LOGINจากเด็กเสริฟดวงซวยถูกคนเมาแทงตาย สู่คุณชายรองสกุลเว่ยที่ฟื้นมาวันแรกก็โดนคู่หมั้นอย่างรองแม่ทัพสกุลเซี่ยขู่เอาชีวิตเสียแล้ว
View More“ข้าไม่ได้คิดเงินเกินแม้แต่อีแปะเดียวขอรับ”
“ไอ้เด็กสวะ สุราห่วยแตกแค่สองไห ไฉนข้าต้องจ่ายถึงสามตำลึงเงิน เจ้าเห็นข้าเป็นตัวโง่งมหรืออย่างไร!?” เสียงตวาดกร้าวลั่นไปทั่วโรงเตี๊ยมย่านตลาดตะวันตกของชายฉกรรจ์ร่างใหญ่มีกลิ่นสุราคลุ้งไปทั้งตัว มือหนาทุบโต๊ะจนจานชามสั่นสะเทือน
ลูกค้าโต๊ะอื่นต่างพากันลุกหนีด้วยความหวาดกลัว ทิ้งให้เด็กหนุ่มวัยยี่สิบเอ็ดปีในชุดผ้าหยาบสีซีดต้องยืนเผชิญหน้ากับลูกค้าอันธพาลเพียงลำพัง
“สุราที่ท่านสั่งคือสุรานารีแดงหมักสิบปี ราคาป้ายก็แขวนไว้ชัดเจนขอรับ” เด็กหนุ่มพยายามข่มความกลัว อธิบายด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ถ้าท่านไม่เชื่อ ลองเรียกเถ้าแก่มาตรวจบัญชีได้ขอรับ”
“เรียกเถ้าแก่? เจ้าคิดจะเอาตาเฒ่านั่นมาขู่ข้าหรือ!?” ชายขี้เมาคำราม “ข้าบอกว่าสุรานี่ราคาไม่ถึงหนึ่งตำลึงเงิน มันก็ต้องไม่ถึง! เจ้าเด็กเหลือขอคิดจะปล้นเงินข้ากลางวันแสก ๆ”
“ข้าเป็นเพียงลูกจ้าง มีหน้าที่เก็บเงินตามจริง หากท่านไม่จ่าย ข้าก็ต้องเป็นคนชดใช้”
“นั่นมันเรื่องของเจ้า ไม่ใช่เรื่องของข้า!”
“ถ้าเช่นนั้นข้าคงปล่อยท่านออกจากโรงเตี๊ยมไปไม่ได้ขอรับ” เด็กหนุ่มขยับตัวไปขวางทางออก
“ยังกล้าเถียงข้า!?”
“ข้าเพียงพูดความจริง...”
“ฉึก!” ประโยคนั้นถูกกลืนหายไปในลำคอ เมื่อความรู้สึกเย็นเฉียบแล่นปราดเข้าที่หน้าท้อง ก่อนแปรเปลี่ยนเป็นความเจ็บปวดแสนสาหัสจนสติแทบพร่าเลือน
“อึก...” ร่างบางทรุดลงกับพื้นไม้กระดาน เลือดสีสดทะลักออกจากบาดแผล บดบังสีซีดจางของชุดผ้าหยาบจนแดงฉาน มือหยาบกร้านจากการทำงานหนักพยายามกุมหน้าท้องของตนเองไว้แน่น
“สะ... สมน้ำหน้า รนหาที่ตายเองนะไอ้เด็กโง่” ชายขี้เมาทิ้งมีดสั้นเปื้อนเลือดลงบนพื้น ก่อนวิ่งเตลิดหนีออกจากโรงเตี๊ยมไปท่ามกลางเสียงหวีดร้องของชาวบ้าน
“เถ้าแก่... ข้า...” เด็กหนุ่มพยายามเค้นเสียงเรียกเจ้าของโรงเตี๊ยมกำลังวิ่งออกมาจากหลังร้าน
ดวงตาของเขากำลังพร่ามัว ลมหายใจติดขัดขึ้นทุกขณะ ความเย็นเยียบเริ่มกัดกินจากปลายเท้าลามขึ้นมาถึงขั้วหัวใจ
‘ชีวิตนี้ช่างสั้นเสียจริง...’ นั่นคือความคิดสุดท้ายที่ดังก้องอยู่ในหัว ก่อนภาพทุกอย่างตรงหน้าจะดับวูบลงสู่ความมืดมิด
“คุณชายรอง” เสียงแหลมใสของใครบางคนดังก้องอยู่ข้างหู รบกวนความเงียบสงบ
“คุณชายรองฟื้นแล้ว รีบไปตามท่านประมุขกับคุณชายใหญ่เร็วเข้า”
ร่างบางสะดุ้งเฮือกก่อนเปลือกตาหนักอึ้งค่อย ๆ ปรือเปิดขึ้นช้า ๆ ความอ่อนนุ่มของฟูกนอนรองรับแผ่นหลังคือสัมผัสแรกที่ได้รับ มันนุ่มลื่นเสียจนคนชินกับการนอนบนกองฟางอย่างเขาประหลาดใจอย่างมาก
“น้ำ ขอน้ำหน่อย...” เสียงที่เปล่งออกไปแหบพร่าและเบาหวิว
“นี่เจ้าค่ะน้ำ ค่อย ๆ จิบนะเจ้าคะคุณชาย” ถ้วยกระเบื้องเคลือบเนื้อดีถูกจ่อเข้าริมฝีปากบาง ก่อนค่อย ๆ ดื่มน้ำอึกใหญ่ลงคอเพื่อขับไล่ความแห้งผาก
ดวงตากลมโตมองผ่านขอบถ้วยน้ำไปยังผู้ประคองตนอยู่ พบเป็นเด็กสาวหน้าตาจิ้มลิ้มในชุดสาวใช้เนื้อผ้าสะอาดสะอ้าน “เจ้าเป็นใคร?”
“คุณชายรองถามอะไรแปลก ๆ เจ้าคะ บ่าวก็คือจูเอ๋อร์ สาวใช้ประจำตัวของท่านอย่างไรเล่าเจ้าคะ”
“สาวใช้? คุณชายรอง?” ร่างบางขมวดคิ้ว ก่อนก้มลงมองมือของตนเอง
ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างเมื่อเห็นมือที่วางอยู่บนผ้าห่มช่างมือเรียว ขาวสะอาด ไร้รอยด้านหรือร่องรอยการทำงานหนักใด ๆ ทั้งสิ้น ผิดจากมือของเด็กเสิร์ฟในโรงเตี๊ยมที่ต้องยกถังน้ำล้างจานทุกวันราวฟ้ากับเหว
“ที่นี่ที่ไหน?” เขารีบถามเสียงหลง
“นี่ก็ห้องของท่านในจวนสกุลเว่ยอย่างไรเล่าเจ้าคะ คุณชายรอง ท่านตกน้ำจนไข้ขึ้นสูงสลบเหมือดไปถึงสามวันเต็ม ๆ ทำให้บ่าวตกใจแทบแย่” สาวใช้พูดพลางทำท่าจะร้องไห้
“จวนสกุลเว่ย...” ร่างบางพึมพำก่อนผลักผ้าห่มออกแล้วก้าวลงจากเตียง “เอากระจกมาให้ข้าที”
“ช้า ๆ เจ้าค่ะคุณชาย กระจกอยู่นี่เจ้าค่ะ” จูเอ๋อร์รีบประคองกระจกทองเหลืองบานใหญ่มาตรงหน้า ก่อนภาพสะท้อนกลับมาจะทำให้ร่างบางนิ่งอึ้งไปราวกับถูกสาป
ภาพสะท้อนบานนั้นปรากฏใบหน้าจิ้มลิ้มหมดจด ผิวพรรณขาวเนียนละเอียด ริมฝีปากบางสีระเรื่อ และดวงตาคู่สวยแฝงความดื้อรั้นเอาไว้
มันไม่ใช่ใบหน้าของเด็กหนุ่มยากไร้คนเดิม แต่เป็นใบหน้าของคุณชายตระกูลผู้ดีที่ถูกดูแลฟูมฟักมาอย่างดีเยี่ยม
“นี่มันใครกัน?” ปลายนิ้วสั่นระริกยกขึ้นแตะแก้มตัวเองในกระจก
“โธ่ คุณชายรองของบ่าว ท่านเลอะเลือนไปแล้วจริงหรือเจ้าคะ” สาวใช้เริ่มน้ำตาซึม “ท่านก็คือคุณชายรองเว่ยจิ่งเยว่ บุตรชายคนรองของท่านประมุขเว่ยเจิ้งหรง เศรษฐีอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวงหลินอันอย่างไรเล่าเจ้าคะ”
“เว่ยจิ่งเยว่”
“ใช่แล้วเจ้าค่ะ ท่านจะมาความจำเสื่อมตอนนี้ไม่ได้เด็ดขาดนะเจ้าคะ เรื่องอื่นลืมได้แต่เรื่องสำคัญของตระกูลท่านจะลืมไม่ได้นะเจ้าคะ”
ร่างบางละสายตาจากกระจก ก่อนหันมามองหน้าสาวใช้อีกครั้ง “เรื่องสำคัญอะไร?”
“ก็อีกเพียงไม่กี่เดือนท่านจะต้องเข้าพิธีวิวาห์กับรองแม่ทัพเซี่ยเฉียนจื่อแล้วนะเจ้าคะ”
คำตอบนั้นราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางสติสัมปชัญญะยังไม่เข้าที่เข้าทางของเขา
“เจ้าบอกว่าข้าจะต้องแต่งงานกับบุรุษผู้นั้นจริงหรือ?”
“โธ่ คุณชายรอง ท่านลืมไปแล้วจริง ๆ หรือเจ้าคะ การแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างจวนสกุลเว่ยกับจวนแม่ทัพใหญ่ เป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันไว้แล้วนะเจ้าคะ”
ร่างบางทรุดตัวนั่งลงบนขอบเตียงอย่างหมดแรง
“แอ๊ด...” เสียงผลักประตูห้องดังขึ้น ขัดจังหวะความคิดกำลังสับสนอลหม่าน ดวงตากลมโตตวัดมองไปยังผู้มาใหม่ ก่อนพบชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งในชุดผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มก้าวเข้ามาในห้อง ใบหน้าของเขาหล่อเหลาแต่กลับมีเค้าโครงของความเคร่งเครียดซ่อนอยู่
“คุณชายใหญ่” จูเอ๋อร์รีบถอยไปยืนสงบเสงี่ยมด้านข้าง
บุรุษผู้นั้นคือเว่ยจิ่งเหวิน พี่ชายคนโตของร่างนี้นั่นเอง
เว่ยจิ่งเหวินเดินเข้ามาหยุดยืนตรงหน้าเตียง สายตาคมกริบกวาดมองน้องชายตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบตึง
“ฟื้นแล้วหรือจิ่งเยว่ หวังว่าการกระโดดสระบัวเรียกร้องความสนใจครั้งนี้ จะทำให้เจ้าตาสว่างขึ้นมาบ้างนะ”
ร่างบางเงยหน้าขึ้นสบตาพี่ชาย “ท่านหมายความว่าอย่างไร ข้ากระโดดน้ำเรียกร้องความสนใจ?”
เว่ยจิ่งเหวินแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ “เจ้ายังจะเสแสร้งไปถึงเมื่อใด? ในเมื่อเจ้าเองเป็นคนพูดก่อนกระโดดลงไปว่าถ้าคุณชายเซี่ยไม่ยอมมาเยี่ยม เจ้าก็จะขอยอมตายอยู่ที่ก้นสระ”
บรรยากาศภายในจวนวันนี้คึกคักและเต็มไปด้วยความเร่งรีบผิดจากปกติ บรรดาทหารองครักษ์และบ่าวไพร่ต่างพากันขนย้ายหีบสัมภาระและเสบียงขึ้นเกวียนม้าจอดเรียงรายอยู่เต็มลานหน้าจวนเมื่อสามวันก่อนราชสำนักได้มีคำสั่งด่วนส่งตรงมาถึงรองแม่ทัพเซี่ยเฉียนจื่อ ให้เป็นตัวแทนของแม่ทัพใหญ่เดินทางไปตรวจราชการและประเมินคลังเสบียงของกองทัพทางชายแดนทิศเหนือ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่มักจะเผชิญกับฤดูหนาวอันแสนโหดร้าย การเดินทางครั้งนี้กินระยะเวลายาวนานหลายเดือน ซ้ำหนทางยังทุรกันดารและเต็มไปด้วยความยากลำบากณ ห้องหนังสือเรือนหลัก เว่ยจิ่งเยว่ในชุดเดินทางทะมัดทะแมงสีน้ำเงินเข้ม กำลังยืนตรวจสอบหีบสมุดบัญชีและม้วนเอกสารสัญญาการค้าอย่างละเอียดรอบคอบ“เจ้าจะไปกับกองทัพจริงหรือจิ่งเยว่?” เสียงทุ้มทรงอำนาจของเว่ยเจิ้งหรงดังขึ้นหน้าประตู ก่อนประมุขสกุลเว่ยเดินเข้ามาภายในห้องด้วยสีหน้าเคร่งเครียด คิ้วเริ่มมีสีดอกเลาขมวดเข้าหากันด้วยความกังวลใจอย่างปิดไม่มิดจิ่งเยว่ละสายตาจากหีบสัมภาระ รีบหันมาประสานมือคารวะบิดา “ท่านพ่อ ข้าตัดสินใจดีแล้วขอรับ”“ชายแดนเหนือไม่ใช่ตลาดเมืองหลวงนะลูก” เว่ยเจิ้งหรงถอนหายใจยาว “ที่นั่นอากาศ
หลังจากกลับจากการเดินทางไปชำระล้างบาดแผลในจิตใจในวัดหลวงหานซาน ชีวิตของเว่ยจิ่งเยว่และเซี่ยเฉียนจื่อก็ค่อย ๆ หวนกลับคืนสู่จังหวะเดิมอย่างช้า ๆ ราวกับสายน้ำไหลกลับเข้าสู่ร่องน้ำปกติ ทว่าในความปกตินั้น กลับมีความเปลี่ยนแปลงลึกซึ้งบางอย่างซุกซ่อนอยู่ณ ร้านผ้าสกุลเว่ยย่านตลาดตะวันตก บรรยากาศยังคงคึกคักและเต็มไปด้วยลูกค้ามาเลือกซื้อหาผ้าไหมสีสันสดใสเพื่อต้อนรับฤดูกาลใหม่เว่ยจิ่งเยว่ในชุดผ้าฝ้ายเนื้อดีสีฟ้าอ่อน นั่งอยู่หลังโต๊ะไม้แกะสลักตัวใหญ่ นิ้วเรียวขยับลูกคิดไม้พะยุงแดงอย่างคล่องแคล่วเป็นจังหวะสม่ำเสมอ แววตาคู่สวยยังคงฉายความเด็ดขาดและเฉียบแหลมในการเจรจาการค้าเช่นเคย“ฮูหยินขอรับ ผ้าไหมทอลายมังกรลอตนี้จะให้จัดส่งไปที่จวนเจ้ากรมพิธีการเลยหรือไม่ขอรับ?” หลงจู๊วัยกลางคนเดินเข้ามาถามด้วยท่าทีนอบน้อมจิ่งเยว่ละสายตาจากสมุดบัญชี “ส่งไปเลย แต่ระบุในใบส่งของด้วยว่าให้เก็บเงินสดตอนส่งมอบ ห้ามลงบัญชีค้างจ่ายเด็ดขาด ช่วงนี้พวกขุนนางชอบอ้างว่าเบิกเบี้ยหวัดไม่ทัน ข้าไม่อยากให้เงินทุนร้านเราไปจมอยู่กับคนพวกนี้”“รับทราบขอรับฮูหยิน ท่านช่างรอบคอบยิ่งนัก” หลงจู๊ค้อมศีรษะรับคำสั่ง ก่อนหมุนตัวเดินออกไ
แม้พายุแห่งความหวาดระแวงและความคิดมากจะถูกปัดเป่าออกไปจนหมดสิ้นด้วยคำสารภาพรักอันหนักแน่นของเซี่ยเฉียนจื่อ ทว่าตะกอนแห่งความกังวลฝังรากลึกในจิตใจของเว่ยจิ่งเยว่เกี่ยวกับการเป็นคนตายแล้วฟื้นคืนชีพก็ยังคงวนเวียนอยู่เป็นระยะเซี่ยเฉียนจื่อผู้ซึ่งเฝ้าสังเกตภรรยาอยู่ทุกฝีก้าว ย่อมรับรู้ได้ถึงร่องรอยของความไม่สบายใจหลงเหลืออยู่นั้น ก่อนเข้าใจว่าการใช้เหตุผลและความรักปลอบประโลมเพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอจะปลดล็อกปมในใจเรื่องชีวิตหลังความตายที่ฮูหยินสุดที่รักเผชิญมาได้เช้าตรู่วันหนึ่งแทนที่รองแม่ทัพหนุ่มจะสวมชุดเกราะเพื่อเดินทางไปค่ายทหารตามปกติ เขากลับสั่งให้บ่าวรับใช้เตรียมรถม้าและผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดผ้าไหมสีอ่อนดูสบายตา ก่อนเดินเข้าไปดึงผ้าห่มผืนหนาออกจากร่างของภรรยาที่ยังคงนอนหลับอยู่บนเตียง“ตื่นได้แล้วฮูหยินขี้เซา วันนี้อากาศดี เราจะออกไปข้างนอกกัน”จิ่งเยว่ขยี้ตาด้วยความงัวเงีย “ไปไหนแต่เช้า วันนี้ข้าไม่มีนัดตรวจบัญชีเสียหน่อย”“ข้าลางานที่ค่ายทหารหนึ่งวัน วันนี้ข้าจะพาเจ้าไปวัดหลวงหานซาน”ครั้นได้ยินคำว่าวัดหลวงหานซาน ก็ทำให้จิ่งเยว่ชะงักไปชั่วขณะ ความง่วงงุนมลายหายไปจนสิ้นพ
หลายวันล่วงเลยผ่านไปนับตั้งแต่วันที่เว่ยจิ่งเยว่ตัดสินใจสารภาพความลับให้ผู้เป็นสามีได้รับรู้จิ่งเยว่ยังคงทำหน้าที่ฮูหยินเอกแห่งจวนแม่ทัพและคหบดีผู้ดูแลกิจการสกุลเว่ยได้อย่างไร้ที่ติ ทว่าเมื่อตกกลางคืน ความเงียบงันกลับกลายเป็นศัตรูตัวฉกาจที่เปิดทางให้ความคิดมากคืบคลานเข้ามาเกาะกินหัวใจ‘เขาบอกว่าไม่รังเกียจ แต่ลึก ๆ แล้วเขาจะรู้สึกอึดอัดหรือไม่ ที่ต้องนอนร่วมเตียงกับวิญญาณคนแปลกหน้า?’‘ความรักที่เขาบอกว่ามีให้ข้า แท้จริงแล้วมันคือความรักหรือเพียงแค่ความสงสารระคนประหลาดใจกับสิ่งแปลกใหม่กันแน่?’‘หากวันหนึ่งเขาตื่นขึ้นมา แล้วตระหนักได้ว่าคนที่เขากอดอยู่ ไม่ใช่คุณชายตระกูลผู้ดี แต่เป็นเพียงเด็กเสิร์ฟต่ำต้อยจากสลัม เขาจะยังมองข้าด้วยสายตาเช่นเดิมอยู่หรือไม่?’คำถามเหล่านั้นวนเวียนซ้ำไปซ้ำมาในหัวของร่างบางราวกับคลื่นซัดสาดเข้าหาฝั่งเมื่อความกลัวจะสูญเสียเริ่มก่อตัวเป็นรูปร่าง สัญชาตญาณการป้องกันตัวของเว่ยจิ่งเยว่จึงสั่งให้เขาสร้างกำแพงขึ้นมาอีกครั้ง ไม่ใช่กำแพงแห่งความโกรธเกลียดเฉกเช่นในอดีต ทว่ามันคือกำแพงแห่งการตีตัวออกห่างอย่างแนบเนียนร่างบางเริ่มใช้ข้ออ้างเรื่องการจัดเตรียมเสบียงล็อต