LOGIN“แก้ว...” หมอกถอนหายใจยาว ก่อนลูบหน้าเบา ๆ “ไม่เล่นแล้ว” “ไปหาอะไรกินกันดีกว่า”
แก้วใจหัวเราะจนตาเป็นเส้น “ครับ ๆ” “งั้นแก้วพาไปกินของหวาน” ทั้งคู่เดินออกจากโซนเครื่องเล่น มุ่งหน้าไปยังร้านขนมเล็ก ๆ ภายในสวนสนุก กลิ่นวาฟเฟิลหอม ๆ กับไอศกรีมเย็น ๆ ลอยมาแตะจมูก “เอาอันนี้ครับ” แก้วใจชี้ไปที่วาฟเฟิลร้อน ๆ ราดซอสช็อกโกแลต เสิร์ฟคู่กับไอศกรีมวานิลลา “แล้วพี่ล่ะ” หมอกยิ้ม “เหมือนแก้วนั่นแหละ” ไม่นาน ของหวานก็ถูกยกมาเสิร์ฟ แก้วใจตักไอศกรีมคำใหญ่เข้าปาก ก่อนยิ้มตาหยี “อร่อยไหมครับ” หมอกชิมตาม แล้วพยักหน้า “อร่อย” “สมกับที่ลากพี่มานั่ง” แก้วใจหัวเราะ “เดี๋ยวชดเชยค่ารถไฟเหาะครับ” “ด้วยของหวาน” หมอกส่ายหน้าพร้อมยิ้ม “ของหวานช่วยได้จริง ๆ” ระหว่างนั้นเอง... มีวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งเดินผ่านมา คนหนึ่งชะงัก ก่อนรีบสะกิดเพื่อน “เฮ้ย... ใช่คุณหมอในไอจีไหม” “แล้วคนข้าง ๆ คือคุณแก้ว!” ทั้งกลุ่มมองหน้ากัน ก่อนสูดหายใจลึก ๆ “ไปขอถ่ายรูปดีไหม” “อย่ารบกวนเขาเลย” “แต่เขาน่ารักมาก...” แก้วใจสังเกตเห็น จึงยิ้มแล้วโบกมือเรียก “จะมาถ่ายรูปด้วยกันไหมครับ” ทั้งสี่คนถึงกับเบิกตากว้าง “ได้เหรอคะ!” “ได้สิครับ” หมอกเองก็ยิ้ม ก่อนลุกขึ้นยืนข้างแก้วใจ “เชิญเลยครับ” เสียงชัตเตอร์ดังขึ้นหลายครั้ง หลังถ่ายรูปเสร็จ ทุกคนยกมือไหว้ขอบคุณ “ขอบคุณมากนะคะ” “ตัวจริงน่ารักมากเลย” “คุณหมอใจดีมาก” “คุณแก้วหล่อกว่าในรูปอีก” ทั้งคู่หัวเราะรับคำชม ไม่นาน ภาพและคลิปสั้น ๆ ก็ถูกโพสต์ลงโซเชียล คอมเมนต์หลั่งไหลเข้ามาไม่หยุด ส่วนเจ้าของคลิป... ยังคงนั่งแบ่งวาฟเฟิลชิ้นสุดท้ายกันอย่างไม่รู้เลยว่า โลกออนไลน์กำลังพากันอมยิ้มกับความธรรมดาที่แสนพิเศษของทั้งคู่ หลังจากกินของหวานจนหมด ทั้งคู่ก็ย้ายมานั่งพักบนม้านั่งใต้ต้นไม้ใหญ่ เบื้องหน้าเป็นลานเครื่องเล่นสำหรับเด็ก เสียงหัวเราะของเด็ก ๆ ดังสลับกับเสียงดนตรีจากสวนสนุก แก้วใจนั่งมองเด็ก ๆ ที่กำลังวิ่งไล่จับกัน ก่อนหันมาหาหมอก “พี่หมอกครับ” “หืม?” “พี่อยากไปไหนอีกไหมครับ” หมอกทอดสายตามองเด็กน้อยที่กำลังโบกมือให้พ่อแม่ ก่อนยิ้มบาง ๆ “พี่ว่า...” “เราไปหาคุณย่ากันไหม” แก้วใจหันมายิ้มทันที “ไปสิครับ” “แก้วก็คิดถึงคุณย่า” “ไม่ได้เจอท่านตั้งนานแล้ว” หมอกพยักหน้า ก่อนเอนหลังพิงพนักม้านั่ง “แต่...” “พี่ขอนั่งอีกแป๊บนะ” “ยังไม่ไหว” แก้วใจหลุดหัวเราะ “ยังเวียนหัวอยู่เหรอครับ” หมอกพยักหน้าช้า ๆ “อือ...” “เหมือนโลกมันยังหมุนอยู่” แก้วใจยกมือแตะหน้าผากหมอกเบา ๆ “ทีหลังก็อย่าปากแข็งสิครับ” “บอกว่าไม่ไหวตั้งแต่แรกก็จบ” หมอกหัวเราะแห้ง ๆ “ก็พี่นึกว่า... ไหว” “ใครจะไปรู้ว่ามันจะหมุนขนาดนั้น” แก้วใจอมยิ้ม ก่อนขยับเข้าไปนั่งใกล้อีกนิด “งั้นพักก่อนครับ” “ไม่รีบ” “คุณย่าหนีเราไปไหนไม่ได้หรอก” หมอกหันมองแก้วใจ ก่อนยิ้มอย่างอ่อนโยน “ขอบใจนะ” “ที่พาพี่มาเที่ยววันนี้” แก้วใจส่ายหน้าเบา ๆ “แก้วต่างหากครับ...” “ที่ดีใจ” “เพราะนานแล้ว... ที่เราไม่ได้ออกมาใช้เวลาด้วยกันแบบนี้” หมอกเอื้อมมือไปจับมือแก้วใจไว้หลวม ๆ ทั้งคู่ไม่ได้พูดอะไรต่อ เพียงนั่งมองเด็ก ๆ วิ่งเล่นอยู่ตรงหน้า ปล่อยให้เสียงหัวเราะของผู้คน และสายลมอ่อน ๆ พัดผ่านไปอย่างเงียบสงบ บางครั้ง... ความสุข ก็ไม่จำเป็นต้องเกิดจากการเล่นเครื่องเล่นหวาดเสียว แค่มีคนที่เรารักนั่งอยู่ข้าง ๆ ก็เป็นวันที่มีความหมายมากพอแล้ว บ้านสวน หลังออกจากสวนสนุกได้ไม่นาน หมอกก็ขับรถพาแก้วใจออกจากตัวเมือง สองข้างทางค่อย ๆ เปลี่ยนจากตึกสูงและถนนที่พลุกพล่าน กลายเป็นทุ่งนา สวนผลไม้ และต้นไม้สีเขียวที่ทอดยาวสุดสายตา ใช้เวลากว่าสองชั่วโมง รถคันหรูก็เลี้ยวเข้าสู่ถนนสายเล็กที่คุ้นเคย สุดปลายทาง... คือบ้านเรือนไทยหลังเก่า ที่โอบล้อมด้วยสวนอันร่มรื่น ต้นมะม่วง ต้นขนุน ต้นมะพร้าว และไม้ดอกนานาชนิด ยังคงยืนต้นเหมือนเมื่อหลายปีก่อน สายลมพัดเอากลิ่นดินและกลิ่นดอกมะลิอ่อน ๆ ลอยมาตามลม แก้วใจยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว “ยังเหมือนเดิมเลยนะครับ...” หมอกพยักหน้าเบา ๆ “อือ...” “เหมือนตอนเราเป็นเด็กไม่มีผิด” รถค่อย ๆ จอดใต้ร่มไม้ใหญ่หน้าบ้าน ใต้ถุนเรือนไทย... ย่ามะลินั่งรอหลานทั้งสองอยู่ที่เดิม รอยยิ้มอบอุ่นค่อย ๆ ปรากฏบนใบหน้า “มาแล้วเหรอ...” “เจ้าหมอก...” “เจ้าแก้ว...” เพียงได้ยินเสียงเรียกที่คุ้นเคย หมอกกับแก้วใจก็ยิ้มกว้างขึ้นพร้อมกัน เหมือนย้อนกลับไปเป็นเด็กชายสองคนที่วิ่งกลับบ้านหลังเล่นซนมาทั้งวันอีกครั้ง ทั้งคู่นั่งลงข้าง ๆ ย่ามะลิ ฟังคำสอนเรื่องการทำงานและสุขภาพอย่างตั้งใจ ก่อนถึงเวลาอาหารเย็น — ทุกจานล้วนเป็นอาหารพื้นบ้านที่ปลูกและทำเอง ตั้งแต่แกงเลียง ต้มจืด ปลาทอด ไปจนถึงน้ำพริกและผักสดจากสวน แม้จะไม่ใช่อาหารหรูหรา แต่ทุกคำกลับเต็มไปด้วยความใส่ใจและรสชาติที่คุ้นเคย ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี... รสชาติอาหารฝีมือคุณย่า ก็ยังเป็นรสชาติของ "บ้าน" ที่ไม่มีร้านอาหารไหนทดแทนได้น่านฟ้า โอเมก้าหนุ่มผิวขาว สูงราว 175 เซนติเมตร สวมเสื้อยืดธรรมดาราคาหลักร้อย กางเกงยีนส์ตัวเก่าที่ผ่านการใช้งานมาหลายปี และรองเท้าผ้าใบสีขาวคู่เดิม แม้การแต่งกายจะเรียบง่าย แต่รอยยิ้มอบอุ่นและน้ำเสียงนุ่มละมุนของเขากลับสะกดทุกสายตาเสียงดนตรีดังก้องไปทั่วผับเล็ก ๆ แถบชานเมือง น่านฟ้ายืนอยู่บนเวที ร้องเพลงด้วยความตั้งใจ พร้อมส่งยิ้มให้ลูกค้าทั้งผู้หญิง ผู้ชาย และกลุ่มนักท่องราตรีที่ต่างพากันยกแก้วส่งกำลังใจให้ที่แห่งนี้คือโอกาสครั้งสำคัญของนักร้องอิสระอย่างเขา หลังจากต้นกล้า เพื่อนสมัยมหาวิทยาลัย แนะนำให้มาร้องเพลงประจำที่ผับแห่งนี้ รายได้ดีกว่างานเก่าหลายเท่า แถมยังมีงานนอกให้รับโดยไม่ต้องเสียเวลาออกไปหางานเอง02.00 น.เสียงเพลงสุดท้ายจบลง พร้อมกับเวลาปิดร้าน น่านฟ้าเก็บอุปกรณ์ของตัวเอง ก่อนเดินเข้าห้องน้ำเพื่อล้างหน้า หวังให้ความเย็นของสายน้ำช่วยไล่ความมึนจากแอลกอฮอล์ที่ลูกค้าชนแก้วกับเขาบนเวทีตลอดทั้งคืนเมื่อออกมา ต้นกล้าและแก้วใจก็ยืนรออยู่หน้าร้านทั้งสามคนเป็นเพื่อนสนิทตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ต้นกล้าเป็นโอเมก้าหน้าหวาน ส่วนแก้วใจเป็นเบต้าหนุ่มอารมณ์ดี แม้จะชอบแซวเพื่อนอยู่
"ไอ้แก้ว!" เสียงตะโกนดังลั่นคฤหาสน์ จนแผ่นผนังเหมือนสั่นสะเทือนตามไปด้วย หมอกที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่บนโซฟาถึงกับสะดุ้ง หนังสือในมือแทบหลุดลงพื้น มองไปทางต้นเสียงด้วยสายตาเหนื่อยหน่าย "มีอะไรอีกแล้วนะ" หมอกถอนหายใจยาวราวกับหายใจออกมาทั้งปอด เสือที่ยืนอยู่ข้างประตูห้องเดินเข้ามาพร้อมกับส่ายหน้า "เริ่มอีกแล้ว นี่มันเช้าเลยนะเว้ย" ทั้งสองเดินออกมาที่ห้องนั่งเล่นตรงกลาง ภาพที่เห็นทำเอาทิวทัดที่เพิ่งลงมาจากข้างบนถึงกับยกมือกุมขมับ น่านฟ้ายืนข้างหลังเขา พยายามกลั้นยิ้มอยู่ ตรงกลางห้อง ต้นกล้ากำลังยืนกระแทกเท้าลงพื้น แย่งถุงขนมถุงใหญ่จากมือแก้วใจอยู่ด้วยความพยายามสูงสุด แต่แก้วใจยกถุงขึ้นสูงจนต้นกล้าเอื้อมเท่าไหร่ก็ไม่ถึง หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสจนคนมองเห็นแล้วหมั่นไส้ "คืนมา! นั่นมันของกู!" ต้นกล้าตะโกน มือยื่นสูงจนสุดแต่ก็ยังห่างไปตั้งหลายเซนติเมตร "ไม่คืน! กูหยิบได้กูถือ" แก้วใจตอบกลับทันที เสียงดังพอๆ กัน "กูเห็นก่อนนะ!" "กูหยิบก่อน!" แก้วใจยกถุงขนมขึ้นสูงกว่าเดิมอีกนิด มองลงมาที่หน้าตาตื่นของอีกฝ่ายอย่างขำขัน "เตี้ยก็แพ้ไป ไอ้ต้น" "ไอ้แก้ว!" ต้นกล้าขึงขึงตา กระโดดขึ้นหวังจะคว้
สายฝนเมื่อคืนทิ้งไว้เพียงความชื้นบนพื้นถนน รถสีดำของทิวทัดแล่นเข้าจอดใต้ลานจอดรถของสถานีรถไฟเก่า ตู้ฝากของหมายเลข 27... ตั้งอยู่มุมสุดของอาคาร ผู้คนเดินผ่านไปมาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ทิวทัดรู้... ตั้งแต่ก้าวลงจากรถ พวกเขาถูกจับตามองแล้ว "น่าน" ทิวทัดเอ่ยเรียกเบา ๆ น่านฟ้าพยักหน้า ก่อนกวาดสายตามองไปรอบ ๆ อย่างแนบเนียน "มีหลายคน แต่ยังไม่รู้ว่าเป็นฝ่ายไหน" หมอกเดินเข้ามาหยุดข้างทิวทัด ส่วนแก้วใจกับต้นกล้าแยกไปอีกฝั่งของโถงสถานีราวกับกำลังเดินเล่น เสือมองภาพนั้นแล้วยิ้ม "สองคนนั้น... แนบเนียนจริง" หมอกอมยิ้ม "อย่าประมาท แก้วน่ะ... บางทีฉันก็เริ่มรู้สึกว่า เขาปิดบังอะไรไว้มากกว่าที่คิด" แก้วใจหันมายิ้มให้หมอกจากระยะไกล พร้อมยกมือโบกเบา ๆ รอยยิ้มหวานเหมือนเดิม จนไม่มีใครเชื่อว่า คนคนนี้กำลังใช้สายตาสังเกตทุกทางเข้าออกของอาคาร ต้นกล้าเดินผ่านชายคนหนึ่ง ก่อนกระซิบเบา ๆ "พี่เสือ ผู้ชายเสื้อเทา... มองเรามาตั้งแต่ลงรถ" เสือไม่หันไปมอง เพียงตอบกลับยิ้ม ๆ "รู้แล้ว ปล่อยเขาไป" ทิวทัดเสียบกุญแจเข้าตู้หมายเลข 27 แกร๊ก... ประตูตู้ค่อย ๆ เปิดออก ภายในมีเพียงแฟ้มเอกสารสีดำ กับนาฬิกาพกเรือนเก่า
เสียงใบพัดเฮลิคอปเตอร์ค่อย ๆ หายลับไปกับสายฝน ไม่มีใครพูดอะไรอยู่พักใหญ่ ทุกคนยังคงมองท้องฟ้าที่ว่างเปล่า ราวกับกำลังคิดเรื่องเดียวกัน ศัตรู... ไม่ได้มีแค่คนเดียว และเกมครั้งนี้ ก็ใหญ่กว่าที่พวกเขาคาดไว้ "กลับกันเถอะ" ทิวทัดเป็นคนแรกที่เอ่ยขึ้น ทุกคนพยักหน้า ก่อนเดินลงจากดาดฟ้าพร้อมกัน ระหว่างทาง... หมอกเดินช้าลง เมื่อรู้สึกว่ามีใครบางคนจับชายเสื้อของเขาไว้ เขาหันกลับมา ก็เห็นแก้วใจกำลังยิ้มแหย ๆ "เหนื่อยแล้วเหรอ" หมอกถามเบา ๆ แก้วใจพยักหน้า "นิดหน่อยครับ" หมอกถอนหายใจอย่างโล่งอก แม้จะเพิ่งเห็นอีกฝ่ายรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างน่าทึ่ง แต่สำหรับเขา... แก้วใจก็ยังเป็นคนเดิม คนที่เขาอยากดูแล หมอกยกมือขึ้นลูบศีรษะคนรักเบา ๆ "กลับบ้าน พี่ทำของอร่อยให้กิน" แก้วใจหัวเราะเสียงใส "ตกลงครับ" ภาพนั้นทำให้เสือแอบยิ้ม "เมื่อกี้ยังเท่กันอยู่เลย ตอนนี้กลับมาอ้อนเหมือนเดิมแล้ว" ต้นกล้าหัวเราะพลางเดินไปคล้องแขนเสือ "พี่เสืออิจฉาเหรอ" "ใครอิจฉา" เสือรีบปฏิเสธทันที ต้นกล้าหัวเราะชอบใจ ส่วนทิวทัดเดินเคียงข้างน่านฟ้าอย่างเงียบ ๆ "เมื่อกี้..." ทิวทัดเอ่ยขึ้น "นายตามไม้ไปใช่ไหม" น่านฟ้าพยักหน้า "ผมเห็นเ
เสียงไซเรนจากท่าเรือดังแว่วเข้ามาพร้อมกับสายฝนที่โหมกระหน่ำ ภายในโกดัง... ไม่มีใครกล้าประมาทคนทั้งหกอีกต่อไป หัวหน้ากลุ่มค่อย ๆ ถอยหลัง สีหน้าที่เคยมั่นใจเริ่มมีรอยร้าว "ถ่วงเวลา!" เขาตะโกนลั่น "นายใหญ่กำลังมา!" เพียงประโยคนั้น... ทิวทัดกับหมอกหันมาสบตากัน เสือยกยิ้มมุมปาก "ในที่สุดก็ยอมโผล่หัว" แต่ทิวทัดกลับส่ายหน้า "ไม่... มันฉลาดเกินกว่าจะเดินเข้ามาเอง" ทันทีที่สิ้นเสียง ไฟทั้งโกดังก็ดับลงอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่แค่ความมืด... แต่ระบบไฟฟ้าของทั้งอาคารถูกตัดจนเหลือเพียงเสียงฝนกับลมหายใจของทุกคน ติ๊ด... เสียงเล็ก ๆ ดังขึ้นจากมุมห้อง หมอกหันไปทันที "ทุกคน! หมอบ!" สิ้นเสียง... แรงสั่นสะเทือนจากอีกฝั่งของโกดังก็ทำให้พื้นสั่นไหว ฝุ่นควันลอยฟุ้งบดบังทัศนวิสัย เสือรีบหันมองต้นกล้า "ต้น!" "ผมอยู่นี่!" ต้นกล้าตะโกนตอบกลับจากอีกด้าน หมอกรีบคว้ามือแก้วใจไว้แน่น "จับมือพี่ไว้" แต่กลับเป็นแก้วใจที่ดึงหมอกหลบเศษลังไม้ที่หล่นลงมาได้ทัน หมอกมองคนรักด้วยความอึ้ง "แก้ว..." แก้วใจยิ้มให้ "ผมบอกแล้ว... ดูแลตัวเองเป็น" อีกด้านหนึ่ง ทิวทัดกำลังมองหาน่านฟ้า แต่กลับไม่เห็นแม้แต่เงา "น่าน!" ไม่มีเสียงตอ
"...ผมจะพูด" เสียงนั้นดังขึ้นเบาหวิว แต่กลับดังก้องไปทั่วโกดัง ชายวัยกลางคนทรุดตัวลงนั่ง ใบหน้าซีดเผือด เหงื่อเม็ดใหญ่ไหลอาบขมับ มือทั้งสองสั่นจนควบคุมไม่อยู่ หัวหน้ากลุ่มหันขวับไปมองลูกน้องทันที "มึงจะพูดอะไร!" ชายคนนั้นไม่กล้าสบตา ได้แต่ก้มหน้ามองพื้น "ผม...ผมไม่อยากตาย" ทิวทัดยกมือขึ้นเพียงเล็กน้อย ทุกคนในโกดังหยุดเคลื่อนไหวทันที เขาเดินเข้าไปหยุดอยู่ตรงหน้าชายคนนั้น "เงยหน้ามองฉัน" น้ำเสียงเรียบจนแทบไม่มีอารมณ์ ชายวัยกลางคนค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ทิวทัดไม่ได้ข่มขู่ ไม่ได้ตะโกน กลับถามเพียงสั้น ๆ "คนที่สั่ง...เป็นใคร" ชายคนนั้นเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะส่ายหน้า "ผม...ไม่เคยเห็นหน้า" เสือเลิกคิ้ว "ไม่เคยเห็น?" "ครับ..." "ทุกครั้งจะมีคนกลางมาติดต่อ เงินก็โอนผ่านหลายบัญชี ไม่มีใครรู้ว่าตัวจริงเป็นใคร" หมอกที่ยืนเงียบมาตลอด เอ่ยขึ้นเป็นครั้งแรก "แต่คุณรู้อะไรบางอย่าง" ชายคนนั้นสะดุ้ง ดวงตาเบิกกว้างราวกับถูกอ่านใจ หมอกหยิบภาพถ่ายหนึ่งใบขึ้นมา วางไว้บนโต๊ะ "คุณมองรูปนี้นานกว่ารูปอื่น" "แสดงว่าคุณรู้จักเขา" ชายวัยกลางคนมองหมอกอย่างตกตะลึง "คุณ..." หมอกพูดต่ออย่าง