LOGINลูน่านั่งนิ่งสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ ฝ่ามือเรียวทั้งสองข้างกำแน่นเข้าหากันจนเล็บเกือบจิกเข้าเนื้อ ยามที่เสียงตวาดลั่นอย่างป่าเถื่อนของไซรัสเหวี่ยงลงมาจากชั้นบน
คำสั่งระยำที่บีบคั้นให้นับหนึ่งครางชื่อของมันดังรอดออกมา พร้อมกับเสียงสั่นสะเทือนของหัวเตียงที่กระทบกระแทกกับผนังห้องอย่างรุนแรง บ่งบอกถึงกิจกรรมอันดิบเถื่อนและไร้ความปราณีที่กำลังเกิดขึ้น เสียงนั้นดังสนั่นเสียจนสะท้อนลงมาถึงชั้นล่าง ตอกย้ำความอัปยศและความเจ็บปวดร้าวลึกในใจของลูน่าอย่างโหดเหี้ยม
หญิงสาวตัดสินใจลุกขึ้นทันที ความอุจาดเกินกว่าจะทนฟังต่อได้ เธอช้อนตัวอุ้มเซมัสขึ้นแนบอก พยายามบดบังใบหน้าของลูกน้อยไม่ให้รับรู้ถึงความโสมมของผู้เป็นพ่อ ลูน่าก้าวเดินออกจากคฤหาสน์ที่เปรียบเสมือนนรกด้วยท่วงท่าสง่างามทว่าเร่งรีบ โดยมีฟีนิกซ์และนีน่าก้าวตามมาติดๆ
“ไปห้าง Desmond Mall ฉันกับลูกจะไปนั่งทานข้าวข้างนอก”
ลูน่าเอ่ยสั่งฟีนิกซ์ด้วยน้ำเสียงเรียบ เย็นชาไร้ความรู้สึก ฟีนิกซ์เพียงโค้งศีรษะรับคำเล็กน้อยด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“ครับ คุณนาย”
เขาทำหน้าที่อย่างรวดเร็วด้วยการวิทยุเรียกรถยนต์คันหรูให้มารอด้านหน้า พร้อมกับก้าวไปเปิดประตูเบาะหลังให้เธอ ส่วนตัวเขารีบขึ้นไปนั่งประจำที่ข้างคนขับเพื่อทำหน้าที่อารักขาอย่างเข้มงวด
ภายในห้องโดยสารที่เงียบสงบ ลูน่า เซมัส และนีน่านั่งอยู่เบาะหลัง เด็กน้อยเซมัสเงยหน้ามองผู้เป็นแม่ด้วยตาแป๋ว นัยน์ตาไร้เดียงสาคู่นั้นจ้องมองใบหน้าด้านข้างของลูน่า ก่อนจะเอ่ยถามด้วยเสียงอ้อแอ้ตามประสาเด็กวัยสองขวบ
“หม่ามี้... ไหน...”
เสียงเล็กๆ นั้นถามว่ากำลังจะไปที่ไหน ลูน่าค่อยๆ ก้มหน้าลงมองลูกชายตัวน้อย รอยยิ้มอ่อนโยนที่แสนหายากปรากฏขึ้นบนใบหน้าทันทีที่สบตากับเซมัส เธอเอ่ยตอบลูกชายด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลอ่อนโยน
“ไปทานข้าวข้างนอกค่ะ เซมัสอยากทานอะไรคะ? เดี๋ยวหม่ามี้จะพาไป”
ทันทีที่ได้ยินคำว่าทานข้าวข้างนอก เซมัสก็ตาโตด้วยความดีใจ ยิ้มร่าจนเห็นฟันซี่เล็กๆ เด็กน้อยพยายามรวบรวมคำศัพท์เอ่ยชื่อเมนูโปรดออกมาให้ถูกต้องที่สุด
“สปาเก็ตตี้!”
เซมัสชูไม้ชูมือร้องเย้ๆ ออกมาอย่างร่าเริงและบริสุทธิ์ โดยไม่ได้รับรู้เลยว่าภายใต้รอยยิ้มที่มอบให้เขานั้น ผู้เป็นแม่ต้องแบกรับความเจ็บปวดและความแค้นมหาศาลเพียงใด
ลูน่าพยักหน้ามองลูกชายด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรักและเอ็นดูอย่างสุดหัวใจ เธอกระชับอ้อมกอดรวบตัวลูกชายเข้ามาสอดกอดเอาไว้แน่น ราวกับกลัวว่าจะมีใครมาพรากแก้วตาดวงใจดวงนี้ไป
สายตาคู่สวยทอดมองออกไปนอกกระจกรถที่กำลังเคลื่อนตัวออกจากอาณาเขตตระกูลเดสมอนด์ ทัศนียภาพภายนอกวิ่งผ่านสายตาไปอย่างรวดเร็ว ทว่าภายในหัวสมองของลูน่ากลับกำลังหมุนวนด้วยแผนการต่างๆ นาๆ
เธอคิดถึงสิ่งที่เธอซุ่มซ่อน เก็บงำ และสืบหามาตลอดสองปีเต็มนับตั้งแต่วันที่ถูกบังคับให้แต่งงานกับไซรัส... เธอเองก็ไม่อยู่นิ่งเฉยอย่างที่ไซรัสเห็นแต่อย่างใด
ทันทีที่รถยนต์คันหรูจอดนิ่งสนิทบริเวณหน้าห้างสรรพสินค้า ฟีนิกซ์ก็รีบก้าวลงไปเปิดประตูเบาะหลังให้อย่างนอบน้อมและรวดเร็วเหมือนเช่นทุกครั้ง ทันทีที่เรียวขาบางของลูน่าก้าวเท้าลงมาจากรถพร้อมอุ้มเซมัสไว้ในอ้อมอก โดยมีนีน่าก้าวตามลงมาติดๆ ชายชุดดำร่างใหญ่ประมาณ 3-4 คนก็รีบวิ่งตรงออกมาจากภายในตัวห้างเพื่อเข้ามาตั้งแถวคุ้มกันเธอในทันที
ลูน่าปรายสายตามองกลุ่มการ์ดชุดดำเหล่านั้นด้วยแววตาเรียบเฉย ก่อนจะเบนสายตากลับมาสบตากับฟีนิกซ์ที่ยืนคุมเชิงอยู่ข้างกาย... ต้องเป็นเขาแน่ๆ ที่ส่งข่าวรายงานความเคลื่อนไหวให้ไซรัสทราบตั้งแต่ก่อนที่เธอจะมาถึง
หญิงสาวไม่ได้เอื้อนเอ่ยประโยคใดออกมา เธอเพียงแต่สืบเท้าก้าวเดินนำเข้าสู่ภายในตัวห้างสรรพสินค้าอย่างสง่างาม อุ้มลูกชายตัวน้อยไว้แน่นในอ้อมแขน มุ่งตรงไปยังร้านอาหารอิตาเลียนชื่อดังบนชั้นสูงสุดของห้าง
แม้ในอกจะเต็มไปด้วยความอึดอัดและชินชาอย่างน่าเวทนา กับการต้องตกเป็นเป้าสายตาและถูกคุ้มกันเข้มงวดราวกับเป็นนักโทษหลบหนี แต่ลูน่าก็รู้ดีอยู่ในใจ... ทันทีที่เธอก้าวเข้าไปนั่งสั่งอาหารภายในร้านอาหารชั้นนำแห่งนี้ การ์ดชุดดำพวกนี้ทำได้มากที่สุดก็แค่ยืนคุมเชิงรอเธออยู่ด้านนอกร้านเท่านั้น และนั่นคือช่องว่างชั่วคราวที่เธอจะได้สูดอากาศหายใจได้อย่างแท้จริง
ภายในร้านอาหารอิตาเลียนหรูหรา ลูน่าเลือกร้านและเดินตรงไปนั่งที่โต๊ะมุมด้านในสุดซึ่งมีความเป็นส่วนตัว โดยมีเซมัสและนีน่านั่งร่วมโต๊ะอยู่ด้วย เธอเปิดเมนูอาหารขึ้นดู ก่อนจะตวัดสายตามองนีน่าพร้อมรอยยิ้มบางๆ เอ่ยทักอย่างสุภาพ
“พี่นีน่า... อยากทานอะไรสั่งได้เลยนะคะ จะได้ทานพร้อมกับเซมัส”
นีน่าพยักหน้ารับคำด้วยความซาบซึ้ง ก่อนจะช่วยเซมัสเลือกสั่งอาหาร ส่วนลูน่าสั่งเพียงสลัดเบาๆ สำหรับตัวเองเท่านั้น หญิงสาวปรายสายตาไปมองทางหน้าร้าน... ฟีนิกซ์ยังคงยืนคุมเชิงและจ้องมองเข้ามาที่เธอเป็นระยะ แต่ยังโชคดีที่เธอเลือกมุมนั่งหันหลังให้กับประตูร้าน ทำให้พวกการ์ดไม่อาจสังเกตเห็นการเคลื่อนไหวของเธอได้อย่างละเอียด
มือเรียวค่อยๆ เลื่อนเข้าไปในกระเป๋า หยิบหูฟังไร้สายที่เตรียมไว้ขึ้นมาทำทีเป็นจับทัดผมที่ข้างหู ก่อนจะกดเลื่อนหน้าจอโทรศัพท์เครื่องลับ โทรศัพท์ที่เธอแอบซื้อซ่อนเอาไว้ตลอดสองปีโดยไม่เคยให้ไซรัสล่วงรู้ เพื่อต่อสายหาใครบางคนในทันที
รอสายเพียงไม่กี่วินาที เสียงเข้มเครียดจากปลายสายก็ตอบรับกลับมา
(“ครับ... นายหญิง”)
“ตรีภพ...”
ทันทีที่ลูน่าเอ่ยชื่อนั้นออกไป นีน่าที่นั่งอยู่ตรงข้ามก็เงยหน้าขึ้นมองเธอด้วยความตื่นตระหนก ลูน่าส่งรอยยิ้มบางๆ พร้อมยกนิ้วขึ้นแตะริมฝีปากเป็นสัญญาณให้พี่เลี้ยงสาวเงียบเสียงลง เธอทอดสายตามองลูกชายตัวน้อย พลางแสร้งทำทีเป็นเอ่ยคุยกับคนในโต๊ะเพื่อไม่ให้ผิดสังเกต
“ตรี... ฉันต้องการที่กบดาน วิลล่าลับภายในหนึ่งชั่วโมง พร้อมตั๋วเครื่องบินไปเชียงใหม่สี่ใบ ในสถานที่ที่เป็นของชื่อธราธีป...”
เธอเอ่ยเสียงเรียบเบา พลางยื่นมือไปลูบเรือนผมนุ่มของเซมัสเบาๆ เด็กน้อยเงยหน้าขึ้นสบตาผู้เป็นแม่ด้วยดวงตาใสแจ๋วอย่างไร้เดียงสา
(“ได้ครับนายหญิง ผมจะส่งรายละเอียดทั้งหมดให้ทางอีเมลสำรองนะครับ”)
“ดี... แล้วเจอกัน”
(“เดี๋ยวครับนายหญิง... ขออนุญาตถามนะครับ ทำไมถึงต้องเร่งรีบผิดจากแผนเดิมที่เราวางกันไว้ เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าครับ?”)
ลูน่านิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มฉายแวววูบโหว่และเจ็บปวด ก่อนจะเค้นเสียงเอ่ยประโยคสั้นๆ ออกไป
“มันเข้ามาทรมานคนของฉัน... ต่อหน้าต่อตาฉัน”
ปลายสายเงียบกริบไปชั่วเสี้ยววินาที รับรู้ได้ถึงความตึงเครียดอันมหาศาลทันที
(“ทราบแล้วครับ”)
สายถูกตัดไปอย่างรวดเร็ว นีน่าจ้องมองหน้าคุณนายของตนค้างไว้ด้วยความตกตะลึง หยาดน้ำตาเอ่อคลอดวงตาด้วยความหวาดหวั่นพรั่นพรึงถึงภัยร้ายที่กำลังจะตามมา
“คุณนายคะ... ถ้าคุณนายหนีไป คุณไซรัสเอาตายแน่ๆ ค่ะ” นีน่าเอ่ยเสียงสั่นเครือ
ลูน่าเอื้อมมือไปกุมมือสั่นเทาของนีน่าเอาไว้ กระชับแน่นด้วยความอบอุ่นพร้อมรอยยิ้มมั่นคง
“ไม่ต้องห่วงนะคะพี่นีน่า... พี่ไปกับฉันและเซมัสนะคะ ฉันรับรองว่าจะไม่ยอมให้มันหาพวกเราเจอแน่นอน”
นีน่าสบสายตาอันเด็ดเดี่ยวของคุณนายเดสมอนด์ ก่อนจะคลี่ยิ้มออกมาอย่างซาบซึ้งและพยักหน้ารับคำอย่างเชื่อมั่น
หลังจากนั้น มื้ออาหารก็ดำเนินไปอย่างสงบเงียบ ไร้ซึ่งบทสนทนาถึงแผนการใดๆ มีเพียงเสียงหัวเราะหยอกล้อและรอยยิ้มที่มอบให้แก่เด็กน้อยเซมัสเท่านั้น ท่ามกลางนาฬิกานับถอยหลังสู่การเปิดฉากหนีออกจากนรกของไซรัสอย่างสมบูรณ์แบบ
‘ตรีภพ ธนภพ’ ไม่ใช่ใครที่ไหน... ทว่าเขาคือเลขาธิการส่วนตัวผู้จงรักภักดี ซึ่งคอยเคียงข้างลูน่ามาตั้งแต่สมัยที่เธอยังเป็น ‘คุณหนูคนเล็ก’ ของตระกูล ‘จิณณ์วรา’
ตลอดระยะเวลาสองปีที่ตกอยู่ในนรกของไซรัส ตรีภพคือมือขวาในเงามืดที่ลูน่าคอยติดต่ออยู่ตลอด เขาคือคนที่เธอไหว้วานให้ช่วยเฝ้าดู คอยปกป้อง และส่งข่าวคราวของนับหนึ่ง ให้เธอได้รับรู้มาโดยตลอด ตรีภพรู้จักนับหนึ่งเป็นอย่างดี เพราะเขารับรู้มาตั้งแต่ต้นว่าทั้งสองคบหากันตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ความรักอันบริสุทธิ์ที่เติบโตมาพร้อมกับคำสัญญารักที่ถักทอด้วยความเชื่อในเรื่องพรหมลิขิต
นับหนึ่งรักลูน่าด้วยชีวิต ไม่ต่างจากที่ลูน่ามอบหัวใจทั้งดวงให้เขา... ทั้งคู่ไม่เพียงแต่แชร์ความฝัน แต่ยังร่วมกันลงทุนในธุรกิจลับๆ หลายแห่งโดยที่ไม่เคยมีใครล่วงรู้ เป็นรากฐานทางการเงินและอิทธิพลในเงามืดที่สร้างขึ้นมาด้วยกัน ก่อนที่ทุกอย่างจะถูกพังทลายลงในวันที่ไซรัสยกพวกเอาปืนจ่อหัวพ่อแม่ของเธอเพื่อบังคับแต่งงาน
ด้วยความที่ไซรัสทะนงตน และเห็นว่าตลอดสองปีที่ผ่านมาลูน่ายอมนิ่งสงบ วางตัวเป็นเพียง 'นกน้อยในกรงทอง' ที่หมดสิ้นฤทธิ์เดช ชายหนุ่มจึงยโสจนไม่ได้สืบประวัติลึกล้ำในอดีตของเธอมากนัก
เขาไม่เคยระแวงระวังเลยสักนิดว่า นกน้อยที่เขาคิดว่ายอมสยบแทบเท้า... แท้จริงแล้วกำลังซุ่มรอเวลาที่จะล่มอาณาจักรเดสมอนด์ และกระชากคนรักกลับคืนมาในคราเดียว
ลูน่านั่งนิ่งสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ ฝ่ามือเรียวทั้งสองข้างกำแน่นเข้าหากันจนเล็บเกือบจิกเข้าเนื้อ ยามที่เสียงตวาดลั่นอย่างป่าเถื่อนของไซรัสเหวี่ยงลงมาจากชั้นบนคำสั่งระยำที่บีบคั้นให้นับหนึ่งครางชื่อของมันดังรอดออกมา พร้อมกับเสียงสั่นสะเทือนของหัวเตียงที่กระทบกระแทกกับผนังห้องอย่างรุนแรง บ่งบอกถึงกิจกรรมอันดิบเถื่อนและไร้ความปราณีที่กำลังเกิดขึ้น เสียงนั้นดังสนั่นเสียจนสะท้อนลงมาถึงชั้นล่าง ตอกย้ำความอัปยศและความเจ็บปวดร้าวลึกในใจของลูน่าอย่างโหดเหี้ยมหญิงสาวตัดสินใจลุกขึ้นทันที ความอุจาดเกินกว่าจะทนฟังต่อได้ เธอช้อนตัวอุ้มเซมัสขึ้นแนบอก พยายามบดบังใบหน้าของลูกน้อยไม่ให้รับรู้ถึงความโสมมของผู้เป็นพ่อ ลูน่าก้าวเดินออกจากคฤหาสน์ที่เปรียบเสมือนนรกด้วยท่วงท่าสง่างามทว่าเร่งรีบ โดยมีฟีนิกซ์และนีน่าก้าวตามมาติดๆ“ไปห้าง Desmond Mall ฉันกับลูกจะไปนั่งทานข้าวข้างนอก”ลูน่าเอ่ยสั่งฟีนิกซ์ด้วยน้ำเสียงเรียบ เย็นชาไร้ความรู้สึก ฟีนิกซ์เพียงโค้งศีรษะรับคำเล็กน้อยด้วยสีหน้าเคร่งขรึม“ครับ คุณนาย”เขาทำหน้าที่อย่างรวดเร็วด้วยการวิทยุเรียกรถย
หญิงสาวผละตัวออกมาเล็กน้อย มือเรียวสองข้างยื่นไปประคองใบหน้าหวานที่เปรอะเปื้อนคราบน้ำตาของนับหนึ่ง นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มที่เคยเย็นชาใส่คนทั้งโลก บัดนี้กลับฉายสะท้อนเพียงภาพของชายตรงหน้าด้วยความรักทั้งหมดที่มี“ฉันรักคุณนะคะ นับหนึ่ง... ไม่ว่ายังไง ฉันก็รักคุณ... คุณคือรักแรก และเป็นรักเดียวในชีวิตของฉันตลอดไป”คำสารภาพรักแผ่วเบาทว่าตราพึงในใจ...ใช่แล้ว... ‘นับหนึ่ง’ ไม่ใช่แค่เพื่อนคนสนิท หรือแค่เจ้าของร้านกาแฟที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเธอทว่าเขาคือ ‘คนรัก’ เพียงคนเดียวของลูน่า... ความรักที่ถูกซ่อนไว้ในเงาตั้งแต่ก่อนที่เธอจะถูกไซรัสเอาปืนจ่อหัวบังคับเข้าพิธีแต่งงาน และที่สำคัญที่สุด... ไซรัสไม่เคยล่วงรู้ความลับข้อนี้เลยแม้แต่เสี้ยวเดียวมาเฟียหนุ่มเข้าใจมาโดยตลอดว่านับหนึ่งเป็นเพียง 'หมาก' และของเล่นที่ใช้ป่วนประสาทเพื่อตอกย้ำให้เธอเจ็บปวด ไซรัสแค่โชคดีก็เท่านั้น... โดยหารู้ไม่ว่า การดึงตัวนับหนึ่งเข้ามาในคฤหาสน์เดสมอนด์ด้วยความบ้าคลั่งของตัวไซรัสเองนั้น... คือการทำให้ลูน่าที่เคยสงบเงียบเดินเข้าสู่ความเกมแค้นเพื่อเอาคืนอย่างสาสมโดยไม่
นับหนึ่งละล่ำละลักเอ่ยเสียงแผ่วพร่า สองเท้าก้าวเข้าไปหาเธอด้วยความตื่นตระหนก“ทำไม... ทำไมถึงยังไม่หนีไปครับ! พวกการ์ดกับคุณไซรัสกำลัง...”ลูน่ายกนิ้วชี้เรียวขึ้นแตะริมฝีปากบางที่มีรอยแผลและคราบเลือดแห้งกรังของตัวเองเบาๆ เป็นสัญญาณให้เขาเงียบ นัยน์ตาคู่สวยทอดมองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยความอ่อนโยนปนเรียบเย็น“ชูว์...” ลูน่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงเบาหวิวทว่าสงบนิ่ง “ยิ่งพวกมันปักใจเชื่อว่าฉันกระโดดหนีออกไปข้างนอก... คฤหาสน์หลังนี้ก็ยิ่งเป็นสถานที่ๆ ปลอดภัยที่สุด”นับหนึ่งมองรอยแผลคราบเลือดบนริมฝีปากและเสื้อผ้าของเธอด้วยความใจเสีย หยาดน้ำตาคลอหน่วยขึ้นมาอีกครั้งด้วยความสงสารและเป็นห่วง“แต่คุณไซรัส... เขาบ้าคลั่งมากนะครับ ถ้าเขาจับคุณได้คราวนี้...”“ปล่อยให้มันคลั่งไป...” ลูน่าตัดบทพร้อมกับจุดรอยยิ้มบางๆ บนริมฝีปาก รอยยิ้มเหยียดหยันที่ท้าทายทุกสิ่งบนโลก“เกมล่าเหยื่อที่มันชอบ... ฉันจะเป็นคนกำหนดกฎเกณฑ์เอง”หญิงสาวเอื้อมมือไปจับลูกบิดประตูห้องนอนของตัวเอง ก่อนจะหันกลับมาสบตานับหนึ่งอีกครั้ง“เข้าไปพักผ่อนซะคุณนับหนึ่ง... คืนนี้ไม่มีใครท
“อยากทำอะไรก็ทำเลยสิ...” เธอยังคงตอบเขานิ่งๆ“ตอบฉันมา! เมื่อกี้เธอกับมันกำลังจะทำอะไรกัน!”ไซรัสคำรามลั่นด้วยโทสะที่เดือดพล่าน นัยน์ตาสีฟ้าฉายแววคลั่งไคล้บิดเบี้ยว ชายหนุ่มโน้มใบหน้าลงมาหมายจะสยบความพยศของคนตรงหน้า ฝ่ามือหนาบีบกระชากเรือนร่างบางเข้ามาชิดกาย ก่อนจะบดเบียดริมฝีปากหนาลงมากดทับริมฝีปากกระจับสวยงามของลูน่าอย่างรุนแรงและป่าเถื่อนทว่าลูน่าในยามนี้กลับไม่ได้ยืนนิ่งเป็นหินอีกต่อไปหญิงสาวออกแรงดิ้นรนขัดขืนสุดกำลัง สองมือเรียวยกขึ้นทุบตีและชกเข้าที่แผ่นอกกว้างและไหล่หนาของไซรัสอย่างไม่ย่อท้อ เสียงกำปั้นกระทบเนื้อดังขึ้นในความเงียบ ทว่ายิ่งเธอทุบตีและดิ้นรนมากเท่าไหร่ มันกลับยิ่งไปกระตุ้นความอยากเอาชนะและตัณหาอันมืดมนของอสูรร้ายให้พุ่งสูงขึ้นไซรัสแค่นเสียงเหี้ยมในลำคอ ชายหนุ่มออกแรงบดขยี้ริมฝีปากงามอย่างดุดัน ก่อนจะ ขบกัดริมฝีปากบางของเธออย่างแรงจนเลือดสดๆ ซึมไหลออกมารสชาติคาวเลือดหวานละมุนคละคลุ้งในโพรงปาก... ลูน่าเจ็บปวดจนคิ้วขมวดเป็นปม ทว่าความแค้นและความรักตัวเองกลับสั่งการให้เธอพลิกสถานการณ์ในเสี้ยววินาทีมือเรียวที่ว่า
ขณะเดียวกัน... ที่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำระดับไฮเอนด์ใจกลางเมืองบรรยากาศสงบและสว่างไสวแตกต่างจากคฤหาสน์เดสมอนด์ราวฟ้ากับนรก เซมัสเด็กชายตัวน้อยวัยสองขวบกำลังหัวเราะร่าอย่างมีความสุขอยู่ในร้านเสื้อผ้าเด็กแบรนด์หรู โดยมีนีน่าพี่เลี้ยงสาวคอยดูแลและหยิบจับชุดน่ารักๆ ให้ลองอย่างเอาใจใส่ลูน่านั่งจิบกาแฟร้อนอยู่ตรงโซนพักผ่อนของร้าน นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มทอดมองลูกชายเพียงคนเดียวด้วยแววตาอ่อนโยน... เป็นเพียงมุมเดียวในชีวิตที่เผยให้เห็นความอบอุ่นของคุณนายเดสมอนด์ฟีนิกซ์ ยืนคุมเชิงสงบนิ่งอยู่ไม่ไกลในระยะที่สุภาพ ใบหน้าคมขรึมเรียบเฉย ทว่าร่องรอยความระบมบนใบหน้าและกิริยาการยืนที่ฝืนเกร็งเพียงเล็กน้อย ก็ไม่อาจเล็ดลอดสายตาอันแหลมคมของลูน่าไปได้“ข้อเท้าฉัน... หายดีแล้วล่ะ” ลูน่าเอ่ยขึ้นเรียบๆ โดยไม่หันไปมอง “แล้วแผลของคุณล่ะ... ฟีนิกซ์”ฟีนิกซ์ชะงักไปเล็กน้อย บอดี้การ์ดหนุ่มหลุบสายตาลงต่ำ ค้อมศีรษะตอบรับด้วยน้ำเสียงนอบน้อม“ผมสบายดีครับ คุณนาย... ขอบคุณที่เป็นห่วง”ลูน่ายกแก้วกาแฟขึ้นจิบเบาๆ นัยน์ตาคู่สวยหมองลงเล็กน้อยยามนึกถึงเหตุการณ์เมื่อเช้า รวมถึง
ทันทีที่เห็นเหตุการณ์ ลูน่าก็เบิกตากว้าง ร่างบางรีบลุกพรวดพุ่งเข้าไปหาเขาทันที มือเรียวคว้าหมับเข้าที่ข้อมือของนับหนึ่งแล้วดึงเขาไปที่ซิงค์ล้างจาน จัดการเปิดก๊อกน้ำให้สายน้ำเย็นจัดไหลผ่านรอยแดงเถือกบนหลังมือของเขา“แช่น้ำไว้ก่อนนะคะ รอเดี๋ยว...”เธอเอ่ยด้วยสีหน้าตื่นตระหนกและเป็นกังวล ก่อนจะรีบหันไปเปิดช่องฟรีซเพื่อหยิบน้ำแข็งมาประคบให้อย่างเบามือ นับหนึ่งทอดสายตามองแผ่นหลังบอบบางของหญิงสาวผ่านม่านน้ำตา... ทั้งตกตะลึง ทั้งซาบซึ้งใจจนหยาดน้ำตาที่คลอหน่วยพากันร่วงหล่นลงมาไม่ขาดสาย เขาเงยหน้าขึ้นสบตากับเธอ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า“ขอบคุณนะครับ...”ลูน่าเม้มริมฝีปากแน่น นัยน์ตาไหววูบด้วยความสงสารก่อนจะพยักหน้ารับ “ไม่เป็นไรค่ะ... เดี๋ยวฉันทำแผลให้นะ”พูดจบ เธอก็จูงมือเขาให้เดินตามออกไปยังโซนห้องนั่งเล่นกว้างขวาง ร่างบางเดินไปหยิบกล่องปฐมพยาบาล ก่อนจะกลับมานั่งลงตรงหน้าและเริ่มต้นทำแผลให้อย่างเงียบเชียบและเบามือตลอดเวลาที่เธอทำแผล ชายหนุ่มเอาแต่จ้องมองใบหน้าสวยหวานของหญิงสาวด้วยความรู้สึกซาบซึ้งสุดหัวใจ รู้ตัวอีกที... ใบหน้าของเขาก็โน้มเข







