Masukวันนั้นฤทัยรักษ์จำต้องตามแดนดินไปสำรวจ ‘บ้านของย่า’ เธอไม่อยากทำตัวเรื่องมาก มาอาศัยเขา เขาจะเปิดบ้านให้ดูก็ต้องตามไปดูละ
ไหนเลยจะรู้ว่า ‘บ้านของย่า’ นั้นกว้างใหญ่เพียงใด เดินอยู่นานค่อนวันก็ยังไม่ทั่ว
ดวงตาสีน้ำตาลสวยมองทุ่งนาโล่งกว้างสุดลูกหูลูกตาที่ถูกแบ่งด้วยคันนาจนกลายเป็นช่องสี่เหลี่ยมเล็กใหญ่ละลานตารอบตัวแล้วเงยหน้าถามคนพามาด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ
“นี่ของคุณย่าหมดเลยเหรอคะ?”
แค่กะด้วยสายตา ที่นาแถวนี้ก็มีอยู่หลายร้อยไร่เลยนะ!
“ใช่”
คำตอบสั้นๆ ทำเอาคนฟังสูดหายใจลึก ฤทัยรักษ์นึกว่าที่นาของคุณย่าคำหอมจะมีแค่ตรงด้านหลังเรือน แต่แดนดินพาเธอเดินดูจนจะหมดแรงแล้วยังเห็นแค่ส่วนที่อยู่ริมทางเท่านั้น ที่อยู่ไกลสุดสายตานั่นยังไม่ได้เข้าไปใกล้มันเลย
“นาข้าวที่เธอเห็นอยู่นี่เราปลูกข้าวหอมมะลิแบบปลอดสารพิษทั้งหมดเลย ผลผลิตที่ได้จะถูกส่งเข้าไปยังโรงสีข้าวตรงนู้น” เขาอธิบายพลางชี้มือไปทางโรงเรือนสีขาวขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่อีกด้าน “ข้าวเปลือกจะถูกสีเป็นข้าวสารและบรรจุใส่ถุง ส่งออกไปให้ลูกค้า ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นลูกค้าประจำที่จองกันเข้ามาทุกปี”
“นั่นก็โรงสีของคุณย่าอีกหรือคะ!” เธอทำตาโตถาม โรงสีข้าวบ้าอะไรใหญ่โตขนาดนั้น แถมมีตั้งสามหลังอีกต่างหาก
“ก็ประมาณนั้น ไว้วันหลังฉันจะพาเข้าไปดู”
ฤทัยรักษ์พยักหน้ารับ ในใจอึ้งแล้วอึ้งอีก ก่อนจะมาที่นี่แม่นมบอกว่าบ้านของพี่สาวทำนาปลูกข้าวขาย เธอก็ไม่คิดว่าจะขายกันเป็นอุตสาหกรรมใหญ่ขนาดนี้
แดนดินเห็นสีหน้าอึ้งๆ ของอีกฝ่ายก็ยิ้มเยาะ พอรู้ว่าพวกเขาทำกิจการอะไร กี่รายๆ ก็อย่างนี้ แล้วเขาจะยอมให้ย่าผูกด้ายแดงยังไงไหว
“แล้วที่นี่ทำนากันแบบไหนเหรอคะ ปักดำหรือว่าหว่านเลย”
คำถามที่ไม่คิดว่าจะได้ยิน ทำให้แดนดินนิ่วหน้าถามกลับ “เธออยากรู้ไปทำไม”
“ก็แค่อยากรู้”
“ที่นาทองคำของเราดินและน้ำเหมาะแก่การทำนาปี ชาวบ้านส่วนใหญ่จึงใช้วิธีปักดำกัน เพราะมันให้ผลผลิตดีกว่าการหว่านเมล็ด”
ฤทัยรักษ์พยักหน้าเข้าใจ เหม่อมองทุ่งนากว้างตรงหน้าด้วยแววตาอ่านไม่ออก คนพามาเห็นอาการเหม่อมองของเธอก็สั่งเสียงเรียบ
“มองเสร็จแล้วก็ตามมา ฉันมีอะไรให้เธอดู”
“ดูอะไรอีกคะ”
“ตามมาเถอะ”
ฤทัยรักษ์กลอกตาเดินตามเจ้าถิ่นไปช้าๆ นึกเคืองคนที่ทำให้เลขาคุณชายสูงศักดิ์อย่างเธอต้องมาเดินท่อมๆ กลางทุ่งอย่างนี้นัก
ทั้งสองเดินมาได้สักพักก็ถึงหน้าโรงไม้ไม่ใกล้ไม่ไกลจากเรือนคำหอมมากนัก ภายในโรงไม้มีควายตัวใหญ่สีดำทมิฬนอนเคี้ยวหญ้าอยู่อย่างสบายใจ
“ขอแนะนำให้รู้จักกับบุญหลาย ควายฉันเอง” แดนดินหันไปบอกคนข้างหลังสั้นๆ เจ้าบุญหลายเป็นหนึ่งในควายไทยที่เขาเลี้ยงไว้เพื่ออนุรักษ์เผ่าพันธุ์ของมัน เขาไปเจอมันในกองประกวดลูกควายงามที่ได้รับเชิญไปเป็นประธานเปิดงาน ทั้งที่ตอนนั้นเล็งตัวได้แชมป์เอาไว้แล้ว แต่เขาก็เปลี่ยนใจ เพราะเจอควายที่ได้ตำแหน่งรองแชมป์ส่งแววตาอ้อนวอนให้ตอนคล้องมาลัยรางวัลให้มัน เขาซื้อมันกลับบ้านในราคาเกือบล้าน มันเอาแต่ใจสุดๆ ย่าถึงกับออกปากว่ามันนิสัยเหมือนเขาเลย
“หวัดดี”
“เธอไม่กลัวควายเหรอไง”
คนเดินเข้าไปทักทายเจ้าทุยใกล้ๆ ไม่มีหวาดกลัวยิ้มบอกว่า
“ไม่กลัวค่ะ มันอยู่ในคอก มีไม้กั้นเอาไว้แล้วนี่คะ”
“ไม่กลัวก็ดี อยู่ว่างๆ ไม่มีอะไรทำก็มาเล่นกับมัน หรือจะปั้นมันมาให้ฉันเล่นก็ได้นะ”
ฤทัยรักษ์นึกตามไม่ทันขมวดคิ้วงามถาม “ให้ฉันทำอะไรนะ?”
“ก็เขาว่าอยู่บ้านท่านอย่านิ่งดูดาย ปั้นควายให้ลูกท่านเล่น เธอก็ปั้นไอ้บุญหลายมาให้ฉันเล่นสิ”
เธอยิ้มเย็นบอก “ได้สิคะ จะเอากี่ตัวดีล่ะ คุณหลานท่าน”
“เอาตัวเดียว เอาให้เหมือน ไม่เหมือนไม่เอา”
“งั้นอย่าเอาเลยค่ะ ฉันปั้นไม่เก่ง ปกติไม่เคยปั้นวัวปั้นควายให้ใครเล่นเหมือนกัน มีแต่คนปั้นมาให้เล่นที่วังของท่านลุง”
แดนดินถลึงตาใส่หลานสาวท่านชายใหญ่ “งั้นเธอก็กลับไปเล่นที่วังเลยไป จะแล่นมาเล่นที่นี่ทำไมกัน”
“ไปบอกคุณย่าสิคะ ว่าคุณไม่อยากให้ฉันมาเล่นที่นี่”
“เธอ!” แดนดินเรียกแล้วสะบัดหน้าเดินหนี ขืนไปบอกย่าแบบนั้น เขาก็ถูกย่าเฉดหัวออกไปเล่นที่อื่นแทนน่ะสิ!
“คุณย่าจะเริ่มทำนาเมื่อไหร่คะ หนูอุ่นขอช่วยทำได้ไหม”
คำขอในเช้าวันต่อมาของฤทัยรักษ์เล่นเอาหญิงชราทำช้อนข้าวหลุดมือ ถามกลับไปหน้าตาตื่นตะลึง
“เมื่อกี้หนูว่าอะไรนะ”
“หนูอุ่นอยากทำนา ขอทำนาด้วยคนได้ไหมคะ”
อดีตเลขาคุณชายนักธุรกิจทำเสียงหวานอ้อนขอคุณย่าคนใหม่ หญิงชรายังไม่ทันว่าอะไร แดนดินที่กลับมากินข้าวเช้าด้วยกันก็บอกปัดออกมาก่อน
“ไม่ได้!”
อยากทำนา?
คิดว่าง่ายเหมือนเล่นขายข้าวขายแกงหรือไงแม่คุณ!
“ย่าว่าหนูอยู่ช่วยพวกย่าทำอะไรๆ ที่เรือนดีกว่านะจ๊ะ” ย่าคำหอมบอกอย่างไม่เห็นดีด้วยเช่นกัน
“หนูอุ่นอยากลองทำนี่คะ มาถึงนาทองคำทั้งที ไม่ได้ทำนาก็เหมือนมาไม่ถึง”
แม่นมที่ถูกนับเป็นย่าแทนแล้วเห็นหน้าละห้อยๆ ของฤทัยรักษ์ก็ใจอ่อน อดช่วยพูดไม่ได้ “คนนี้เขาชอบทำอะไรที่นึกไม่ถึง ติดว่าชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในรั้วในวัง ก็เลยไม่ค่อยได้มีโอกาสทำอะไรแบบนี้”
“จริงค่ะ ให้หนูอุ่นลองทำดูนะคะ”
“แต่ว่า...”
“นะคะคุณย่า” เธอทำเสียงอ่อนเสียงหวานออดอ้อน มันได้ผลเสนอเมื่อทำกับพี่ๆ ที่วัง
ย่าคำหอมมองน้องสาวอย่างไม่รู้จะทำเช่นไรกับลูกอ้อนนี้ งานในทุ่งนามันไม่ใช่เรื่องที่สาวๆ จะทำได้ ถ้าไม่แกร่งพอ แล้วฤทัยรักษ์ก็แค่มาหลบซ่อนไม่นาน ท่านจะปล่อยให้ไปลุยงานหนักอย่างนั้นได้อย่างไรกัน “ย่าว่าทำงานอื่นไม่ดีกว่าเหรอจ๊ะ”
“โธ่! หนูอุ่นอยากทำนานี่คะ สมัยก่อนตอนที่ไปออกค่ายอาสาบนดอยแล้วต้องช่วยชาวเขาหว่านข้าว เพื่อนๆ ก็ไม่ยอมให้ทำ ตอนนี้คุณย่าก็จะไม่ให้หนูอุ่นทำอีกคนหรือคะ”
“แต่ย่าว่าไปทำงานช่วยพี่ดินในออฟฟิศน่าจะดีกว่านะ ไม่ต้องไปตากแดดตากลมในทุ่งด้วย”
“งานออฟฟิศ กลับไปหนูอุ่นก็ได้ทำอยู่แล้ว”
แดนดินเงยหน้าขึ้นจากชามข้าวมามองคนที่กำลังอ้อนวอนย่าของเขาด้วยสีหน้าละห้อยแวบหนึ่ง ก่อนจะบอกเสียงเรียบ “ถ้าอยากทำจริงๆ ฉันจะสอนเธอเอง”
“เจ้าดิน!”
“ก็น้องอยากทำ ย่าจะไปขัดทำไม ย่าแพงยังไม่ว่าอะไรสักคำ”
“คุณพี่ว่ายังไง น้องก็ว่าตามค่ะ” ย่าแพงของเขายิ้มเอ่ย
ย่าคำหอมถอนใจมองฤทัยรักษ์ที่ทำตาปริบๆ อ้อน สลับกับแดนดินที่นั่งทำหน้าเรียบอยู่
เอาเถอะ บางทีไปทำงานด้วยกันอาจจะทำให้ทั้งสองใกล้ชิดกันมากขึ้น
“ถ้าอยากทำก็ให้พี่เขาช่วยสอนแล้วกันนะ”
“เย้ ขอบคุณนะคะคุณย่า”
ขณะที่ฤทัยรักษ์ฉีกยิ้มดีใจ ใครบางคนกลับแอบหัวเราะในใจ
คอยดูเถอะ เขาจะทำให้เธอแจ้นกลับไปเล่นที่วังเร็วๆ นี้เลย!
“แกล่ะกุ้ง ยอมให้คุณภัทรกินมั้ยจ๊ะ”กรรณิกาช้อนสายตามองคนชอบกินกุ้งข้างๆ ถามเสียงเบา “คุณอยากกิน...”"ตั้งแต่หัวยันหางเลย" ภัทรชนม์ตอบก่อนเธอจะพูดจบซะอีกทนไม่ไหวแล้ว!“ขอตัวกลับก่อนนะคะ จะรีบไปดูซีรีส์น่ะ” กรรณิกาทนเขินไม่ไหว รีบลุกขึ้นเอ่ยลาด้วยเหตุผลที่เด้งขึ้นมาในหัวแล้วเดินหนีออกมาทันที แผนการของนายหญิงมันเล่นกับหัวจเกินไป เธอต้านไม่ไหวจริงๆ“รีบตามไปสิวะ""ใช่ค่ะ รีบตามไปเร็ว นี่โอกาสทองเลยนะคุณภัทร""ใช้โอกาสนี้ปรับความเข้าใจได้เต็มที่เลยนะคะ อีกสักชั่วโมงสองชั่วโมงโน่นละภาถึงจะกลับ”ได้ยินพวกหอมจันทร์ร้องบอกเช่นนั้น ภัทรชนม์ก็เลิกมองตามกรรณิกาเหมือนหมาหงอย ลุกขึ้นวิ่งไล่ตามเธอไปทันทีภัทรชนม์ไม่ต้องตามหานาน แค่วิ่งออกมาก็เจอร่างบางของคนที่วิ่งออกมาก่อนหน้านี้กำลังนั่งกุมข้อเท้าตัวเองอยู่ไม่ไกล เขารีบวิ่งไปหาเธอ “กุ้ง!”“คุณภัทร” กรรณิกาเรียกคนวิ่งมาหาเสียงอ่อย เมื่อกี้เธอวิ่งพลางหันมองข้างหลังว่าจะมีคนตามมาหรือเปล่า ไม่ทันดูทางให้ดี เลยสะดุดเท้าตัวเองล้มจนเจ็บตัวแบบนี้“ขาเป็นอะไร”“กุ้งเดินสะดุด...เจ็บค่ะ!” เธอร้องบอกเมื่อภัทรชนม์นั่งลงจับข้อเท้าข้างที่เจ็บอยู่เบาๆชายหนุ่มตร
รอไม่นานเธียรวิชญ์ก็รับสาย (“ว่าไงคะ โทรหาพี่ทำไมเอ่ย เดี๋ยวสามีก็กลับบ้านแล้วค่ะ”)ลูกน้องสาวทั้งสองขนลุกเบาๆ กับความปากหวานของเจ้านาย ผิดกับนายหญิงที่หัวเราะเบาๆ อ้อนสามีเสียงหวาน“พี่เธียรขา วันนี้เรามาทำอะไรสนุกๆ กันเถอะค่ะ”(“หืม? จันทร์อยากทำอะไรคะ แล้วนี่อยู่ไหน เก็บดอกไม้กันเสร็จรึยัง”)“เรื่องดอกไม้เอาไว้ก่อนค่ะ พี่เธียรรู้มั้ยว่าวันนี้คุณภัทรเกือบจะยกทัพบุกแล้วนะคะ”(“ไอ้ภัทรจะยกทัพบุก? คืออะไร พี่งงนะ”)เธียรวิชญ์ถามกลับมางงๆ แต่หอมจันทร์ไม่มีเวลาอธิบาย เธอมองกรรณิกาเล็กน้อยก่อนจะบอกแผนการของตัวเองให้สามีรู้“จันทร์กับพี่ๆ กำลังวางแผนบุกคืนอยู่ที่บ้านของเราค่ะ เย็นนี้พี่เธียรช่วยเรียกหนุ่มๆ มาที่บ้านได้มั้ยคะ คนอื่นไม่เน้น เน้นคุณภัทร”(“อ้อ เรียกมาทำอะไรล่ะ พี่ไม่มีงานให้ภัทรทำนะ”)“งานอะไรก็ได้ค่ะ แต่เย็นนี้เขาต้องมา เข้าใจมั้ยคะ” นายหญิงของเกาะสั่งงานนายหัวเสียงเข้ม(“แล้วพี่จะลองดูค่ะ”)
ตอนพิเศษภัทรชนม์ กรรณิกามันจะใกล้เกินไปแล้วนะ!ภัทรชนม์คิดในใจขณะมองกรรณิกายืนคุยกับชายหนุ่มชาวต่างชาติด้วยสายตาเครียดขรึม แค่คุยกันนี่มันจำเป็นต้องยืนใกล้ชิดขนาดนั้นเลย ทีกับเขานี่ยืนใกล้ไม่ได้เลย ยิ่งเห็นเธอยิ้มแย้มพูดคุยกับหมอนั่น หัวใจเขายิ่งปวดหนึบหรือว่ามันถึงเวลาที่เขาควรจะยอมแพ้สักที...“ถ้ามึงไม่กล้าบอกเขาว่าคิดยังไง มึงก็ตัดใจเถอะภัทร แก่ๆ กันแล้ว จะเล่นกับความรู้สึกตัวเองทำไมวะ” แมทธิวผู้เป็นตัวตั้งตัวตีดึงแกมลากเพื่อนมาสารภาพรักกับสาวกระซิบบอก โดยมีชาติชายพยักหน้าว่าตาม“เออ กูเห็นด้วยกับไอ้แมท ตี๋หล่ออินเตอร์อย่างมึง สาวๆ แถวนี้เหลียวหลังมองตามคอแทบหัก จะมาสนใจอะไรกับคนที่ไม่ได้สนใจมึงสักนิดวะ”“มึงน่ะหุบปากไปเลย”ชาติชายหุบปากทันที แต่ยังแอบค้อนตี๋หล่อ ก่อนจะหันไปขอความช่วยเหลือจากหัวหน้าแก๊ง อุตส่าห์ฮึดใจสู้ดั้นด้นมาภาพรักกับแก้วตาดวงใจทั้งที แม่งเสือกใจเสาะมายืนหลบมุมเสาเพราะเจอสาวคุยกับหนุ่มตาน้ำข้า
หอมจันทร์ปลีกตัวออกมาจากห้องแต่งตัวทันทีที่ได้ยินช่างทำผมคนหนึ่งบอกว่ามีแขกมาถึงแล้วกลุ่มหนึ่งดูจากเวลาคงจะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากญาติผู้น้องที่ร่วมมือกันกับสองหนุ่มส่งเธอไปอยู่ที่เกาะเคียงจันทร์ เธอรีบสาวเท้าเดินฉับๆ ไปเคาะห้องนอนของฤทัยรักษ์ บริรักษ์ภักดี“ยัยหนูเน่า!” เรียกเสียงดังลั่นเมื่อประตูห้องเปิดออก“พี่หญิงเบาเสียงลงหน่อยค่ะ เดี๋ยวเด็กๆ จะตื่นเอา หนูอุ่นว่าเราไปคุยกันที่อื่นดีกว่านะคะ” ฤทัยรักษ์รีบบอกแล้วจูงมือพี่สาวที่มีสีหน้างงๆ เมื่อได้ยินคำว่า 'เด็กๆ' เดินไปนั่งเก้าอี้ตรงโถงนั่งเล่นริมระเบียงที่อยู่ตรงข้ามห้องตนหอมจันทร์เลิกสนใจเรื่องเด็กที่ว่า พอนั่งลงก็แกล้งทำหน้าตาขึงโกรธ “ยัยตัวดี! กล้าร่วมมือกับคนอื่นวางแผนทำกับพี่ได้ลงคอ”“โธ่! พี่หญิงอย่าโกรธหนูอุ่นเลยนะ เรื่องจริงเป็นยังไงพี่หญิงก็ทราบแล้วนี่นา” คนน้องอ้อนวอนเสียงอ่อนเสียงหวาน“เรานี่มันจริงๆ เลย ไปรู้เห็นเป็นใจกับสองคนนั้นได้ยังไง ต้องอยู่ฝ่ายพี่สิถึงจะถูก”“หนูอุ่นไม่ได้ตั้งใจ รู้ตัวอี
พิธีหมั้นหมายตามประเพณีของเธียรวิชญ์กับหอมจันทร์จัดขึ้นอย่างเรียบง่าย เป็นงานเช้าในบรรยากาศแสนเงียบสงบของวังเทพรัตน์ธรรม มีเพียงญาติผู้ใหญ่และเพื่อนสนิทของทั้งสองฝ่ายไม่กี่คนเท่านั้นที่ได้เข้าร่วมงานสัปดาห์ต่อมา งานฉลองมงคลสมรสถึงจัดขึ้น สถานที่จัดงานยังคงเป็นวังเก่าบ้านเจ้าสาว งานจะเริ่มในตอนค่ำ แต่ทีมช่างแต่งหน้าทำผมมาถึงแต่เที่ยง เพื่อเนรมิตเจ้าสาวให้ออกมาสวยที่สุดตามคำสั่งของเจ้าบ่าวคนอีกกลุ่มที่มาถึงคือแขกคนแรกที่เจ้าสาวเชิญ ทว่าฤทัยรักษ์ไม่ได้มาคนเดียว ยังมีเด็กและคนชรามากับเธอด้วย นับรวมได้อีกสี่คน“คุณนม! คุณหนู!”เด็กสาวคนหนึ่งปรี่ออกมาหา เมื่อเห็นว่าใครยืนอยู่หน้าตึกเก่าของวังฯ ทำให้ถูกหญิงสูงวัยที่เจ้าหล่อนเรียกว่าคุณนมเอ่ยปรามเสียงดุทันที“เบาๆ หน่อยสิแม่กระจิบ”“ก็กระจิบดีใจที่คุณๆ กลับมาแล้วนี่เจ้าคะ!”คุณนมคำแพงส่ายหน้ายิ้มๆ ให้แม่คนอยู่เป็น ขณะที่ฤทัยรักษ์หัวเราะเบาๆ ตอบกลับสาวใช้ตัวน้อยเสียงหวาน“พวกเราก็คิดถึงกระจิบและทุกคนที่นี่เหมือนกันจ้ะ""คิดถึงแต่ไม่ติดต
ท่านหญิงวรรณฤดีพยักพเยิดถามเอกตะวัน “ชายใหญ่ฟังแล้วคิดว่าอย่างไร จะยกน้องสาวให้เพื่อนหรือเปล่า”“หึหึ ชายพอใจกับคำสัญญานี้ครับ แต่ชายจะยกน้องให้ก็ต่อเมื่อเธียรยกเกาะเคียงจันทร์กับจันทรารีสอร์ตเป็นของขวัญวันแต่งงานให้หญิงจันทร์ครับ” เอกตะวันตีหน้าขรึมยื่นข้อเสนอ“เกาะส่วนตัวที่บอกว่าเธียรเนรมิตขึ้นมาเพื่อหญิงจันทร์น่ะรึ”“ครับ”“จันทร์ไม่อยากได้สักหน่อย” หอมจันทร์แย้งขึ้นมาในตอนนั้น แต่เจอว่าที่คุณลุงสวนคืนมาทันควัน“ก็เก็บไว้ให้หลานของพี่สิ”หอมจันทร์กับเธียรวิชญ์ทำตาโตมองเขาอย่างตกใจก็ไหนตกลงกันแล้วว่าจะไม่พูดเรื่องนี้!เป็นเธียรวิชญ์รีบอ้าปากบอกก่อนเงาหัวจะไม่มี “เรื่องนั้นไม่มีปัญหาเลย เดิมทีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดบนเกาะเคียงจันทร์ก็เป็นของจันทร์อยู่แล้ว เป็นของขวัญที่ฉันตั้งใจจะยกให้น้องหลังจากที่เราใช้ชีวิตคู่ด้วยกันน่ะ”“ฮะ! จะบอกว่ามึงตั้งใจยกเกาะให้จันทร์ตั้งแต่ที่มึงขอซื้อต่อจากลุงแล้ว?”“
ฤทัยรักษ์คิดว่าตัวเองควรพูดอะไรสักหน่อย เพื่อให้มั่นใจว่าดอกแก้วกับแดนไทเข้าใจถูกแล้วจริงๆ “เอ่อ ตอนนี้คุณลุงคุณป้าเข้าใจดีแล้วใช่ไหมคะ ว่าเราสองคนไม่ได้เป็นอะไรกันตามที่ชาวบ้านเขาลือ”“จ้ะ” ดอกแก้วพยักหน้ารับอย่างนึกเสียดายอยู่“ดินบอกแล้ว มันไม่ใช่อย่างที่พ่อกับแม่คิด”“ใครใช้ให้แกหวงเนื้อหวงตัวม
“อะไรจ๊ะๆ ใครรังแกลูกเป็ดของมามี้เหรอ” ฤทัยรักษ์ส่งเสียงมาทันทีที่ได้ยินเสียงเด็กหญิงเรียกหา พอเห็นว่ามีแขกอยู่บนเรือนก็ชะงักเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มอ่อนเอ่ยขออภัยแล้วรีบเดินไปหาคนที่ร้องไห้โยเยพอร่างบางนั่งลงข้างๆ แม่หนูก็ผละจากแดนดินไปกอดเอวไว้หมับ ซบหน้าสะอื้นไม่ยอมเงยหน้ามองใครเลย“ฮือ มามี้ขา”“โอ
“นี่เธอคิดว่าค่าน้ำมันบาทสองบาทหรือไง ถึงปล่อยให้ไหลท่วมขนาดนี้น่ะ!”เสียงตวาดมาแต่ไกลทำเอาคนกำลังใช้ผ้าขนหนูเช็ดตัวให้เด็กน้อยทั้งสองชะงักมือเล็กน้อย พอแดนดินเดินมาใกล้ เธอก็หลุบสายตาบอกเสียงเรียบแบบไม่มองหน้าเขา"ขอโทษค่ะ”“ลูกเป็ดขอโต๊ดค่า”“ลูกไก่ก็ขอโต๊ดค้าบ”"..." แดนดินมองลูกๆ ที่ทำเสียงละห้
“ฟ้าช่วยอะไรเราหน่อยได้ไหม” แดนดินเอ่ยอย่างไม่อ้อมค้อมเมื่อเดินมาถึงเรือนเล็กแล้ว ไม่ใช่อะไร กลัวว่าสาธิตจะตามมานั่นละ“ช่วยเรื่องอะไร” คนถูกขอร้องถามงงๆ“ช่วยแกล้งเป็นคนรักของเราชั่วคราวได้หรือเปล่า”“แกล้งเป็นคนรักเหรอ?”“เราอยากจะรู้อะไรบางอย่าง ถือว่าช่วยเราหน่อยนะ”“อ๋อ อยากลองใจหนูอุ่นคนนั้นส







