LOGINกลิ่นกำยานหอมอ่อน ๆ ลอยอบอวลอยู่ภายในห้องเก็บอาภรณ์ แสงตะวันยามบ่ายส่องผ่านหน้าต่างกระดาษ เผยให้เห็นฉลองพระองค์ผ้าไหมสีงาช้างปักลายเมฆมงคลด้วยด้ายทองที่วางอยู่บนแท่นไม้บุผ้าอย่างประณีต
ฉลองพระองค์ชุดนี้จัดเตรียมไว้สำหรับพิธีเลี้ยงพระราชทานยามค่ำ เป็นหนึ่งในอาภรณ์สำคัญที่จะต้องส่งไปยังพระตำหนักชั้นในก่อนถึงกำหนดเวลา หลิวเหมยในฐานะนางกำนัลตัดเย็บชั้นกลาง กำลังตรวจสอบความเรียบร้อยเป็นครั้งสุดท้าย ข้างกายมีช่างปักฝึกหัดหลายคนช่วยจัดผ้า บรรจุเครื่องประดับ และเตรียมหีบสำหรับขนย้าย ทุกอย่างดูเหมือนจะดำเนินไปอย่างราบรื่น จนกระทั่งหลิวเหมยสังเกตเห็นนางกำนัลคนหนึ่งเดินวนเวียนอยู่ใกล้แท่นวางฉลองพระองค์หลายครั้ง อีกฝ่ายชื่อเสี่ยวซิ่ว เป็นนางกำนัลฝึกหัดที่สนิทสนมกับฉู่อี้ นางทำทีช่วยจัดหีบผ้า แต่สายตากลับเหลือบมองฉลองพระองค์บนแท่นอยู่เป็นระยะ มือขวาที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อกว้างกำบางสิ่งไว้แน่นผิดปกติ หลิวเหมยวางสมุดในมือลงอย่างเงียบเชียบ 'ท่าทางเช่นนี้... นางคิดจะทำอะไร' ยังไม่ทันที่หลิวเหมยจะเดินเข้าไปใกล้ เสียงแจ้งเตือนของระบบก็ดังขึ้นในหัว ตึ้ง! [ตรวจพบแผนการร้าย: ลอบวางสารกัดกร่อนบนฉลองพระองค์] [ภารกิจฉุกเฉิน: สกัดแผนใส่ร้าย] [คำอธิบาย: ผู้ไม่หวังดีเตรียมโรยผงสบู่เข้มข้นผสมด่างลงบนฉลองพระองค์ เมื่อสารสัมผัสความชื้น อาจทำให้เส้นใยไหมเสียหายและก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนัง จงเปิดโปงผู้กระทำผิดก่อนเกิดความเสียหาย] [เวลาที่เหลือ: 03:00 นาที] [รางวัลภารกิจ: • ปลดล็อกสกิลเนตรสแกนพิษและสิ่งแปลกปลอม (ระดับ SR) •แต้มวาสนา +45 •แต้มเสน่ห์ +20 •ความน่าเชื่อถือด้านเครื่องแต่งกาย +50] [บทลงโทษหากล้มเหลว: ถูกกล่าวหาว่าละเลยหน้าที่จนฉลองพระองค์เสียหาย และเสี่ยงถูกถอดถอนจากตำแหน่งนางกำนัลชั้นกลาง] [02:58... 02:57...] หลิวเหมยหรี่ตาลงเล็กน้อย เปิดใช้งานระบบสแกนตรวจวิเคราะห์สิ่งแปลกปลอมทันที วูบ! แสงสีฟ้าโปร่งใสกวาดผ่านบริเวณห้องเก็บอาภรณ์ ก่อนหยุดลงตรงแขนขวาของเสี่ยวซิ่ว กรอบสีแดงปรากฏขึ้นเหนือร่างนางกำนัลผู้นั้น [ตรวจพบวัตถุต้องสงสัย] [ประเภท: ถุงผ้าแพรบรรจุผงสบู่เข้มข้นผสมด่าง] [ระดับความเสี่ยง: สูง] เสี่ยวซิ่วกำลังขยับเข้าใกล้แท่นวางฉลองพระองค์ มือขวาค่อย ๆ เลื่อนออกจากแขนเสื้อ ปลายนิ้วเริ่มคลายปากถุงผ้าขนาดเล็ก เตรียมสะบัดผงสีขาวลงบนผ้าไหม หลิวเหมยไม่รอช้า “หยุดมือเดี๋ยวนี้!” เสียงของหลิวเหมยดังขึ้น เสี่ยวซิ่วสะดุ้งจนตัวโยน มือกำถุงผ้าไว้แน่น “พี่หลิวเหมย! ท่านทำอะไรเจ้าคะ ข้าเพียงจะช่วยจัดหีบผ้าเท่านั้น!” หลิวเหมยก้าวเข้าไปคว้าข้อมือของอีกฝ่ายไว้ ก่อนที่นางจะซ่อนมือกลับเข้าแขนเสื้อ “ช่วยจัดหีบผ้าอย่างนั้นหรือ แล้วถุงที่เจ้ากำอยู่ในมือนี่เล่า คือสิ่งใด” “ข้า...” เสี่ยวซิ่วหน้าซีดลงโดยพลัน พยายามบิดข้อมือให้หลุดจากการจับกุม “เป็นเพียงผงซักผ้าที่ข้าพกติดตัวมาเท่านั้น! ท่านอย่าใส่ร้ายข้า!” “ถ้าเป็นผงซักผ้าธรรมดา เหตุใดเจ้าต้องซ่อนมันไว้ในแขนเสื้อ และเหตุใดจึงคิดจะเทมันลงบนฉลองพระองค์ของพระสนม” คำถามของหลิวเหมยทำให้ผู้คนรอบข้างหันมามองเป็นตาเดียว เสี่ยวซิ่วอึกอัก ใบหน้าแดงก่ำด้วยความตื่นตระหนก “ข้าไม่ได้จะเทลงไป! ท่านเข้าใจผิดแล้ว!” “เช่นนั้นก็พิสูจน์ให้ทุกคนเห็น” หลิวเหมยออกแรงบีบมากขึ้นแล้วดึงมือของเสี่ยวซิ่วออกมา ถุงผ้าแพรสีเทาตกลงบนพื้นดังตุบ ปากถุงเปิดออกเผยให้เห็นผงสีขาวละเอียดที่ส่งกลิ่นฉุนผิดปกติ ช่างปักอาวุโสคนหนึ่งรีบก้าวเข้ามาดู แต่เมื่อเห็นผงดังกล่าวก็เบิกตากว้าง “นี่มันผงสบู่เข้มข้นผสมด่าง! หากสัมผัสกับผ้าไหมเนื้อบาง อาจทำให้เส้นใยเสียหายจนเปื่อยขาดได้!” เสียงฮือฮาดังขึ้นทั่วห้อง หากผงนี้ถูกโรยลงบนฉลองพระองค์จริง ผู้รับผิดชอบการตรวจสอบฉลองพระองค์ย่อมหนีความผิดไม่พ้น และหลิวเหมยคือผู้รับผิดชอบหลักในครั้งนี้ เสี่ยวซิ่วทรุดลงคุกเข่า ตัวสั่นงันงก “ไม่ใช่ข้า! ข้าไม่ได้ตั้งใจทำร้ายฉลองพระองค์!” หลิวเหมยจ้องมองนางนิ่ง ๆ “ถ้าเจ้าไม่ได้คิดทำร้ายฉลองพระองค์ แล้วนำผงอันตรายเข้ามาในห้องเก็บอาภรณ์ทำไม” เสี่ยวซิ่วอ้าปาก แต่กลับไม่มีคำตอบ ตึ้ง! [ภารกิจฉุกเฉินสำเร็จ!] [เวลาที่ใช้: 01:15 นาที] [ผลประเมิน: ระดับ SSS] [คำอธิบาย: ตรวจพบผู้กระทำผิดก่อนเกิดความเสียหาย ปกป้องฉลองพระองค์และรักษาความปลอดภัยของงานถวายพระราชทาน] [ได้รับรางวัล: • สกิลเนตรสแกนพิษและสิ่งแปลกปลอม (ระดับ SR) • แต้มวาสนา +45 •แต้มเสน่ห์ +20 •ความน่าเชื่อถือด้านเครื่องแต่งกาย +50] หลิวเหมยผ่อนลมหายใจ แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยอะไรต่อ เสียงฝีเท้าหลายคู่ก็ดังมาจากทางเดิน จ้าวซ่างฝูก้าวเข้ามาพร้อมนางกำนัลคุมกฎสองคน สีหน้าของนางเคร่งขรึมเมื่อเห็นเสี่ยวซิ่วและถุงผ้าต้องสงสัย หลิวเหมยรีบย่อกายคารวะ ก่อนรายงานตามข้อเท็จจริง โดยไม่ต้องรอให้ผู้อาวุโสเอ่ยปากถาม “เรียนจ้าวซ่างฝู ผู้น้อยพบว่าเสี่ยวซิ่วมีท่าทีผิดปกติขณะอยู่ใกล้แท่นวางฉลองพระองค์ เมื่อเข้าไปห้ามจึงพบถุงผ้าบรรจุผงสบู่เข้มข้นผสมด่างซ่อนอยู่ในแขนเสื้อ นางเกือบจะโรยผงดังกล่าวลงบนฉลองพระองค์แล้วเจ้าค่ะ” จ้าวซ่างฝูเดินเข้าไปตรวจดูถุงผ้า ก่อนหันไปสั่งนางกำนัลคุมกฎ “นำภาชนะมาปิดเก็บสิ่งนี้ไว้ ห้ามผู้ใดแตะต้องฉลองพระองค์จนกว่าจะตรวจสอบความปลอดภัยเรียบร้อย!” จากนั้นนางจึงหันกลับมามองเสี่ยวซิ่ว ดวงตาเต็มไปด้วยความเย็นชา “เจ้ารู้หรือไม่ว่าฉลองพระองค์ชุดนี้สำคัญเพียงใด หากเกิดความเสียหายระหว่างพิธี ไม่เพียงแต่พระสนมจะทรงได้รับความอับอาย สำนักพัสตราภรณ์ของเราก็ต้องรับผิดชอบด้วย!” “จ้าวซ่างฝู โปรดไว้ชีวิตข้าด้วยเจ้าค่ะ! ข้าไม่ได้ตั้งใจ...” “หากเจ้าไม่ได้ตั้งใจ เหตุใดจึงมีผงอันตรายอยู่ในมือ” เสี่ยวซิ่วพูดไม่ออก ได้แต่ก้มหน้าร้องไห้ จ้าวซ่างฝูหันไปสั่งการด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด “ควบคุมตัวนางไว้ก่อน แล้วส่งเรื่องให้ศาลอาญาสอบสวนโดยละเอียด ต้องสืบให้ได้ว่าผงนี้มาจากไหน และมีผู้ใดสั่งการอยู่เบื้องหลัง ห้ามลงโทษหรือปล่อยตัวนางโดยพลการจนกว่าคดีจะกระจ่าง!” นางกำนัลคุมกฎรีบเข้าควบคุมตัวเสี่ยวซิ่ว “ไม่นะ! ปล่อยข้า! พี่ฉู่อี้! ช่วยข้าด้วย!” เสียงร้องของเสี่ยวซิ่วทำให้ทุกสายตาหันไปยังมุมห้อง ฉู่อี้ยืนตัวแข็งอยู่ตรงนั้น สีหน้าซีดเผือด ครั้นเห็นว่าทุกคนกำลังจ้องมองตนอยู่ นางก็รีบหลุบตาลง ทำทีเป็นไม่รู้เรื่อง “ข้าไม่รู้ว่านางพูดถึงอะไร” ฉู่อี้รีบเอ่ย “ข้าเพียงมาช่วยจัดเตรียมอาภรณ์เท่านั้น” หลิวเหมยไม่ได้กล่าวหาอีกฝ่ายโดยตรง เพียงมองฉู่อี้อย่างสงบนิ่ง แม้ในยามปกติทั้งคู่จะค่อนข้างสนิทสนมกัน แต่ไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะตัดสินว่าใครเป็นผู้บงการ เมื่อเสี่ยวซิ่วถูกนำตัวออกไปแล้ว หลิวเหมยก็หันกลับมาตรวจฉลองพระองค์อีกครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีสิ่งแปลกปลอมตกค้างอยู่ จ้าวซ่างฝูมองนางด้วยแววตาชื่นชม “หลิวเหมย เจ้าไม่เพียงมีฝีมือด้านการปักผ้า แต่ยังรอบคอบและมีไหวพริบ หากเจ้าปล่อยให้เรื่องนี้เกิดขึ้นจริง ต่อให้แก้ไขภายหลังได้ ความเสียหายก็อาจเกินกว่าที่เราจะรับผิดชอบไหว” “ผู้น้อยเพียงทำตามหน้าที่เจ้าค่ะ” หลิวเหมยตอบอย่างนอบน้อม “ฉลองพระองค์ของพระสนมเป็นสิ่งสำคัญ ผู้น้อยย่อมไม่อาจปล่อยให้ผู้ใดทำลายได้” จ้าวซ่างฝูพยักหน้า ก่อนกำชับให้ทุกคนเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบอาภรณ์และสิ่งของที่นำเข้ามาในห้องเก็บผ้าอีกครั้งแสงอรุณลอดผ่านหน้าต่างไม้แกะสลัก ทิ้งเงาลวดลายอ่อนช้อยลงบนพื้นห้องรับรอง กลิ่นชาดอกกุหลาบหอมละมุนอบอวลไปทั่ว บรรยากาศวันนี้แตกต่างจากวันก่อนราวฟ้ากับเหว ไม่มีความตึงเครียดหลงเหลืออยู่แม้แต่น้อยหลินฉางไจ้นั่งอยู่บนแท่นประทับบุนวม สวมอาภรณ์ผ้าไหมสีชมพูอ่อน ชายกระโปรงพลิ้วไหวตามจังหวะการเคลื่อนไหว เผยให้เห็นลวดลายดอกเฟื่องฟ้าที่ไล่เฉดจากสีชมพูเข้มไปจนถึงชมพูอ่อน ประดับด้วยด้ายทองบางเบาไม่มีใครคาดคิดว่าอาภรณ์ที่เคยฉีกขาดจนแทบไม่อาจสวมใส่ได้ จะกลับมางดงามถึงเพียงนี้เมื่อคืนในงานเลี้ยงพระราชทาน ฉลองพระองค์ผืนนี้กลายเป็นจุดสนใจของเหล่าพระสนมและขุนนางผู้ใหญ่ แม้แต่พระสนมกุ้ยเฟยยังตรัสถามถึงช่างผู้รังสรรค์ลวดลายอันประณีต ความอับอายที่เกือบเกิดขึ้นจึงแปรเปลี่ยนเป็นความภาคภูมิใจอย่างที่หลินฉางไจ้ไม่เคยคาดหวังมาก่อน“หลิวเหมย”เสียงหวานเอ่ยเรียกหญิงสาวที่ยืนประคองถาดชาอยู่เบื้องหน้าหลิวเหมยก้าวออกมาอย่างสำรวม วันนี้นางสวมอาภรณ์หรูฉวินสีสุภาพ ปักลายกล้วยไม้เรียบง่ายแต่ประณีต ท่าทางสงบนิ่งแตกต่างจากนางกำนัลทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด
กลิ่นกำยานหอมอ่อน ๆ ลอยอบอวลอยู่ภายในห้องเก็บอาภรณ์ แสงตะวันยามบ่ายส่องผ่านหน้าต่างกระดาษ เผยให้เห็นฉลองพระองค์ผ้าไหมสีงาช้างปักลายเมฆมงคลด้วยด้ายทองที่วางอยู่บนแท่นไม้บุผ้าอย่างประณีตฉลองพระองค์ชุดนี้จัดเตรียมไว้สำหรับพิธีเลี้ยงพระราชทานยามค่ำ เป็นหนึ่งในอาภรณ์สำคัญที่จะต้องส่งไปยังพระตำหนักชั้นในก่อนถึงกำหนดเวลาหลิวเหมยในฐานะนางกำนัลตัดเย็บชั้นกลาง กำลังตรวจสอบความเรียบร้อยเป็นครั้งสุดท้าย ข้างกายมีช่างปักฝึกหัดหลายคนช่วยจัดผ้า บรรจุเครื่องประดับ และเตรียมหีบสำหรับขนย้ายทุกอย่างดูเหมือนจะดำเนินไปอย่างราบรื่นจนกระทั่งหลิวเหมยสังเกตเห็นนางกำนัลคนหนึ่งเดินวนเวียนอยู่ใกล้แท่นวางฉลองพระองค์หลายครั้งอีกฝ่ายชื่อเสี่ยวซิ่ว เป็นนางกำนัลฝึกหัดที่สนิทสนมกับฉู่อี้ นางทำทีช่วยจัดหีบผ้า แต่สายตากลับเหลือบมองฉลองพระองค์บนแท่นอยู่เป็นระยะ มือขวาที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อกว้างกำบางสิ่งไว้แน่นผิดปกติหลิวเหมยวางสมุดในมือลงอย่างเงียบเชียบ'ท่าทางเช่นนี้... นางคิดจะทำอะไร'ยังไม่ทันที่หลิวเหมยจะเดินเข้าไปใกล้ เสียงแจ้งเตือนของระบ
ประตูไม้แกะสลักของตำหนักราตรีนิรันดร์ค่อย ๆ เปิดออก เผยให้เห็นห้องรับรองที่ตกแต่งอย่างเรียบง่าย หลิวเหมยเดินตามจ้าวซ่างฝูเข้ามาพร้อมกับช่างปักฝึกหัดคนอื่น ๆ บรรยากาศภายในเงียบสงัดจนแทบได้ยินเสียงฝีเท้าของทุกคนที่นี่ไม่ใช่ตำหนักใหญ่โตของพระสนมผู้ทรงอำนาจ แต่สำหรับนางกำนัลจากสำนักพัสตราภรณ์แล้ว การได้เข้ามาถึงพระราชฐานชั้นในก็ถือเป็นโอกาสสำคัญ เบื้องหน้า หลินฉางไจ้ประทับอยู่บนเก้าอี้ไม้ สีพระพักตร์เต็มไปด้วยความกังวล บนโต๊ะข้างพระวรกายมีฉลองพระองค์ผ้าไหมสีชมพูอ่อนวางคลี่อยู่หลิวเหมยเพียงเหลือบมองก็เห็นปัญหาได้ชัดเจนชายกระโปรงด้านหน้ามีรอยฉีกขาดยาวเกือบครึ่งฝ่ามือ ฉลองพระองค์ตัวนี้ย่อมไม่อาจนำไปสวมใส่ในงานสำคัญได้“หลิวเหมย” จ้าวซ่างฝูเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง “นี่คือบททดสอบแรกของเจ้าในพระราชฐานชั้นใน”นางชี้ไปยังฉลองพระองค์บนโต๊ะ“ฉลองพระองค์ของหลินฉางไจ้ถูกกิ่งไม้เกี่ยวขาดระหว่างประทับในสวนหลวง อีกไม่กี่ชั่วยามก็จะถึงพิธีถวายพระพรยามเย็นแล้ว ผ้าไหมผืนนี้มีเนื้อละเอียดเป็นพิเศษ หากเย็บซ่อมตามวิธีทั่วไป
ตอนที่ 15รางวัลของคนขยัน ยามเช้าของสำนักพัสตราภรณ์เงียบสงบกว่าทุกวัน ภายในเรือนปักผ้า เหล่านางกำนัลและช่างปักฝึกหัดต่างก้มหน้าทำงานอย่างเป็นระเบียบ เสียงเดียวที่ได้ยินคือเสียงปลายพู่กันขีดเขียนลงบนกระดาษ กับเสียงกรรไกรตัดผ้าที่ดังเป็นครั้งคราวหลิวเหมยนั่งอยู่หน้าโต๊ะไม้ขัดมัน กำลังตรวจสอบบัญชีเบิกจ่ายผ้าไหมและด้ายปักอย่างละเอียด แม้จะเป็นงานที่ต้องใช้ความอดทนและการสังเกต แต่เธอกลับทำได้อย่างคล่องแคล่ว ตัวเลขทุกบรรทัดถูกตรวจทานซ้ำอย่างรอบคอบ ไม่มีสิ่งใดเล็ดลอดสายตาไปได้ง่าย ๆหลิวเหมยกำลังจะบันทึกยอดเบิกด้ายไหมทองลงในสมุดบัญชี แต่กลับมีเสียงฝีเท้าหนักแน่นจากหน้าประตูดังขึ้นดึงดูดความสนใจเสียก่อน“หัวหน้าผู้ควบคุมสำนักพัสตราภรณ์จ้าวมาถึงแล้ว”เสียงประกาศทำให้ทุกคนรีบวางงาน ลุกขึ้นยืนเรียงแถวอย่างพร้อมเพรียงจ้าวซ่างฝูก้าวเข้ามาในเรือนปักผ้า ด้านหลังมีนางกำนัลอาวุโสสองคนติดตามมาด้วย คนหนึ่งถือม้วนราชโองการประดับดิ้นทอง อีกคนถือถาดไม้ซึ่งคลุมด้วยผ้าไหมสีแดงสายตาของจ้าวซ่างฝูหยุดลงท
ควันหอมลอยอบอวลอยู่ภายในเรือนเตรียมผ้า เสียงเข็มกระทบผืนไหมดังแผ่วเบาสลับกับเสียงพูดคุยของเหล่านางกำนัลฝึกหัด บรรยากาศดูสงบเรียบร้อยดังเช่นทุกวันหลิวเหมยนั่งอยู่ริมหน้าต่างในชุดหรูฉวินสีฟ้าอ่อนสลับแพรขาว เรือนผมประดับปิ่นหยกสลักลายกิ่งหลิว มือเรียวกำลังปักลายดอกเหมยลงบนผืนผ้าอย่างตั้งใจ ปัง!เสียงฝ่ามือตบลงบนโต๊ะไม้ดังสนั่นจนถาดด้ายไหมสั่นสะเทือน เหล่านางกำนัลฝึกหัดสะดุ้งเฮือกพร้อมกัน ก่อนเสียงตวาดหยาบกระด้างจะดังขึ้นทั่วเรือน“หลิวเหมย! เจ้าคิดว่าตัวเองมีปีกงอกขึ้นมาแล้วหรือ ถึงได้ไม่ลงไปรายงานตัวที่ลานซักล้าง!”หลิวเหมยหยุดมือ วางเข็มลงบนถาดอย่างใจเย็น แล้วเงยหน้าขึ้นมองผู้มาเยือนหัวหน้านางกำนัลกวนยืนถมึงทึงอยู่หน้าโต๊ะ ด้านหลังมีนางกำนัลจากลานซักล้างอีกสองคนติดตามมาด้วย ใบหน้าอวบใหญ่ของนางเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองนับตั้งแต่หลิวเหมยย้ายออกจากลานซักล้าง กวนซืออีก็ขาดคนให้โขกสับ ยิ่งได้ยินข่าวว่าหลิวเหมยสร้างผลงานโดดเด่น นางก็ยิ่งรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า วันนี้นางจึงตั้งใจมาทวงอำนาจคืน
แสงแดดยามบ่ายลอดผ่านกิ่งหลิวลงมากระทบผิวน้ำ เกิดเป็นประกายระยิบระยับทั่วสระ บรรยากาศใต้ศาลาหินยังคงสงบร่มรื่น ทว่าหลิวเหมยกลับไม่ได้รู้สึกผ่อนคลายตามไปด้วยป้ายทองสลักลายมังกรลอยเมฆในมือของนางหนักอึ้งกว่าที่คิด ไม่ใช่เพราะน้ำหนักของมัน แต่เป็นเพราะความหมายที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการได้รับความเอ็นดูจากชินอ๋องหยางเฉิงหยวนย่อมเป็นโอกาสอันหาได้ยาก แต่ในวังหลวงแห่งนี้ ไม่มีสิ่งใดได้มาโดยไร้เหตุผล หากเธอรับน้ำใจจากเขาโดยไม่แสดงความจริงใจตอบแทน ความสัมพันธ์ที่เพิ่งเริ่มต้นอาจเป็นเพียงความเมตตาชั่วครั้งชั่วคราวหลิวเหมยที่เดินไปได้ครึ่งทางตัดสินใจหันหลังแล้ววิ่งกลับไปอีกครั้ง พลางเอ่ยรั้งชายหนุ่มที่กำลังเดินกลับขึ้นศาลา “ชินอ๋องเพคะ โปรดทรงรอสักครู่”หยางเฉิงหยวนหันกลับมาเลิกคิ้วเล็กน้อย“ยังมีเรื่องใดอีกหรือ”หลิวเหมยสูดลมหายใจแล้วล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อ นำผ้าเช็ดหน้าผ้าไหมผืนหนึ่งออกมาวางบนถาดไม้ที่ประคองอยู่ผ้าเช็ดหน้าสีฟ้าอมเทาผืนนั้นมีเนื้อสัมผัสนุ่มละเอียด มุมผ้าปักลายกิ่งหลิวด้วยด้ายทองคำ กิ่งหลิวแต่ละก







