เข้าสู่ระบบแสงอรุณลอดผ่านหน้าต่างไม้แกะสลัก ทิ้งเงาลวดลายอ่อนช้อยลงบนพื้นห้องรับรอง กลิ่นชาดอกกุหลาบหอมละมุนอบอวลไปทั่ว บรรยากาศวันนี้แตกต่างจากวันก่อนราวฟ้ากับเหว ไม่มีความตึงเครียดหลงเหลืออยู่แม้แต่น้อย หลินฉางไจ้นั่งอยู่บนแท่นประทับบุนวม สวมอาภรณ์ผ้าไหมสีชมพูอ่อน ชายกระโปรงพลิ้วไหวตามจังหวะการเคลื่อนไหว เผยให้เห็นลวดลายดอกเฟื่องฟ้าที่ไล่เฉดจากสีชมพูเข้มไปจนถึงชมพูอ่อน ประดับด้วยด้ายทองบางเบา ไม่มีใครคาดคิดว่าอาภรณ์ที่เคยฉีกขาดจนแทบไม่อาจสวมใส่ได้ จะกลับมางดงามถึงเพียงนี้ เมื่อคืนในงานเลี้ยงพระราชทาน ฉลองพระองค์ผืนนี้กลายเป็นจุดสนใจของเหล่าพระสนมและขุนนางผู้ใหญ่ แม้แต่พระสนมกุ้ยเฟยยังตรัสถามถึงช่างผู้รังสรรค์ลวดลายอันประณีต ความอับอายที่เกือบเกิดขึ้นจึงแปรเปลี่ยนเป็นความภาคภูมิใจอย่างที่หลินฉางไจ้ไม่เคยคาดหวังมาก่อน “หลิวเหมย” เสียงหวานเอ่ยเรียกหญิงสาวที่ยืนประคองถาดชาอยู่เบื้องหน้า หลิวเหมยก้าวออกมาอย่างสำรวม วันนี้นางสวมอาภรณ์หรูฉวินสีสุภาพ ปักลายกล้วยไม้เรียบง่ายแต่ประณีต ท่าทางสงบนิ่งแตกต่างจากนางกำนัลทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด “เมื่อคืนนี้ ฉลองพระองค์ของข้าได้รับคำชมไม่ขาดสาย แม้แต่พระสนมกุ้ยเฟยยังทรงสนพระทัยในลายปักดอกเฟื่องฟ้า” หลินฉางไจ้แย้มพระสรวล ดวงตาโค้งเป็นจันทร์เสี้ยว “เจ้าช่วยกอบกู้หน้าตาของข้าไว้ ทั้งยังทำให้ข้าได้รับเกียรติต่อหน้าพระสนมชั้นสูง ข้าจะลืมความดีความชอบครั้งนี้ได้อย่างไร” พระนางพยักหน้าให้นางกำนัลคนสนิท นางกำนัลผู้นั้นยกกล่องไม้แกะสลักลวดลายงดงามออกมาจากโต๊ะ ก่อนเดินตรงไปหาหลิวเหมย “ในนี้มีเครื่องประดับเงินและทองคำ ถือเป็นรางวัลสำหรับฝีมือและสติปัญญาของเจ้า รับไว้เถิด” ตึ้ง! [ตรวจพบการได้รับคำชมเชยและรางวัลจากพระสนม] [ภารกิจฉุกเฉิน: สะสมแต้มบารมี +30] [เงื่อนไขภารกิจ: รับรางวัลด้วยความนอบน้อม และแสดงกิริยาสูงส่งต่อหน้าผู้ร่วมเหตุการณ์] [ระยะเวลาจำกัด: 02:00 นาที] [รางวัลเมื่อสำเร็จ: • แต้มบารมีพระตำหนักชั้นใน +30 • ปลดล็อกไอเทม [ด้ายไหมทองสวรรค์สะท้อนแสง (ระดับ SR) • แต้มวาสนา +40 • แต้มเสน่ห์ +20 • ความสัมพันธ์กับหลินฉางไจ้เพิ่มเป็น (Lv.2: พันธมิตรแน่นแฟ้น)] [บทลงโทษหากล้มเหลว: สูญเสียแต้มบารมี และถูกมองว่าเย่อหยิ่งเมื่อได้รับรางวัล] [01:58... 01:57...] หลิวเหมยลอบถอนหายใจในใจ มาอีกแล้วสินะ... ระบบนี่ช่างเลือกเวลาได้เหมาะเจาะเหลือเกิน หากนางแสดงความดีใจออกนอกหน้าเกินไปก็อาจถูกมองว่าโลภ หากถ่อมตนจนเกินงามก็อาจกลายเป็นการปฏิเสธน้ำพระทัยของผู้มีพระคุณ ในวังหลวง การรับรางวัลไม่ใช่เพียงการยื่นมือออกไปรับสิ่งของ แต่เป็นการแสดงให้ทุกคนเห็นว่านางรู้จักสถานะของตนเองมากเพียงใด หลิวเหมยก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ก่อนย่อกายคารวะอย่างงดงาม นางประสานมือรับกล่องไม้จากนางกำนัลคนสนิทด้วยท่าทีสงบเสงี่ยม ไม่แสดงความตื่นเต้นจนเกินควร “หม่อมฉันขอบพระทัยในพระเมตตาของพระสนมเพคะ” น้ำเสียงของนางนุ่มนวลแต่ชัดเจน “ฉลองพระองค์ผืนนี้จะงดงามได้ ก็เพราะพระสิริโฉมและพระบารมีของพระสนมเป็นสำคัญ หม่อมฉันเพียงอาศัยความรู้เล็กน้อย ซ่อมแซมและเติมแต่งลวดลายตามหน้าที่เท่านั้น มิกล้ารับความดีความชอบไว้แต่ผู้เดียวเพคะ” ถ้อยคำไม่กี่ประโยคกลับทำให้ห้องรับรองเงียบลงชั่วขณะ หลินฉางไจ้มองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความพึงพอใจ ส่วนจ้าวซ่างฝู หัวหน้าผู้ควบคุมสำนักพัสตราภรณ์ ก็อดพยักหน้าอย่างชื่นชมไม่ได้ เด็กคนนี้ไม่เพียงมีฝีมือ แต่ยังรู้จักวางตัว ฉู่อี้ซึ่งยืนอยู่ด้านหลังเหลือบมองกล่องไม้ในมือหลิวเหมย แววตาเผยความอิจฉาอย่างปิดไม่มิด นางกำนัลคนอื่น ๆ เองก็มีสีหน้าแตกต่างกันไป บ้างชื่นชม บ้างริษยา และบางคนเริ่มมองหลิวเหมยด้วยความระแวดระวัง เพียงชั่วข้ามคืน จากนางกำนัลตัดเย็บฝึกหัดที่ไม่มีใครสนใจ หลิวเหมยกลับกลายเป็นคนที่พระสนมเอ่ยชมต่อหน้าคนทั้งสำนัก ตำแหน่งของนางในสายตาผู้คนย่อมไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ตึ้ง! [ภารกิจฉุกเฉิน: สะสมแต้มบารมี +30 สำเร็จ!] [ผลการประเมิน: ระดับ SSS] [เหตุผล: แสดงความถ่อมตนได้อย่างเหมาะสม พร้อมสร้างความประทับใจแก่ผู้มีอำนาจและผู้ร่วมเหตุการณ์ [แต้มบารมีพระตำหนักชั้นใน +30] [แต้มบารมีสะสม: 70 แต้ม[ [ปลดล็อกไอเทม: ด้ายไหมทองสวรรค์สะท้อนแสง (ระดับ SR)] [แต้มวาสนา +40] [แต้มเสน่ห์ +20] [ความสัมพันธ์กับหลินฉางไจ้: Lv.2 พันธมิตรแน่นแฟ้น] หลิวเหมยลอบยิ้มในใจ 'สำเร็จอีกหนึ่งขั้น' แต่สิ่งที่เธอต้องการมากกว่าแต้มบารมี คือการมีผู้สนับสนุนในวังหลังเพิ่มขึ้นอีกคน อย่างน้อยหากวันใดมีผู้คิดเล่นงานเธอ หลินฉางไจ้ก็อาจเป็นเกราะกำบังชั้นแรกให้ได้ “ลุกขึ้นเถิด” หลินฉางไจ้ตรัสพลางลุกจากแท่นประทับ พระนางเสด็จเข้ามาหาหลิวเหมย ก่อนจับมือของหญิงสาวไว้เบา ๆ “เจ้าช่างเป็นเด็กที่น่าเอ็นดูนัก มีฝีมือแต่ไม่โอ้อวด รู้จักกาลเทศะและยังมีความคิดรอบคอบ” พระนางทอดพระเนตรนางอย่างเมตตา “ต่อไปหากอยู่ในสำนักพัสตราภรณ์แล้วมีผู้ใดกลั่นแกล้ง หรือมีเรื่องไม่เป็นธรรมเกิดขึ้น เจ้าส่งข่าวมาบอกข้าได้ทุกเมื่อ” หลิวเหมยชะงักไปเล็กน้อย ก่อนยิ้มรับอย่างซาบซึ้ง “พระเมตตาของพระสนม หม่อมฉันจะจดจำไว้เพคะ” เธอไม่ได้กล่าวคำขอบคุณเกินจำเป็น เพราะรู้ดีว่าคำสัญญาในวังหลังมีน้ำหนักเพียงใด การที่พระสนมยินดีออกหน้าให้ ถือเป็นโอกาสอันล้ำค่าที่เธอต้องรักษาไว้ให้ดี จ้าวซ่างฝูก้าวออกมาคำนับ ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงยินดี “เป็นพระกรุณาของพระสนมอย่างยิ่งเพคะ หม่อมฉันจะกำชับคนในสำนักให้ดูแลหลิวเหมยอย่างเหมาะสม และจะส่งเสริมให้นางได้ฝึกฝนงานปักชั้นสูง เพื่อสร้างประโยชน์แก่พระตำหนักต่อไปเพคะ” “ดีมาก” หลินฉางไจ้พยักพระพักตร์ “หากมีผู้มีความสามารถ ก็จงสนับสนุน ข้าจะนำความดีความชอบของสำนักพัสตราภรณ์ไปกราบทูลฮองเฮาในโอกาสหน้า” “น้อมรับพระบัญชาเพคะ!” เหล่านางกำนัลต่างก้มหน้ารับคำพร้อมกัน เมื่อการถวายงานสิ้นสุดลง หลิวเหมยจึงเดินออกจากห้องรับรองพร้อมกล่องไม้ในมือ ฝีเท้าของเธอยังคงสม่ำเสมอ ท่าทีไม่เปลี่ยนไปจากตอนเข้ามาแม้แต่น้อย แต่ภายในใจกลับกำลังคำนวณเส้นทางข้างหน้าอย่างรวดเร็ว แต้มบารมีเพิ่มขึ้น ไอเทมใหม่ถูกปลดล็อก และเธอยังได้พันธมิตรที่พร้อมช่วยเหลืออีกหนึ่งคน ทุกอย่างกำลังเป็นไปตามแผน แต่ในวังหลังแห่งนี้ การโดดเด่นขึ้นแม้เพียงเล็กน้อย ย่อมหมายถึงการตกเป็นเป้าสายตาของผู้คนมากขึ้นด้วยเช่นกัน หลิวเหมยเหลือบมองเหล่านางกำนัลที่เดินตามหลัง ก่อนกระชับกล่องไม้ในมือแน่นขึ้นเล็กน้อย เธอรู้ดีว่าตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจะไม่มีใครมองนางเป็นเพียงนางกำนัลตัวเล็ก ๆ ที่ไร้ความสำคัญอีกแล้ว และนั่นอาจเป็นทั้งโอกาส... หรือจุดเริ่มต้นของปัญหาครั้งใหม่ก็เป็นได้
แสงอรุณลอดผ่านหน้าต่างไม้แกะสลัก ทิ้งเงาลวดลายอ่อนช้อยลงบนพื้นห้องรับรอง กลิ่นชาดอกกุหลาบหอมละมุนอบอวลไปทั่ว บรรยากาศวันนี้แตกต่างจากวันก่อนราวฟ้ากับเหว ไม่มีความตึงเครียดหลงเหลืออยู่แม้แต่น้อยหลินฉางไจ้นั่งอยู่บนแท่นประทับบุนวม สวมอาภรณ์ผ้าไหมสีชมพูอ่อน ชายกระโปรงพลิ้วไหวตามจังหวะการเคลื่อนไหว เผยให้เห็นลวดลายดอกเฟื่องฟ้าที่ไล่เฉดจากสีชมพูเข้มไปจนถึงชมพูอ่อน ประดับด้วยด้ายทองบางเบาไม่มีใครคาดคิดว่าอาภรณ์ที่เคยฉีกขาดจนแทบไม่อาจสวมใส่ได้ จะกลับมางดงามถึงเพียงนี้เมื่อคืนในงานเลี้ยงพระราชทาน ฉลองพระองค์ผืนนี้กลายเป็นจุดสนใจของเหล่าพระสนมและขุนนางผู้ใหญ่ แม้แต่พระสนมกุ้ยเฟยยังตรัสถามถึงช่างผู้รังสรรค์ลวดลายอันประณีต ความอับอายที่เกือบเกิดขึ้นจึงแปรเปลี่ยนเป็นความภาคภูมิใจอย่างที่หลินฉางไจ้ไม่เคยคาดหวังมาก่อน“หลิวเหมย”เสียงหวานเอ่ยเรียกหญิงสาวที่ยืนประคองถาดชาอยู่เบื้องหน้าหลิวเหมยก้าวออกมาอย่างสำรวม วันนี้นางสวมอาภรณ์หรูฉวินสีสุภาพ ปักลายกล้วยไม้เรียบง่ายแต่ประณีต ท่าทางสงบนิ่งแตกต่างจากนางกำนัลทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด
กลิ่นกำยานหอมอ่อน ๆ ลอยอบอวลอยู่ภายในห้องเก็บอาภรณ์ แสงตะวันยามบ่ายส่องผ่านหน้าต่างกระดาษ เผยให้เห็นฉลองพระองค์ผ้าไหมสีงาช้างปักลายเมฆมงคลด้วยด้ายทองที่วางอยู่บนแท่นไม้บุผ้าอย่างประณีตฉลองพระองค์ชุดนี้จัดเตรียมไว้สำหรับพิธีเลี้ยงพระราชทานยามค่ำ เป็นหนึ่งในอาภรณ์สำคัญที่จะต้องส่งไปยังพระตำหนักชั้นในก่อนถึงกำหนดเวลาหลิวเหมยในฐานะนางกำนัลตัดเย็บชั้นกลาง กำลังตรวจสอบความเรียบร้อยเป็นครั้งสุดท้าย ข้างกายมีช่างปักฝึกหัดหลายคนช่วยจัดผ้า บรรจุเครื่องประดับ และเตรียมหีบสำหรับขนย้ายทุกอย่างดูเหมือนจะดำเนินไปอย่างราบรื่นจนกระทั่งหลิวเหมยสังเกตเห็นนางกำนัลคนหนึ่งเดินวนเวียนอยู่ใกล้แท่นวางฉลองพระองค์หลายครั้งอีกฝ่ายชื่อเสี่ยวซิ่ว เป็นนางกำนัลฝึกหัดที่สนิทสนมกับฉู่อี้ นางทำทีช่วยจัดหีบผ้า แต่สายตากลับเหลือบมองฉลองพระองค์บนแท่นอยู่เป็นระยะ มือขวาที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อกว้างกำบางสิ่งไว้แน่นผิดปกติหลิวเหมยวางสมุดในมือลงอย่างเงียบเชียบ'ท่าทางเช่นนี้... นางคิดจะทำอะไร'ยังไม่ทันที่หลิวเหมยจะเดินเข้าไปใกล้ เสียงแจ้งเตือนของระบ
ประตูไม้แกะสลักของตำหนักราตรีนิรันดร์ค่อย ๆ เปิดออก เผยให้เห็นห้องรับรองที่ตกแต่งอย่างเรียบง่าย หลิวเหมยเดินตามจ้าวซ่างฝูเข้ามาพร้อมกับช่างปักฝึกหัดคนอื่น ๆ บรรยากาศภายในเงียบสงัดจนแทบได้ยินเสียงฝีเท้าของทุกคนที่นี่ไม่ใช่ตำหนักใหญ่โตของพระสนมผู้ทรงอำนาจ แต่สำหรับนางกำนัลจากสำนักพัสตราภรณ์แล้ว การได้เข้ามาถึงพระราชฐานชั้นในก็ถือเป็นโอกาสสำคัญ เบื้องหน้า หลินฉางไจ้ประทับอยู่บนเก้าอี้ไม้ สีพระพักตร์เต็มไปด้วยความกังวล บนโต๊ะข้างพระวรกายมีฉลองพระองค์ผ้าไหมสีชมพูอ่อนวางคลี่อยู่หลิวเหมยเพียงเหลือบมองก็เห็นปัญหาได้ชัดเจนชายกระโปรงด้านหน้ามีรอยฉีกขาดยาวเกือบครึ่งฝ่ามือ ฉลองพระองค์ตัวนี้ย่อมไม่อาจนำไปสวมใส่ในงานสำคัญได้“หลิวเหมย” จ้าวซ่างฝูเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง “นี่คือบททดสอบแรกของเจ้าในพระราชฐานชั้นใน”นางชี้ไปยังฉลองพระองค์บนโต๊ะ“ฉลองพระองค์ของหลินฉางไจ้ถูกกิ่งไม้เกี่ยวขาดระหว่างประทับในสวนหลวง อีกไม่กี่ชั่วยามก็จะถึงพิธีถวายพระพรยามเย็นแล้ว ผ้าไหมผืนนี้มีเนื้อละเอียดเป็นพิเศษ หากเย็บซ่อมตามวิธีทั่วไป
ตอนที่ 15รางวัลของคนขยัน ยามเช้าของสำนักพัสตราภรณ์เงียบสงบกว่าทุกวัน ภายในเรือนปักผ้า เหล่านางกำนัลและช่างปักฝึกหัดต่างก้มหน้าทำงานอย่างเป็นระเบียบ เสียงเดียวที่ได้ยินคือเสียงปลายพู่กันขีดเขียนลงบนกระดาษ กับเสียงกรรไกรตัดผ้าที่ดังเป็นครั้งคราวหลิวเหมยนั่งอยู่หน้าโต๊ะไม้ขัดมัน กำลังตรวจสอบบัญชีเบิกจ่ายผ้าไหมและด้ายปักอย่างละเอียด แม้จะเป็นงานที่ต้องใช้ความอดทนและการสังเกต แต่เธอกลับทำได้อย่างคล่องแคล่ว ตัวเลขทุกบรรทัดถูกตรวจทานซ้ำอย่างรอบคอบ ไม่มีสิ่งใดเล็ดลอดสายตาไปได้ง่าย ๆหลิวเหมยกำลังจะบันทึกยอดเบิกด้ายไหมทองลงในสมุดบัญชี แต่กลับมีเสียงฝีเท้าหนักแน่นจากหน้าประตูดังขึ้นดึงดูดความสนใจเสียก่อน“หัวหน้าผู้ควบคุมสำนักพัสตราภรณ์จ้าวมาถึงแล้ว”เสียงประกาศทำให้ทุกคนรีบวางงาน ลุกขึ้นยืนเรียงแถวอย่างพร้อมเพรียงจ้าวซ่างฝูก้าวเข้ามาในเรือนปักผ้า ด้านหลังมีนางกำนัลอาวุโสสองคนติดตามมาด้วย คนหนึ่งถือม้วนราชโองการประดับดิ้นทอง อีกคนถือถาดไม้ซึ่งคลุมด้วยผ้าไหมสีแดงสายตาของจ้าวซ่างฝูหยุดลงท
ควันหอมลอยอบอวลอยู่ภายในเรือนเตรียมผ้า เสียงเข็มกระทบผืนไหมดังแผ่วเบาสลับกับเสียงพูดคุยของเหล่านางกำนัลฝึกหัด บรรยากาศดูสงบเรียบร้อยดังเช่นทุกวันหลิวเหมยนั่งอยู่ริมหน้าต่างในชุดหรูฉวินสีฟ้าอ่อนสลับแพรขาว เรือนผมประดับปิ่นหยกสลักลายกิ่งหลิว มือเรียวกำลังปักลายดอกเหมยลงบนผืนผ้าอย่างตั้งใจ ปัง!เสียงฝ่ามือตบลงบนโต๊ะไม้ดังสนั่นจนถาดด้ายไหมสั่นสะเทือน เหล่านางกำนัลฝึกหัดสะดุ้งเฮือกพร้อมกัน ก่อนเสียงตวาดหยาบกระด้างจะดังขึ้นทั่วเรือน“หลิวเหมย! เจ้าคิดว่าตัวเองมีปีกงอกขึ้นมาแล้วหรือ ถึงได้ไม่ลงไปรายงานตัวที่ลานซักล้าง!”หลิวเหมยหยุดมือ วางเข็มลงบนถาดอย่างใจเย็น แล้วเงยหน้าขึ้นมองผู้มาเยือนหัวหน้านางกำนัลกวนยืนถมึงทึงอยู่หน้าโต๊ะ ด้านหลังมีนางกำนัลจากลานซักล้างอีกสองคนติดตามมาด้วย ใบหน้าอวบใหญ่ของนางเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองนับตั้งแต่หลิวเหมยย้ายออกจากลานซักล้าง กวนซืออีก็ขาดคนให้โขกสับ ยิ่งได้ยินข่าวว่าหลิวเหมยสร้างผลงานโดดเด่น นางก็ยิ่งรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า วันนี้นางจึงตั้งใจมาทวงอำนาจคืน
แสงแดดยามบ่ายลอดผ่านกิ่งหลิวลงมากระทบผิวน้ำ เกิดเป็นประกายระยิบระยับทั่วสระ บรรยากาศใต้ศาลาหินยังคงสงบร่มรื่น ทว่าหลิวเหมยกลับไม่ได้รู้สึกผ่อนคลายตามไปด้วยป้ายทองสลักลายมังกรลอยเมฆในมือของนางหนักอึ้งกว่าที่คิด ไม่ใช่เพราะน้ำหนักของมัน แต่เป็นเพราะความหมายที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการได้รับความเอ็นดูจากชินอ๋องหยางเฉิงหยวนย่อมเป็นโอกาสอันหาได้ยาก แต่ในวังหลวงแห่งนี้ ไม่มีสิ่งใดได้มาโดยไร้เหตุผล หากเธอรับน้ำใจจากเขาโดยไม่แสดงความจริงใจตอบแทน ความสัมพันธ์ที่เพิ่งเริ่มต้นอาจเป็นเพียงความเมตตาชั่วครั้งชั่วคราวหลิวเหมยที่เดินไปได้ครึ่งทางตัดสินใจหันหลังแล้ววิ่งกลับไปอีกครั้ง พลางเอ่ยรั้งชายหนุ่มที่กำลังเดินกลับขึ้นศาลา “ชินอ๋องเพคะ โปรดทรงรอสักครู่”หยางเฉิงหยวนหันกลับมาเลิกคิ้วเล็กน้อย“ยังมีเรื่องใดอีกหรือ”หลิวเหมยสูดลมหายใจแล้วล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อ นำผ้าเช็ดหน้าผ้าไหมผืนหนึ่งออกมาวางบนถาดไม้ที่ประคองอยู่ผ้าเช็ดหน้าสีฟ้าอมเทาผืนนั้นมีเนื้อสัมผัสนุ่มละเอียด มุมผ้าปักลายกิ่งหลิวด้วยด้ายทองคำ กิ่งหลิวแต่ละก







