เสียงโทรศัพท์มือถือเครื่องสวยสีพาสเทลกรีดเสียงดังขึ้น ทำลายความเงียบสงบยามบ่าย ภายในห้องทำงานขนาดเล็กที่อบอวลไปด้วยกลิ่นสีน้ำมันและไอฝุ่นชอล์กจาง ๆ
อัยยา อลิน เงยหน้าขึ้นจากภาพร่างทิวทัศน์ด้วยสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย ปกติแล้วในเวลาทำงานที่มหาวิทยาลัยเช่นนี้ จะไม่ค่อยมีใครโทรศัพท์ส่วนตัวเข้ามาหาเธอนักหากไม่ใช่เรื่องด่วนจริง ๆ
ปลายนิ้วเรียวที่เปื้อนฝุ่นผงสีเทากดรับสายพลางกดเปิดลำโพง เนื่องจากห้องทั้งห้องมีเพียงเธอทำงานตามลำพังก่อนที่เสียงทุ้มนุ่มแฝงความเคร่งขรึมของชายแปลกหน้าดังขึ้นจากปลายสาย
"สวัสดีครับ คุณอัยยา อลิน ใช่ไหมครับ?" คนปลายสายเว้นจังหวะเล็กน้อยเพื่อรอให้หญิงสาวต้นทางตอบ
"ค่ะ ฉันอัยยากำลังพูดสาย ไม่ทราบว่าคุณเป็นใครหรือคะ" เธอกรอกเสียงตอบกึ่งประหลาดใจเล็กน้อย
"ผมวิชาญ วชิรนัย เป็นเลขาฯ ส่วนตัวของผู้บริหารระดับสูงแห่งตระกูลกิตติไพศาลสกุลครับ" คนปลายทางแนะนำตัวเสียงขรึมก่อนจะพูดต่อ
"ผมทราบมาว่าคุณอัยยามีความเชี่ยวชาญ... เอ่อ... ในด้านการดูแลและแต่งกายให้ผู้วายชนม์ รวมถึง... การอยู่เป็นเพื่อนในวาระสุดท้าย" น้ำเสียงของเขาติดจะลังเลราวกับไม่แน่ใจว่าจะใช้คำพูดใดให้เหมาะสมกับอาชีพที่ไม่ธรรมดาของเธอ
ตระกูลใหญ่ที่ร่ำรวยและทรงอิทธิพลซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังจนเธอเองก็คุ้นหู ต้องการให้เธอไปเฝ้าศพของใครกัน อัยยาพึมพำในใจ เพราะเธอยังไม่รู้สาเหตุถึงการติดต่อมาของเขา ดังนั้นเธอจึงไม่ได้ตอบในทันที
หญิงสาวปล่อยให้ความเงียบโรยตัวอยู่ชั่วครู่ ทั้งนี้เนื่องจากงานพิเศษที่เธอทำนอกเหนือจากการสอนศิลปะนี้ไม่ใช่เรื่องที่ควรจะป่าวประกาศ และผู้ที่ติดต่อมามักจะรู้กันเฉพาะในวงแคบหรือผ่านการแนะนำต่อ ๆ กันอย่างเงียบเชียบ การที่คนจากตระกูลใหญ่ระดับนี้ติดต่อมาโดยตรงจึงเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจ
"ค่ะ ดิฉันรับงานประเภทนั้น" อัยยาตอบกลับเสียงเรียบ ก่อนจะรอฟังปลายสายอย่างอดทน
"คืออย่างนี้ครับ ท่านประธานอาวุโสของตระกูลเพิ่งถึง แก่กรรมเมื่อคืนนี้อย่างกะทันหัน ทางเราจึงมีความประสงค์อยากจะเชิญคุณอัยยามาช่วยดูแลในส่วนนี้ รวมถึง... พำนักอยู่ที่คฤหาสน์เป็นการส่วนตัว เพื่อเฝ้าดูแลร่างของท่านไปจนกว่าจะถึงพิธีการสำคัญ...ไม่ทราบว่าคุณสะดวกไหมครับ"
"ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวด้วยนะคะ" อัยยาเอ่ยตามมารยาท หัวใจเริ่มเต้นเร็วขึ้นเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะความตื่นเต้นแต่เป็นสัญชาตญาณบางอย่างในกายของเธอเริ่มก่อตัว
"ไม่ทราบว่าท่านเสียชีวิตด้วยสาเหตุใดคะ?"
"ผลชันสูตรเบื้องต้นจากแพทย์ระบุว่าเกิดจากอาการหัวใจวายเฉียบพลันเพราะตกใจสุดขีดครับ ร่างกายภายนอกไม่มีร่องรอยใด ๆ ที่น่าสงสัย" เลขาฯ หนุ่มตอบเสียงเรียบ
แต่แวบหนึ่งอัยยารู้สึกเหมือนได้ยินเงื่อนงำบางอย่างซ่อนอยู่ในน้ำเสียงนั้น ความเรียบง่ายที่ดูจงใจเกินไป
หัวใจวายเพราะตกใจสุดขีด? คำนี้ก้องอยู่ในหัวของอัยยา มันไม่ใช่สาเหตุการตายที่ผิดปกติเสียทีเดียว แต่การเน้นย้ำว่าตกใจสุดขีดและการติดต่อหาเธอซึ่งรับงานเฝ้าศพเป็นการส่วนตัว ทำให้ลางสังหรณ์บางอย่างกระตุกขึ้นมาอย่างแรง
"แน่นอนครับ ว่าทางเรามีค่าตอบแทนสำหรับความเชี่ยวชาญและเวลาของคุณอัยยาอย่างเหมาะสม" เสียงปลายสายกล่าวต่อเนื่องจากคิดว่าเธอลังเลเรื่องเงิน
ก่อนจะรีบอธิบายเหตุผลอย่างรวดเร็ว "ทั้งนี้เป็นเพราะ ทางครอบครัวต้องการความเงียบสงบและเป็นส่วนตัวมากที่สุดในช่วงเวลานี้ และต้องการคนที่ไว้ใจได้รวมถึงมีความเข้าใจในสถานการณ์ที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้"
อัยยาหลับตาลงช้า ๆ ภาพคำสอนของหลวงตาทิมแวบเข้ามาในความคิด การเผชิญหน้ากับความตายไม่ใช่เรื่องน่าพิศมัย แต่มันคือหนทางที่เธอเลือกเพื่อฝึกฝนจิตใจและอยู่ร่วมกับของขวัญแสนพิเศษที่เธอไม่เคยต้องการนี้ให้ได้
นี่คืองาน... งานที่ท้าทายและอาจมีบางอย่างไม่ชอบมาพากลซ่อนอยู่ แต่ก็เป็นงานที่เธอต้องทำ
"ตกลงค่ะ" เธอตอบกลับไปในที่สุดด้วยน้ำเสียงที่แสดงถึงความมั่นคง "รบกวนขอรายละเอียดและที่อยู่ด้วยค่ะ ดิฉันจะเตรียมตัวและเดินทางไปทันที"
หลังจากวางสาย อัยยายังคงนั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ลางสังหรณ์ที่ไม่ดีตีรวนอยู่ในอก ความรู้สึกเย็นเยียบอย่างประหลาดแล่นผ่านร่างทั้งที่อากาศในห้องไม่ได้เย็นเลยแม้แต่น้อย
เธอยกมือขึ้นสัมผัสสร้อยที่มีพระองค์เล็กที่หลวงตามอบให้พึมพำบทสวดสั้น ๆ ในใจ ก่อนจะลุกขึ้นปัดฝุ่นชอล์กออกจากเสื้อผ้าเตรียมตัวมุ่งหน้าสู่คฤหาสน์หรูของตระกูลกิตติไพศาลสกุลสู่คำเชิญจากความมืดที่เธอรู้สึกได้ว่ามันจะไม่ใช่แค่งานเฝ้าศพธรรมดา ๆ อย่างแน่นอน
ณ อีกฟากหนึ่งของเมืองใหญ่ ภายในอาคารสีขาวสะอาดตาที่คนส่วนใหญ่ไม่อยากย่างกรายเข้ามาใกล้หากไม่จำเป็น จริง ๆ กลิ่นฉุนของน้ำยาฆ่าเชื้อลอยปะปนกับความเย็นเฉียบของเครื่องปรับอากาศ กลบกลิ่นอายของความตายที่ตกค้างจนแทบจางหายไปหมดสิ้น
สถานที่แห่งนี้คือห้องปฏิบัติการนิติเวชศาสตร์ศูนย์ชันสูตรพลิกศพ สถานที่ทำงานของนายแพทย์วาโย อชิระ แสงไฟนีออนสาดส่องลงบนโต๊ะโลหะสีเงินวาว ร่างสูงในชุดกาวน์สีขาวสะอาดกำลังก้มหน้าก้มตาทำงานอย่างตั้งใจ
มือที่สวมถุงมือยางเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่วและแม่นยำขณะจัดเก็บเครื่องมือผ่าตัดที่เพิ่งผ่านการใช้งานและทำความสะอาดมาหมาด ๆ แต่ละชิ้นถูกวางลงในถาดตามตำแหน่งเดิมเป๊ะราวกับเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์
ความเงียบภายในห้องมีเพียงเสียงโลหะกระทบกันเบา ๆ และเสียงฮัมต่ำ ๆ ของเครื่องทำความเย็น วาโยชอบบรรยากาศแบบนี้ มันช่วยให้เขามีสมาธิจดจ่ออยู่กับข้อเท็จจริงร่องรอยและหลักฐานที่จับต้องได้ ซึ่งหลงเหลืออยู่บนร่างกายของผู้ไร้ลมหายใจ
"เคสชายสูงวัย หัวใจวายเฉียบพลันเมื่อคืน... ไม่พบร่องรอยถูกทำร้าย ไม่มีสารพิษตกค้าง ไม่พบสิ่งบ่งชี้ถึงการต่อสู้หรือเหตุผิดธรรมชาติอื่นใด" เขาทวนผลการชันสูตรล่าสุดในใจเป็นครั้งที่เท่าไหร่ก็ไม่อาจทราบได้
แม้ในรายงานเบื้องต้นจากที่เกิดเหตุจะระบุถึง "อาการตกใจสุดขีด" แต่ในทางวิทยาศาสตร์แล้วมันไม่มีอะไรบ่งชี้เช่นนั้นจริง ๆ ทุกอย่างชี้ไปที่ภาวะหัวใจล้มเหลวธรรมดาตามอายุขัยและโรคประจำตัวของผู้ตาย... จบเคส ปิดแฟ้ม ส่งรายงาน
เขายืดตัวขึ้นถอดถุงมือยางทิ้งลงถังขยะติดเชื้อ ก่อนจะเดินไปยังอ่างล้างมือเพื่อทำความสะอาด ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นมองภาพสะท้อนของตัวเองในกระจกเงาเห็นเพียงความเหนื่อยล้าและความมุ่งมั่นที่ฉายชัดเท่าเดิม งานของเขาคือการค้นหาความจริง ไม่ใช่การสร้างเรื่องราวให้ตื่นเต้นเร้าใจ
วาโย...หลานได้ยินเสียงของป้าไหม น้ำเสียงอ่อนโยนของผู้เป็นป้าดังแว่วขึ้นในห้วงความคิดอีกครั้ง วาโยขมวดคิ้วเล็กน้อย พยายามปัดเสียงนั้นทิ้งเหมือนทุกที
ความฝัน... มันเป็นแค่ความฝันที่เกิดจากความเครียดสะสมและความเป็นห่วงป้าอริสาที่นอนป่วยอยู่เท่านั้น จิตใต้สำนึกกำลังเล่นตลกไม่มีอะไรมากไปกว่านี้
"อาจารย์ครับ เอกสารสรุปรายงานเคสเมื่อเช้าผมวางไว้ให้บนโต๊ะแล้วนะครับ" เสียงของวรัทผู้เป็นทั้งลูกศิษย์พ่วงด้วยตำแหน่งผู้ช่วยดังขึ้นจากหน้าประตูห้องดึงวาโยกลับสู่ปัจจุบัน
"อืม ขอบใจมาก" วาโยตอบรับสั้น ๆ เช็ดมือให้แห้งแล้วเดินกลับไปยังโต๊ะทำงาน เขาเริ่มจมดิ่งลงสู่โลกแห่งเอกสารและหลักฐานอีกครั้ง ปล่อยให้เสียงกระซิบในความฝัน... ลอยหายไปกับความเย็นเฉียบของเครื่องปรับอากาศ