LOGINธันวาลุกมาเข้าห้องน้ำตอนตีห้า อากาศที่นี่เย็นมาก ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ฤดูหนาว แต่กลับหนาวมาก เขาไม่ใช่คนนอนตื่นเช้า เวลาปกติของเขาก็คือ เก้าโมง ไม่ก็สิบโมง ตั้งแต่รู้จักกับคนบ้านสวนวอแหวน เขากลายเป็นคนตื่นเช้า สมัยที่แอบมองสาวข้างบ้าน เขากลายเป็นคนที่นอนเป็นเวลา ตื่นเป็นเวลา ดูว่าคนในห้องยังไม่ตื่น ไหนๆ ก็ตื่นแล้ว เขาก็อาบน้ำซะเลย เมื่อวานวรางคณาบอกว่า ช่วงเช้าจะไปที่ร้านอาหารบ้านเรือนไทยในเมือง
ธันวาอาบน้ำเสร็จแล้ว วรางคณาก็ยังไม่ตื่น เขาเดินดูรอบๆ บ้าน เริ่มชอบบ้านเรือนไทย แรกเลยที่อยากได้ เพราะวรางคณาชอบ แต่ตอนนี้กลายเป็นว่าเขาชอบเสียเอง สมัยก่อนเขาไม่ค่อยชอบงานไม้ คิดว่าดูแข็งทื่อ แต่พอมาเจอเฟอร์นิเจอร์ และข้าวของเครื่องใช้ ของบ้านหลังนี้ ไม่ว่าจะเป็นลวดลาย การแกะสลัก การสร้างบ้านที่แทบไม่มีตะปูเลย น่าทึ่งมากๆ และสมัยนี้หาช่างยากมาก กว่าเขาจะได้ช่างถูกใจ มาช่วยสร้างบ้านเรือนไทย ก็หาค่อนข้างนาน ดูจากสายตาบ้านหลังนี้สร้างด้วยไม้สักเกือบทั้งหลัง
บ้านหลังนี้ปลูกแยกออกมาอยู่ภายในที่ดินของตัวเอง เพื่อนบ้านก็จะอยู่ห่างกันออกไป ใครที่เป็นคนขวัญอ่อนหน่อย มาอยู่บ้านหลังนี้คนเดียวกลางคืนคงจะน่ากลัวมาก วรางคณาเก่ง ไม่กลัวอะไรเลย นี่ถ้าเขาไม่ตามมา หญิงสาวก็คงอยู่ได้คนเดียว คงจะชอบมาก เขาลุ้นว่าวันนี้วรางคณาจะเจอคนที่อยากเจอไหม แล้วถ้าเจอจะเป็นยังไงต่อไป เขาภาวนาขอให้ผู้ชายคนนั้นมีครอบครัว ใครจะว่าเขาเห็นแก่ตัว เขาไม่สนใจหรอก เขารักวรางคณา และทนไม่ได้แน่ๆ ที่จะอยู่โดยไม่มีวรางคณาอยู่ด้วย แค่ไม่ได้เห็นหน้าวันเดียว ก็คิดถึงจะแย่ ไม่เคยติดใครแจแบบนี้มาก่อนเลย และไม่คิดว่าตัวเองจะเป็นได้ถึงขนาดนี้
ธันวาเดินสำรวจดูรูปภาพที่แขวนอยู่ตามผนังบ้าน แต่ละภาพเก่าแก่มาก บางภาพเหมือนเป็นการเอาไปทำใหม่ บางภาพแทบมองไม่รู้ว่าหน้าตาเป็นยังไง สายตาเขาสะดุดเข้ากับ ผู้ชายที่อยู่ในภาพขาวดำ น่าจะเป็นคนเดียวในรูปที่ยังสมบูรณ์มาก รูปร่างสูงใหญ่ หน้าเข้ม ดวงตาเศร้าเหมือนมีชีวิตจริงๆ จมูกโด่งเป็นสัน เสื้อเชิ้ตแขนสั้นน่าจะเป็นสีขาว กางเกงทรงสุภาพ ถัดไปอีกภาพเป็นรูปเดี่ยว น่าจะเป็นผู้ชายคนเดียวกัน ภาพนี้ชัดกว่า ดวงตายิ่งดูเศร้ามาก หน้าตาดี เป็นภาพสมัยโบราณก็จริง ธันวาสนใจภาพนี้ ยิ่งมองยิ่งเหมือนมีชีวิต ไม่มีชื่อหรือสิ่งใดบ่งบอกว่าเป็นใคร ชื่ออะไร แต่เมื่อมาแขวนอยู่บนผนังของบ้านนี้ ก็แสดงว่าเป็นบรรพบุรุษของคนบ้านนี้ และอาจเป็นเจ้าของบ้านหลังนี้ด้วยก็ได้
ธันวาสำรวจบ้านอยู่สักพัก สงสัยว่าทำไมวันนี้วรางคณาตื่นสายจัง ปกติหญิงสาวเป็นคนตื่นเช้ามาก กลายเป็นว่าวันนี้เขาตื่นก่อน บ้านหลังนี้ไม่มีทีวี เขานั่งเล่นโทรศัพท์ ตรวจงานที่เลขาส่งให้ดู เก้าโมงเช้า คนในห้องยังไม่ตื่น ธันวาเดินไปที่หน้าห้อง ตั้งใจจะเคาะประตู แต่ไม่ดีกว่า เผื่อหญิงสาวกำลังหลับสบาย เดี๋ยวจะเป็นการรบกวน เขาใช้มือลองผลักประตู ข้างในไม่ได้ล็อคนี่นา ธันวานึกแปลกใจ ตัดสินใจเคาะประตูห้องเบาๆ และค่อยๆ เข้าไปข้างในห้อง
ภายในห้องเย็นมาก หน้าหนาวคงจะหนาวมาก คงต้องใส่ถุงเท้าเลยล่ะ ห้องขนาดกำลังพอดี เตียงไม้ที่ตั้งอยู่กลางห้อง มีมุ้งสีขาวกางคลุมเตียงไว้ หน้าต่างเปิดโล่ง มุ้งลวด เหล็กดัดแบบโบราณ ไม่มีลวดลาย เป็นเหล็กตันกลม ใหญ่ดูแข็งแรงมาก ร่างของวรางคณายังนอนอยู่ในมุ้ง ภายในห้องเงียบสนิท ไม่สบายหรือเปล่านะ ชายหนุ่มพยายามเดินเบาที่สุด เพราะพื้นเป็นกระดาน กลัวว่าจะทำให้คนที่นอนหลับตกใจตื่น
“หนู ทำไมตื่นสายจังเลย ไม่สบายหรือเปล่าครับ” ธันวายืนอยู่ที่ปลายเตียง มองผ่านมุ้งเข้าไป วรางคณานอนหงายนิ่ง ผ้าห่มอยู่ที่ช่วงหน้าอก
“หนู ตื่นแล้วมั้งครับ เก้าโมงกว่าแล้วนะ ลุกไปหาอะไรกินก่อนเถอะ สายมากแล้ว”
เงียบ ชายหนุ่มเอะใจ เขารวมชายมุ้งขึ้น คนบนเตียงก็ยังไม่ตื่น วรางคณานอนหงาย แขนทั้งสองข้างสอดอยู่ภายใต้ผ้าห่ม ผมยาวสลวยดำสนิท สยายอยู่เต็มหมอน หายใจสม่ำเสมอ ทำไมนอนนิ่งแบบนี้ ธันวาเริ่มใจไม่ดี เขาเอื้อมมือไปแตะที่หน้าผากของวรางคณา กลัวว่าจะไม่สบาย ก็ไม่ร้อนนี่นา
“วรางคณา เป็นอะไรไป หนูวอย ตื่นเถอะ “
ไม่มีสัญญาณตอบรับ วรางคณายังคงนอนหลับนิ่งสนิท ธันวาเลื่อนผ้าห่มออกจากร่างของหญิงสาว แตะที่แขนเบาๆ ก็ยังนิ่ง เขาดึงผ้าห่มออกไปกองไว้ที่ปลายเท้า ทำไมวรางคณาดูหลับลึกผิดปกติจังเลย ธันวาเริ่มใจไม่ดี
“น้องวอย เป็นอะไรไป ทำไมหลับลึกแบบนี้ครับ หนู ตื่นเถอะ” ธันวาขึ้นไปบนเตียง เขย่าตัว เขย่าแขนก็ไม่รู้สึก เขาค่อยๆ ช้อนร่างของวรางคณาขึ้นมากอดไว้แนบอก เรียกหญิงสาวตลอดเวลา เริ่มใจไม่ดี
“น้องวอย ตื่นเถอะ เป็นอะไรไป อย่าทำแบบนี้เลย พี่ใจไม่ดี น้องวอย”
แขนข้างขวาของเขาโอบกอดวรางคณาไว้ ส่วนอีกข้าง เขาพยายามบีบนวด ที่แขนและขาของหญิงสาว ใจเขาเต้นแรง ทำไมวรางคณาถึงได้หลับลึกแบบนี้นะ เขาไม่ชอบเลย
“หนูตื่นเถอะครับ น้องวอย “
ธันวาทั้งเขย่า ทั้งเรียก วรางคณา เกือบสิบนาที คนในอ้อมแขนเริ่มขยับตัว วรางคณาเหมือนคนเพิ่งตื่นจริงๆ
“คุณ เกิดอะไรขึ้นคะ ทำไม” วรางคณายังพูดไม่จบ ร่างของเธอก็ถูกรวบด้วยแขนแข็งแรงเข้าไปกอดไว้แนบอกอีกครั้ง อาการหายใจหอบแรงของธันวา แสดงให้หญิงสาวรู้ว่าเขาตื่นเต้นมาก
“คุณคะ ปล่อยก่อนเถอะค่ะ วอยหายใจไม่ออก เกิดอะไรขึ้นเหรอคะ”
“หนู ทำไมนอนนานแบบนี้ นอนแบบหลับลึก ฝันเหรอครับ พี่นี่ตกใจมากรู้ไหม”
ธันวาค่อยๆ วางร่างวรางคณาลงบนที่นอนเหมือนเดิม ดีที่เขารวบมุ้งขึ้นไปแขวนไว้ที่เสา ไม่งั้นคงรุงรังน่าดู
วรางคณารีบลุกขึ้นทันที ที่ธันวาปล่อยมือจากเธอ “นี่กี่โมงแล้ว คุณเข้ามาในห้องได้ยังไงคะ”
“พี่ตื่นตั้งแต่ตีห้า อาบน้ำทำโน้น ทำนี่รอหนู นานแล้วไม่เห็นหนูออกไป พี่เลยเข้ามาดู ประตูก็ไม่ได้ล็อค เมื่อวานหนูบอกว่าวันนี้จะไปที่ร้านอาหารบ้านเรือนไทย แปดโมงกว่า ไม่เห็นออกไปสักที พี่เลยเข้ามาดู แล้วพี่เรียกหนูก็ไม่รู้สึกตัวเลย หลับลึกมาก ทำเอาพี่ใจไม่ดี พี่ไม่ไว้ใจแล้วนะ ปล่อยให้อยู่คนเดียวไม่ได้แล้วแบบนี้ อันตรายมาก” ธันวาบ่นยาว จริงๆ เขาอยากพูดมากกว่านั้น แต่ก็นิ่งเสีย
“คุณว่ายังไงนะคะ นี่เกือบสิบโมงเช้าแล้วเหรอ “วรางคณายกมือขึ้นทาบอก ตกใจกับสิ่งที่ได้ยิน
“เป็นไปได้ยังไง ใช่เหรอคะ “หญิงสาวหยิบโทรศัพท์ที่วางอยู่หัวเตียงขึ้นมาดูเวลา ใช่จริงๆ ด้วย
“หนูนี่อะไรครับ ทำไมบนที่นอนมีเศษหญ้า ทั้งนั้นเลย คืออะไร” ธันวาจ้องหน้าวรางคณาจริงจังท้ายประโยค เสียงเขาเข้มมาก เขาจับเท้าทั้งสองข้างของวรางคณาขึ้นมาสำรวจ สิ่งที่เห็นทำให้เขาไม่สบายใจ วรางคณาไปไหนมา แล้วทำไมไม่ล้างเท้าก่อนนอน
“หนู ไปทำอะไรมา ทำไมไม่ล้างเท้า ทำไมเท้ามีเศษดินเศษหญ้า เกิดอะไรขึ้นกันแน่”
วรางคณายังคงนั่งนิ่ง ไม่รู้จะตอบเขาว่ายังไงดี เหตุการณ์เมื่อคืน เธอยังมึนงงอยู่ หลังจากที่เธอลงไปพบกับทวดปราบ และนั่งคุยกันจนเกือบตีสามที่บ้านของท่านอีกหลัง และท่านก็เดินมาส่งเธอที่บ้าน หลังจากนั้นเธอก็ไม่รู้สึกตัวเอีกเลย เพิ่งมาตกใจตื่นตอนที่ธันวาเรียก และกอดเธอ แล้วจะบอกเขาว่ายังไง เขาจะเชื่อเธอไหม แล้วถ้าเขารู้เขาจะยอมให้เธอไปหาทวดปราบอีกไหม เอายังไงดีวอย เธอยังคุยกับทวดปราบยังไม่จบเลย เพราะท่านบอกว่า ท่านต้องพักผ่อน ท่านใช้พลังมากไป ระหว่างที่คุยกับเธอ ยังมีอีกหลายอย่างที่เธออยากรู้
“หนู ยังไงครับ ไปไหนมา “ธันวาคาดคั้นวรางคณา แต่ดูเหมือนว่า หญิงสาวไม่ได้ฟังเขาพูดเลย ท่านั่งที่เหม่อลอย แบบนี้ไม่น่าไว้ใจเลย เมื่อคืนเขาหลับสนิทมาก หลับลึก เขายังแปลกใจตัวเอง มันจะเกี่ยวข้องกันไหม เกิดอะไรขึ้นกับเขาและวรางคณากันแน่ วรางคณายังนั่งนิ่ง ไม่ตอบคำถามของเขา
“เอาล่ะ ไม่ต้องตอบพี่ก็ได้ แต่ตอนนี้หนูไปอาบน้ำเถอะ เลยเวลาข้าวเช้ามาหลายชั่วโมงแล้ว เดี๋ยวจะปวดท้อง”
“ไม่เป็นไรนะคนดี ไม่อยากพูดก็ไม่ต้องพูด ไม่เป็นไรหรอก พี่ไม่อยากรู้ก้ได้ แค่เห็นหนูปลอดภัย พี่ก็ดีใจแล้ว”
“ไปอาบน้ำนะครับ ป่ะลุกเร็ว” ธันวาลงจากเตียง ดึงแขนวรางคณาให้ลงมาด้วย
“หนูไปอาบน้ำนะ เดี๋ยวพี่เก็บที่นอนให้ ไม่ต้องห่วง”
วรางคณาทำตามที่เขาบอก เตรียมชุดที่จะใส่ พร้อมผ้าถุง หายเข้าห้องน้ำไป
ธันวาปัดกวาดที่นอน เห็นทีว่าจะต้องเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด เศษหญ้า เศษดินแห้งๆ เด็มที่นอนไปหมด ใจเขาร้อนรน คิดไปต่างๆ นาๆ วรางคณาไปไหนมา แล้วอาการที่งงงวย นิ่งเงียบ ของหญิงสาว น่าสงสัย เขาเปลี่ยนผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน ผ้าห่ม ใหม่ทั้งหมด ดีที่ไม่มีโคลนติดมาด้วย เมื่อคืนน้ำค้างลงแรงมาก แต่เศษดินและหญ้าบนเตียง และเท้าของวรางคณา กลับเป็นดินแห้ง เศษหญ้าแห้ง เขาเก็บความสงสัยไว้ในใจ ออกมารอวรางคณาด้านนอก รอจนหญิงสาวอาบน้ำแต่งตัวเสร็จ
“เสร็จแล้วเหรอครับ งั้นเดี๋ยวเราออกไปกินข้าวกัน”
“วอยมีอาหารสดค่ะ ซื้อมาไว้ตั้งแต่เมื่อวาน ว่าจะทำกระเพรา ไข่ดาว แกงจืดค่ะ”
“เหรอครับ ดีเลย งั้นเราไปทำกับช่วยกันเถอะ พี่หิวมากเลย”
ธันวาจูงแขนวรางคณา ไปที่ครัว เขาหุงข้าว และขนวัตถุดิบออกจากตู้เย็น กลายเป็นว่าเขาเป็นคนทำอาหารเสียเอง ส่วนวรางคณา คอยเป็นลูกมือเขาแทน ดูเหมือนว่าหญิงสาวจะเต็มใจ ที่ได้เป็นลูกมือเขามากกว่าลงมือทำเอง
“หนู รีบกินข้าวเถอะครับ เดี๋ยวปวดท้อง” ธันวานึกชอบใจห้องครัวที่บ้านหลังนี้ ถึงแม้ว่าจะเป็นบ้านเรือนไทย แต่ก็ปรับให้ทันสมัยโดยที่ยังคงความเก่าอยู่ และที่สำคัญสะอาดมาก ถ้วย จาน ถึงจะเก่า แต่ดูดีมาก เขาแทบไม่เห็นเครื่องใช้ใหม่ๆ ภายในบ้านเรือนไทยหลังนี้เลย นอกจากเครื่องใช้ไฟฟ้า ทั้งสองคนกินข้าวเช้าด้วยกันเงียบๆ
“ขอบคุณมากนะคะ สำหรับอาหารเช้า “
“ไม่เป็นไรครับ พี่เต็มใจ วันนี้หนูจะออกไปข้างนอกไหม”
“ไม่อยากไปแล้วค่ะ แต่ว่าถ้าไม่ไปก็ไม่มีอาหารแล้ว “
“งั้นเราออกไปหาซื้ออาหาร กันดีกว่า เดี่ยวพี่ดูเอง หนูแค่ไปเป็นเพื่อน”
“ได้ค่ะ วอยอยากกินกาแฟเย็น”
“งั้นไปกันเลยครับ “
ทั้งธันวาและวรางคณา ใช้เวลาไม่นานในการเลือกซื้ออาหารและของใช้ต่างๆ กลับเข้าบ้านเรือนไทยอีกครั้ง คืนนี้จะเป็นคืนที่สองที่ทั้งสองคนจะได้พักอยู่บ้านหลังเดียวกัน บ้านที่เคยเป็นของปู่ทวดปราบ และย่าทวดวราง
ธันวาสังเกตุว่าวรางคณานิ่งเงียบตลอดเวลา ปกติก็ค่อนข้างเงียบอยู่แล้ว ตั้งแต่เช้ามา หญิงสาวพูดน้อยมาก ไม่เป็นไรหรอก รักเขาแล้วนี่ ก็ต้องยอมรับเขาให้ได้ คิดได้แบบนี้ เขาก็สบายใจขึ้น เต็มใจทำโน้นนี่ให้คนรัก ความรักมันเป็นแบบนี้เอง หวังดีกับเขา อยากให้เขามีความสุข
ธันวาจัดการทำอาหารเย็นง่ายๆ เขาพยายามไม่ทำให้วรางคณาอึดอัดใจ เฝ้าคอยดูอยู่ห่างๆ
ระหว่างนั้น วรางคณาจัดการซักเสื้อผ้าที่เลือกซื้อให้เขาเมื่อวาน และซักชุดเครื่องนอนที่เลอะเศษดินและเศษหญ้า โชคดีที่มีเครื่องอบ ซักแล้วอบเลย หญิงสาวรีดเสื้อผ้าให้เขา เฉพาะผ้าที่ต้องรีดไม่กี่ตัวก็เสร็จเรียบร้อย รู้สึกโล่งใจที่เขาไม่ซักถามเรื่องเมื่อคืน เธอยังไม่อยากเล่าให้เขาฟัง เธอยังมีเรื่องอีกมากมายที่อยากรู้ และยังไม่ได้รู้ ขอเวลาเธอสักสองสามวันเถอะ แล้วเธอจะเล่าทุกสิ่งทุกอย่างให้เขาฟังแบบไม่ปิดบังเลย
กินข้าวเย็นเสร็จเรียบร้อย ธันวานั่งทำงานต่อ มีเอกสารหลายอย่างที่เขาต้องตรวจสอบ โชคดีที่เขาติดโน๊ตบุ๊คมาด้วย ไม่งั้นไม่ได้ทำงานแน่ๆ
“หนูมาช่วยพี่ดูเอกสารหน่อยได้ไหมครับ ตัวหนังสือมันเล็กมาก มองไม่ค่อยเห็น พอดีพี่ลืมแว่น”
“ได้ค่ะ “วรางคณาช่วยธันวาได้มาก เรื่องงานบัญชีเธอถนัดอยู่แล้ว ยิ่งทำยิ่งสนุก หญิงสาวลืมว่าอยู่กับเขาสองคน อะไรทำให้เธอไว้ใจ เขาแทบจะเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเธอแล้ว เมื่อวันที่ขับรถมาอยุธยาคนเดียว เธอรู้สึกเหงาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เขาทำให้เธอชินกับการที่มีเขาอยู่ด้วยตลอดเวลา
“เก่งจังเลย ทำไมสรุปได้เร็วแบบนี้ นี่เลขาพี่ยังทำไม่ได้เท่าหนูเลยนะ”
“ก็วอยเคยทำมานี่คะ ไม่ยากเลย เลขาคุณเขาคงงานเยอะ ง่ายสำหรับวอย แต่อาจยากสำหรับคนี่ไม่ได้เรียนมาก็ได้ค่ะ”
“อื่ม...ก็น่าจะใช่ แต่มันมีอีกเยอะมากเลยนะ พี่เกรงใจ “
“ไม่เป็นไรค่ะ ตอบแทนที่คุณทำกับข้าวให้วอยกิน”
“พอแล้วนะครับ ไว้ค่อยทำพรุ่งนี้ พักผ่อนดีกว่า หนูไปอาบน้ำเถอะ”
สามทุ่ม ธันวาปิดโน๊ตบุ๊ค ปิดประตู หน้าต่าง เปิดไฟรอบบ้าน อาบน้ำเสร็จเรียบร้อย กะว่าคนที่อยู่ในห้องอาบน้ำแต่งตัวเสร็จแล้ว เขาปลดสายมุ้งที่วรางคณากางให้เมื่อคืน เก็บที่นอน ขนเข้าไปในห้องของวรางคณา
“มีอะไรเหรอคะ “วรางคณาที่นั่งเป่าผมอยู่ที่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง หันมามองธันวาที่อยู่ๆ เขาก็ขนเครื่องนอนเข้ามาด้านในห้องของเธอ
“เอ่อ เมื่อคืนพี่ฝันไม่ดีเลย แล้วก็ข้างนอกมันวังเวงมาก รู้สึกกลัว คืนนี้พี่เลยขอมานอนในห้องนี้ด้วย พี่จะนอนหน้าเตียงตรงนี้นะครับ พี่นอนไม่กรนหรอก” ธันวาไม่สนใจวรางคณา เขาจัดการปูที่นอน และกางมุ้ง หน้าตาเฉย ไม่ลืมที่จะปิดประตูห้องล็อคอย่างแน่นหนา เขานอนหน้าเตียงก็เหมือนนอนขวางประตู้ห้อง
“หนูจะนอนเลยไหม เราจะเปิดหน้าต่าง เปิดพัดลมใช่ไหมครับ พี่ว่าก็ดีเหมือนกัน อากาศที่นี่เย็นมาก พี่ไม่ค่อยชินเลย”
“เดี๋ยวพี่กางมุ้งให้นะ ชอบมากเลยบ้านเรือนไทย ป้าปิ่นดูแลบ้านดี ข้าวของเครื่องใช้โบราณมาก แต่ก็ยังใช้ได้ดี เดี๋ยววันที่เรากลับบ้าน หนูไปเป็นเพื่อนพี่ ช่วยพี่เลือกหน่อยนะครับ พี่จะไปดูพวกของแต่งบ้าน หาให้เหมาะกับบ้านเรือนไทย”
“ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้น พี่เป็นห่วงหนู แล้วตอนนี้พี่ง่วงมาก นอนเถอะ” เขาบอกวรางคณา เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายนั่งทำหน้างง เขาเข้ามุ้ง ล้มตัวลงนอน กางเองนอนเอง ทำเอาวรางคณาพูดอะไรไม่ออก ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอกับเขา อยู่กันตามลำพัง เธอไม่ได้กลัวว่าเขาจะทำมิดีมิร้ายอะไร รู้ว่าเขาเป็นสุภาพบุรุษ แต่เขานอนหน้าเตียงเธอ นั่นก็หมายความว่า เวลาที่เธอนอน ก็ต้องหันเท้าไปทางเขา หญิงสาวคิดว่าไม่เหมาะ และดูเหมือนว่าเขาจะหลับไปแล้วด้วย วรางคณาถอนหายใจเบาๆ เป็นเธอที่ต้องเปลี่ยนหันหัวนอนใหม่ เพื่อไม่ให้เท้าหันไปทางที่ธันวานอนอยู่ หญิงสาวหลับตา และหลับไปในที่สุด รู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย
เจ้านางพวงหอม ไม่คิดว่าวรวิทย์จะกล้ามาพบพ่อกับแม่ของเธอที่บ้าน ปกติท่านจะไม่ต้อนรับใคร คงเพราะว่าเขามากับ พี่สายขิ่นมั้ง นี่อย่าบอกนะว่าเขามาพูดเรื่องที่พูดกับเธอเมื่อเช้า กล้ามากเลยนะ ถ้าเป็นอย่างที่เธอคิดไว้ จะจัดการยังไงดี เรื่องแบบนี้ไม่เหมือนทำงานเลย จัดการยากจริง“พวงหอม มาเร็ว กินข้าวเช้าด้วยกัน แม่ครัวคนไทยคนนี้ทำอาหารอร่อยมากนะ ทำอาหารอองตานได้ด้วย พ่อกับแม่ชอบมาก ขอบใจพวงหอมนะที่หาคนเก่งๆ มาทำงานกับเรา”“ขอบคุณค่ะพ่อ”“พูดไทยก็ได้ แขกของเราเป็นคนไทย เดี๋ยวเขาจะไม่เข้าใจ ว่าเราคุยอะไรกัน” เจ้านางแพงหอมเตือนบุตรสาว“ค่ะแม่”“แล้วนี่จะเดินทางเมื่อไหร่”“พรุ่งนี้ค่ะพ่อ พวงหอมเตรียมกระเป๋าเดินทางแล้ว”“ต้องไปนานแค่ไหน”“ตามกำหนดสองสัปดาห์ค่ะ แต่ถ้าเอกสารยังไม่เรียบร้อย ก็น่าจะหนึ่งเดือน หรือสองเดือน”“พ่อกับแม่มีเรื่องจะถามลูก ตอบมาตามความจริง ไม่ต้องอ้อมค้อม ลูกมีคนที่ชอบรึยัง “เจ้านางพวงหอมนิ่งไป เริ
เช้าวันอาทิตย์ วรวิทย์ตื่นแต่เช้ามืด ทันทีที่เห็นแสงไฟจากบ้านของเจ้านางพวงหอมสว่าง เขารีบเดินไปเคาะประตูบ้าน ทั้งๆ ที่ยังอยู่ในชุดนอน“มีอะไรคะคุณ มาแต่เช้าเลย” เจ้านางพวงหอม ยังอยู่ในชุดนอนผ้าสำลี เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว ที่นี่อากาศเย็นมาก กลางคืนนอนแทบไม่ต้องเปิดแอร์“สวัสดียามเช้าครับ ที่นี่อากาศดีจัง วันนี้เจ้านางพวงหอมทำงานรึเปล่า พี่มาขอกินกาแฟด้วยได้ไหม”เขาเพิ่งเห็นหน้าของพวงหอมชัดๆ ก็วันนี้ หน้าขาวเนียนธรรมชาติมาก ทำไมผู้หญิงคนนี้ สวยจัง สวยคนละแบบกับพี่วอย ผิวขาวเหลือง น่าจะสูงประมาณ 165 ได้ ตาสวยมาก พวงหอมเหมือนคนไทยมากกว่า กิริยา ก็อ่อนน้อม เขาชอบแบบนี้ ถ้าเขาไม่เริ่มตั้งแต่ตอนนี้ ก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มเมื่อไหร่ เสียดายสมัยก่อน นั่งรถไปด้วยกันทุกวัน แต่เขาละเลย ไม่ได้สนใจ“หยุดอยู่ตรงนั้น ไม่ต้องเข้ามา ต้องการอะไร มีอะไรก็พูดมาเลย ฉันไม่ว่าง ““พี่มาขอกินกาแฟด้วย”“เป็นพี่ฉันตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ฉันมีพี่สายขิ่นคนเดียว พ่อกับแม่มีลูกแค่สองคน”“เจ้านางพวงหอม นี่ผ่า
สองปีผ่านไป ที่บ้านสวนวอแหวน ทุกคนยังคงอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข วรางคณามีลูกคนที่สองเป็นผู้หญิง ธันวาและวรางคณา ขยายกิจการโรงแรม และร้านอาหาร ไปที่รัฐอองตาน โดยมีเจ้าสายนที และสายธาร เป็นหุ้นส่วน ครอบครัวธันวาจะเดินทางไปอยู่ที่อองตาน ปีละสามเดือน เพื่อดูแลกิจการครอบครัวของเจ้าสายนที ก็เช่นกัน สองครอบครัวสลับกัน ดูแลกิจการและบริหารงาน เจ้านทีและสายธาร ได้ลูกแฝดอีกสองคน สรุปว่ามีลูก 4 คน ชายสองคน หญิงสองคน เจ้าสายนทียอมทำหมัน โดยส่วนตัวแล้ว เจ้าสายนทีชอบเมืองไทยมาก ชอบเวลาที่ได้มาเมืองไทยล่าสุดคุณทนงและคุณทิพย์อาภา ทำท่าว่าจะชอบอยู่ที่อองตาน เพราะยังคงความเป็นธรรมชาติ และได้อยู่ใกล้ชิดกับหลานตาหลานยายทั้งสี่คน คุณตาทนงและคุณยายทิพย์อาภา อยู่ที่เมืองไทยหกเดือน ที่อองตานหกเดือน ยังแข็งแรง ทั้งคู่สวนนางวีรวรรณ รับหน้าที่ดูแลหลานยายทั้งสองคนเหมือนเดิม มีความสุขกับการทำอาหาร และได้ดูแลลูกหลาน“ว่าน เป็นยังไงบ้างลูก ทำไมเครียดจังเลย เมื่อไหร่จะหาซื้อข้าวของเครื่องใช้เข้าบ้านสักที นี่ถ้าไม่อยากไปอยู่ ไม่รู้ว่าจะสร้างทำไม อยู่กับแม่ก็ดีอยู่แล้ว”“ไม่ต้อง
1 ปีผ่านไป ณ.บ้านสวนวอแหวน“ทามครับ คืนนี้ไปนอนกับยายนะครับ บ้านยายมีขนมเยอะแยะเลย”“เห็นไหมหนูวอย แม่ว่าหลานติดแม่มากเลยนะ ซบยายตลอด เกาะแน่นไม่ยอมปล่อยเลย”นางวีรวรรณ พูดคุยกับธันวาและวรางคณา อาทิตย์ละ 1 วัน เพื่อพาหลานชายมานอนด้วย และเด็กชายทาม ก็ติดยายมาก แต่ก็นั่นแหละ เมื่อถึงคิวที่จะต้องไปนอนบ้านปู่กับย่า เด็กชายทามก็ติดปู่กับย่าแจเหมือนกัน วรวิทย์บอกกับพี่สาวว่า หลานชายของเขาอยู่เป็น อยู่กับใครก็ติดคนนั้นจริงๆ มารับช่วงเย็นก็ได้ แต่นางวีรวรรณ จะเดินมารับหลานชายแต่เช้า ถ้ารับไปเช้าวันเสาร์ เย็นวันอาทิตย์นางถึงจะ พาหลานชายมาส่ง และฝั่งบ้านของปู่กับย่า ก็เช่นกัน ทำเหมือนนางวีรวรรณทุกอย่าง เด็กชายทาม กำลังน่ารัก ไม่งอแง ดูเหมือนจะรู้ว่า คนรอบข้างทั้งหมดจะเป็นญาติพี่น้อง“หนูวอย คืนนี้เรานอนกันแต่วันนะครับ ลูกไปนอนกับยาย พี่ก็ว่าง หนูก็ว่าง บรรยากาศดี”“คิดอะไรอยู่คะเนี้ย ชวนนอนแต่วันเลย” วรางคณาแซวสามี เธอคิดไม่ผิดที่เลือกที่จะใช้ชีวิตอยู่กับเขา ธันวา รักเธอ ตามใจเธอทุกอย่าง แรกที่เขาเริ่มด
ธันวาและวรางคณาเข้าพิธีแต่งงาน กันอย่างเรียบง่าย คุณทนงและคุณทิพย์อาภา จัดเตรียมสินสอดให้กับฝั่งบ้านของวรางคณาเต็มที่ ให้สมกับลูกสะไภ้คนเดียว ของมหาเศรษฐีเมืองนนทบุรี ทั้งสองดีใจที่ลูกชายเป็นฝั่งเป็นฝา ได้คู่ครองที่ดี หลังแต่งงานทั้งสองคนอาศัยอยู่ที่บ้านเดิมของวรางคณา กระทั่งสร้างบ้านเรือนไทยของตัวเองเสร็จ ทั้งสองย้ายเข้าไปอยู่บ้านใหม่ แบบบ้านเหมือนบ้านป้าปิ่นทุกอย่าง เพียงแต่ใหญ่กว่า เพราะธันวาตั้งใจ“พี่คะ รูปภาพของท่านทวดปราบ พี่ว่าจะแขวนหรือตั้งดีคะ”“พี่ตั้งดีกว่า ตั้งไว้บนสุด เพราะเราถือว่าท่านคือต้นตระกูล “ก่อนแต่งงาน วรางคณาระลึกถึงท่านทวดปราบ บอกกล่าว ว่าเธอจะแต่งงาน ชาตินี้เธอรู้สึกมีความสุขมาก ถ้าหากว่าบุญวาสนาของเธอยังมี ชาติหน้าเธอขอไม่เกิด เพราะเธอคิดว่า พอแล้ว ทวดปราบบอกว่าเธอเกิดมาหลายชาติแล้ว ชาติไหนเธอก็มีความสุขหลังจากงานแต่งงานของธันวาและวรางคณาผ่านไปไม่ถึงสองเดือน เจ้าสายนทีกับสายธารก็ได้ฤกษ์แต่งงานกัน ทั้งสองคนมีความประสงค์ที่จะจัดงานแต่งแบบเรียบง่าย เช่นเดียวกับคู่ของธันวาและวรางคณา ส่วนสินสอด ไม่ต้องให้พูด
ทั้งธันวาและวรางคณาเปลี่ยนใจไม่แวะพักระหว่างทาง เปลี่ยนใจขับรถกลับบ้าน“แม่คะ วอยกับคุณธันวากำลังกลับบ้านนะคะ น่าจะถึงเย็นๆ คิดถึงแม่กับน้องนะคะ คิดถึงกับข้าวฝีมือแม่”“ดีมากลูก แม่เพิ่งบ่นกับน้องเมื่อกี้ ว่าคิดถึงวอย งั้นแม่เตรียมกับข้าวนะลูก”“ขอบคุณมากค่ะแม่ รักแม่ที่สุดเลยค่ะ”“ดีมากเลยนะ ที่เราตัดสินใจกลับบ้าน แม่กับน้องดีใจมากเลยค่ะ”“หนูคุยกับแม่ ทำให้พี่คิดถึงพ่อกับแม่ขึ้นมาทันทีเลย ““คิดถึงก็โทรหาซิคะ จอดปั้มข้างหน้านี่ก็ได้ค่ะ วอยจะขอลงไปซื้อกาแฟกับขนม”ธันวามองตามหลังของคนรักไป เขาชอบอยู่กับวรางคณา ไม่งอแง ไม่เรื่องมาก เป็นตัวของตัวเอง ที่สำคัญวรางคณาเตือนให้เขารักครอบครัว ทำให้หัวใจเขาโอนโยนลงมาก เขากดโทรศัพท์หาพ่อกับแม่ทันทีเหมือนกัน“พ่อครับ แม่อยู่ด้วยไหมครับ คิดถึงนะครับพ่อ แม่”







