันอยู่
“แล้วรอยแผลถูกยิงนี่คุณได้มายังไง” เอวารินใช้ปลายนิ้วลูบไปบนรอยแผลที่เกือบจะแห้งสนิทบนไหล่ขวาของเขา
ทันใดนั้น รอยแผลก็กระตุ้นความทรงจำบางส่วนของเธอให้กลับมา หญิงสาวเห็นภาพมาร์คัสพาเธอวิ่งหนีการไล่ล่าของคนร้ายจากลานจอดรถในโรงแรมมาจนถึงกลางสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาตอนกลางดึกคืนหนึ่ง จากนั้นเขาก็ถูกยิงเข้าที่ไหล่ขวาก่อนจะพาเธอกระโดดสะพานหนีตาย
ภาพที่เห็นทำให้เอวารินตัวสั่นมากขึ้นจนมาร์คัสตกใจ
“ยังไม่หายตกใจอีกเหรอ ตัวสั่นเชียว”
“ฉันเห็นภาพเราสองคนวิ่งหนีคนร้ายด้วยกัน แล้วคุณก็ถูกยิงตรงนี้” เธอชี้รอยแผลบนไหล่หนา “ทำไมความทรงจำของฉันถึงได้มีแต่เรื่องน่ากลัวแบบนี้”
“เหตุการณ์พวกนั้นมันผ่านไปแล้วที่รัก ตอนนี้คุณไม่เป็นอะไรแล้ว และผมจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาทำอันตรายคุณได้อีกเด็ดขาด” มาร์คัสรั้งร่างเปลือยเปล่าให้ขึ้นมานั่งคร่อมบนหน้าตักเพื่อจะได้กอดปลอบเธอได้แนบแน่นมากขึ้น แต่ดูเหมือนเขาจะทำพลาดไปเสียแล้วเพราะทันทีที่เนินเนื้ออ่อนนุ่มของเธอสัมผัสถูกเจ้ามังกรยักษ์ของเขา มันก็เริ่มขยับตัวยุกยิกอย่างอยู่ไม่สุขขึ้นมาทันที
มันใช่เวลามั้ย!
มาร์คัสด่าตัวเองในใจที่มีอารมณ์กับเธอได้ทุกที่ทุกเวลา แม้แต่เวลาที่เธอกำลังเสียขวัญอยู่แบบนี้ก็ยังไม่ละเว้น
“แล้วคุณจำได้มั้ยว่าคืนนั้นไปทำอะไรในลานจอดรถในโรงแรมนั่น” ชายหนุ่มกัดฟันข่มความรู้สึกแล้ววกกลับเข้าเรื่องเดิม
เอวารินคิดนิดหนึ่งแล้วส่ายหน้า “ไม่รู้ค่ะ ฉันจำได้แค่ว่าเดินอยู่ในลานจอดรถแล้วก็มีชาวต่างชาติสามคนมาขู่จะเอาของที่เจสันฝากไว้ที่ฉัน แต่ฉันไม่ให้ พวกมันก็เลยจะฆ่าฉัน แล้วคุณกับโทนี่ก็มาช่วย”
“แล้วตอนนี้ของนั่นอยู่ที่ไหน”
หญิงสาวคิดย้อนถึงเหตุการณ์คืนนั้น เธอจำได้ว่าตัวเองมองไปที่กระเป๋าเป้ซึ่งตกอยู่ข้างตัวคนร้าย ความรู้สึกลึกๆ ของเธอในตอนนั้นคือหวงกระเป๋าใบนั้น แต่ตอนนี้เธอยังนึกไม่ออกว่าในกระเป๋านั้นมีของสำคัญที่ทุกคนกำลังตามหากันอยู่หรือไม่และที่สำคัญ เธอไม่รู้ว่าตอนนี้กระเป๋าใบนั้นอยู่ที่ไหนจึงเลือกที่จะยังไม่พูด
“ฉันรู้สึกคุ้นๆ แต่ยังไม่แน่ใจว่าใช่หรือเปล่า เอาไว้ฉันจำได้แน่ชัดเมื่อไหร่จะบอกนะคะ”
“คุณจำอะไรได้อีก บอกผมมาให้หมดเดี๋ยวนี้นะ!” มาร์คัสเค้นถามด้วยน้ำเสียงดุดันพลางบีบต้นแขนทั้งสองข้างของเธอไว้แน่น
“ฉันจำได้แค่นี้จริงๆ ค่ะ”
เมื่อเห็นหญิงสาวทำหน้าเบ้ด้วยความเจ็บ ชายหนุ่มถึงได้รู้ตัวว่าเผลอทำรุนแรงกับเธอลงไป เขารีบปล่อยมือและนึกโกรธตัวเองที่ทำให้ผิวขาวละเอียดของเธอเกิดรอยแดงเป็นปื้นเพราะน้ำหนักมือของเขา
“ผมขอโทษ ผมคงเครียดเรื่องเจสันมากเกินไป”
นั่นเป็นเพียงข้อแก้ตัว ความจริงเรื่องที่ทำให้เขาเครียดมากที่สุดก็คือ เรื่องที่ความทรงจำของเอวารินที่เริ่มกลับคืนมาทีละนิดต่างหาก ถ้าคราวหน้าเธอจำได้อีก เขาแน่ใจว่าจะต้องเป็นเหตุการณ์ก่อนที่เขาจะไปช่วยเธอที่ลานจอดรถในโรงแรม นั่นหมายความว่าเธอกำลังจะจำตัวเองได้ และเธอก็จะรู้ว่า เขาสวมรอยมาเป็นสามีของเธอ!
“น้ำไม่แต่งค่ะ! คุณพ่อจะบังคับให้น้ำแต่งงานกับผู้ชายที่ไหนก็ไม่รู้แบบนี้ไม่ได้ นี่ชีวิตนี้ น้ำจะเลือกเอง” หญิงสาวประกาศกร้าว “ไม่ลองฟังก่อนเหรอ ว่าผู้ชายคนนั้นเป็นใคร” ผู้เป็นบิดาต่อรองกับบุตรสาว “ไม่ค่ะ น้ำมีคนที่น้ำรักแล้ว น้ำจะแต่งงานกับเขาคนเดียวเท่านั้น” “ใคร!” นทีถามเสียงเข้ม “พี่ก้องค่ะ” กองพัชร์เดินเข้ามายืนเคียงคู่กับน้ำค้างและจับมือเธอบีบกระชับไว้แน่น นทีมองหน้าบุตรสาวและบอดี้การ์ดหนุ่มของเธอด้วยสีหน้าและแวว-ตาอึ้งๆ แบบคาดไม่ถึง “ผมรู้ว่ามันอาจจะไม่เหมาะสม แต่เราสองคนรักกันจริงๆ” กองพัชร์ยืดอกสารภาพกับนทีอย่างลูกผู้ชาย “เรารักกัน ให้เราแต่งงานกันนะคะ ถ้าคุณพ่อบังคับให้น้ำแต่งกับคนอื่น น้ำจะหนีคุณพ่อไปอยู่ที่อื่น ชาตินี้คุณพ่อจะไม่ได้เห็นหน้าน้ำอีกเลย” นทีหัวเราะลั่นห้องกับคำขู่ของบุตรสาว “คุณพ่อขำอะไรคะ น้ำไม่ได้พูดเล่นนะคะ น้ำจะทำจริงๆ” “พ่อไม่ได้ขำ พ่อแค่ดีใจที่ทุกอย่างมันง่ายกว่าที่พ่อคิดไว้เยอะ
ในที่สุดวันที่กองพัชร์ไม่อยากให้มาถึงก็มาถึงจนได้ นั่นคือวันที่เขาต้องพาน้ำค้างกลับมาหานทีที่กรุงเทพฯ เพื่อรับฟังเรื่องสำคัญที่จะเปลี่ยนชีวิตของเขาและน้ำค้างไปตลอดกาล กองพัชร์คิดไว้แล้วว่าจะสารภาพกับนทีไปตามตรง ว่าเขากับน้ำค้างรักกัน และตอนนี้น้ำค้างก็เป็นภรรยาของเขาแล้ว “พี่ก้องเป็นอะไรหรือเปล่าคะ น้ำเห็นพี่ก้องขับรถหน้าเครียดมาตลอดทาง ตั้งแต่ออกจากไร่” น้ำค้างถามเมื่อกองพัชร์ขับรถเข้ามาจอดเทียบที่หน้าคฤหาสน์ของเธอที่กรุงเทพในเวลาพลบค่ำ “ไม่มีอะไรต้องกังวลแล้วนะคะ คนร้ายก็จับได้แล้ว” “พี่ไม่ได้เครียดเรื่องนั้น” “หรือว่าพี่ก้องเครียดเรื่องคุณพ่อ” กองพัชร์ใช้ความเงียบแทนคำตอบ หญิงสาวเริ่มหน้าเสีย “พี่ก้องสัญญากับน้ำนะ ไม่ว่าคุณพ่อจะว่ายังไง พี่ก้องจะไม่ทิ้งน้ำ” “ถ้าน้ำพร้อมจะสู้ไปกับพี่ พี่จะทำให้คุณพ่อของน้ำยอมรับพี่ให้ได้” กองพัชร์รวบมือเล็กทั้งสองข้างไปกุมไว้แทนคำสัญญา ว่าเขาจะไม่ปล่อยมือเธอเด็ดขาด “ถ้าคุณพ่อไม่ให้เราแต่งงานกัน น้ำจะหนีตามพี่ก้องไปเลย”
“เดี๋ยวพี่สอน” กองพัชร์เด้งตัวลุกขึ้นมานั่งแล้วใช้มือทั้งสองข้างรั้งบั้นท้ายกลมกลึงของหญิงสาวเข้ามาใกล้ก่อนจะจับส่วนปลายจรดเข้ากับปากทางอ่อนนุ่มแล้วผลักดันเข้าไปทีละนิดจนจมหาย “โอเคมั้ย”น้ำค้างพยักหน้ารับพลางส่งเสียงครวญครางเมื่อรับรู้ถึงตัวตนทั้งหมดของเขาที่แทรกลึกอยู่ภายในร่างกายชายหนุ่มทิ้งหลังลงนอนบนเตียงตามเดิมแล้วบอกด้วยน้ำเสียงแหบห้าว ลมหายใจขาดเป็นห้วง “ขยับขึ้น...ลง...”น้ำค้างแนบฝ่ามือเล็กนุ่มนิ่มลงบนหน้าท้องที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามหนั่นแน่นของเขาแล้วยกสะโพกขึ้นจนเกือบสุดแล้วกดตัวกลับลงมาใหม่อย่างเชื่องช้าในครั้งแรก แล้วเร่งจังหวะขึ้นเมื่อร่างกายเริ่มคุ้นชิน ในขณะเดียวกันชายหนุ่มที่นอนทอดกายหายใจหอบสะท้านอยู่ใต้ร่างเธอก็แอ่นสะโพกขึ้นสอดรับกับจังหวะที่เธอทิ้งตัวลงมาเป็นจังหวะที่ลงตัวและเพิ่มการเติมเต็มให้ล้ำลึกมากยิ่งขึ้นทั้งคู่เร่งจังหวะสอดประสานขึ้นลงถี่กระชั้นมากขึ้น จนพุ่งทะยานไปสู่จุดสูงสุดในวินาทีเดียวกัน น้ำค้างกรีดร้องเสียงหวานแล้วทิ้งกายลงนอนซบบนแผงอกอบอุ่นอย่างหมดเรี่ยวแรง“เก่งมาก” กองพัชร์จูบขมับชื้นเหงื่อของน้ำค้างแล้วจับร่างบางพลิกลงมานอนเคียงข้างกันบนเตียงนุ่มแ
“หนักแค่ไหนคะ” น้ำค้างถามยิ้มๆ แล้วทำเป็นแกล้งจะลุกหนีออกจากเตียง แต่ถูกกองพัชร์จับตัวกดให้นอนลงตามเดิมแล้วจับข้อมือทั้งสองข้างของเธอรวบไว้เหนือศีรษะด้วยมือใหญ่ของเขาเพียงข้างเดียว “จะหนีไปไหน มาให้พี่จูบซะดีๆ” “จูบตรงไหนบ้างคะ” เธอถามเสียงสั่นพร่าพลางยกขาข้างหนึ่งให้ตั้งชันขึ้นแล้วใช้หน้าขาถูไถแก่นกายของชายหนุ่มที่ชันเข่าคร่อมอยู่เหนือร่างเธออย่างยั่วยวน กองพัชร์สูดลมหายใจเข้าลึก กล้ามเนื้อหน้าท้องแข็งเกร็งและความเป็นชายก็เริ่มเหยียดขยาย ชาย-หนุ่มมองสบตาหญิงสาวเซ็กซี่ขี้ยั่วที่นอนทอดกายอยู่ใต้ร่างเขาด้วยสายตาคาดโทษที่เธอกล้าปลุกปั่นอารมณ์เขาถึงขนาดนี้ “จะจูบก็จูบสักทีสิคะ...น้ำรอนานแล้วนะ” หญิงสาวยังคงยั่วไม่เลิก“วันนี้จะจัดการคนขี้ยั่วให้ขาดใจตายเลยคอยดู”น้ำค้างยิ้มรับริมฝีปากหยักสวยที่แนบลงบนริมฝีปากของเธออย่างแนบแน่น เขากดย้ำเชื่องช้าสลับกับดูดดึงอย่างช่ำชอง แล้วความอบอุ่นจากสัมผัสอ่อนโยนของเขาก็แผ่ซ่านไปทั่วร่างกายอย่างรวดเร็ว หญิงสาวเคยถูกเขาจูบมาหลายครั้งแล้วแต่ก็แปลกที่เธอไม่เคยเบื่อเลยน้ำค้างครางฮือ
“พี่อยากหยุดเวลาไว้ตรงนี้ อยากอยู่กับน้ำแค่สองคนแบบนี้ไปนานๆ ยังไม่อยากกลับกรุงเทพเลย” เขาเดินเข้ามาสวมกอดเธอเอาไว้จากทางด้านหลังแล้วกดปลายจมูกลงบนแก้มนุ่มเพื่อสูดกลิ่นหอมละมุนชวนลุ่มหลงเข้าไปจนเต็มที่ ในขณะที่ฝ่ามือข้างหนึ่งก็กดหน้าท้องเธอเพื่อรั้งร่างบอบบางให้เข้ามาแนบชิดกับลำตัวก่อนจะบดเบียดความเป็นชายเข้ากับบั้นท้ายกลมกลึงผ่านเนื้อผ้า“อย่าทำแบบนี้ค่ะ”“ทำไมล่ะ” “เดี๋ยวน้ำทนไม่ไหว” น้ำค้างบอกเสียงแผ่วหวานกองพัชร์กลั้นหัวเราะไว้แทบไม่อยู่เมื่อได้ยินคำตอบตรงไปตรงมาจากคนในอ้อมกอด ผู้หญิงคนนี้ไม่เคยปิดบังความต้องการของตัวเอง นับตั้งแต่ครั้งแรกที่เธอขอให้เขาจูบจนกระทั่งถึงตอนนี้“แล้วทำไมน้ำจะต้องทนด้วย” เขากระซิบถามขำๆ ที่ข้างหูเธอแล้วต่อด้วยคำวิงวอนแผ่วเบาทว่าเต็มเปี่ยมไปด้วยความปรารถนาอย่างเข้มข้น “ทำกันนะ”“ทำอะไรคะ” เธอแกล้งถามทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าเขาชวนทำอะไร“ทำแบบที่น้ำชอบ” เขาตอบพึมพำพลางลากริมฝีปากและปลายลิ้นลงมาตามลำคอขาวนวล ในขณะที่มือใหญ่ก็นวดคลึงทรวงอกเต่งตึงไม่ว่างเว้นน้ำค้างเอียงคอหนูจูบที่ชวนให้วาบหวิวก่อนจะพลิกตัวอยู่ภายในวงแขนที่โอบรัดอยู่รอบตัวเพื่อ
“อืม...” เขาครางเสียงทุ้มต่ำในลำคออย่างพึงพอใจกับการตอบสนองของภรรยาผู้เร่าร้อน ฝ่ามือใหญ่ข้างหนึ่งเลื่อนขึ้นนวดคลึงทรวงอกนุ่มหยุ่นขนาดเต็มไม้เต็มมือ ก่อนที่กองพัชร์จะจับน้ำค้างลอกคราบกลางห้องรับแขกแม่เลี้ยงดาวก็โผล่พรวดเข้ามา ทำให้น้ำค้างรีบดีดตัวออกจากอ้อมกอดของสามีแทบไม่ทัน “แม่มาผิดจังหวะใช่มั้ย แม่กลับก่อนดีกว่า ตามสบายเลยลูก” แม่เลี้ยงดาวทำท่าจะเดินกลับออกไป แต่ถูกกองพัชร์เรียกไว้ “กลับมาก่อนเลยแม่ มาขัดจังหวะผมแล้วจะหนีไปดื้อๆ อย่างนี้ได้ยังไง” แม่เลี้ยงดาวหันมาต่อว่าบุตรชายแบบไม่จริงจังนัก “ใครจะไปคิดว่าแกจะทำอะไรกลางวันแสกๆ แบบนี้” “อ้าว ก็แม่อยากได้หลานเร็วๆ ผมก็เลยต้องเร่งทำให้ทั้งวันทั้งคืนไง” “ดีมาก” ผู้เป็นมารดายิ้มพอใจ “นี่แม่ก็ทำอาหารบำรุงกำลังมาให้แกกับหนูน้ำกินเหมือนกัน จะได้มีลูกกันเร็วๆ สมใจแม่” แม่เลี้ยงดาวเดินกลับเข้ามานั่งแล้ววางตะกร้าบรรจุกล่องใส่อาหารลงตรงหน้าหน้ากองพัชร์ จากนั้นจึงสังเกตเห็นว่าน้ำค้างเอาแต่นั่งก้มหน้าเงียบกริบท่าทางเขินอาย “หนูน้ำนั่งเงียบเ







